ภูมินามวิทยาพระนครศรีอยุธยา

วนิช สุธารัตน์

ตอน : ตามหาร่องรอยบ้านรับแขกเมืองของพระยาพระคลัง
วนิช สุธารัตน์

นำเรื่อง
                พระยาพระคลังตามหัวเรื่องคือ ออกพระวิสูตรสุนทร หรือโกษาปาน เมื่อท่านอายุได้ 35 ปี ได้รับการแต่งตั้งจากราชสำนักสยามให้เป็นทูตเดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรีกับราชสำนักของฝรั่งเศสและได้ออกเดินทางไปพร้อมกับ เชวาเลียร์ เดอโชมอง ทูตจากราชสำนักของฝรั่งเศส โดยอาศัยเรือรบของฝรั่งเศสชื่อ ลัวโซ เดินทางจากกรุงศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 12 เดือนธันวาคม พ.ศ.2228 ได้เข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ณ พระราชวังแวร์ไซส์ กรุงปารีส เมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ.2229 และเดินทางกลับ กรุงศรีอยุธยาเมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ.2230 ทูตสยามคณะนี้ได้สร้างเกียรติยศอันยิ่งใหญ่ปรากฏต่อราชสำนักของฝรั่งเศสและต่อชาวยุโรป จวบจนกระทั่งทุกวันนี้ คณะทูตสยามชุดนี้ได้รับเกียรติยศเรื่องอะไรบ้างมีหลักฐานปรากฏชัดเจนเป็นตัวอย่างบางเรื่องดังต่อไปนี้

               เมื่อเรือของคณะทูตสยามถึงเมืองเบรสต์ เมืองท่าเรือของฝรั่งเศสทางด้านมหาสมุทรแอตแลนติค ในวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ.2229 สิ่งแรกสุดที่ออกพระ- วิสูตรสุนทรกับคณะฑูตสยามได้รับเกียรติยศก็คือเชวาเลียร์ เดอโชมอง ได้สั่งทหารที่ประจำการอยู่ในเรือรบ 2 ลำ ให้ยิงปืนใหญ่หรือยิงสลุตรับท่านราชทูตทุกกระบอก เส้นทางที่คณะทูตขึ้นบกเพื่อเข้าเมืองได้รับเกียรติยศ ตั้งชื่อว่า ถนนสยาม ยังคงปรากฏชื่ออยู่จนถึงทุกวันนี้

               พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศสทรงโปรดให้ช่างเขียนภาพ คณะทูตสยามระหว่างเดินทางจากเมืองเบรสต์สู่กรุงปรารีสด้วยขบวนแห่ยาวเหยียด และให้เขียนภาพคณะทูตเข้าเฝ้าทูลถวายพระราชสาส์น ที่พระราชวังแวร์ซายส์ เมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ.2229

               การเข้าเฝ้าครั้งนี้ฝรั่งเศสได้ตีพิมพ์รูปลงหนังสือพิมพ์เผยแพร่ไปทั่วทวีปยุโรปและทำเหรียญเป็นที่ระลึกจำนวนมากด้วยกัน โดยถือว่าเป็นการกระชับสัมพันธ์ไมตรีระหว่างราชสำนักฝรั่งเศสกับราชสำนักสยาม

               ยังมีภาพอื่นๆ อีกหลายภาพที่มีการพิมพ์เผยแพร่ในขณะนั้น เช่น ภาพราชทูตได้เข้าเฝ้ามกุฏ-ราชกุมารีในห้องบรรทม ซึ่งถือว่าเป็นการได้รับเกียติยศ สูงสุดสำหรับราชทูตสยาม ยังมีภาพราชทูตเข้าชมโรงงานด้านพลังน้ำที่แมงเตอนอง แอกกัวดักด์ และมหาวิทยาลัยอะคาเดมีเดซ์ เบลส์เลตร์ (Academic Belles-Lettres) ได้จัดทำเหรียญขึ้น เพื่อเป็นเกียรติยศแก่ราชฑูตไทยด้วย
เป็นที่เชื่อกันว่าออกพระวิสูตรสุนทรหรือพระยาพระคลังผู้นี้เป็นบรรพบุรุษของพระราชวงศ์จักรีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

Image

ภาพพิมพ์คณะราชทูตสยามไปฝรั่งเศสโดยนิโกลาส์ เดอลาร์ เมสแซ็ง จิตรกรชาวฝรั่งเศส

แสดงภาพจากซ้ายไปขวา ออกหลวงกัลยาราชไมตรี อุปทูต ออกพระวิสูตรสุนทรราชทูต และออกขุนศรีวิสารวาจา ตรีทูต

เมื่อคณะทูตอยู่ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ปี พ.ศ.2229

Image

ภาพพิมพ์ การเข้าเฝ้าถวายพระราชสาส์นแด่พระเจ้า หลุยส์ที่ 14 ในพระราชวังแวร์ซายส์ เมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ.2229

ที่ตีพิมพ์เผยแพร่ทั่วประเทศฝรั่งเศสและทวีป ยุโรปในยุคนั้น

ImageImage

ภาพเหรียญที่ระลึก ด้านหน้าเป็นรูปของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ด้านหลังเป็นรูปการเข้าเฝ้าถวายพระราชสาส์นของคณะราชทูตสยาม

เมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2229

ประวัติโดยย่อของพระยาพระคลัง (โกษาปาน)

               หลักแก้ว อัมโรสถ, (2548, หน้า 125-126 อ้างอิงจาก ธิติมา พิทักษ์ไพรวัน, 2531) ได้กล่าวถึงประวัติของโกษาปานไว้ว่า ต้นตระกูลของท่านคือ พระยาเกียรติแม่ทัพมอญที่ได้ติดตามสมเด็จพระ-นเรศวรมหาราช มารับราชการที่กรุงศรีอยุธยาตั้งแต่ปี พ.ศ.2108 ต่อมาลูกหลานคนหนึ่งของพระยาเกียรติ (บางตำราบอกว่าลูกหลานของพระยาราม-ผู้เขียน) ได้แต่งงานกับผู้หญิงชื่อบัว ที่เรียกกันว่า เจ้าแม่วัดดุสิต สตรีผู้สูงศักดิ์แห่งราชสำนักสยาม รัชสมัยพระเจ้า-ปราสาททอง และเป็นแม่นมของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ตอนหลังได้เป็นท้าวสมศักดิ์มหาธาตรี ท่านบัวนั้นแต่เดิมอาศัยอยู่ใกล้วัดดุสิต ซึ่งตั้งอยู่ริมคลองดุสิตตรงส่วนที่ต่อกับคลองปากข้าวสาร จึงได้เรียกกันมาว่า เจ้าแม่วัดดุสิต

Image

ศาลเจ้าแม่ดุสิต ตั้งอยู่ทางฝั่งเทศบาลนครอโยธยา ริมคลองดุสิต ด้านหลังเป็นซากสถูปของวัดดุสิตในสมัยกรุงศรีอยุธยา

เจ้าแม่ดุสิตหรือพระนมของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ผู้เป็นมารดาของโกษาปาน เคยมีนิวาสสถานอยู่ในบริเวณนี้

               เจ้าแม่วัดดุสิตมีบุตร 3 คน บุตรชายคนโตชื่อ เหล็ก ภายหลังก็คือเจ้าพระยาโกษาเหล็ก บุตรคนที่สองเป็นหญิงชื่อ แช่ม ต่อมาเป็นท้าวศรีจุฬาลักษณ์ บุตรคนที่สามเป็นชายชื่อ ปาน ต่อมาก็คือออกพระ-วิสูตรสุนทร หรือโกษาปานตามที่ได้กล่าวถึงในตอนต้น

               โกษาปาน มีบุตรชายชื่อขุนทอง ภายหลังได้รับยศเป็นพระยาอัสดาเรืองเดช และเลื่อนเป็น พระยากลาโหมและพระยาวรวงศาธิราช เสนาบดีทางด้านการต่างประเทศในรัชกาลของขุนหลวงสรศักดิ์

               พระยาวรวงศาธิราช มีบุตรชื่อทองคำ เป็นเจ้ากรมมหาดเล็กในรัชกาลขุนหลวงสรศักดิ์และเลื่อนยศเป็นพระราชนิกูล ตำแหน่งปลัดว่าการกรมมหาดไทย ในรัชกาลขุนหลวงท้ายสระ พระยาราช-นิกูลนั้นได้ย้ายหลักแหล่งไปสร้างบ้านอยู่ที่ “สะกุตรัง” หรือเมืองอุทัยธานีในปัจจุบัน

               พระยาราชนิกูล มีบุตรชื่อทองดี ได้เป็นหลวงพินิจอักษรเสมียนตราประจำกรมมหาดไทย ในรัชกาลของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ

               หลวงพินิจอักษรได้สมรสกับธิดารูปงามของคหบดีชาวจีนชื่อ ดาวเรือง ซึ่งมีบ้านอยู่ที่หลังป้อมเพชร และได้ย้ายมาอยู่กับภรรยา ณ สถานที่แห่งนี้

               หลวงพินิจอักษรก็คือ สมเด็จพระราชบิดาของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์จักรี

               ทั้งหมดนี้คือสายสัมพันธ์จากพระยาเกียรติถึงพระยาพระคลัง ตลอดมาจนถึงสมเด็จพระปฐม-บรมมหาชนกแห่งราชวงศ์จักรี

               เมื่อออกพระวิสูตรสุนทรเดินทางกลับจากฝรั่งเศสในปลายปี พ.ศ.2230 นั้น ก็ได้รับราชการเป็นที่โปรดปรานของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชมาก จนรุ่งขึ้นอีกปีหนึ่งคือ พ.ศ.2231 สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเสด็จสวรรคต พระเพทราชาขึ้นครองราชสมบัติ ในราวต้นๆ ของแผ่นดินพระเพทราชา โกษาปานได้รับพระราชทานเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นพระยาโกษาธิบดี ตำแหน่งว่าที่พระยาพระคลังในฐานะของอัครมหาเสนาบดี และผู้ว่าราชการต่างประเทศ

               ในปลายสมัยของสมเด็จพระนารายณ์ ชาวสยามเกิดความรู้สึกต่อต้านชาวต่างชาติขึ้นอย่างรุนแรง โดยเฉพาะชาวฝรั่งเศส โกษาปานได้เข้าเป็นฝ่ายของพระเพทราชาที่เป็นผู้นำการต่อต้าน และเมื่อพระเพทราชาปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ โกษาปาน ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้เจรจากับผู้บัญชาการทหารของฝรั่งเศสที่คุมป้อมอยู่ที่เมืองบางกอก (ธนบุรี) ในเวลานั้น ให้ถอนทหารออกไปจากอาณาจักรสยามได้สำเร็จ (ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, 2550 หน้า 205)

บ้านของหลวงพินิจอักษรตั้งอยู่ในสถานที่ใด

               ความตอนที่แล้วมีว่า เมื่อหลวงพินิจอักษรหรือพระปฐมบรมมหาชนกนาถได้สมรสกับธิดาของคหบดีชาวจีนชื่อ ดาวเรือง ซึ่งมีบ้านอยู่หลังป้อมเพชร แล้วท่านได้ย้ายมาอยู่กับภรรยา ณ สถานที่แห่งนี้

               คำถามจึงมีอยู่ว่า ก่อนหน้านั้นขณะที่ท่าน รับราชการดำรงตำแหน่งเสมียนตราประจำกรมมหาดไทย ท่านพำนักอยู่ที่ใด คำตอบได้จากข้อเขียนของกฤษฎา บุณยสมิด ดังนี้คือ

               กฤษฎา บุณยสมิด, (2548 หน้า 2) ได้อ้างถึงหนังสือที่ระลึกและจดหมายเหตุพระราชพิธีสมมงคล พระชนมายุเท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ตอนพระราชประวัติพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ระบุว่า

               “ขณะที่กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า ใน พ.ศ.2310 สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก ดำรงตำแหน่งเป็นพระอักษรสุนทรเสมียนตราในกรมมหาดไทย ท่านตั้งนิวาสสถานอยู่ภายในกำแพงพระนครศรีอยุธยา ใกล้พระอารามวัดบรมพุทธาวาศน์คือ วัดกระเบื้องเคลือบ ซึ่งเป็นพระอารามของสมเด็จพระเพทราชาทรงสร้างลงในบ้านเดิมของพระองค์ ต่อมาย้ายไปอยู่บ้านสมเด็จพระมหาชนนีภายในกำแพงพระนครหลังป้อมเพชร ทรงสร้างวัดสุวรรณดาราม”

               วัดบรมพุทธาวาสน์หรือวัดบรมพุทธารามเป็นวัดที่ตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา

Image

วัดบรมพุทธาราม สร้างในรัชสมัยของพระเพทราชา กษัตริย์ในสมัยปลายกรุงศรีอยุธยา อยู่ในมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา

               จากแผ่นดินของพระเพทราชา ซึ่งเป็นสมัยที่พระยาพระคลังยังมีชีวิตอยู่ จนถึงแผ่นดินของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ สมัยของหลวงพินิจอักษรนั้นมีระยะเวลาห่างกันประมาณ 50 – 60 ปี มีความเป็นไปได้สูงที่ หลวงพินิจอักษรคงจะตั้งบ้านเรือนอยู่ในที่ดินส่วนที่เป็นของปู่ทวด (โกษาปาน) มาก่อน หรือบางทีบ้านที่ท่านอยู่นั้น อาจจะเป็นหลังเดียวกันกับบ้านที่ปู่ทวดเคยใช้ต้อนรับแขกเมืองคือ คณะราชทูตเนเธอแลนด์และหมอแกมเฟอร์ ซึ่งจะได้กล่าวถึงต่อไป

การเดินทางของหมอแกมเฟอร์เข้ามาในราชอาณาจักรสยาม

               เมื่อปี พ.ศ.2233 หมอชาวเยอรมันชื่อ เอนเยลเบิร์ต แกมเฟอร์ (Engelbert Kaempfer) เป็นหมอประจำคณะทูตของเนเธอร์แลนด์ เดินทางมาพร้อมกับคณะทูตจากเมืองบาตาเวียในเกาะชวา จะไปยังประเทศญี่ปุ่นเพื่อเจริญทางพระราชไมตรีกับประเทศนั้นได้แวะเข้ามายังประเทศสยาม เพื่อการถวายพระราชสาสน์ของราชทูต ณ กรุงศรีอยุธยาด้วย คณะทูตได้เดินทางมาถึงโรงสินค้าของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งอยู่ทางใต้ของวัดพนัญเชิง เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ.2233

               หลังจากนั้นอีก 2-3 วัน ผู้อำนวยการโรงสินค้าของเนเธอแลนด์กับคณะทูตพร้อมด้วยล่ามภาษาไทย ภาษามลายู ได้พร้อมกันเข้าพบพระยาพระคลังในฐานะที่ท่านดำรงตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีและผู้ว่าราชการต่างประเทศ เพื่อยื่นราชสาสน์และเครื่องบรรณาการซึ่งนำมากับเรือถวายพระเจ้าแผ่นดินรวมทั้งตัวของพระยาพระคลังเองด้วย สถานที่ซึ่งจะเข้าพบพระยาพระคลังก็คือที่ออกแขกเมือง หรือบ้านสำหรับรับแขกเมืองของท่านนั่นเอง

               หมอแกมเฟอร์ เขียนเล่าว่า พระยาพระคลังได้ส่งขุนนางชั้นที่ 2 หรือชั้นออกพระ (opera) มา 4 คน พร้อมด้วยขบวนเรือ ซึ่งมีลวดลายอันงามวิจิตรจำนวน 6 ลำ ขบวนแห่พระราชสาสน์นั้นมีเรือลำหนึ่ง นำหน้าเป็นเรือของออกพระศรียศ ตามด้วยเรือขุนนาง อีก 3 ลำ ลำละคน ต่อไปเป็นเรือเชิญพระราชสาสน์ถวายพระเจ้าแผ่นดินและสาสน์สำหรับพระยาพระคลัง ที่เขียนเป็นภาษามลายูและภาษาดัชท์ แต่ละฉบับใส่ไว้ในกระเป๋าปักดิ้นทอง กระเป๋าทั้งสองวางไว้ในพานทองมีผ้าปักคลุมแล้วจึงนำบรรจุหีบไม้จันทน์ประดับมุกอีกชั้นหนึ่งตามธรรมเนียมของบ้านเมือง แล้วจึงนำไปวางบนเก้าอี้ไม่มีแขนและพนักพิงซึ่งตั้งอยู่ใต้หลังคาครอบ มีล่ามนั่งอยู่บนพรมตรงหน้าสาสน์ สำหรับหมอแกมเฟอร์กับคณะนั้นได้ลงเรือลำท้ายสุด ซึ่งมีความสั้นเป็นพิเศษแล่นตามเรือเชิญสาสน์ถวายพระเจ้าแผ่นดิน

Image

ภาพเขียนแผนที่พระนครศรีอยุธยา โดย มองซิเอร์ เดอ ลาลูแบร์ ซึ่งเข้ามาในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

ก่อนหมอแกมเฟอร์ 3 ปี ภาพนี้ให้สังเกตเส้นสีดำสั้นขนาดใหญ่ตรงส่วนล่างของภาพ นั่นคือ คลองประตูเทพหมี คลองน้ำใหญ่ที่สุดของพระนครศรีอยุธยา

สืบค้นตำแหน่งบ้านรับแขกเมืองของพระยาพระคลัง

               หมอแกมเฟอร์ เขียนเล่าต่อว่า ขบวนเรือแล่นเลียบกำแพงพระนครขึ้นไปตามลำน้ำสักประเดี๋ยวหนึ่ง ก็เลี้ยวไปสู่บ้านของท่านพระยาพระคลัง อันเป็นที่ซึ่งท่านออกรับแขกเมืองอย่างสง่าสมเกียรติ เราขึ้นบกทางด้านนี้ และเดินต่อไปจนถึงบ้าน ลานบ้านอยู่ค่อนข้างจะสกปรกและอับๆ แต่ยังดีกว่าบ้านอีกแห่งหนึ่งของท่าน ซึ่งเราได้ไปเยี่ยมคำนับท่านเป็นส่วนตัวมาแล้วก่อนหน้านี้ 2-3 วัน พอเข้าไปในบริเวณลานบ้าน เราก็เห็นเรือนหรือห้องเปิดโล่งหลังหนึ่งอยู่ทางซ้ายมือทำเกือบเป็นรูปจัตุรัส ไม่มีผนัง พื้นปูกระดาน มีคนอยู่เต็ม บ้างก็นั่ง บ้างก็เดินคุยกัน ทางขวามือเห็นช้างเชือกหนึ่ง ผูกครบยืนอยู่ในโรง ตรงกันข้ามกับทางเข้ามีบันไดหินขึ้นสู่เรือนพระยาพระคลัง
บันทึกของหมอแกมเฟอร์ ตอนนี้บอกให้เรารู้ว่า ขบวนเรืออัญเชิญพระราชสาสน์มี 6 ลำ จัดเรียงขบวนกันเป็น 1 : 3 : 1 : 1 โดยที่ขบวนเรือแล่นเลียบกำแพงพระนครขึ้นไปในชั่วเวลาไม่นาน ก็เลี้ยวไปสู่บ้านของพระยาพระคลัง

Image
ภาพขยายจากแผนที่ข้างต้น คือ ส่วนของคลองประตูเทพหมีที่เห็นรูปลำคลองมีความโค้งเหมือนคันธนู ตรงส่วนกลางของคลองเป็นสะพานวานร ในภาพเขียนนี้มีช่องใต้สะพานจำนวน 5 ช่อง เป็นสะพานที่ใหญ่ที่สุดและปัจจุบันยังมีสภาพเป็นสะพานที่มีความสมบูรณ์มากที่สุดของบรรดาสะพานโบราณทั้งหลายของพระนครศรีอยุธยา บนสะพานคือถนนคนเดินที่เชื่อมโยงพื้นที่ระหว่างฟากตะวันออกกับตะวันตกของพื้นที่ตอนใต้ ของพระนครศรีอยุธยาในอดีต
Image
ภาพเขียนสีน้ำมันสมัยกรุงศรีอยุธยา โดย โยฮันเนส วิงโบนส์ จิตรกรชาวดัชท์ ภาพนี้เขียนขึ้นราวปี พ.ศ.2208 ตามความประสงค์ของบริษัทอินเดียตะวันออก ฮอลันดา (VOC) ในภาพแสดงรูปพรรณสัณฐานของกรุงศรีอยุธยา ทางตอนล่างของภาพคือ คลองประตูเทพหมีสถานที่ตั้งมหาวิทยาราชภัฏพระนครศรีอยุธยาในปัจจุบัน

               ถ้าเราสร้างจินตนาการภาพประกอบกับการคิดเชิงเหตุผลในลักษณะของความเป็นไปได้ ก็จะเห็นภาพของเรือแล่นทวนกระแสน้ำเจ้าพระยาเลียบกำแพงเมืองด้านทิศใต้ผ่านคลองนายก่าย (คลองมะขามเรียงในปัจจุบัน) ขบวนเรือแล่นเลียบกำแพงอีกชั่วประเดี๋ยวเดียวก็ถึงคลองน้ำสายใหญ่ ถึงตรงนี้ขบวนเรือเลี้ยวขวาเข้าประตูใหญ่ของคลองน้ำที่ชื่อว่าคลองประตูเทพหมี หรือคลองประตูเทษมี ซึ่งเป็นคลองน้ำที่ใหญ่ที่สุดของกรุงศรีอยุธยา ดูจากในภาพเขียนของฝรั่ง สะพานวานรหรือสะพานเทพหมีมีช่องใต้สะพานอยู่ 5 ช่อง ซึ่งสะพานโดยปกติจะมีช่องส่วนนี้อยู่เพียงช่องเดียวหรือสามช่องเท่านั้น ขนาดความยาวของสะพานก็คือขนาดของความกว้างของคลอง ดังนั้นคลองประตูเทพหมีจึงน่าจะมีความกว้างประมาณ 12 เมตรเศษ ซึ่งพอเพียงที่จะให้เรือ ในขบวนอัญเชิญพระราชสาส์นเคลื่อนขบวนเรียงสาม เข้ามาได้

               คลองที่ถัดไปอีกหนึ่งคลองคือคลองฉะไกรน้อย มีขนาดเล็กกว่ากันมาก คลองนี้อยู่ด้านตะวันออกของวัดบรมพุทธาราม ซึ่งคลองฉะไกรน้อยนี้ขบวนเรือคงจะเข้าไปไม่ได้ทั้งหมดเว้นแต่ว่าจะเข้าไปทีละลำ ฉะนั้นขบวนเรือคงจะไม่ได้ไปขึ้นบกที่คลองฉะไกรน้อย เนื่องจากคลองฉะไกรน้อยอยู่ไกลออกไปอีกมากด้วย ในบันทึกบอกว่าสักประเดี๋ยวหนึ่ง

               ขบวนเรืออัญเชิญพระราชสาสน์จอดเทียบท่า หรือสะพานที่เชิงสะพานวานรแล้วขบวนแห่พากัน เดินขึ้นบกไปตามทางเดินเพื่อไปยังบ้านรับแขกเมืองของพระยาพระคลัง ซึ่งในแผนที่ฝรั่งยุคปลายกรุงศรีอยุธยา จะมองเห็นแนวทางเดิน (ถนน) นี้เป็นถนนที่เชื่อมต่อระหว่างสะพานวานรกับสะพานหน้าวัดบรมพุทธาราม อย่างชัดเจน

Image
แผนที่ลายมือเขียนกรุงศรีอยุธยา ซึ่งหมอแกมเฟอร์ เขียนขึ้นระหว่างพำนักอยู่ในกรุงศรีอยุธยา ในปัจจุบัน พ.ศ.2233
ส่วนล่างตรงกลางภาพ คือ บริเวณคลองประตูเทพหมี ซึ่งเป็นคลองสำคัญ ปัจจุบันอยู่ในมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
Image
ภาพขยายส่วนของคลองประตูเทพหมี จากแผนที่ลายมือเขียนของ หมอแกมเฟอร์จะเห็นแนวถนนเชื่อมต่อระหว่างสะพานวานรกับสะพานบ้านดินสอ หน้าวัดบรมพุทธาราม ตรงกึ่งกลางภาพริมถนนมีอาคารหลังคาทรงไทย (อยู่ในวงกลม) บนหลังคามีส่วนคล้ายปั้นลมอยู่ด้วย บ้านหลังนี้อาจจะเป็นบ้านรับแขกเมือง ของพระยาพระคลังในอดีต

               ทางเดินหรือถนนคนเดินสายนี้ ก็คือถนนบ้านแห ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของสะพานวานรหรือสะพานเทพหมี เชื่อมต่อกับถนนพระงามทาง ทิศตะวันตก ไปถึงสะพานบ้านดินสอหน้าวัดบรมพุทธาราม ถนนสายนี้มีสถานที่สำคัญในอดีตหลายอย่าง เช่น วัดอำแม บ้านแขกใหญ่เจ้าเซ็น (เฉกอะหมัด) บ้านเจ้าพระยาพระคลัง (โกษาปาน) วัดพระงาม วัดบรมพุทธาราม เป็นต้น และถนนสายนี้ถ้าดูจากภาพเขียนสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งเขียนขึ้นในราว ปี พ.ศ.2208 จะเห็นว่ามีทางเชื่อมต่อกับถนนจีน ซึ่งผ่านชุมชนชาวจีนทางทิศใต้ของกรุงศรีอยุธยาขนานกับกำแพงเมืองด้านทิศใต้ผ่านศาลเจ้าแม่ทับทิมไปจนถึงหน้าวัดหอรัตนไชย (วนิช สุธารัตน์, 2550, หน้า 15-16)

Image
สะพานเทพหมีหรือสะพานวานรในมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ปัจจุบันเป็นสะพานเก่าสะพานเดียวที่ยังคงมีภาพลักษณ์ของความเป็นสะพานให้เห็นมากกว่าสะพานโบราณอื่นๆ ของกรุงศรีอยุธยา ตรงเชิงสะพานแห่งนี้อาจจะเป็นที่คณะราชทูตฮอลันดาและหมอแกมเฟอร์อัญเชิญพระราชสาส์นขึ้นไปยังบ้านรับแขกเมืองของพระยาพระคลัง
Image
สะพานบ้านดินสออยู่บริเวณด้านหน้าวัดบรมพุทธาราม ในมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา คลองที่เห็นในภาพคือ
คลองฉะไกรน้อย เป็นคลองที่เคยใช้ต้อนรับคณะทูตฝรั่งเศสและทูตศรีลังกาในสมัยปลายกรุงศรีอยุธยา

               ตำแหน่งของบ้านรับแขกเมืองอยู่ตรงไหน คำตอบจึงอยู่ที่ต้องหาส่วนประกอบที่สำคัญอีกส่วนหนึ่งให้พบส่วนประกอบส่วนนี้คือโรงช้าง ตามที่มีการกล่าวถึงในบันทึกของหมอแกมเฟอร์ บอกว่า “โรงช้างอยู่ทางด้านขวามือของทางเข้าบ้าน”

Image

ถนนหน้าอาคารท้องฟ้าจำลองพระราชานุสรณ์พระจอมเกล้า ซึ่งเป็นถนนที่อยู่ในแนวเดียวกับถนนสมัยโบราณคือ

ถนนหน้าวัดพระงามที่เชื่อมต่อระหว่างสะพานวานรหรือสะพานเทพหมีกับสะพานบ้านดินสอหน้าวัดบรมพุทธาราม

ถนนสายนี้ในอดีตเป็นที่ตั้งของบ้านรับแขกเมืองของพระยาพระคลัง

               ในแผนที่ตัวเขียนกรุงศรีอยุธยา ซึ่งหมอแกมเฟอร์ เขียนขึ้นเองระหว่างพำนักในกรุงศรีอยุธยาในปี พ.ศ.2333 ก็ได้เขียนภาพถนนสายดังกล่าวนี้ไว้ด้วย ทางด้านเหนือถนนสายดังกล่าวห่างจากสะพานวานรไปทางทิศตะวันตกไม่มากนัก มีภาพของบ้านหลังหนึ่งมีหลังคาหน้าจั่วแบบทรงไทยตรงหลังคามีแผ่นเครื่องหมายคล้ายๆ ปั้นลมติดอยู่ด้วย ตรงด้านข้างของแผนที่ มีตัวอักษรภาษาดัชท์โบราณเขียนอธิบายสถานที่สำคัญต่างๆ 18 แห่งที่ปรากฏอยู่ในแผนที่ตัวเขียนนี้ แต่ไม่สามารถจะอ่านได้ บ้านทรงไทยหลังนี้คือบ้านรับแขกเมืองของพระยาพระคลังหรือท่านโกษาปานตามที่หมอแกมเฟอร์ได้กล่าวถึงมาแล้วอย่างแน่นอน

ตำแหน่งของโรงช้างอยู่ตรงที่ใด

               ถ้าเราหาตำแหน่งของโรงช้างพบ เราก็สามารถกำหนดตำแหน่งบ้านรับแขกเมืองของพระยาพระคลังหรือท่านโกษาปานได้อย่างถูกต้อง วิธีการสืบค้นก็ต้องสอบถามจากผู้อาวุโสจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเคยเกี่ยวข้องกับสถานที่แห่งนี้เพื่อหาร่องรอยสำคัญ
สถานที่ตรงบริเวณอาคารเรียนของคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา เมื่อประมาณ 50-60 ปีก่อน เป็นสถานที่ตั้งของโรงเรียนประตูไชย ซึ่งในตอนนั้นมีท่านอาจารย์ปัญญา น้ำเพชร เป็นอาจารย์ใหญ่และเป็นชาวอยุธยาโดยกำเนิด ขณะนี้ท่านมีอายุ 82 ปี เป็นประธานกรรมการมูลนิธิพระมงคลบพิธ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จากการสอบถามท่านได้รับคำตอบว่าตรงบริเวณ ริมกำแพงรั้วคณะวิทยาศาสตร์ฯ ด้านทิศตะวันออกเป็นที่ตั้งของโรงช้าง เรียงกันตามแนวทิศเหนือใต้มีอยู่หลายโรง ขณะนั้น (เมื่อราวๆ 60 ปีที่ผ่านมา) โรงช้างเหลือแต่ส่วนฐานกับส่วนของผนังอีกไม่มากนัก แต่ไม่ทราบว่าเป็นโรงช้างของท่านผู้ใด เพียงแต่ได้รับคำบอกเล่าต่อๆ กันมาว่าเป็นโรงช้างเท่านั้น (ดูภาพประกอบ)

Image

สุภาพบุรุษที่สวมชุดสากลในภาพคือ อาจารย์ปัญญา น้ำเพชร ประธานกรรมการมูลนิธิพระมงคลบพิตร พระนครศรีอยุธยา วัย 82 ปี

ท่านเป็นชาวพระนครศรีอยุธยาโดยกำเนิด ได้กรุณาชี้ตำแหน่งที่ท่านยืนยันว่าเป็นโรงช้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา

ซึ่งอยู่บริเวณรั้วคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้ผู้เขียนได้รับทราบ (ภาพนี้ถ่ายเมื่อปี พ.ศ.2551)

พื้นที่ส่วนนี้เมื่อมีการขุดลึกลงไป 1 เมตร เพื่อวางท่อระบายน้ำ (เดือนกุมภาพันธ์ 2552)

สามารถมองเห็นอิฐที่ก่อเป็นฐานของโรงช้างได้ชัดเจนมาก

               จากปีที่พระยาพระคลังใช้บ้านของท่านรับแขกเมืองคือ คณะทูตของเนเธอร์แลนด์ ใน ปี พ.ศ.2233 จนกระทั่งถึงสมัยที่อาจารย์ปัญญา น้ำเพชร เป็นอาจารย์ใหญ่โรงเรียนประตูไชย ราวๆ พ.ศ.2490 ต้นๆ นับเวลาราวๆ 250 ปี มีความเป็นไปได้สูงที่สิ่งก่อสร้างประเภทก่ออิฐถือปูนยังคงเหลือรอดจากการผุกร่อนถูกทำลายโดยธรรมชาติ และจากน้ำมือของมนุษย์ แต่ถ้าเป็นระยะเวลายาวนานกว่านั้นก็อาจจะไม่มีอะไรหลงเหลือให้สืบค้นได้อีกต่อไปก็เป็นได้

Image

ภาพการขุดท่อระบายน้ำบริเวณที่เข้าใจกันว่าเป็นฐานของโรงช้างเจ้าพระยาพระคลัง

ในภาพแสดงการก่ออิฐเป็นชั้นๆ ในส่วนของฐานอาคาร โรงช้างซึ่งมองเห็นเป็นแนวยาวตลอด

จากทิศเหนือไปยังทิศใต้ ความยาวประมาณ 10 เมตร ภาพนี้ถ่ายเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2552

หลังจากวันที่อาจารย์ปัญญา น้ำเพชร ชี้ตำแหน่งประมาณหนึ่งปีเศษ

               ดังนั้นจึงน่าจะมีข้อสรุปที่ค่อนข้างสมบูรณ์ด้วยเหตุผลและหลักฐานตามที่ได้แสดงมาแล้วว่า บริเวณที่ตั้งตัวอาคารคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหรืออาคารใกล้เคียงของมหาวิทยาลัยราชภัฏ พระนครศรีอยุธยา ในปัจจุบันเป็นสถานที่ซึ่งแต่เดิมเคยเป็นสถานที่ตั้งบ้านรับแขกเมืองของพระยาพระคลัง อัครมหาเสนาบดีและผู้ว่าราชการต่างประเทศในรัชสมัยของพระเพทราชารวมทั้งอาจเคยเป็นบ้านของหลวงพินิจอักษรสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก ต้นตระกูลของพระราชวงศ์จักรีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ อีกด้วย

Image

บริเวณอาคารของคณะวิทยาศาสตร์หลังนี้ น่าจะเป็นที่ตั้งบ้านรับแขกเมืองของ พระยาพระคลังหรือท่านโกษาปาน

บรรณานุกรม

กฤษฎา บุณยสมิด. (2548). “พระอัจฉริยภาพด้านนิติศาสตร์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช”           ในกฎมณเฑียรบาลฉบับเฉลิมพระเกียรติ: ผลงานวิจัย. กรุงเทพฯ : สามลดาการพิมพ์.
จรรยา มาณะวิท. (2545). คลองและท่าเรือจ้างสมัยโบราณกรุงศรีอยุธยา. อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา.
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ. (2550). อยุธยา. กรุงเทพฯ : มูลนิธิ โตโยต้าประเทศไทย.
เซอร์จอห์น เบาว์ริง. (2547). ราชอาณาจักรและราฎรสยาม 1. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และ กัณฐิกา ศรีอุดม บรรณาธิการ.
กรุงเทพฯ : มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย.
ธวัชชัย ตั้งศิริวานิช. (2549). กรุงศรีอยุธยาในแผนที่ฝรั่ง. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน.
ธิติมา พิทักษ์ไพรวัน. (2531). สมเด็จพระนารายณ์มหาราชและโกษาปาน. กรุงเทพฯ : กระทรวงศึกษาธิการ.
มานพ ถาวรวัฒน์สกุล. (2543). ขุนนางอยุธยา. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
มองซิเออร์ เดอ ลาลูแบร์. (2548). จดหมายเหตุ ลา ลูแบร์ ราชอาณาจักรสยาม. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ศรีปัญญา.
วนิช สุธารัตน์. (2550). ภูมินามวิทยา : พระนครศรีอยุธยา. พระนครศรีอยุธยา : สถาบันอยุธยาศึกษา
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา.
วิบูลย์ วิจิตรวาทการ. (2544). ราชวงศ์บ้านพลูหลวง. กรุงเทพฯ : สร้างสรรค์บุ๊ค.
สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา. (2510). “อธิบายภาพ” ในสังคมศาสตร์ปริทัศน์ปีที่ 4 ฉบับที่ 4 มีนาคม – พฤษภาคม 2510.
น.12 – 13.
หลักแก้ว อัมโรสถ. (2548). มือขวามหาราช. กรุงเทพฯ : อนิเมทกรุ๊ฟ.
อัมพร สายสุวรรณ. (2545). ไทยในจดหมายเหตุแกมป์เฟอร์. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากรจัดพิมพ์.

Leave a Comment

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติ HTML เหล่านี้ได้: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>