พิพิธภัณฑ์บริบาลกับการจัดการมรดกวัฒนธรรมชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

ศาสตราจารย์สายันต์ ไพรชาญจิตร์

พิพิธภัณฑ์บริบาลกับการจัดการมรดกวัฒนธรรมชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

ศาสตราจารย์สายันต์ ไพรชาญจิตร์

ศูนย์ศึกษาพัฒนาโบราณคดีชุมชน (Archaeopen centre, Thailand)

บทนำ

               ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๔๒ – ๒๕๕๓ ข้าพเจ้าได้ใช้กิจกรรมการพัฒนาพิพิธภัณฑ์แหล่งโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นเป็นเครื่องมือในการเสริมสร้างศักยภาพของประชาชนในชุมชนท้องถิ่น ในตำบลนาซาวและตำบลบ่อสวก อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน ชุมชนบ้านบัว ตำบลแม่กา อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา และชุมชนวัดพระปรางค์ ตำบลเชิงกลัด อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรีในการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรม ทรัพยากรวัฒนธรรมในวัด และทรัพยากรวัฒนธรรมพื้นบ้านได้ประสบความสำเร็จ และได้นำเอาประสบการณ์มาเขียนเป็นเอกสารทางวิชาการตีพิมพ์เผยแพร่จำนวน ๘ เล่ม ประกอบด้วย               

                      ๑) โบราณคดีชุมชน: การจัดการอดีตของชาวบ้านกับการพัฒนาชุมชน (๒๕๔๖)

                      ๒) การฟื้นฟูพลังชุมชนด้วยการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมและพิพิธภัณฑ์ : แนวคิด วิธีการและประสบการณ์จากเมืองน่าน (๒๕๔๗)

                      ๓) การจัดการโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑ์โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (๒๕๔๘)

                      ๔) กระบวนการโบราณคดีชุมชน การวิจัยเชิงปฏิบัติการพัฒนาแบบมีส่วนร่วมเพื่อเสริมสร้างความสามารถของชุมชนท้องถิ่นในการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมในจังหวัดน่าน (๒๕๔๘)

                      ๕) การจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมในงานพัฒนาชุมชน (๒๕๔๘)

                      ๖) การจัดการทรัพยากรทางโบราณคดีในงานพัฒนาชุมชน (๒๕๕๐)

                      ๗) สิบปีโบราณคดีชุมชน (๒๕๕๓)

                      ๘) อารยะพะเยาที่แหล่งเตาเวียงบัว (๒๕๕๕)

               ในหนังสือทั้ง ๘ เล่ม ได้นำเสนอแนวคิดเรื่องการพัฒนาพิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นการพัฒนาศักยภาพของผู้สูงอายุในชุมชนท้องถิ่นด้วยกระบวนการพิพิธภัณฑ์บำบัดไปบ้างแล้ว แต่บางส่วนอาจจะเก่าไป ในบทความนี้จึงนำเอาเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับพิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นของหนังสือทั้ง ๘ เล่มดังกล่าวมาปรับปรุงให้ทันสมัย และนำเอาคำบรรยายเรื่องเกี่ยวกับการพัฒนาพิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นที่ข้าพเจ้าได้รับเชิญไปบรรยายในโอกาสต่าง ๆ และที่ใช้ในการสอนรายวิชาการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมในงานพัฒนาชุมชนมาใส่ไว้เพื่อให้เนื้อหามีความสมบูรณ์ และมีตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่นักพัฒนา นักศึกษา นักจัดการทรัพยากรวัฒนธรรม ผู้สนใจเรื่องพิพิธภัณฑ์ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชนท้องถิ่นที่มีความสนใจเรื่องนี้มากกว่าในห้วงเวลาที่ผ่านมา

ทำไม? ฅนไทยไม่ค่อยสนใจพิพิธภัณฑ์

               เมื่อเอ่ยถึง พิพิธภัณฑ์ หรือ มิวเซียม: museum ฅนไทยส่วนมากมักจะนึกถึงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สังกัดกรมศิลปากรที่จัดแสดงโบราณวัตถุประเภทพระพุทธรูป เทวรูป ถ้วยโถโอชาม ของเก่า ของหายาก หรือของแปลกประหลาด ที่ฅนไทยส่วนใหญ่เมื่อได้เข้าไปชมครั้งหนึ่งแล้วเกิดความรู้สึกไม่ค่อยประทับใจ ไม่น่าสนใจ และไม่เกิดแรงจูงใจที่จะต้องแวะเวียนเข้าไปชมอีกเป็นครั้งที่สองครั้งที่สามหรืออีกหลาย ๆ ครั้ง

               เหตุที่ฅนไทยทั่วไปไม่ค่อยให้ความสนใจและให้ความสำคัญต่อพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงวัตถุสิ่งของโบราณ และเรื่องราวของสังคมวัฒนธรรมในอดีต และไม่สนใจที่จะสร้างพิพิธภัณฑสถานท้องถิ่น หรือพิพิธภัณฑ์ชุมชนมีหลายสาเหตุ

               เหตุปัจจัยสำคัญประการหนึ่งคงเป็นเพราะว่าในระบบการศึกษาที่มุ่งเน้นการพัฒนาสังคมไปสู่ความทันสมัยในห้วงเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ฅนไทยไม่ได้ถูกสอนให้สนใจอดีตในฐานะที่เป็นเรื่องของคุณค่าทางสังคมวัฒนธรรม แต่กลับถูกสอนให้มองว่าอดีต ความเชื่อ ศาสนา และประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมท้องถิ่นที่สืบทอดกันมาเป็นเวลานานเป็นเรื่องของความงมงาย ไม่มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ (วิทยาศาสตร์กายภาพ/วิทยาศาสตร์เชิงปริมาณ) และเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาไปสู่ความก้าวหน้า ทำให้ฅนไทยรุ่นใหม่ที่ผ่านระบบการศึกษาแผนใหม่ขาดสำนึกเรื่องอดีต ไม่สนใจประวัติศาสตร์ความเป็นมาของตนเองทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ สนใจเฉพาะตัวเอง มีความเป็นปัจเจกชนมากเกินไป มองเห็นวัตถุสิ่งของโบราณที่เป็นมรดกทางสังคมวัฒนธรรมเป็นเพียงสินค้ามีมูลค่าด้านการซื้อขายมากกว่าคุณค่าทางจิตใจ

               ประกอบกับในระยะเวลาที่ผ่านมาการจัดการพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทยส่วนมากดำเนินการโดยหน่วยราชการ มีแบบแผนมาตรฐานที่ต้องดำเนินการโดยผู้ที่ได้รับการศึกษาอบรมวิชาการพิพิธภัณฑ์สมัยใหม่และวิชาชีพเฉพาะทางหลายด้าน ทำให้หน่วยงาน องค์กร สถาบัน ชุมชนท้องถิ่นที่ถูกมองว่าไม่มีความรู้ ขาดประสบการณ์ ไม่มีเจ้าหน้าที่เชี่ยวชาญเฉพาะทาง จึงขาดความมั่นใจไม่กล้าที่จะสร้างและพัฒนาพิพิธภัณฑสถานของตนเองขึ้นมาเพราะกลัวว่าจะไม่ได้มาตรฐาน กลัวว่าจะไม่ได้รับการยอมรับ เหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้ฅนในท้องถิ่นไม่สร้างและไม่สามารถพัฒนาพิพิธภัณฑ์ได้ก็เพราะมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนว่าถ้าบุคคลใด หน่วยงานใด องค์กรใดจะสร้างพิพิธภัณฑ์หรือสถานที่จัดแสดงวัตถุสิ่งของที่เรียกว่า พิพิธภัณฑ์จะต้องได้รับอนุญาตจาก
กรมศิลปากร หากไม่ได้รับอนุญาตก็ไม่สามารถดำเนินการได้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วกรมศิลปากรมีอำนาจในการควบคุมดูแลเฉพาะพิพิธภัณฑ์ประเภทที่เรียกว่า พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (National Museum) เท่านั้น

               เนื่องจากพระราชบัญญัติโบราณสถานโบราณวัตถุศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ กำหนดว่าการจะให้สถานที่ใดเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติได้จะต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษาหรือการจะถอนสภาพสถานที่ใดจากการเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา

               แต่…กรมศิลปากรไม่มีอำนาจในการอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ใครสร้างหรือไม่สร้างพิพิธภัณฑ์ประเภทอื่น ๆ ที่ไม่ใช่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หมายความว่าในความเป็นจริงแล้วเรื่องพิพิธภัณฑสถานเป็นสิทธิสาธารณะ ที่ใคร บุคคลใด กลุ่มใด ชุมชนใด องค์กรใดก็สามารถสร้างและพัฒนาพิพิธภัณฑสถานเพื่อใช้ประโยชน์ในทางการพัฒนาชุมชนและสังคมส่วนรวมได้โดยอิสระแต่จะต้องไม่ขัดต่อศีลธรรมหรือเป็นการเบียดเบียนตนเอง ฅนอื่น สัตว์อื่นและสิ่งอื่นจนก่อให้เกิดปัญหาในระบบความสัมพันธ์ระหว่างกันเท่านั้น

พิพิธภัณฑ์และความสำคัญของพิพิธภัณฑ์

               เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๐๐ มีฅนร้ายลักลอบขุดกรุใต้ฐานพระปรางค์วัดราชบูรณะที่พระนครศรีอยุธยา ทางราชการเข้าระงับเหตุและขุดค้นเพิ่มเติมได้โบราณวัตถุสำคัญที่มีค่าจำนวนมากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเสด็จทอดพระเนตรสถานที่และโบราณวัตถุ ทรงมีกระแสพระราชดำรัสสำคัญเรื่องการจัดสร้างพิพิธภัณฑสถานเพื่อเก็บรักษาและจัดแสดงโบราณวัตถุ และศิลปวัตถุที่รวบรวมไว้ได้ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยไม่ต้องนำเข้าไปเก็บรักษาหรือจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานในกรุงเทพฯ ซึ่งกรมศิลปากรได้รับสนองแนวพระราชดำริ จัดสร้างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อจัดแสดงโบราณวัตถุที่ขุดได้จากกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะโดยนำเอาพระพิมพ์จำนวนหนึ่งที่ขุดพบในกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะออกจำหน่ายให้ประชาชนเช่า รวบรวมเงินมาใช้ในการก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ฯ และในวันที่ ๒๖ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๐๔ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยาและมีพระราชดำรัสที่ทรงชี้ถึงความจำเป็นที่ประเทศและชุมชนท้องถิ่นจะต้องมีพิพิธภัณฑ์ไว้เป็นเครื่องแสดงเกียรติภูมิ ดังนี้

               ข้าพเจ้ามีความยินดีที่ได้มาเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยาในวันนี้

               โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และโบราณสถานทั้งหลายนั้น ล้วนเป็นของมีคุณค่าและจำเป็นแก่การศึกษาค้นคว้าในทางประวัติศาสตร์ ศิลปะ และโบราณคดี เป็นเครื่องแสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองของชาติไทยที่มีมาแต่อดีตกาล สมควรจะสงวนรักษาให้คงทนถาวร เป็นสมบัติส่วนรวมของชาติไว้ตลอดกาล โดยเฉพาะโบราณวัตถุ ควรจะได้มีพิพิธภัณฑสถานเก็บรักษาและตั้งแสดงให้นักศึกษาและประชาชนได้ชมและศึกษาหาความรู้ให้มากและทั่วถึงยิ่งกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้

               ข้าพเจ้าได้คิดมานานแล้วว่า โบราณวัตถุและศิลปวัตถุของท้องถิ่นใด ก็ควรจะเก็บรักษาและตั้งแสดงไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติของจังหวัดนั้น ๆ ข้าพเจ้าพอใจที่กระทรวงศึกษาธิการและกรมศิลปากรที่เห็นพ้องด้วย และทำได้สำเร็จเป็นแห่งแรกที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยานี้ กรุงศรีอยุธยาเคยเป็นราชธานีอันรุ่งเรืองอยู่ถึง ๔๑๗ ปี มีโบราณสถาน โบราณวัตถุ และศิลปวัตถุอันควรแก่การสนใจศึกษามากมาย ถ้าเราพิจารณาตามความเจริญรุ่งเรืองของกรุงศรีอยุธยาที่เคยมีมาแต่อดีตแล้ว จะเห็นกันได้ว่าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเท่าที่มีอยู่นี้ คงจะน้อยไปเสียอีก ที่จะเก็บรวบรวมและตั้งแสดงโบราณวัตถุและศิลปวัตถุที่พบในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

               มีผู้กล่าวกันว่า ขณะนี้มีผู้สนใจ และหาซื้อโบราณวัตถุและศิลปวัตถุส่งออกไปต่างประเทศกันมาก ถ้าต่อไปภายหน้า เราจะต้องไปศึกษาหรือชมโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุของไทยเราเองในต่างประเทศ ก็คงจะเป็นเรื่องที่น่าเศร้าและน่าอับอายมาก เราจึงควรจะขวนขวายและช่วยกันหาทางรวบรวมโบราณวัตถุและศิลปวัตถุของเรา แล้วจัดสร้างพิพิธภัณฑสถานเก็บรักษาไว้จะเป็นการดีที่สุด จริงอยู่งานดังกล่าวนี้จะต้องใช้เวลาและเงินมาก แต่ก็เชื่อว่าถ้าทุก ๆ ฝ่ายได้ร่วมมือร่วมใจกันอย่างจริงจังแล้ว ก็คงจะสำเร็จลุล่วงไปได้

               บัดนี้ได้เวลาแล้ว ข้าพเจ้าขอเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา ขอให้พิพิธภัณฑสถานแห่งนี้ จงสถิตสถาพร อำนวยประโยชน์ในด้านการศึกษาประวัติศาสตร์ ศิลปะและโบราณคดีแก่นักศึกษาและประชาชนโดยกว้างขวาง และหวังว่าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยานี้จะเป็นสมบัติอันควรพากภูมิใจของชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและคนไทยทั่วไปตลอดกาลนาน

               ความทั้งสิ้นในกระแสพระราชดำรัสที่อัญเชิญมาดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงตระหนักในพระราชหฤทัยว่าพิพิธภัณฑ์เป็นสิ่งจำเป็นไม่แต่เฉพาะในระดับประเทศเท่านั้น เมื่อพิจารณาให้ถ่องแท้ก็จะเห็นว่าพิพิธภัณฑ์เป็นเรื่องจำเป็นสำหรับสังคมในทุกระดับ เพราะในแต่ละสังคมแต่ละชุมชน แต่ละกลุ่มฅน แต่ละวัฒนธรรมต่างก็มีวัตถุโบราณ ศิลปวัตถุซึ่งเป็นผลิตผลทางวัฒนธรรมทั้งที่มีสภาพเป็น มรดก (heritage) และเป็น วัตถุทางวัฒนธรรมร่วมสมัยยังใช้ประโยชน์ (creativity / cultural present) อยู่มากมาย พระองค์ท่านทรงชี้ว่าวัตถุทั้งหลายเหล่านั้นมีประโยชน์ในทางการศึกษา และเป็นวัตถุพยานแสดงความเป็นมาของสังคมระดับนั้น ๆ ผู้ฅนและสมาชิกของสังคมหรือชุมชนนั้น ๆ ก็ควรจะต้องขวนขวายช่วยกันรวบรวมวัตถุโบราณ ศิลปวัตถุเอามาเก็บรักษาและจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์ที่ช่วยกันสร้างขึ้นมา ซึ่งจะก่อให้เกิดผลดีต่อสังคมและชุมชนนั้น ๆ ในระยะยาว

               นอกจากกระแสพระราชดำรัสข้างต้นที่ให้ความสำคัญกับพิพิธภัณฑ์วัตถุโบราณ ศิลปวัตถุแล้ว ยังมีพิพิธภัณฑ์ในความหมายและรูปแบบที่ทรงเรียกว่า พิพิธภัณฑ์มีชีวิต หรือ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติมีชีวิต (living museum) ที่มีเป้าหมายทางการพัฒนาวัฒนธรรมชุมชน และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดำเนินการในลักษณะ โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยมีพระราชประสงค์ให้ศูนย์ฯ ดังกล่าวเป็นแหล่งทดลอง ค้นคว้า ศึกษาด้านการพัฒนาการเกษตร การจัดการสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ เป็นแหล่งเรียนรู้ดูงานของราษฎร พสกนิกรสามารถเข้าไปเรียนรู้ทั้งความสำเร็จและความล้มเหลวของการพัฒนามิติต่าง ๆ ที่ดำเนินการในรูปแบบสหวิทยาการ ซึ่งในปัจจุบันมีศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่เป็นเสมือนพิพิธภัณฑ์มีชีวิต ดำเนินการเป็นแบบอย่างกระจายอยู่ในส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ ๖ แห่ง ประกอบด้วย ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ และศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส และยังมีอีกแห่งหนึ่งอยู่ที่อยู่ที่พระตำหนักจิตรลดา พระราชวังดุสิต ใจกลางกรุงเทพมหานคร

               สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงกล่าวถึงความ สำคัญของพิพิธภัณฑ์ในพระราชดำรัสเปิดการประชุมสภาการพิพิธภัณฑ์ระหว่างประเทศ ณ กรุงโซล ประเทศเกาหลี เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๗ (อัญเชิญมาอ้างใน. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร, ๒๕๔๗, หน้า ๓) ความว่า

               พิพิธภัณฑ์ คือ การเล่าเรื่องราวชีวิตของคนกลุ่มหนึ่งให้คนกลุ่มอื่นได้รับรู้ และกระบวนการเล่าเรื่องนี้ทำให้สมาชิกชุมชนท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมกันทบทวนเรื่องราวความรู้จากอดีต และนำมาเป็นกำลังสำหรับปัจจุบัน และอนาคตต่อไปพิพิธภัณฑ์ทำให้ได้ความรู้กว้างไกลด้วยหนทางที่ย่นย่อ

               สถานะของพิพิธภัณฑ์โดยทั่วไปจึงเป็นเสมือนห้องรับแขกของหน่วยทางสังคมและการปกครองระดับต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นระดับตำบล อำเภอ จังหวัด เมือง หรือประเทศ ที่รวบรวมสิ่งของที่เป็นวัตถุโบราณที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์-โบราณคดี งานฝีมือทางศิลปะที่สวยงาม วัตถุที่มีคุณค่าทางศาสนาความเชื่อ เอกสารทางประวัติศาสตร์ รูปภาพ สิ่งของเครื่องใช้ในกิจการต่าง ๆ ที่ควรแก่การชี้ชวนให้ฅน ต่างถิ่น ฅนต่างวัฒนธรรมได้ชื่นชมและรับรู้

               จะว่าไปแล้ว พิพิธภัณฑ์ไม่ใช่เรื่องแปลกในวิถีชีวิตของเราทุกวันนี้ เพราะเรามักจะชอบสะสมวัตถุสิ่งของ และเอาวัตถุสิ่งของที่สะสมไว้นั้นมาตกแต่งประดับประดาที่อยู่อาศัย ที่ทำงาน เพื่อชื่นชมด้วยตนเองและเพื่อเอาไว้อวดผู้มาเยือนอีกทางหนึ่งด้วย บ้านเรือนส่วนมากในสมัยนี้มักจัดบริเวณไว้รับแขกไว้ตรงมุมใดมุมหนึ่งของบ้าน หรือไม่ก็จัดไว้เป็นสัดส่วนในห้องใดห้องหนึ่งโดยเฉพาะ ซึ่งในห้องรับแขกนั้นมักมีการตกแต่งประดับประดาสวยงาม มีตู้ใส่วัตถุสิ่งของที่มีความสำคัญสำหรับเจ้าของบ้าน ทั้งที่เป็นของเก่าของโบราณ ภาพถ่าย ใบประกาศนียบัตร ใบปริญญาบัตร ของที่ระลึก ถ้วยโถโอชาม ฯลฯ ที่ล้วนแต่เป็นของดีมีคุณค่าในทางจิตใจของผู้เป็นเจ้าของ และเมื่อมีแขกมาเยี่ยมเยือนก็ถือโอกาสอวดของเหล่านั้น มีการอธิบายที่มาหรือประวัติสิ่งของเหล่านั้นด้วยความภาคภูมิใจ ซึ่งพฤติการณ์เช่นนี้เป็นไปในลักษณะเดียวกับการจัดพิพิธภัณฑ์นั่นเอง

               สภาการพิพิธภัณฑ์ระหว่างชาติ หรือ ICOM (International Council of Museums) (จิรา จงกล, ๒๕๓๒, หน้า ๔) ให้ความหมายของคำว่า พิพิธภัณฑสถาน หรือ MUSEUM คือ สถาบันบริการสังคมที่ไม่มุ่งสร้างกำไร ทำหน้าที่ในการรวบรวม สงวนรักษา ศึกษาวิจัย ให้ความรู้ และจัดแสดงสิ่งที่เป็นหลักฐานสำคัญของมนุษย์และธรรมชาติแวดล้อมเพื่อประโยชน์ทางด้านการค้นคว้า การศึกษา และความเพลิดเพลิน ซึ่งสิ่งสำคัญนั้นประกอบด้วยโบราณวัตถุ โบราณสถาน สิ่งมีชีวิต พืช สัตว์ และวัตถุตามธรรมชาติ

               นอกจากนี้พิพิธภัณฑ์โดยทั่วไปยังมีความหมายรวมไปถึง สวนพฤกษศาสตร์ สวนสัตว์ สถานอภิบาลและแสดงสัตว์น้ำ วนอุทยาน ศูนย์วิทยาศาสตร์และศูนย์แสดงทางดาราศาสตร์ หอศิลปะ ฯลฯ โดยทั้งหมดนี้มีจุดมุ่งหมายหลัก ๆ ร่วมกัน คือ

                      ๑) แสวงหาให้ได้มาซึ่งวัตถุในการจัดแสดง

                      ๒) ดูแล รักษาอนุรักษ์วัตถุที่จัดแสดงให้อยู่ครบคงทนยาวนาน

                      ๓) ศึกษาค้นคว้าทั้งส่วนที่เกี่ยวกับวัตถุสิ่งของที่จัดแสดงและการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์

                      ๔) การสื่อความหมายและการจัดแสดง

               ศาสตราจารย์พิเศษ พิสิฐ เจริญวงศ์ (๒๕๓๘) ผู้ทรงคุณวุฒิทางโบราณคดีและการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรม ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการศูนย์โบราณคดีและวิจิตรศิลป์แห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SPAFA) ให้ความหมายของ พิพิธภัณฑ์ ว่าหมายถึง แหล่งรวมความรู้ทั้งหลายของมนุษย์

               ในขณะที่ เจราลด์ จอร์จ (Gerald George) และ ซินดี้ แชเรล-เลียว (Cindy Sherrell-Leo) ผู้เขียนหนังสือแนะแนวทางการวางแผนพิพิธภัณฑ์ ชื่อ Starting Right : A Basic Guide to Museum Planning (1989, p.25) ระบุว่า พิพิธภัณฑ์ คือ องค์กรที่ทำหน้าที่ในการดูแลจัดการวัตถุที่มีความสำคัญให้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาปัญญาของมนุษยชาติ และ จอร์จ บี. กู๊ด (George B. Goode) นักพิพิธภัณฑ์วิทยาผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการบุกเบิกและพัฒนาพิพิธภัณฑ์สมิธโซเนียน ประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า พิพิธภัณฑ์ คือ สถานอภิบาลความคิดที่มีชีวิตไม่ใช่สุสานเก็บของเก่า : Museum is a nursery of living thoughts, not as a cemetery of bric-a-brac.

               กิจการพิพิธภัณฑ์และพิพิธภัณฑสถานถูกใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาสังคมและชุมชนระดับต่าง ๆ ของโลกมาเป็นเวลานานแล้ว ในประเทศฝรั่งเศสหลังการปฏิวัติประชาธิปไตย พิพิธภัณฑ์ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ประชาธิปไตย เป็นเครื่องมือในการสร้างวัฒนธรรมชาติและสร้างแรงจูงใจในการสร้างประชาธิปไตย ปัจจุบันพิพิธภัณฑสถานในประเทศพัฒนาอย่างเช่น ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส อังกฤษ ออสเตรเลีย เดนมาร์ก เยอรมนีฯลฯ ได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทัศนศึกษาที่สร้างรายได้ให้กับหน่วยงาน องค์กร มหานคร เทศบาล เมือง องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชนท้องถิ่น หรือบุคคลที่เป็นเจ้าของเป็นจำนวนมาก

               ทุกวันนี้การพัฒนาพิพิธภัณฑสถานในประเทศไทยได้เข้าไปมีบทบาทอยู่ในองค์กรทุกประเภท เช่น รัฐสภาก็มีพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวอยู่ในสังกัด นอกจากนี้กระทรวงทบวงกรมอื่นๆ ก็สร้างและพัฒนาพิพิธภัณฑ์รูปแบบต่าง ๆ ขึ้นมาอีกมากมาย ทั้งพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ พิพิธภัณฑ์การเกษตร พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ พิพิธภัณฑ์ผ้า พิพิธภัณฑ์ เครื่องปั้นดินเผา พิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์ / ชนเผ่า พิพิธภัณฑ์ฝิ่น พิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยา ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลที่ผ่านมาก็ให้ความสนใจกับการลงทุนพัฒนาพิพิธภัณฑสถานขนาดใหญ่ตามแบบแผนของพิพิธภัณฑ์สมิธโซเนียน ประเทศสหรัฐอเมริกาด้วยงบประมาณจำนวนมากในพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ เพื่อใช้เป็นแหล่งรวมความรู้สำหรับการจัดการศึกษา และใช้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของกรุงเทพมหานคร ซึ่งขณะนี้มีสถาบันพิพิธภัณฑ์เพื่อการเรียนรู้แห่งชาติได้เปิดดำเนินการมาระยะหนึ่งแล้วในบริเวณที่ตั้งกระทรวงพาณิชย์(เดิม) ย่านท่าเตียน เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร รู้จักกันดีในชื่อ มิวเซียมสยาม : Museum Siam ที่ใช้สัญลักษณ์รูป “คนกบแดง” เป็นตราสถาบัน

               พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ก็ให้ความสำคัญต่อพิพิธภัณฑสถานในฐานะที่เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับการจัดการศึกษา ทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยหรือการศึกษาตลอดชีวิต เห็นได้จากการที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการได้ให้ความสำคัญต่อการวิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑสถานรูปแบบต่าง ๆ ในระยะที่ผ่านมา และมีการส่งเสริมให้เกิดความตื่นตัวของชุมชนท้องถิ่นที่จะสร้างและพัฒนาพิพิธภัณฑสถานรูปลักษณะต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นแหล่งเรียนรู้

               ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) กระทรวงวัฒนธรรม สำรวจพบว่าปัจจุบันในประเทศไทยมีพิพิธภัณฑสถานอยู่หลายรูปแบบและหลายเจ้าของรวม ๆ กันแล้วมีอยู่ราว ๑,๐๐๐ แห่ง เฉพาะพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ที่ถือเป็นพิพิธภัณฑสถานแบบมาตรฐานที่จัดแสดงโบราณวัตถุและศิลปวัตถุในทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ มีกระจัดกระจายอยู่ทั้งในกรุงเทพมหานคร และต่างจังหวัดจำนวน ๔๔ แห่ง นอกนั้นเป็นพิพิธภัณฑ์เอกชน พิพิธภัณฑ์ของสถาบันการศึกษา วัด โบสถ์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยราชการ องค์กรธุรกิจเอกชน และองค์กรธุรกิจมหาชน

               ที่น่าสนใจคือในระยะสิบกว่าปีที่ผ่านมามีพิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็ก ดำเนินงานโดยบุคคลและองค์กรชุมชนในท้องถิ่นต่าง ๆ เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นว่าฅนในประเทศไทยใส่ใจกับประวิติศาสตร์ความเป็นมาในอดีตและพยายามจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมที่เป็นหลักฐานของอดีตในรูปแบบพิพิธภัณฑ์กันมากขึ้น และทำให้เกิดความเข้าใจโดยทั่วกันว่าพิพิธภัณฑ์ก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่ผูกขาดทำได้แต่จำเพาะหน่วยราชการ องค์กรเชี่ยวชาญตามกฎหมาย หรือนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางอีกต่อไป ใคร ๆ ก็ทำพิพิธภัณฑ์ได้

               พิพิธภัณฑ์ในประเทศไทยเกิดขึ้นในราชสำนักและแวดวงราชการมาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ไม่ได้แพร่หลายลงไปสู่ระดับชุมชน เพราะพิพิธภัณฑ์ไม่ใช่วัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวสยามโดยทั่วไป ผู้คนในสังคมไทยแต่เดิมไม่ใคร่นิยมทำและไม่ค่อยคุ้นเคยกับการสะสมเพื่ออวดโชว์ และก็จะเห็นได้ว่าแม้ในปัจจุบันพิพิธภัณฑสถานส่วนใหญ่ โดยเฉพาะพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ให้ความสำคัญกับวัตถุและสาระความรู้ทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์นั้นยังถูกจัดการโดยผู้คนในองค์กรราชการ และองค์กรวิชาการ (สถาบันการศึกษา) โดยมีวัตถุประสงค์ในการสงวนรักษาสมบัติทางวัฒนธรรมไว้สำหรับรัฐชาติแทบทั้งสิ้น เพิ่งจะมีการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน พิพิธภัณฑ์ระดับท้องถิ่นต่าง ๆ เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เอง

               ในภาพรวมจึงกล่าวได้ว่าพิพิธภัณฑ์ หรือพิพิธภัณฑสถานโดยทั่วไป เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความรู้ และการจัดการความรู้ที่ผ่านการศึกษาวิจัย การจัดแสดงวัตถุสิ่งของและเรื่องราวของวัตถุสิ่งของในสังคมวัฒนธรรมของพื้นที่ต่าง ๆ ที่มุ่งให้เกิดประโยชน์แก่การเรียนรู้ของฅน นั่นเอง

               พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิพิธภัณฑ์ของหน่วยราชการ พิพิธภัณฑ์ในสถาบันอุดมศึกษาส่วนใหญ่มีแบบแผนการจัดการที่พยายามใช้มาตรฐานสากล มีภารกิจและขั้นตอนการทำงานที่เป็นระบบค่อนข้างตายตัว ได้แก่

                      ๑) การเสาะแสวงหาเก็บรวบรวมวัตถุเพื่อการจัดแสดง

                      ๒) การสงวนรักษาวัตถุให้คงทน

                      ๓) การศึกษาค้นคว้าวิจัยเรื่องราวของวัตถุที่รวบรวมมาได้

                      ๔) การบันทึกข้อมูลและการจัดทำทะเบียนวัตถุสิ่งของ

                      ๕) การจัดแสดง

                      ๖) การให้บริการการศึกษาและการประชาสัมพันธ์พิพิธภัณฑ์ และ

                      ๗) การรักษาความปลอดภัย

               พิพิธภัณฑ์กลุ่มนี้มีการจัดโครงสร้างองค์กรที่มีคนทำงานแยกส่วนไปตามความชำนาญตามระบบสากล ประกอบด้วย ภัณฑารักษ์ (curator) นักวิทยาศาสตร์หรือนักอนุรักษ์วัตถุ (conservation scientist) เจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดนิทรรศการ (exhibition staff) เจ้าหน้าที่บริการการศึกษา (education staff) เจ้าหน้าที่ธุรการ (administrative staff) และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (security staff) ในแต่ละกลุ่มงานมีคนทำงานจำนวนมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับขนาดของพิพิธภัณฑ์ ซึ่งนอกจากข้อกำหนดดังกล่าวแล้ว พิพิธภัณฑ์แบบมาตรฐานยังมีข้อกำหนดสัดส่วนพื้นที่ใช้สอยในอาคารพิพิธภัณฑ์ออกเป็นส่วนต่าง ๆ ได้แก่

               ส่วนเบื้องหน้า ประกอบด้วยส่วนจัดแสดงหรือส่วนนิทรรศการ ส่วนบริการ สถานที่จอดรถ ห้องจำหน่ายบัตรเข้าชม โถงต้อนรับและประชาสัมพันธ์ สถานที่รับฝากของ ห้องบรรยาย ห้องอาหาร/ภัตตาคาร ร้านขายหนังสือและของที่ระลึก ห้องสันทนาการสำหรับเด็ก ห้องสารสนเทศ ห้องน้ำ

               ส่วนเบื้องหลัง ได้แก่ สำนักงานบริหาร อาคาร/ห้องปฏิบัติการอนุรักษ์วัตถุ ส่วนปฏิบัติการด้านเทคนิคจัดแสดง คลังเก็บวัตถุ

พิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่น

               พิพิธภัณฑ์ชุมชน (community museum) พิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่น (local museum) หมายถึง แหล่ง สถานที่รวบรวมและ/หรือจัดแสดงหลักฐานทางโบราณคดี วัตถุโบราณ สิ่งของเครื่องใช้ วัตถุทางวัฒนธรรม รวมทั้งความรู้ภูมิปัญญา เรื่องราวประวัติความเป็นมาของวัฒนธรรมชุมชนท้องถิ่นที่มีอยู่หรือเคยมีอยู่ในชุมชนหรือท้องถิ่นนั้น ๆ ซึ่งอาจจะเป็นสถานที่ บ้านเรือน สิ่งก่อสร้างสมัยโบราณที่โดยอายุ รูปแบบทางศิลปะ สถาปัตยกรรม หรือประวัติความเป็นมาเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาเรื่องราวของชุมชนนั้น ๆ ที่รวมเรียกว่าโบราณสถาน แหล่งโบราณคดี หรืออาคารสถานที่ที่ก่อสร้างขึ้นใหม่เพื่อใช้จัดแสดงข้อมูล หลักฐานทางโบราณคดีและทรัพยากรวัฒนธรรมต่าง ๆ ของชุมชน หรืออาจะเป็นสถานที่อื่นใดที่แสดงถึงนัยสำคัญทางวัฒนธรรมชุมชนท้องถิ่นให้ฅนในชุมชนและฅนนอกชุมชนรับรู้เข้าใจได้อย่างถ่องแท้

               หากมองว่าโลกใบนี้เป็นสังคมใหญ่ ประเทศไทยก็เป็นเสมือนชุมชนท้องถิ่นเล็ก ๆ ที่มีอัตลักษณ์/เอกลักษณ์ทางสังคมวัฒนธรรมเฉพาะของตนเอง และเมื่อมองว่าประเทศไทยเป็นสังคมใหญ่ ในสังคมไทยก็ย่อมประกอบด้วยชุมชนท้องถิ่นย่อย ๆ ที่มีวัฒนธรรมท้องถิ่นแตกต่างกันออกไปจำนวนมาก และวัฒนธรรมท้องถิ่นนั้นมิได้ดำรงอยู่อย่างอิสระแยกขาดออกจากกันโดยสิ้นเชิง หากมีความเชื่อมโยงเกาะเกี่ยวกระชับกันอย่างสอดคล้องเป็นกระบวนการก่อให้เกิดเป็นสังคมวัฒนธรรมขนาดใหญ่ที่สืบทอดกันมายาวนานจนถึงทุกวันนี้

               ศาสตราจารย์พิเศษ ศรีศักร วัลลิโภดม (ใน ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ๒๕๓๙, น.๑๑๑) อธิบายถึงความหมายและคุณลักษณะของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นไว้ว่า

               พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น คือ สถานที่จัดแสดงของที่ทำให้คนในท้องถิ่นรู้จักถิ่น รู้จักตนเองว่าอยู่ที่ไหนมีสภาพแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติเป็นอย่างใด มีหลักฐานความเก่าแก่ในการตั้งถิ่นฐานและการปรับตัวเองเข้ากับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติมาอย่างใด และในการปรับตัวดังกล่าวทำให้ต้องพัฒนาเทคโนโลยีอย่างใดขึ้นมาควบคุม เรื่อยลงมาถึงพัฒนาการทางสังคม การเมืองและเศรษฐกิจในท้องถิ่นที่จะทำให้แลเห็นการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมในปัจจุบันและอนาคตได้ การจัดพิพิธภัณฑ์ที่ทำให้คนได้เห็นจากสิ่งที่เป็นจริงใกล้ตัวดังกล่าวนี้ จะเป็นพื้นฐานสำคัญที่นำไปสู่การสร้างสรรค์นานาประการ อาจกล่าวได้ว่าเป็นการศึกษานอกระบบที่อาจสร้างดุลยภาพกับการศึกษาในระบบที่เน้นการเรียนรู้สิ่งไกลตัว การเชื่อและการท่องจำแบบคิดไม่เป็นอยู่ในขณะนี้ พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นนั้นแลเห็นได้จากข้อมูลและหลักฐานที่นำมาแสดง ประกอบด้วย หลักฐานทางโบราณคดี (archaeological pasts) ที่เป็นที่มาของประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรม (cultural history) รวมทั้งหลักฐานเกี่ยวกับชาติพันธุ์ (ethnological present) ซึ่งได้จากวัตถุสิ่งของและคำบอกเล่าของคนในท้องถิ่น เป็นที่มาของประวัติศาสตร์ทางสังคม

               ในทางทฤษฎี ข้าพเจ้า (สายันต์ ไพรชาญจิตร์) มีสมมติฐานว่าพิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นมีคุณประโยชน์ (functions) ในฐานะที่เป็นทั้งเครื่องมือและวิธีการ (means) ในกระบวนการพัฒนาชุมชน ซึ่งก็คือ เป็นกิจกรรมที่เสริมสร้างศักยภาพและฟื้นฟูพลังของชุมชนท้องถิ่นให้สามารถจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมในชุมชนของตนเอง ส่งเสริมให้ชาวบ้าน สมาชิกของชุมชนเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการจัดการ ตั้งแต่ การศึกษาวิจัย การสำรวจค้นหา ทำแผนที่และบัญชีทรัพยากรวัฒนธรรม การประเมินคุณค่าและศักยภาพของทรัพยากรวัฒนธรรม การวางแผนการจัดการ การอนุรักษ์/บริรักษ์ การสงวนและการบูรณปฏิสังขรณ์ การจัดแสดงพิพิธภัณฑ์/นิทรรศการ การเผยแพร่ การฟื้นฟู และการจัดการเชิงธุรกิจชุมชน เป็นกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างฅนในชุมชนกับนักวิชาการและนักพัฒนาจากภายนอก และระหว่างสมาชิกในชุมชนที่มีความรู้และประสบการณ์เรื่องทรัพยากรวัฒนธรรมแตกต่างกัน ก่อให้เกิดความเสียสละ ความเอื้ออารีเกื้อกูลทำนุบำรุงแก่กันและกันในหมู่สมาชิกของชุมชน ก่อให้ เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน ทำให้ชาวบ้านมีความภาคภูมิใจในชุมชน รักถิ่นฐานบ้านเกิด เป็นพื้นที่แสดงความเป็นตัวตนของฅนในชุมชนให้ฅนทั้งภายในและภายนอกชุมชนได้เห็นและยอมรับ ทำให้ฅนในชุมชนรู้สึกได้ว่ามีศักดิ์ศรี และประการสำคัญที่สุดก็คือ พิพิธภัณฑ์ชุมชน เป็นเครื่องมือในกระบวนการสร้างความรู้และฟื้นฟูภูมิปัญญาที่นำไปสู่การพัฒนาชุมชนให้สามารถพึ่งตนเองทุก ๆ มิติได้อย่างแท้จริง

               ดังนั้น หากจะปรับประยุกต์แนวคิดการทำพิพิธภัณฑ์ในระดับเมืองหรือระดับประเทศ (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ) เอาไปใช้ในการจัดการพิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นในระดับหมู่บ้าน และระดับครัวเรือน ก็คงไม่ยากที่จะอธิบายให้ชาวบ้านเข้าใจว่าพิพิธภัณฑ์ไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือทำไม่ได้ เพราะแท้จริงแล้วชาวบ้านก็มีพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวอยู่ในบ้านกันอยู่แล้วไม่อยู่ในรูปห้องรับแขกก็อยู่ในรูปของตู้โชว์ หรือไม่ก็อยู่ในรูปของการตกแต่งประดับประดาตามฝาบ้าน หรือไม่ก็อยู่ในลักษณะมุมเก็บของซึ่งเป็นวิธีการที่ชาวบ้านทำได้และคุ้นเคยอยู่แล้ว เป็นเรื่องที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชนโดยทั่วไป และด้วยแนวคิดเช่นนี้ข้าพเจ้าจึงมีความเห็นและความเชื่อมั่นว่าการจัดการพิพิธภัณฑ์ชุมชน จะเป็นกรรมวิธีหนึ่งในการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมที่ก่อให้เกิดการพัฒนาชุมชนได้อีกแนวทางหนึ่ง

               ในปัจจุบันมีแนวคิดในการพัฒนาพิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นบางแนวคิดมุ่งเน้นให้พิพิธภัณฑ์ชุมชนมีลักษณะเป็นศูนย์รวมของทรัพยากรวัฒนธรรมที่มีอยู่ในท้องถิ่นโดยวิธีการจัดการแบบรวมศูนย์อำนาจแบบรัฐ (state-based management) มากกว่าการจัดการให้มีกระจายไปตามสภาพความแตกต่างหลากหลาย ซึ่งแนวคิดและวิธีการดังกล่าวอาจจะไม่สอดคล้องกับหลักธรรมชาติ แนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง หลักการพัฒนาชุมชน และเป้าประสงค์ที่มุ่งพัฒนาความ สามารถของชุมชนในการจัดการพิพิธภัณฑ์แบบพึ่งตนเอง เห็นได้จากขั้นตอนและวิธีการพัฒนาหรือสร้างพิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นหลายแห่งในประเทศไทยที่นักวิชาการด้านมานุษยวิทยา โบราณคดี ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม สถาปัตยกรรม หรือนักวิชาการสาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าไปศึกษาเก็บรวบรวมข้อมูลและวัตถุสิ่งของที่มีอยู่ในชุมชนต่าง ๆ ในพื้นที่ที่กำหนดกันว่าเป็น ท้องถิ่น (local region) ซึ่งอาจจะครอบคลุมลุ่มน้ำ หลายหมู่บ้าน หลายตำบล แล้วรวบรวมเอาทั้งวัตถุสิ่งของไปรวมไว้ ณ ที่ใดที่หนึ่งในพื้นที่ที่กำหนดให้เป็นพิพิธภัณฑ์ของท้องถิ่นนั้น จากนั้นก็อาจจะบูรณะปรับปรุงอาคารเก่าแห่งใดแห่งหนึ่งขึ้นมาเป็นอาคารจัดแสดง หรือถ้ามีงบประมาณมากก็จะสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ขึ้นมาใหม่ทั้งหมด แล้วจัดแสดงวัตถุสิ่งของพร้อมทั้งจัดนิทรรศการความรู้ไว้ในพิพิธภัณฑ์นั้น มีความพยายามจัดการให้ชาวบ้านหรือผู้นำในชุมชนท้องถิ่นนั้นเข้าไปมีบทบาทในการจัดการพิพิธภัณฑ์
ซึ่งในทางปฏิบัติก็อาจจะเกิดผลสัมฤทธิ์ทางด้านการสร้างและจัดแสดงพิพิธภัณฑ์ในระยะสั้นแต่ในระยะยาวอาจจะมีปัญหาเรื่องการดูแลรักษา และกระบวนการพัฒนาพิพิธภัณฑ์อาจจะมีปัญหาเรื่องขาดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของชาวบ้านในชุมชนท้องถิ่นนั้น เพราะกิจกรรมส่วนใหญ่ที่ดำเนินการกันมาในการพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นหลายแห่งมักจะดำเนินการโดยนักวิชาการ และผู้ชำนาญการทางวิชาชีพที่เป็นฅนนอกชุมชน โดยที่ฅนในชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมน้อยมาก ทำให้ขาดกระบวนการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญฅนในชุมชนท้องถิ่นส่วนมากไม่สามารถเข้าถึงพิพิธภัณฑ์ได้ เนื่องจากอยู่ไกลตัว ไกลหมู่บ้าน คงจะมีเฉพาะฅนที่อยู่ในพื้นที่ตั้งพิพิธภัณฑ์ได้เข้าไปมีส่วนร่วมเพียงส่วนน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการจัดการหลังจากก่อสร้างพิพิธภัณฑ์เสร็จแล้วและเปิดให้บริการแก่สาธารณะ ฅนที่อยู่ไกลจากที่ตั้งอาคารพิพิธภัณฑ์แทบจะไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมเลย ทำให้เกิดความรู้สึกว่าไม่ได้เป็นเจ้าของร่วมกัน ซึ่งเป็นประเด็นที่ไม่สอดคล้องกับหลักการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน และไม่สอดคล้องหลักการที่ให้ความสำคัญต่อความหลากหลายทางวัฒนธรรมและความหลากหลายของกลุ่มฅนที่มีอยู่

               ในการพัฒนาพิพิธภัณฑ์ชุมชนเพื่อให้เกิดผลได้ทางการพัฒนาชุมชนอย่างทั่วถึงและยั่งยืน ข้าพเจ้ามีความเห็นว่าเราจะต้องให้ความสำคัญกับแนวคิดและการปฏิบัติในเรื่องการกระจายอำนาจและการยอมรับสิทธิชุมชนที่นำไปสู่การฟื้นฟูพลังและเพิ่มอำนาจ (decentralization towards empowering) มากกว่าแนวคิดเรื่องการรวมศูนย์อำนาจแต่สลายพลัง (centralization but de-powering) เพื่อประโยชน์ในการเข้าถึงทรัพยากรและโอกาสในการมีส่วนร่วมในกระบวนการจัดการของฅนหมู่มากในชุมชนท้องถิ่นนั้น และควรจะต้องกำหนดขอบเขตของความเป็นชุมชนท้องถิ่นให้หลากหลายไปตามสภาพความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรมย่อย ๆ ด้วย

               การพัฒนาและจัดการพิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่น เป็นวิธีการอย่างหนึ่งในการแสดงตัวตนต่อผู้อื่นของชุมชนท้องถิ่นระดับต่าง ๆ เพื่อบ่งบอกว่า ฉันเป็นใคร พวกเรา (ฅนในท้องถิ่นนั้น ๆ ) เป็นใคร มีความเจริญทางสังคมและวัฒนธรรมที่ก่อให้เกิดความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นได้อย่างไร และเราจะสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขอย่างยั่งยืนได้อย่างไรในฐานะที่เราต่างก็เป็นมนุษย์เสมอกัน ในขณะเดียวกันก็เป็นกระบวนการบอกย้ำถึงคุณลักษณะวัฒนธรรมท้องถิ่นให้แก่คนในชุมชนท้องถิ่นนั้น ๆ ว่า เราเป็นใคร เกี่ยวข้องผูกพันกันอย่างไรทั้งกับฅนอื่น ๆ ในท้องถิ่นเดียวกันและต่างท้องถิ่น ชุมชนของเราสืบทอดมาอย่างสงบสุข และอยู่ร่วมกับชุมชนท้องถิ่นอื่น ๆ ทั้งใกล้และไกลได้อย่างไร ซึ่งเป็นทั้งกระบวนการที่ทบทวนอดีต เข้าใจสภาวะปัจจุบัน และนำไปสู่การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ สำหรับอนาคตของสังคมและชุมชนระดับต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี

               ศาสตราจารย์สุธิวงศ์ พงษ์ไพบูลย์ (๒๕๓๙, หน้า ๘๐-๘๑) กล่าวถึงคุณลักษณะของพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นประเภทหนึ่งว่า

               พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านแต่ละแห่งไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ต่างกันด้วย เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่โลภมากว่าพิพิธภัณฑ์ของเราจะตอบคำถามเกี่ยวกับชุมชนได้ทุกเรื่อง มันก็น่าจะทำให้วิสัยในการจัดทำนี่มันทำได้ดีขึ้น คือให้ความรู้อะไรเขาไป ให้เขาประทับใจในเรื่องนั้นสักเรื่องหนึ่ง เป็นเด่นในเรื่องนั้น

               ในประเด็นเรื่องการจัดพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านอย่างไร ข้าพเจ้าอยากจะสรุปบอกว่า จัดสนองตามข้อมูลที่แต่ละถิ่นพึงหาได้และมั่นใจว่า เราจะกระทำเรื่องนั้นได้อย่างต่อเนื่อง มีระบบ แล้วก็โดดเด่นที่สุดขึ้นมา ถ้าเมืองไทยมีพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านประเภทนี้ ๓๐,๐๐๐ แห่ง ๓๐,๐๐๐ เรื่อง ข้าพเจ้าเชื่อว่าไม่ได้เป็นของซ้ำซ้อน ไม่ใช่เป็นสิ่งเปลืองเปล่า แต่เป็นสิ่งที่จะให้องค์ความรู้ในเรื่องพื้นบ้านนั้นมันเกิดความกระจ่างชัดขึ้นมา

               คนที่สุพรรณไปดูพิพิธภัณฑ์ที่สุราษฎร์ในเรื่องของยางพารา สมมุติอย่างนี้ แล้วก็เกิดวิสัยทัศน์ว่าวิธีจัดพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับยางพารานี่มันให้คำตอบอย่างนั้น ๆ น่ะนะ อันนี้ก็เป็นมรรควิธีที่คนสุพรรณหรือกาญจนบุรีอาจจะเอาแบบคิดอันนี้ไปทำกับของเขาก็ได้ เขาไปที่พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมพื้นบ้าน ข้าพเจ้าคิดว่าไม่ใช่เข้าไปเพื่อเรียนรู้ว่ามันมีอะไรเท่านั้น แต่เขาน่าจะได้กลับไปว่า เมื่อเขากลับไปถึงบ้านเขาแล้ว เขาจะเกิดความคิด วิธีการจัดการกับข้อมูลในท้องถิ่นของเขาอย่างไรแล้วให้มันเกิดประโยชน์ด้วย

               ข้าพเจ้าก็เห็นสอดคล้องกันกับท่านศาสตราจารย์สุธิวงศ์ พงษ์ไพบูลย์ ว่าพิพิธภัณฑ์ชุมชนในท้องถิ่นหนึ่ง ๆ มีได้ไม่จำกัด ควรจะมีอยู่ทุกหมู่บ้าน หรืออาจจะมีอยู่หลายแห่งในหมู่บ้านหนึ่ง ๆ ก็ได้ไม่จำเป็นว่าจะต้องมีเพียงแห่งเดียว ยิ่งมีมากเท่าใดก็จะเป็นเครื่องมือพัฒนาฅนในท้องถิ่นให้มีความรู้ความคิดไปในทิศทางเดียวกันมากยิ่งขึ้นเท่านั้น คือ มีความภูมิใจในวัฒนธรรมของตน รักถิ่นฐานบ้านเกิด รู้และเข้าใจระบบนิเวศวัฒนธรรมของตนอย่างลึกซึ้ง ยิ่งมีฅนคิดเหมือนกัน ทำคล้าย ๆ กันแต่ไม่แข่งขันเพื่อเอาชนะกันมากเท่าใด ก็จะทำให้กระบวนการกลุ่มเกิดขึ้นเร็วและทำให้ชุมชนแข็งแรงมากขึ้นท่านั้น

               การพัฒนาพิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นในลักษณะเช่นนี้เป็นวิธีการสำคัญที่จะช่วยเสริมสร้างความสามารถ ฟื้นฟูพลังและอำนาจในการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมให้ฅนในชุมชนท้องถิ่นได้อย่างทั่วถึงและยั่งยืน เพราะฅนที่เข้ามามีส่วนร่วมจัดการพิพิธภัณฑ์จะทำในสิ่งที่ตัวเองมีความรู้จริง เข้าใจจริง ๆ เป็นการจัดการไปตามธรรมชาติที่คุ้นเคย ใช้ทรัพยากร อุปกรณ์และเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับท้องถิ่นของตน ไม่ต้องการเทคโนโลยีซับซ้อนหรือมีราคาแพงที่จะต้องมีภาระลงทุนซื้อหาและสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายเพื่อทำนุบำรุงในภายหลัง ทั้งยังจะช่วยให้ฅนในชุมชนท้องถิ่นมีความมั่นใจในการคิดแก้ปัญหาอื่น ๆ หรือสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามสำหรับพัฒนาตนและพัฒนาชุมชนเป็นกระบวนการสืบเนื่องต่อไป

               การพัฒนาพิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นที่เป็นกระบวนการพัฒนาชุมชนไปพร้อม ๆ กันจะช่วยให้เกิดการถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ ทักษะในการจัดการแบบมาตรฐานสากลจากนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญวิชาชีพไปสู่ชาวบ้านสร้างจิตสำนึกในเรื่องความรู้สึกเป็นเจ้าของทรัพยากรวัฒนธรรมในชุมชนของตนเอง กระบวนการศึกษาวิจัยจะช่วยให้ชาวบ้านได้รู้จักเรื่องราวของตัวเอง รู้จักทรัพยากรและศักยภาพที่แท้จริงในชุมชนของตนมากขึ้น เมื่อชาวบ้านสามารถจัดการพิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นได้เองแล้วก็จะเกิดความมั่นใจ ภูมิใจ นำไปสู่การพัฒนาด้านเศรษฐกิจของชุมชน การพัฒนาด้านการเรียนรู้ และนำไปสู่ความเข้มแข็งของกลุ่ม ชุมชน ให้สามารถพึ่งตนเองได้บนพื้นฐานวัฒนธรรมท้องถิ่น เกิดความรักถิ่นฐาน ความสามัคคีและความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน มุ่งแต่ทำนุบำรุงกันและกันให้เจริญ และสามารถพัฒนาไปสู่การสร้างกัลยาณมิตรและเครือญาติพิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นในวงกว้างและระดับที่สูงขึ้นไปอีก ดังนั้น รูปแบบของพิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นจึงมีได้ไม่จำกัด ขึ้นอยู่กับประเภทของทรัพยากรวัฒนธรรม วัตถุสิ่งของ หรือสิ่งที่ต้องการแสดงนั้นเป็นอะไร

               หลักการที่สำคัญ ก็คือ มีอะไรอยู่ที่ไหนก็พัฒนาให้เกิดพิพิธภัณฑ์ ณ ที่นั้น ไม่ควรคัดเลือกเอาเฉพาะสิ่งของที่โดดเด่น สวยงามหรือทรงคุณค่าเป็นพิเศษตามมาตรฐานของนักวิชาการแล้วพรากแยกเอาไปจัดแสดงที่อื่น เพราะจะทำให้ฅนส่วนใหญ่ในชุมชนท้องถิ่นเข้าไม่ถึง ไม่ใส่ใจ ละทิ้งทรัพยากรวัฒนธรรมส่วนย่อย ๆ หรือส่วนที่เหลืออยู่ซึ่งอาจจะไม่สวยงาม ไม่โดดเด่นต้องตรงตามมาตรฐานของนักวิชาการ และจะทำให้สาระความรู้ ความหมายที่มีอยู่ในตัววัตถุสิ่งของนั้นต้องถูกแยกออกจากระบบนิเวศหรือบริบทแวดล้อมหรือสถานที่ที่วัตถุสิ่งของนั้นเคยตั้งอยู่และมีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันอย่างเหมาะสมมาก่อนต้องสูญเสียไป

               พิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นแต่ละแห่งไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน หรือต้องเป็นมาตรฐานเดียวกัน และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ต่างกันด้วย เพราะสังคมวัฒนธรรมแต่ละท้องถิ่นไม่เหมือนกันทั้งหมด ถ้าพิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นแห่งหนึ่งจะนำเสนอเรื่องเด่น ๆ เกี่ยวกับท้องถิ่นหนึ่งได้เพียงบางเรื่อง ก็ไม่จำเป็นต้องให้มีทุกเรื่องในที่เดียว หากจัดการเรื่องเด่นนั้นให้ดี ให้ความรู้ได้เหมาะสมครบถ้วนแก่ผู้ชม ให้ผู้ชมเกิดความประทับใจในเรื่องนั้น ๆ มีความโดดเด่นในเรื่องนั้นก็เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ดีมีคนอยากชมจำนวนมากได้ พิพิธภัณฑ์ในท้องถิ่นหนึ่ง ๆ อาจมีได้หลายประเภท ไม่จำกัดจำนวน และไม่จำเป็นจะต้องอยู่ในรูปของอาคารสถานที่เพียงอย่างเดียว หากแต่สามารถพัฒนาพื้นที่สำคัญ ๆ ที่มีคุณค่าทางสังคมวัฒนธรรมของท้องถิ่นให้ทำหน้าที่เป็นพิพิธภัณฑ์ได้ พิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นอาจจะอยู่ตามแหล่งโบราณคดีที่เป็นถ้ำ แหล่งฝังศพ โบราณสถาน เจดีย์ร้าง วัดร้าง โบสถ์ ศาลเจ้า มัสยิด สุสานฝังศพ ป่าช้าป่าเฮ่ว ที่เผาศพ เพิงผา ที่น้ำตก ในป่าชุมชน ป่าชายเลน ป่าพรุ ป่าบุ่งป่าทาม บนภูเขาท้ายหมู่บ้าน ที่หาดทรายชายทะเล อู่ต่อเรือ ที่ศาลผี ที่ต้นไม้ใหญ่ ในสวน ในไร่ ในนา ในวิหาร บนศาลาการเปรียญ ที่โรงปั้นหม้อ ที่เตาเผาถ้วยชาม และโอ่งไห โรงทอผ้า และสถานที่อื่น ๆ ในท้องถิ่น

               ข้อสำคัญที่พึงตระหนักก็คือ ที่ไหน ๆ ก็พัฒนาเป็นพิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นได้ทั้งนั้น ถ้าสามารถสื่อความหมายเชิงสังคมวัฒนธรรมของท้องถิ่นนั้น ๆ ได้ พิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นควรจะมีอยู่ทุกหมู่บ้าน หรืออาจจะมีอยู่หลายแห่งในหมู่บ้านหนึ่ง ๆ ก็ได้ ไม่จำเป็นว่าจะต้องมีเพียงแห่งเดียว ยิ่งมีมากเท่าใดก็จะเป็นเครื่องมือพัฒนาฅนในท้องถิ่นให้มีความรู้ความคิดไปในทิศทางเดียวกันมากยิ่งขึ้นเท่านั้น คือ จะต้องทำให้ฅนท้องถิ่นมีความภูมิใจในสังคมวัฒนธรรมของตน รักถิ่นฐานบ้านเกิด รู้และเข้าใจระบบนิเวศวัฒนธรรมชุมชนของตนอย่างลึกซึ้ง ซึ่งยิ่งมีฅนคิดเหมือนกัน ทำคล้าย ๆ กันแต่ไม่แข่งขันเบียดขับกันมากเท่าใด ก็จะทำให้ชุมชนท้องถิ่นแข็งแรงมากขึ้นเท่านั้น

               การพัฒนาและจัดการพิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นในแนวทางเช่นนี้เป็นวิธีการสำคัญที่จะช่วยเสริมสร้างความสามารถ ฟื้นฟูพลังและสิทธิอำนาจในการจัดการวัฒนธรรมชุมชนให้คนในชุมชนท้องถิ่นได้อย่างทั่วถึงและยั่งยืน เพราะฅนที่เข้ามามีส่วนร่วมจัดการพิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นสามารถทำในสิ่งที่ตัวเองมีความรู้จริง เข้าใจจริง ๆ เป็นการปฏิบัติจัดการไปตามธรรมชาติที่คุ้นเคย ใช้ทรัพยากร อุปกรณ์และเทคนิควิทยากรที่เหมาะสมกับท้องถิ่นของตน ไม่ต้องการเทคนิควิทยาการซับซ้อนหรือมีราคาแพงที่จะต้องมีภาระลงทุนซื้อหาและสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายเพื่อทำนุบำรุงในภายหลัง ทั้งยังจะช่วยให้ฅนในชุมชนท้องถิ่นมีความมั่นใจในการคิดแก้ปัญหาอื่น ๆ หรือสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามสำหรับพัฒนาตนและพัฒนาชุมชนและสังคมเป็นกระบวนการสืบเนื่องต่อไป

               พิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่น มีคุณประโยชน์ ในฐานะที่เป็นทั้งเครื่องมือและวิธีการในกระบวนการพัฒนาชุมชน กล่าวคือเป็นกิจกรรมที่เสริมสร้างศักยภาพและฟื้นฟูพลังของชุมชนท้องถิ่นให้สามารถจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมในชุมชนของตนเอง ส่งเสริมให้ชาวบ้าน สมาชิกของชุมชนเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการจัดการ ทั้งการศึกษาวิจัย การสำรวจค้นหา ทำแผนที่และบัญชีทรัพยากรวัฒนธรรม การประเมินคุณค่าและศักยภาพของทรัพยากรวัฒนธรรม การวางแผนการจัดการ การอนุรักษ์และบริรักษ์ใช้ประโยชน์ให้สมสมัย การสงวนรักษา การบูรณปฏิสังขรณ์ การจัดแสดงพิพิธภัณฑ์ จัดนิทรรศการ การเผยแพร่ การฟื้นฟู และการจัดการเชิงธุรกิจชุมชน

               การพัฒนาพิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นก่อให้เกิดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างฅนในชุมชนกับนักวิชาการและนักพัฒนาจากภายนอก และระหว่างสมาชิกในชุมชนที่มีความรู้และประสบการณ์เรื่องทรัพยากรวัฒนธรรมแตกต่างกัน ก่อให้เกิดความเสียสละ ความเอื้ออารีเกื้อกูล ทำนุบำรุงแก่กันและกันในหมู่สมาชิกของชุมชน ก่อให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน ทำให้ชาวบ้านมีความภาคภูมิใจในชุมชน รักถิ่นฐานบ้านเกิด เป็นพื้นที่แสดงความเป็นตัวตนของฅนในชุมชนให้คนทั้งภายในและภายนอกชุมชนได้เห็นและยอมรับ ทำให้ฅนในชุมชนรู้สึกได้ว่ามีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกับฅนที่อื่น และประการสำคัญที่สุดก็คือ พิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นเป็นเครื่องมือสำคัญในกระบวนการสร้างความรู้และฟื้นฟูภูมิปัญญาที่นำไปสู่การพัฒนาชุมชนให้สามารถพึ่งตนเองทุก ๆ มิติได้อย่างแท้จริง ในภาพรวมพิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นก็คือ อาณาบริเวณ หรือสถานที่แสดงวัตถุสิ่งของและเรื่องราวของสังคมวัฒนธรรมที่ทำให้ฅนในท้องถิ่นรู้จักถิ่น รู้จักตนเองว่าอยู่ที่ไหน มีสภาพแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติเป็นอย่างใด มีหลักฐานความเก่าแก่ในการตั้งถิ่นฐานและการจัดระบบความสัมพันธ์ของฅนกับสภาพธรรมชาติกายภาพ ฅนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ และความสัมพันธ์ของฅนกับฅนในชุมชนท้องถิ่นและต่างถิ่นอย่างไร มีการพัฒนาเทคนิควิทยาการ เครื่องมือเครื่องใช้ อุปกรณ์ทุ่นแรงอย่างหนึ่งอย่างใดขึ้นมาใช้สอยบ้าง มีความสำเร็จและความล้มเหลวในการพัฒนาสังคม การเมืองและเศรษฐกิจในท้องถิ่นที่จะใช้เป็นบทเรียนสำหรับการพัฒนาสังคมวัฒนธรรมของชุมชนในปัจจุบันและอนาคตได้มากน้อยเพียงใด

พิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นกับการจัดการภูมิปัญญาความรู้

               การจัดการพิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นให้เกิดคุณประโยชน์ในฐานะเป็นศูนย์เรียนรู้ชุมชนไม่ใช่กิจกรรมที่เพียงแต่ทำให้เกิดอาคารสถานที่ที่แสดงเฉพาะวัตถุสิ่งของ ดังที่พบเห็นได้ในพิพิธภัณฑสถานทั่ว ๆ ไป แต่ต้องเป็นกระบวนการที่ให้ความสำคัญต่อการแสดงบทบาทและตัวตน หรือ อัตลักษณ์ ของทั้ง ฅนท้องถิ่น และ วัตถุสิ่งของในท้องถิ่น ไปพร้อม ๆ กัน

               ในท้องถิ่นหนึ่ง ๆ อาจจะมีประเด็น (issues/ themes) ที่สามารถนำมาออกแบบจัดแสดงเป็นพิพิธภัณฑ์ได้หลายประเภท ทั้งที่เป็นสถานที่ เป็นสิ่งก่อสร้าง วัตถุ และความรู้ความหมายที่เกี่ยวกับสถานที่ สิ่งก่อสร้างและวัตถุนั้น ๆ รวมทั้งฅนที่มีความรู้ความสามารถในการทำมาหากิน การประดิษฐ์คิดค้นเครื่องมือเครื่องใช้ มีความรู้ความสามารถในการรักษาพยาบาลโรคภัยไข้เจ็บ มีความรู้ความสามารถในการติดต่อสื่อสารกับสิ่งเหนือธรรมชาติได้เป็นพิเศษ ซึ่งทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เรียกว่า ภูมิปัญญาความรู้

               ในทัศนะของข้าพเจ้า คำว่า “ภูมิปัญญา” หมายถึง ระบบความรู้ ความเชื่อ ความสามารถทางพฤติกรรมหรือทักษะในการสร้างสรรค์องค์รวมของความสัมพันธ์อันเกื้อกูล มีเมตตาไมตรี ทำนุบำรุงกันและกันอย่างพึ่งพิงสัมพันธ์กันอยู่เสมอระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ มนุษย์กับธรรมชาติกายภาพ และมนุษย์กับสิ่งเหนือธรรมชาติหรือธรรมชาติส่วนที่มีอำนาจเหนือมนุษย์ และการที่ฅนจะมีภูมิปัญญาที่เหมาะสมได้ก็จะต้องผ่านกระบวนการเรียนรู้จากฅนอื่น สัตว์อื่นและสิ่งอื่นที่ดำรงอยู่ร่วมกัน เรียนรู้ว่าจะอยู่ร่วมกันแบบที่มีความสุขเสมอหน้ากันได้อย่างไร

               การจัดการภูมิปัญญาความรู้ในระบบพิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นเป็นกระบวนการค้นหาและเชื่อมโยงความรู้ในตัวของฅน และความรู้ที่อยู่แฝงฝังอยู่ในวัตถุสิ่งของ โดยเฉพาะการเชื่อมโยงภูมิปัญญาความรู้ในฅนเก่า ๆ และภูมิปัญญาความรู้ที่มีอยู่ในของเก่า ๆ เข้าด้วยกัน แล้วนำมาวิเคราะห์ประเมินค่า เลือกสรรเพื่อใช้ประโยชน์ในทางการพัฒนาท้องถิ่นของฅนปัจจุบัน ซึ่งการจัดการภูมิปัญญาความรู้เป็นกิจกรรมการพัฒนาชุมชนที่สามารถกระทำต่อเนื่องได้ตลอดเวลาไม่ใช่ดำเนินการเฉพาะช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาพิพิธภัณฑ์เท่านั้น

               การจัดการภูมิปัญญาความรู้ในระบบพิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นเริ่มต้นที่การแก้ปัญหาเรื่องความไม่รู้ ของท้องถิ่นนั้น ๆ โดยใช้กระบวนการศึกษาวิจัย และกระบวนการเรียนรู้เพื่อค้นหาคำตอบ และคลี่คลายความไม่รู้ คล้าย ๆ กับงานที่นักวิชาการทั่วไปดำเนินการ ต่างกันตรงที่เป็นกระบวนการวิจัยและกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมเท่านั้นเอง ในกระบวนการพัฒนาชุมชนโดยทั่วไป เรามักจะเริ่มต้นกันที่การศึกษาวิเคราะห์ชุมชน ซึ่งเป็นการใช้ “ปัญหาและความไม่รู้” เป็นจุดเริ่มต้นที่จะดำเนินการพัฒนา เป็นการพัฒนาฅนที่ไม่รู้ให้รู้ ซึ่งฅนที่ไม่รู้นั้นมีทั้งฅนนอก ซึ่งได้แก่ นักพัฒนา นักปกครอง พ่อค้า ครู นักวิจัยและคนกลุ่มอื่น ๆ ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับชุมชน และฅนในชุมชน ซึ่งหมายถึง ชาวบ้าน พระสงฆ์ นักการเมืองท้องถิ่น และผู้ที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ซึ่งสิ่งที่เรียกว่า ความไม่รู้ ไม่ได้หมายความว่าไม่รู้อะไรเลย จริง ๆ แล้วชาวบ้านมีความรู้เชิงภูมิปัญญาที่เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่นที่เขาอยู่อาศัย แต่การพัฒนาแบบทันสมัยที่ผ่านมาทำให้เขาเข้าใจผิดว่าสิ่งที่เขาเคยรู้และปฏิบัติสืบกันมานั้น ไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม งมงาย ไม่ทันสมัย ทำให้ชาวบ้านไม่เชื่อถือและค่อย ๆ ละทิ้งความรู้ภูมิปัญญาที่เคยเป็นประโยชน์และมุ่งแสวงหาความรู้ชุดใหม่ที่นำเข้าจากภายนอกท้องถิ่น เป็นลักษณะอาการที่เรียกว่า ไม่รู้ว่าตัวเองรู้ ไม่มั่นใจว่าตัวเองก็ทำได้ ไม่รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองเคยทำและทำต่อ ๆ กันมานั้นเหมาะสมดีแล้วสำหรับท้องถิ่น สภาพเช่นนี้เป็นเหตุปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชุมชนท้องถิ่นอ่อนแอ พึ่งตัวเองไม่ได้เกือบทุกมิติ เพราะถูกทำให้คิดและเชื่อว่าชุมชนของตัวไม่มีอะไรดีเลยมาเป็นเวลานาน

               การจัดการภูมิปัญญาความรู้ในกระบวนการพิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่น เป็นลักษณะเดียวกันกับการศึกษาชุมชนแบบมีส่วนร่วมและการศึกษาวิจัยตนเองของชุมชน อาจจะเรียกว่าเป็น กระบวนการทบทวนความทรงจำร่วมของชุมชน หรือเป็น การขุดค้นหาอดีต (digging up the pasts) เป็นการค้นหาความหมาย และการระบุคุณค่าความสำคัญของทรัพยากรวัฒนธรรมที่เป็นวัตถุสิ่งของ สิ่งก่อสร้าง เครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่ชุมชนเคยใช้ประโยชน์มาก่อน ซึ่งเป็นกระบวนการส่งเสริมให้ฅนในท้องถิ่นได้ทบทวนภูมิปัญญาความรู้ที่เคยทำให้ชุมชนพึ่งตนเองได้และมีความเป็นอยู่อย่างปกติสุขมายาวนาน ช่วยให้ฅนที่เคยรู้เคยทำได้ตามภูมิปัญญาความรู้นั้นเกิดความมั่นใจว่าสิ่งที่เคยรู้เคยทำนั้นยังมีคุณค่าและยังใช้ประโยชน์ได้ เป็นการบอกกล่าวต่อฅนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยรู้ ไม่เคยทำ ไม่เคยตระหนักในคุณค่าของภูมิปัญญาความรู้นั้นให้ได้รู้ ได้เข้าใจและเห็นคุณค่ามากขึ้น ซึ่งเป็นกระบวนการปลูกจิตสำนึกแบบหันเข้าหาคุณค่าภายในท้องถิ่นควบคู่ไปกับการสร้างความเข้าใจต่อระบบคุณค่าภายนอกที่ถาโถมเข้ามาในชุมชน

               การจัดการภูมิปัญญาความรู้ในกระบวนการพิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นไม่ได้มีความมุ่งหมายเพื่อการเสาะหาวัตถุสิ่งของเอามาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์เป็นหลัก หากให้ความสำคัญต่อการสร้างความเชื่อมั่นของชาวบ้านในภูมิปัญญาความรู้ที่มีอยู่ในชุมชนเป็นลำดับต้น สร้างการยอมรับในภูมิปัญญาความรู้และส่งเสริมให้มีการยอมรับในตัวชาวบ้านที่มีภูมิปัญญาความรู้ซึ่งส่วนมากเป็นผู้สูงอายุเป็นลำดับถัดมา ซึ่งการยอมรับในทั้งสองส่วนเป็นต้นทางของกระบวนการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนผ่านการทำพิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่น คือ เมื่อฅนส่วนใหญ่ในชุมชนได้รู้ ได้เข้าใจ ได้เห็นคุณค่าและยอมรับทั้งภูมิปัญญาความรู้ที่มีอยู่ในตัวฅนและในวัตถุสิ่งของแล้ว ก็จะให้ความสำคัญและเต็มอกเต็มใจในการจะจัดการให้เกิดประโยชน์ทางการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นในลำดับต่อ ๆ ไปโดยไม่ต้องบังคับหรือใช้กลอุบายใด ๆ จูงใจให้ปฏิบัติ

แผนที่วัฒนธรรมท้องถิ่นกับการทำพิพิธภัณฑ์ชุมชน

               ขั้นตอนสำคัญในกระบวนการพัฒนาพิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นคือการสร้างความรู้ด้วยการศึกษาวิจัยที่เป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของฅนในชุมชนและผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกชุมชน ซึ่งวิธีการวิจัยที่เหมาะสมวิธีหนึ่ง ได้แก่ การทำแผนที่มรดกวัฒนธรรมท้องถิ่น (Local Cultural Heritage Mapping : LCHM)

               แผนที่มรดกวัฒนธรรมท้องถิ่น เป็นกระบวนการศึกษาวิจัยเชิงพัฒนาแบบมีส่วนร่วมรูปแบบหนึ่งที่ให้ชุมชนเข้ามาร่วมกันค้นหา ระบุหรือกำหนดรายการ และจัดทำทะเบียนหรือระบบบัญชีบรรดามรดกวัฒนธรรมประเภทต่าง ๆ ทีมีอยู่ในท้องถิ่น ซึ่งจะเป็นการบันทึกรายการและรายละเอียดองค์ประกอบส่วนย่อยต่าง ๆ ของมรดกวัฒนธรรมที่ปรากฏอยู่ทั้งในรูปลักษณะของสิ่งที่จับต้องสัมผัสได้ (the tangibles) เช่น แหล่งโบราณคดี โบราณสถาน โบราณวัตถุและศิลปวัตถุในรูปของอาคาร สถานที่ วัตถุ สิ่งก่อสร้าง ภูมิประเทศ โรงงาน งานหัตถกรรม ถ้ำ เพิงผา ชายหาด เนินเขา ริมฝั่ง แม่น้ำ บ่อน้ำ สระ ทะเลสาบ ฯลฯ และสิ่งที่เป็นนามธรรม (the intangibles) เช่น ความทรงจำ ภูมิปัญญาและความรู้ ประวัติบุคคล ทัศนคติ ความเชื่อและระบบคุณค่า ศิลปวัฒนธรรม การแสดง เพลง พิธีกรรม ฯลฯ การศึกษาวิจัยลักษณะนี้จะช่วยให้ท้องถิ่นค้นพบสิ่งที่เรียกว่า เอกลักษณ์ อัตลักษณ์ หรือ คุณลักษณะเฉพาะของตนเอง (local unique or identity) ที่มีความแตกต่างไปจากชุมชนอื่น ๆ และนำไปสู่การคิดริเริ่มที่จะทำกิจกรรมพัฒนาต่าง ๆ อันเกี่ยวเนื่องกับสิ่งที่ค้นพบนั้นทั้งด้านการบันทึก การเขียนประวัติศาสตร์ของท้องถิ่น การอนุรักษ์ การใช้ประโยชน์หรือการฟื้นฟูบูรณะให้กลับมาทำประโยชน์ต่อท้องถิ่นในมิติต่าง ๆ

               การทำแผนที่มรดกวัฒนธรรมท้องถิ่นโดยทั่วไปมีส่วนสำคัญในการตอบสนองต่อความต้องการในด้านต่าง ๆ ของการพัฒนาท้องถิ่น เช่น การกระตุ้นและส่งเสริมกิจกรรมการท่องเที่ยว การอนุรักษ์ ฟื้นฟู บูรณะปฏิสังขรณ์สถานที่ทางประวัติศาสตร์ การปรับปรุงวิถีทัศน์ในถนนหรือคลองสายสำคัญ ๆ ของชุมชน และการสร้างเสริมประสบการณ์และการสร้างผลผลิตใหม่ ๆ ทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น

               การทำแผนที่มรดกวัฒนธรรมท้องถิ่น เป็นกิจกรรมที่สามารถสร้างการมีส่วนร่วมของกลุ่มต่าง ๆ ในชุมชนในการจำแนกประเภทของมรดกวัฒนธรรมที่มีอยู่ในชุมชน ร่วมกันกำหนดว่ามรดกวัฒนธรรมประเภทใด แห่งใด ชิ้นใด ควรได้รับการบันทึก อนุรักษ์บูรณะฟื้นฟูหรือผลิตซ้ำขึ้นมาใหม่ ซึ่งผลผลิตจากกิจกรรมอาจจะปรากฏในรูปต่าง ๆ ได้แก่

  • แผนที่แสดงตำแหน่งที่ตั้ง ที่เก็บรักษามรดกวัฒนธรรม
  • รายงานการสำรวจค้นคว้าที่มีข้อมูลที่ตั้ง ประวัติ ลักษณะและสภาพของมรดกวัฒนธรรม
  • การบันทึกเป็นประวัติศาสตร์ตัวเขียน วิดีทัศน์ หรือวัสดุทางเทคโนโลยีสื่อสาร อื่น ๆ เช่น ซีดีรอม (CD-ROM) ภาพยนตร์ ภาพนิ่งไมโครฟิล์ม หนังสือ ฯลฯ
  • งานศิลปะ เช่น ภาพวาด รูปปั้น การละเล่น เพลง งานหัตถกรรม เครื่องจักสาน ผ้าทอ เครื่องประดับ เครื่องปั้นดินเผา ฯลฯ
  • แนวคิดและแผนงานการจัดการมรดกวัฒนธรรมในรูปแบบต่าง ๆ เช่น สวนประวัติศาสตร์ สวนวัฒนธรรม ย่านประวัติศาสตร์ ย่านวัฒนธรรม อ่าวประวัติศาสตร์ อ่าววัฒนธรรม หุบเขาประวัติศาสตร์หรือก่อนประวัติศาสตร์ หรือหุบเขาวัฒนธรรม ย่านอุตสาหกรรมประวัติศาสตร์หมู่บ้านประวัติศาสตร์หรือก่อนประวัติศาสตร์ หรือหมู่บ้านวัฒนธรรมเส้นทางประวัติศาสตร์ เส้นทางวัฒนธรรม พิพิธภัณฑ์แหล่งโบราณคดี พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นรูปแบบต่าง ๆ และหอจดหมายเหตุท้องถิ่น หอวัฒนธรรมหรือศูนย์เรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี วัฒนธรรม เป็นต้น
  • แนวคิดหรือแผนงานการจัดการมรดกวัฒนธรรมในรูปแบบโครงการศึกษาการพัฒนาโบราณคดีและนิเวศวัฒนธรรมท้องถิ่น
  • ภูมิปัญญางานศิลปะเชิงช่าง หัตถกรรม มหัตถศิลป์ต่าง ๆ ฯลฯ

               นอกจากนี้กระบวนการแผนที่มรดกวัฒนธรรมท้องถิ่นยังก่อให้เกิดคุณประโยชน์อื่น ๆ เช่น นำไปสู่การทำกิจกรรมด้านปรับปรุงคุณภาพสิ่งแวดล้อม การปลูกต้นไม้ การแก้ไขปัญหาจราจร การปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์ของชุมชน ซึ่งแนวคิดและข้อค้นพบในการปรับปรุงและแก้ไขปัญหาดังกล่าวมักจะเกิดขึ้นในระหว่างการทำแผนที่ และเห็นว่ามีปัญหาใดบ้างที่เกี่ยวข้องกับมรดกวัฒนธรรมและการพัฒนาท้องถิ่น

               การทำกิจกรรมแผนที่มรดกวัฒนธรรมท้องถิ่นสามารถดำเนินการได้ในพื้นที่ของชุมชนท้องถิ่นทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ ลุ่มน้ำ เทือกเขา คลอง ย่าน หาด อ่าว ป่า หรือในพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกระดับทุกขนาดทุกสถานที่ไม่ว่าจะมีประชากรมากหรือน้อย แต่ควรเป็นท้องถิ่นที่มีพื้นที่ทางภูมิศาสตร์แน่นอน มีประวัติการตั้งถิ่นฐานยาวนานพอที่จะมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม มรดกวัฒนธรรม วัฒนธรรมชุมชนที่มีอายุเก่าแก่พอสมควร ทั้งนี้ไม่จำกัดว่าต้องกี่ปี ขึ้นอยู่กับคุณค่าและความสำคัญที่มีต่อชุมชนท้องถิ่นนั้น ซึ่งบางครั้งถ้ามรดกวัฒนธรรมนั้นมีอายุเพียงไม่กี่ปี แต่ถ้ามีคุณค่าและความสำคัญต่อการพัฒนาความเป็นชุมชนและวัฒนธรรมสูงยิ่งก็สามารถทำกิจกรรมแผนที่มรดกวัฒนธรรมท้องถิ่นได้ไม่มีข้อห้ามแต่อย่างใด

               ข้อที่พึงตระหนักไว้อย่างหนึ่งก็คือต้องระลึกอยู่เสมอว่า ความมุ่งหมายพื้นฐาน ของการทำแผนที่วัฒนธรรมท้องถิ่นในเชิงกระบวนการ ก็คือ การช่วยให้ฅนในท้องถิ่นนั้น ๆ รู้จักชื่นชมและสามารถนำเอาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมรดกวัฒนธรรมทั้งหลายที่ค้นพบไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นของตนเองได้อย่างยั่งยืน

               การมีส่วนร่วมในการศึกษาวิจัยผ่านกระบวนการแผนที่มรดกวัฒนธรรมท้องถิ่น ช่วยให้ทุกฅนในท้องถิ่นนั้น ๆ ได้รับประโยชน์ทั่วกัน เนื่องจากเป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับฅนทุกฅน เกี่ยวข้องสถานที่ทุกแห่ง รวมทั้งเกี่ยวข้องกับความรู้ความคิดของแต่ละฅนที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กันในลักษณะของความเป็นชุมชนท้องถิ่นเดียวกัน

               กระบวนการแผนที่มรดกวัฒนธรรมท้องถิ่นอาจจะอำนวยให้เกิดแหล่งประกอบการหรือกิจการใหม่ ๆ ขึ้นในพื้นที่ที่มีการว่างงานสูง นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยในการสร้างความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่จะเอื้อต่อความสำเร็จในกระบวนการปรับความเข้าใจการสร้างความปรองดอง การสร้างความเสมอภาค และการพัฒนาทัศนคติและค่านิยมที่ดี คุณธรรม และจริยธรรมต่อการจัดการมรดกวัฒนธรรมในท้องถิ่นนั้น ๆ

               ในด้านการริเริ่มสร้างสรรค์ใหม่ ๆ การทำแผนที่มรดกวัฒนธรรมท้องถิ่นช่วยให้สามารถค้นพบเรื่องราว ความคิด แนวคิด จินตนาการ รูปแบบ และข้อมูลต่าง ๆ ของท้องถิ่นที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการกระตุ้นให้เกิดการคิดดัดแปลงและพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ในรูปแบบของงานฝีมือ และงานศิลปะต่าง ๆ ยกตัวอย่าง เช่น การนำเอารูปแบบลวดลายที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์หรือสัญลักษณ์ที่พบในแหล่งโบราณคดี โบราณสถาน โบราณวัตถุและศิลปวัตถุ และสัญลักษณ์ของหลักฐานทางโบราณคดีอื่น ๆ ไปสร้างสรรค์ในงานเขียนและวาดภาพ งานปั้น งานเครื่องปั้นดินเผา สถาปัตยกรรม เครื่องตกแต่งประดับบ้านและอาคาร งานผ้าและสิ่งทอ งานกระดาษ การ์ด สิ่งพิมพ์ และงานออกแบบต่าง ๆ

               นอกจากนี้ยังสามารถนำเอาเรื่องราวเกี่ยวกับโบราณคดีและประวัติศาสตร์ของท้องถิ่น วรรณกรรม นิทาน เรื่องเล่า มุขปาฐะ ตำนาน ไปสร้างสรรค์ในรูปแบบงานเขียนทางวิชาการ งานเขียนทางประวัติศาสตร์ สารคดี บทความ วรรณกรรม ข่าวสาร และบทโทรทัศน์ รวมไปถึงการสร้างเป็นภาพยนตร์ออกเผยแพร่

               การทำแผนที่มรดกวัฒนธรรมท้องถิ่นมีคุณประโยชน์ต่อการจัดการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศของท้องถิ่น เพราะว่าในการศึกษาวิจัยดังกล่าวช่วยให้คนในท้องถิ่นได้ค้นพบมรดกวัฒนธรรม ซึ่งสามารถนำไปพัฒนาเป็นทรัพยากรเพื่อการท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี

               ในด้านการศึกษาและการเรียนรู้ การทำแผนที่มรดกวัฒนธรรมท้องถิ่นก่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันของทุกฝ่ายและทุกคนที่เข้าร่วมกิจกรรม ผลได้ทั้งที่เป็นองค์ความรู้ ข้อค้นพบ ปัญหา ทางออกในการแก้ปัญหา สถานที่ วัตถุ ล้วนแต่เป็นทรัพยากรในการศึกษาและการเรียนรู้ของคนในท้องถิ่นเองและคนนอกชุมชน ในบางพื้นที่การศึกษาวิจัยในลักษณะนี้นำไปสู่การสร้างหลักสูตรการศึกษาขึ้นมาใหม่ให้สัมพันธ์กับประเด็นทางโบราณคดี ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่ค้นพบ ในหลายกรณีเกิดศูนย์เรียนรู้หรือแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ขึ้นมากมาย ทั้งในรูปแบบศูนย์ฝึกอาชีพ สถานประกอบการ กลุ่ม พิพิธภัณฑ์ชุมชนรูปแบบต่าง ๆ กลายเป็นสถานที่ฝึกอาชีพ ดูงาน ถ่ายทอดเทคโนโลยีและความรู้ที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาความรู้ ความสามารถของคนที่เข้าไปเกี่ยวข้อง สามารถสร้างสรรค์อาชีพเพิ่มรายได้ และเชื่อว่าน่าจะช่วยลดภาวะการว่างงานในชุมชนท้องถิ่นได้ในระดับหนึ่ง

               การทำแผนที่มรดกวัฒนธรรมท้องถิ่นมีประโยชน์ต่อการวางแผนและการพัฒนาท้องถิ่น ช่วยให้ทราบความต้องการที่แท้จริงของชุมชนต่าง ๆ ในเขตการปกครองท้องถิ่นนั้น ๆ ที่เกิดขึ้นในระหว่างการดำเนินกิจกรรม ซึ่งองค์กรชุมชนท้องถิ่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในฐานะหน่วยจัดการงานพัฒนาชุมชนท้องถิ่น สามารถนำไปพิจารณาประกอบในการปรับปรุงแผนงานของโครงการต่าง ๆ

               นอกจากนี้การระบุว่ามรดกวัฒนธรรมแห่งใด ชิ้นใดมีความสำคัญมากน้อยเพียงใดยังช่วยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชนท้องถิ่นสามารถประเมินผลดีผลเสีย (ผลกระทบ) ที่จะเกิดจากกิจกรรมการพัฒนาต่าง ๆ ต่อมรดกวัฒนธรรมว่าเป็นคุณหรือเป็นโทษต่อมรดกวัฒนธรรมนั้น และเป็นแนวทางในการจัดการอนุรักษ์หรือใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสมในระยะยาว

               การทำแผนที่มรดกวัฒนธรรมท้องถิ่นในชุมชนท้องถิ่นใด ๆ ผู้มีหน้าที่หลักในการจัดทำแผนที่วัฒนธรรมท้องถิ่นน่าจะได้แก่องค์กรชุมชนท้องถิ่น คณะกรรมการหมู่บ้าน คณะกรรมการชุมชน ร่วมมือกับฝ่ายบริหารและสภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกระดับทุกประเภท ทั้งอบจ. อบต. เทศบาล เมืองพัทยา กรุงเทพมหานคร ประสานกับนักวิชาการในสถาบันการศึกษา นักวิชาการอิสระ องค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรประชาชน ภาคธุรกิจเอกชน และองค์กรจัดการด้านการท่องเที่ยว สำนักงานศิลปากร พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในภูมิภาคต่าง ๆ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด สภาวัฒนธรรมจังหวัด-อำเภอ-ตำบล สถาบันทางศาสนา พระสงฆ์ ผู้ทรงคุณวุฒิในท้องถิ่น ให้เข้ามาช่วยกันจัดกระบวนการสำรวจตรวจค้น ศึกษาวิจัยเอกสาร สำรวจศึกษาในภาคสนาม สร้างสาระความรู้เกี่ยวกับโบราณสถาน แหล่งโบราณคดี โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและมรดกวัฒนธรรมอื่น ๆ ที่มีอยู่ในท้องถิ่นนั้น ๆ แล้วจัดทำเป็นแผนที่แสดงตำแหน่งที่ตั้ง ที่เก็บรักษา จัดทำทะเบียนบัญชีและบันทึกสภาพโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุที่ค้นพบโดยละเอียดด้วยการถ่ายภาพ วีดีทัศน์ หรือบันทึกสภาพปัจจุบันด้วยเทคนิควิธีการอื่น ๆ ทำการประเมินศักยภาพด้านต่าง ๆ จัดทำรายงานการศึกษาเป็นรูปเล่มเพื่อเผยแพร่ เก็บไว้ใช้ประโยชน์ในการวางแผน การบริหารจัดการ หรือให้บริการทางวิชาการแก่สังคม แนวทางการดำเนินการในการศึกษาวิจัยจัดทำแผนที่มรดกวัฒนธรรมท้องถิ่น มีดังต่อไปนี้

                      ๑) ลักษณะของงานศึกษาวิจัยจัดทำแผนที่มรดกวัฒนธรรมท้องถิ่น เป็นงานวิจัยเชิงสำรวจ เป็นการศึกษาประมวลข้อมูลจากเอกสาร ที่มีผู้ศึกษาไว้แล้ว (documentary survey) และการศึกษาสำรวจและค้นหาทรัพยากรวัฒนธรรมเพิ่มเติมในภาคสนาม (field-survey) ยังไม่จำเป็นต้องมีการขุดค้นศึกษาในแหล่งโบราณคดีหรือตามโบราณสถานต่าง ๆ กิจกรรมนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถดำเนินการได้เองอย่างเอกเทศ โดยไม่ต้องยื่นหนังสือขออนุญาตต่อกรมศิลปากร แต่อาจจะขอรับการสนับสนุนและความร่วมมือด้านผู้เชี่ยวชาญทางโบราณคดีที่สังกัดกรมศิลปากร สถาบันการศึกษา หรือนักวิชาการอิสระให้เข้าร่วมดำเนินงานด้วยก็ได้

                      ๒) ชุมชนท้องถิ่น องค์กรชุมชนท้องถิ่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดเดียวกัน หรือในท้องถิ่นทางภูมิศาสตร์เดียวกัน เช่น ลุ่มน้ำเดียวกัน หุบเขาเดียวกัน ฝั่งทะเลด้านเดียวกันอ่าวเดียวกัน คลองเดียวกัน ควรจัดทำเป็นโครงการศึกษาวิจัยและจัดทำแผนที่มรดกวัฒนธรรมท้องถิ่นที่สามารถดำเนินการร่วมกัน ใช้ระเบียบวิธีการศึกษาวิจัย แบบแผนการบันทึกข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และการรายงานผลการศึกษาในรูปลักษณะและมาตรฐานเดียวกัน ทั้งนี้เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถเชื่อมโยงข้อมูล แลกเปลี่ยนข้อมูล และใช้ประโยชน์ข้อมูลร่วมกันได้ โดยการลงทุนด้านงบประมาณร่วมกันเพียงครั้งเดียว

                      ๓) องค์การบริหารส่วนจังหวัดต่าง ๆ มีศักยภาพในการเป็นเจ้าของเรื่องหลัก (เจ้าภาพ) เป็นผู้ประสานงานในการริเริ่มพัฒนาโครงการ จัดหานักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาวิจัยและจัดทำแผนที่มรดกวัฒนธรรม ประสานหน่วยงานเชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องให้เข้ามาร่วมดำเนินการวิจัยโครงการศึกษาวิจัยและจัดทำแผนที่มรดกวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยมีชุมชนท้องถิ่น องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ๆ ในจังหวัดเข้าร่วมดำเนินการและรับผิดชอบภาระหน้าที่ศึกษาวิจัยในพื้นที่ท้องถิ่นนั้น ๆ

                      ๔) นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดทำแผนที่มรดกวัฒนธรรมร่วมกับคณะทำงานท้องถิ่นร่วมกันออกแบบระเบียบวิธีการศึกษาวิจัย วิธีการสำรวจ ระบบการบันทึกข้อมูล วิธีการวิเคราะห์ การรายงานผลการศึกษา และออกแบบระบบแผนที่ฐานที่เป็นมาตรฐานเดียวกันให้สามารถนำไปใช้ได้ในทุกพื้นที่ในท้องถิ่นเดียวกันหรือต่างท้องถิ่นเพื่อการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลกันในอนาคต

                      ๕) เทคนิควิธีการสำรวจศึกษา เก็บข้อมูลมรดกวัฒนธรรม และการจัดทำแผนที่โดยทั่วไปควรใช้วิธีการและเทคโนโลยีง่าย ๆ ไม่ยุ่งยากสามารถทำได้ด้วยมือ (manual method) แต่ในบางกรณีอาจจะใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ภาพถ่ายทางอากาศ ภาพถ่ายดาวเทียม ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) ที่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ช่วยในการวิเคราะห์แปลความเข้ามาช่วยในการศึกษาก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพร้อมด้านงบประมาณ และความสามารถของคณะทำงานในแต่ละพื้นที่

                      ๖) รูปแบบการศึกษาวิจัย ควรดำเนินการในลักษณะการวิจัยเชิงปฏิบัติ การพัฒนาชุมชนแบบมีส่วนร่วม (PAR & CD) ที่เป็นกระบวนการพัฒนาความสามารถของผู้เข้าร่วมกิจกรรมไปพร้อม ๆ กับการสร้างผลงานการวิจัยและผลิตแผนที่และฐานข้อมูลมรดกวัฒนธรรมไปด้วยในขณะเดียวกัน

                      ๗) ผู้วิจัยหลักและผู้จัดทำแผนที่ควรเป็นฅนในชุมชนท้องถิ่น มีเจ้าหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาชนในพื้นที่ โดยมีนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ เป็นผู้ให้คำปรึกษาและร่วมดำเนินการวิจัยเป็นระยะ ๆ

                      ๘) มีการรายงานความก้าวหน้า และนำเสนอผลการศึกษาวิจัยเป็นระยะ ๆ ทั้งการนำเสนอในเวทีย่อยระดับภายในชุมชนท้องถิ่น องค์การบริหารส่วนตำบล เทศบาลตำบล เทศบาลเมืองและในเวทีใหญ่ระดับ องค์การบริหารส่วนจังหวัด กรุงเทพมหานคร หรือการนำเสนอสู่สาธารณะเพื่อการแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์ในหมู่ข้าพเจ้าด้วยกัน และเป็นการรายงานความก้าว หน้าในการดำเนินงานต่อสาธารณะและเพื่อเป็นการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล เมื่องานวิจัยเสร็จสมบูรณ์ก็ให้นำเสนอต่อสภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐสภา และรัฐบาลเพื่อเป็นข้อมูลในการวางแผนพัฒนาชุมชนท้องถิ่น การพัฒนาภูมิภาค และการพัฒนาประเทศต่อไป ในกรณีที่ชุมชนท้องถิ่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลาย ๆ แห่งยังไม่สามารถดำเนินการศึกษาวิจัยจัดทำแผนที่วัฒนธรรมท้องถิ่นร่วมกันได้ ชุมชนท้องถิ่นใด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใดที่มีทรัพยากรวัฒนธรรมอยู่ในพื้นที่มากและมีความพร้อมด้านงบประมาณ ก็อาจจะริเริ่มทดลองดำเนินการศึกษาวิจัยนำร่องเพื่อหาแบบแผนการวิจัยและระบบแผนที่ที่เหมาะสมไปก่อนก็ได้ เมื่อประสบความสำเร็จแล้วก็สามารถขยายผลความสำเร็จให้เป็นตัวอย่างแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งอื่น ๆ นำไปดำเนินการได้ ไม่จำเป็นต้องดำเนินการพร้อมกันก็ได้ ทั้งนี้แล้วแต่ความพร้อมและความสนใจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ๆ ซึ่งการดำเนินการกิจกรรมแผนที่วัฒนธรรมท้องถิ่นเป็นกระบวนการสร้าง ขุดค้น ค้นหาความรู้ท้องถิ่นอย่างหนึ่ง ผลการดำเนินงานจะก่อให้เกิดข้อมูลและชุดความรู้เฉพาะถิ่น หรืออัตลักษณ์ท้องถิ่นสำหรับการพิจารณาตัดสินใจเลือกว่าจะจัดให้มีพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในรูปแบบใดจึงจะเป็นประโยชน์แก่การพัฒนาชุมชนท้องถิ่นในระยะยาว

การแปลงความรู้ให้ง่าย (Simplification of Knowledge) คือกุญแจสู่ความสำเร็จของพิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่น

               ในกระบวนการสร้างความรู้ ไม่ว่าความรู้นั้นจะได้มาด้วยวิธีการวิจัยแบบใดก็ตาม ในที่นี้ได้แนะนำให้ใช้กิจกรรมแผนที่มรดกวัฒนธรรมท้องถิ่นที่เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการพัฒนาชุมชนแบบมีส่วนร่วม (Participative Action Research and Community Development : PAR & CD) ในการสร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของฅนในชุมชนและผู้ฅนจากนอกชุมชนท้องถิ่น ที่มีทั้งผู้เชี่ยวชาญและผู้ที่สนใจใคร่ร่วมเรียนรู้

               เมื่อได้ความรู้ ซึ่งในที่นี้หมายรวมถึงสถานที่ โบราณสถาน วัตถุสิ่งของ มรดกวัฒนธรรมต่าง ๆ และเรื่องราวเกี่ยวกับสถานที่และสิ่งของเหล่านั้นมาแล้ว เราต้องทำขั้นตอนอื่น ๆ ต่อไปอีก เพื่อให้พัฒนาไปสู่พิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น กล่าวคือ เมื่อรู้อะไร ๆ ได้อะไร ๆ มาแล้วก็เอาความรู้นี้ไปแปลง(transform) และสื่อความหมาย (interpret) ในลักษณะที่เรียกว่า การทำความรู้ให้ง่ายใช้ได้ทันที : Normalization / Simplification of Knowledge คือ ทำให้ความหมาย คุณค่า และสาระต่าง ๆ ง่ายต่อการทำความเข้าใจของฅนส่วนใหญ่ที่ไม่มีพื้นฐานความรู้เชิงวิชาการสากลในเรื่องนั้น ๆ

               ขั้นตอนการทำความรู้ให้ง่ายนี้ต่างไปจากการศึกษาวิจัยกระแสหลักทั่วไปที่ นักวิจัย/นักวิชาการมักทำการวิเคราะห์ สังเคราะห์ สร้างทฤษฎี สร้างชุดความรู้ทางวิชาการที่ซับซ้อนและเข้าใจยาก (abstraction) แต่ในทางพัฒนาชุมชนท้องถิ่นสิ่งที่ต้องทำให้มากที่สุดและบ่อยที่สุด คือ การทำความรู้ให้ง่ายพร้อมใช้ เพื่อให้ฅนส่วนใหญ่เข้าใจ เข้าถึง และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในทางการพัฒนาได้ด้วยตัวของเขาเองโดยตรง ไม่ต้องรอให้มีฅนกลาง (change agent หรือ knowledge-broker) มาช่วยแปลความให้อีกทอดหนึ่งอย่างที่เคยทำ ๆ กันมาในสมัยก่อน

               การจัดการความรู้เพื่อนำไปจัดแสดงและนำเสนอในรูปแบบพิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นต้องให้ความสำคัญที่การทำให้ง่ายต่อการรู้และเข้าใจ เพราะว่ามีกลุ่มเป้าหมายอยู่ที่ฅนส่วนใหญ่ อยู่ที่ฅนหมู่มาก ทั้งผู้สูงอายุ เด็ก ผู้ใหญ่ที่รู้หนังสือ ไม่รู้หนังสือ ฅนจน ฅนรวย ฅนพิการ ไม่ใช่มุ่งหวังกลุ่มเป้าหมายเพียงแค่นักวิชาการ ข้าราชการ นักธุรกิจ นักท่องเที่ยวหรือผู้นำที่เป็นฅนส่วนน้อย จะต้องทำให้ใครต่อใครให้สามารถรับรู้ สามารถเข้าใจได้เหมือน ๆ กันโดยเร็วที่สุด

               ถ้าการสร้างความรู้ในรูปแบบที่เรียบง่ายทำได้ดี กระบวนการส่งผ่านความรู้ (knowledge transmit) ในรูปแบบพิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นดี ผลทางการพัฒนา คือ ฅน มีความรู้ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ก็จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง เมื่อผลการพัฒนาเกิดขึ้นเร็วและกว้างขวางก็เท่ากับว่าเราประสบความสำเร็จในการเสริมสร้างพลังปัญญา (wisdom empowerment) ให้กับฅนในชุมชน และให้กับฅนหมู่มากนอกชุมชนด้วย ซึ่งจะต่างจากกระบวนการศึกษาวิจัยเพื่อการทำพิพิธภัณฑ์กระแสหลักตรงที่ว่าท้ายที่สุดแล้วฅนหมู่มากไม่ค่อยได้รับประโยชน์อะไรมากนัก เพราะไม่เข้าใจและเข้าไม่ถึงความรู้ที่เขาไม่ได้มีส่วนร่วมในการขุด ค้นหา หรือสร้างมาตั้งแต่เริ่มต้น

               ในการพัฒนาพิพิธภัณฑ์เฮือนบ้านสวกแสนชื่น ที่ชุมชนบ้านสวกพัฒนา ตำบลบ่อสวก อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๔๔ พิพิธภัณฑ์ในบ้านที่บ้านป่าคา ตำบลบ่อสวก อำเภอเมืองน่าน และพิพิธภัณฑ์วัดบ้านนาซาวสามัคคี ในปีพ.ศ. ๒๕๔๕ พิพิธภัณฑ์บ้านก้อดสวรรค์ทันใจ ตำบลนาซาว อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๔๖ พิพิธภัณฑ์นิเวศวัฒนธรรมดงปู่ฮ่อ บ้านสวกพัฒนา ตำบลบ่อสวก อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน ในปี พ.ศ. ๒๕๔๗ พิพิธภัณฑ์ไหสี่หูเตาแม่น้ำน้อยและพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านเชิงกลัด(ชุมชนวัดพระปรางค์) ตำบลเชิงกลัด อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี ในปีพ.ศ. ๒๕๔๙ ได้จัดให้มีกิจกรรมการศึกษาวิจัยค้นหาภูมิปัญญาความรู้มิติต่าง ๆ ในวัฒนธรรมชุมชนของหมู่บ้าน (ขั้นตอนการสร้าง ขุด ค้นหาความรู้) ได้แก่ ภูมิปัญญาความรู้เรื่องความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจพอเพียงในระดับครอบครัว สมุนไพรใกล้บ้านและรอบบ้าน นิเวศวัฒนธรรมในป่าดอยภูซาง (แหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์) ความสัมพันธ์ของเครื่องมือเครื่องใช้ในการทำนากับที่นา ป่าเมี่ยงและการทำเมี่ยง เครื่องจักสานกับป่าไผ่และประโยชน์ใช้สอย ผ้าทอและเครื่องมือทอผ้า ระบบความเชื่อ พิธีกรรมของชุมชนกับป่า แหล่งน้ำ ที่นา การทำนา การปลูกเรือน การหาและจับสัตว์น้ำ การหาและจับดักสัตว์ป่า การหาและเก็บผักผลไม้จากป่าและท้องนารอบ ๆ หมู่บ้าน

               มิติต่าง ๆ ดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับวัตถุสิ่งของต่าง ๆ ที่มีอยู่ในชุมชนและเป็นวัตถุสิ่งของที่จะนำมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ ดังนั้นในขั้นตอนการศึกษา วิจัยภูมิปัญญาความรู้ของชุมชนต่าง ๆ ดังกล่าวจึงเป็นการทบทวนความรู้และความสามารถในการจัดการวิถีชีวิตในห้วงเวลาและในสถานการณ์ต่าง ๆ ของชุมชนที่ทำให้ฅนเก่าฅนแก่เจ้าของความรู้และประสบการณ์ได้ฟื้นฟูความรู้ภูมิปัญญาของตน ได้ถ่ายทอดความรู้ภูมิปัญญาให้แก่ฅนรุ่นใหม่ของชุมชนได้ทราบ ได้ร่วมกันประเมินคุณค่าความสำคัญของภูมิปัญญาความรู้มิติต่าง ๆ ว่าภูมิปัญญาความรู้ใดยังมีคุณประโยชน์ใช้งานอยู่ได้ และมีภูมิปัญญาความรู้ชุดใดมิติใดที่หลงลืมไม่ได้ใช้งานมานานแล้วและจะสามารถฟื้นฟูภูมิปัญญาความรู้ชุดใดขึ้นมาใช้งานใหม่ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัญหาของชุมชนที่เผชิญอยู่ได้บ้าง ซึ่งเป็นกระบวนการเรียนรู้และประเมินคุณค่าและศักยภาพของทรัพยากรภูมิปัญญาความรู้ของชุมชนไปพร้อม ๆ กัน นอกจากนี้ยังสร้างโอกาสให้ฅนในชุมชนได้มีส่วนร่วมในการสำรวจและขุดค้นแหล่งโบราณคดีที่มีอยู่ในชุมชน และใกล้ชุมชนเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจการทำงานวิชาการและเกิดความรู้ความเข้าใจเรื่องราวทางโบราณคดี และประวัติศาสตร์ผ่านการลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง

               กิจกรรมการจัดการในขั้นตอนต่อจากการทำความรู้ให้ง่ายในกระบวนการพัฒนาพิพิธภัณฑ์ชุมชน ก็คือ การสร้างสื่อ (media/means creating) สำหรับให้ฅนหมู่มากได้เรียนรู้จนเกิดความรู้และเข้าใจในสาระหรือสาร (information) เกี่ยวกับความรู้ที่ต้องการบอกกล่าวให้รู้มากขึ้นอีก ซึ่งความรู้ความเข้าใจที่เกิดกับกลุ่มฅนที่อยู่ร่วมกันเฉพาะเวลาในการวิจัยในกระบวนการแผนที่มรดกวัฒนธรรมท้องถิ่นอาจจะยังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฅนที่ไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมกระบวนการแผนที่มรดกวัฒนธรรมท้องถิ่นก็ยังไม่มีโอกาสได้เรียนรู้ พิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นจะเป็นแหล่งนำเสนอและถ่ายทอดความรู้ สร้างความเข้าใจเรื่องนั้น ๆ ไปสู่ฅน กลุ่มอื่น ๆ ที่ยังไม่ได้มาร่วมรู้หรือจะมาร่วมรู้ในอนาคตได้อีกด้วย นั่นคือต้องเอาความรู้นี้ถ่ายทอดให้แพร่ขยายออกไปอีกในวงกว้าง ซึ่งสาระความรู้ก็อาจจะถูกแปลงไปเป็นสื่อรูปแบบอื่น ๆ ได้อีก และสื่อสำคัญชนิดหนึ่งก็คือ การจัดแสดงพิพิธภัณฑ์(museum display) นั่นเอง นอกจากการจัดแสดงพิพิธภัณฑ์ในรูปของสื่อจัดแสดงนิทรรศการ การจัดแสดงวัตถุสิ่งของ การทำเป็นเอกสาร และสื่ออื่น ๆ แล้ว ผู้ฅนที่มีส่วนร่วมในการศึกษาวิจัยจนมีความรู้ความเข้าใจดีมากพอแล้วเขาก็อาจจะเอาสาระนั้นไปนำเสนอด้วยวาจา การนำชม การพูดคุยแลกเปลี่ยนกับฅนอื่น ๆ ในชุมชนและที่มาจากนอกชุมชน จะเห็นได้ว่า ความรู้ที่ได้มาจากการศึกษาวิจัยจะถูกแปลง (transform) ไปสู่สื่อต่าง ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งทั้งหมดนั้นเริ่มจากการทำความรู้ให้ง่ายดังที่กล่าวมาแล้ว

               จะเห็นได้ว่าการจัดการในขั้นแรก คือ การศึกษาวิจัยแผนที่วัฒนธรรมท้องถิ่น หรือการศึกษาแบบมีส่วนร่วมรูปแบบอื่น ๆ เพื่อให้เกิดความรู้เพียงขั้นตอนเดียวก็ก่อให้เกิดผลทางการพัฒนาชุมชนในระดับต่าง ๆ มากมาย ซึ่งแม้ว่าจะเป็นการดำเนินการเฉพาะในชุมชนเล็ก ๆ (จุลภาค/หน่วยย่อย) แต่ถ้าเราจัดการให้ดีก็สามารถจะทำให้ความรู้นั้นแพร่กระจายออกไปอย่างกว้างขวางออกไปสู่ระดับมหภาคได้

               ที่ผ่านมาบางฅนอาจบอกว่าการทำวิจัยในระดับชุมชนท้องถิ่นเล็ก ๆ ไม่มีผลลัพธ์หรือผลกระทบต่อเนื่อง (impact) ต่อการพัฒนาในระดับมหภาคซึ่งอาจจะเป็นจริงในการวิจัยเชิงปริมาณกระแสหลัก แต่ถ้าเราศึกษาวิจัยเชิงปฏิบัติการพัฒนาแบบมีส่วนร่วมที่เป็นกระบวนการพัฒนาชุมชน หรือกระบวนการทำนุบำรุงชุมชนให้เจริญในลักษณะดังกล่าว ข้าพเจ้าเชื่อว่าผลกระทบของการศึกษาวิจัยมีโอกาสแผ่ออกไปถึงและไปทั่วด้วย เพราะว่าสาระของการศึกษาปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในกระบวนการศึกษาวิจัยและข้อค้นพบสำคัญ ๆ มักจะถูกนำไปเผยแพร่ผ่านระบบและกลไกสื่อสารมวลชนให้ฅนทั่วไปก็ได้รับรู้ได้เรียนรู้ไปพร้อม ๆ กับฅนในชุมชนด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อชุดความรู้ที่ถาวรรวมทั้งวัตถุสิ่งของที่เป็นมรดกและเป็นทรัพยากรวัฒนธรรมก็ยังคงจัดแสดงและนำเสนออยู่ที่พิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่น ใครจะไปดูเมื่อไรก็ได้ มีอยู่ตลอดไป เพราะเป็นการจัดการในลักษณะยั่งยืน ความยั่งยืนของชุดความรู้ที่เกิดจากกระบวนการพัฒนาในกระบวนการแปลงความรู้ให้ง่ายทำให้ฅนรู้เร็ว รู้จริง และทำได้

               ขณะเดียวกันก็ส่งผลไปถึงผู้ที่มีส่วนร่วมในกระบวนการศึกษาวิจัยทุกฅน ทั้งผู้จัดการ ทั้งผู้เข้าร่วมในการจัดการทั้งฅนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งฅนมาเยือน นักวิจัย ชาวบ้าน ใครต่อใครที่อยากรู้ ทุกฅนที่เข้ามาเกี่ยวข้องได้รู้ได้เรียนรู้ถือเป็นผู้เรียนรู้ทั้งสิ้น มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในแนวระนาบด้วยซ้ำไป ทุกฅนที่เข้ามามีส่วนร่วมในขั้นตอนการศึกษาวิจัยทรัพยากรวัฒนธรรมเป็นผู้มีความสำคัญเท่ากันทุกฅน ความรู้จึงแพร่หลายกระจายสู่ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกระดับชั้น ยิ่งนานวันผู้ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับพิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นมีมากขึ้น ความรู้ก็กระจายออกไปมากขึ้น ที่สำคัญก็คือ มีผู้เรียนรู้แล้วนำเอาความรู้ไปประยุกต์ใช้กันมากขึ้น ก็ส่งผลต่อการพัฒนาชุมชนในชุมชนท้องถิ่นอื่น ๆ มากยิ่ง ๆ ขึ้นไปโดยไม่จำเป็นต้องนำไปกำหนดเป็นนโยบายของหน่วยงานใดเลยก็ได้

การยกระดับความรู้ สู่ทฤษฎีการพัฒนาชุมชน

               เมื่อทำความรู้ให้ง่ายแล้วก็ไม่ใช่ว่าจะละทิ้งส่วนที่ต้องทำให้ยากหรือเป็นวิชาการที่เรียกว่าการสังเคราะห์เชิงวิชาการที่โดยปกตินักวิจัยและนักวิชาการก็ทำกันอยู่แล้ว ส่วนใหญ่งานวิจัยที่เข้าไปทำกันในชุมชนท้องถิ่นมักจะเป็นการทำให้เกิดชุดความรู้เชิงทฤษฎีทางวิชาการ ซึ่งไม่พอเพียงและไม่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาชุมชนที่เป็นกระบวนการ เพราะความรู้ยาก ๆ เช่นนั้นฅนทั่วไปสามารถรู้ได้น้อย เข้าใจได้น้อยและใช้เวลานานกว่าจะรู้จริง ทำได้จริง ส่วนมากความรู้ถูกทำให้ยากเกินไปจนชาวบ้านไม่เข้าใจก็เลยนำไปใช้ในการพัฒนากันไม่ได้สักที เรื่องกระบวนการทำความรู้ให้ง่ายและการทำความรู้ให้ยากในการพัฒนาพิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นที่จังหวัดน่าน นายแพทย์บุญยงค์ วงศ์รักมิตร ที่ปรึกษาศูนย์ประสานงานประชาคมจังหวัดน่านท่านสนใจและเคยถามข้าพเจ้าว่าทำไมต้องทำทั้งง่ายและยาก เพราะโดยเป้าหมายทางการพัฒนาชุมชนการทำความรู้ให้ง่ายที่สุดสำหรับชาวบ้านก็น่าจะเพียงพอแล้ว ที่ต้องทำให้ยาก ก็เพราะว่ามีฅนอีกจำนวนหนึ่งอยากเห็นความรู้ที่ยาก ๆ ฅนกลุ่มนี้ก็คือ นักวิชาการ และหน่วยงานสนับสนุนทุนวิจัยที่อยากเห็นผลการวิจัยที่ยาก ๆ อยากได้ชุดความรู้เป็นวิชาการที่เกิดจากการสังเคราะห์จนเกิดเป็นระบบที่ซับซ้อนอย่างที่ทำ ๆ กันมาจนเป็นประเพณี

               ในทัศนะของข้าพเจ้าเห็นว่าจริง ๆ แล้ว การทำให้เกิดชุดความรู้แบบง่ายที่สุดสำหรับชาวบ้านนี่แหละเป็นสิ่งที่ถือว่ายากที่สุดสำหรับนักวิชาการ เพราะเป็นกิจการที่ไม่ค่อยมีใครทำกันได้สำเร็จ นักวิชาการในสถาบันการศึกษา ในมหาวิทยาลัย ในหน่วยงานพัฒนาทั้งของรัฐและเอกชนเขาก็เลยอยากรู้ด้วยว่าทำอย่างไรให้มันง่าย แล้วก็การทำให้ง่ายนั้นยากแค่ไหนอย่างไร นี่คือเหตุผลของการที่จะต้องทำให้เกิดชุดความรู้ที่ยากซึ่งในทางวิชาการเรียกกระบวนการนี้ว่า abstraction การทำให้ยากก็คือทำให้เป็นวิชาการ การทำชุดความรู้ให้มันยากขึ้นเพื่ออะไร ก็เพื่อจะนำไปสู่ทฤษฎีที่จะใช้เป็นแบบอย่างทั่วไปในระดับมหภาค หรือหาข้อสรุปสร้างเป็น ทฤษฎีต้นแบบ : Grand Theory ที่สามารถนำเอาไปใช้ได้สำเร็จในทุกที่ทุกกรณีแต่งานวิจัยในกระบวนการพิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นทำในลักษณะไปเก็บข้อมูลจากส่วนย่อยหรือจุลภาค ศึกษาวิจัยจากภาคสนามหรือของจริง ในสถานการณ์จริง จากจุดเล็ก ๆ ทีละจุดสองจุด ทีละแห่งสองแห่ง ทดลองลงมือปฏิบัติการจริง ๆ สร้างเป็นทฤษฎีฐานราก : Grounded Theory ซึ่งต่อไปถ้าประสบความสำเร็จมากขึ้น ๆ ได้รับการยอมรับและเกิดเสถียรภาพในระดับหนึ่ง ความรู้เกี่ยวกับรูปแบบวิธีการพัฒนาที่ค้นพบก็อาจจะเป็นทฤษฎีต้นแบบที่จะถูกนำไปใช้ในระดับมหภาค ถูกนำไปแปลงเป็นยุทธศาสตร์ เป็นนโยบายในการพัฒนาชุมชนทั่วไปได้ กล่าวคือถ้าทิศทางการพัฒนาชุมชนอย่างนี้ชัดเจน ได้รับการยอมรับ ใช้ได้ผลมากขึ้น เชื่อว่าจะถูกนำไปแปลงเป็นนโยบายในการพัฒนา ซึ่งการนำไปใช้จะต้องเอาปรัชญา หลักการ เอาวิธีการที่สอดคล้องกันไปใช้ด้วย ไม่ใช่เอาไปเฉพาะแนวคิดทฤษฎีหรือรูปแบบการทำงานที่เป็นตัวอย่างความสำเร็จ (best practice) เท่านั้น

               เพราะฉะนั้นการจัดการมรดกวัฒนธรรมความรู้ภูมิปัญญาผ่านกระบวนการพิพิธภัณฑ์ชุมชนในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นที่ข้าพเจ้ากำหนดรียกว่า “พิพิธภัณฑ์บริบาล : MUSEOPEN” ก็อาจจะกลายเป็นแนวคิดทฤษฎีทางการพัฒนาอย่างหนึ่งก็ได้ในอนาคต ดังนั้นการที่ต้องทำให้มันยากก็ต้องใช้ระบบจำแนก วิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินอะไรต่าง ๆ เพื่อจะนำไปสู่แบบแผนการทำงานที่นำไปใช้ในที่อื่นได้ และเมื่อมันถูกใช้ซ้ำ ๆ ไปสักพักหนึ่ง มีการยอมรับมากขึ้นก็เป็นทฤษฎีในทางการพัฒนา เป็นทฤษฎีในทางการจัดการได้ แล้วทฤษฎีนี้ก็คือความรู้ชุดใหม่ของสังคม ซึ่งแบบแผนทางวิชาการที่ค้นพบหรือคิดได้ก็จะเป็นแนวคิดอำนวยการ หรือ Steering Concept สำหรับที่จะเอาไปประยุกต์ใช้ในการทำงานวิจัยหรือพัฒนาในชุมชนอื่นๆ ต่อไป

พิพิธภัณฑ์บริบาลแบบอย่างการเรียนรู้อย่างเป็นสุขของฅนเฒ่าที่เมืองน่าน

               คงไม่มีใครปฏิเสธว่าทุกวันนี้ความสำเร็จของการพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์และการแพทย์แผนใหม่ในห้วงศตวรรษที่ผ่านมาส่งผลให้ฅนไทยมีอายุขัยเฉลี่ยสูงขึ้น เห็นได้จากจำนวนผู้สูงอายุในโครงสร้างประชากรของประเทศไทยกำลังเพิ่มสูงขึ้นมากในหลายปีที่ผ่านมาและดูเหมือนว่ามีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในอีก ๒๐ ปีข้างหน้า จากการคาดการณ์ทางประชากรของนักประชากรศาสตร์ พบว่าในปี พ.ศ. ๒๕๔๓ ประเทศไทยมีจำนวนผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่หกสิบห้าปีขึ้นไปประมาณ ๓.๕ ล้านฅน คิดเป็นร้อยละ ๕.๗ ของประชากรทั้งประเทศ (๖๑.๕ ล้านฅน) และคาดว่าในปี พ.ศ.๒๕๖๓ ประเทศไทยจะมีประชากรรวมประมาณ ๗๑.๗ ล้านฅน และจะมีผู้สูงอายุถึงประมาณ ๗.๑ ล้านฅน หรือร้อยละ ๙.๙ ของประชากรรวมทั้งประเทศ (ข้าพเจ้าก็จะถูกนับรวมอยู่ในกลุ่มผู้สูงอายุด้วย… หากยังมีชีวิตอยู่ถึงปี พ.ศ. ๒๕๖๓) ซึ่งจำนวนประชากรสูงอายุที่สูงเช่นนี้สร้างความวิตกให้กับนักวางแผนพัฒนาประเทศเป็นอย่างยิ่ง เพราะเขาถือว่าผู้สูงอายุเป็นวัยพึ่งพิง เป็นภาระ เป็นกลุ่มประชากรที่ไม่มีผลิตภาพ หรือมีผลิตภาพต่ำ แต่บริโภคสูง อาจจะเป็นปัจจัยถ่วงความจำเริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของประเทศได้… แต่ข้าพเจ้ามิได้คิดเช่นนั้น

               เมื่อก่อนสังคมไทยไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องผู้สูงอายุมากนัก เพราะเป็นสังคม-วัฒนธรรมเกษตรกรรมที่อยู่รวมกันอย่างอบอุ่นในครอบครัวขนาดใหญ่มีสมาชิกหลายรุ่นอายุตั้งแต่รุ่นทวด รุ่นยายย่าตาปู่ รุ่นแม่พ่อ รุ่นน้า-อา รุ่นพี่-น้องไปจนถึงหลานและเหลน ซึ่งในระบบครอบครัวแบบนี้ผู้สูงอายุมีความสำคัญและมีบทบาทสูงมาก ทั้งในฐานะที่เป็น ปูชนียบุคคลของครอบครัว คอยทำหน้าที่ปกครองดูแลลูกหลาน ระงับข้อพิพาทและความขัดแย้งในหมู่เครือญาติ ทำหน้าที่ถ่ายทอดวัฒนธรรมของชุมชนสู่สมาชิกรุ่นเยาว์และสมาชิกใหม่ที่เข้ามาอยู่ร่วมชายคาด้วยการแต่งงานให้สามารถสืบทอดวิถีปฏิบัติที่ดีงามต่อไปรุ่นแล้วรุ่นเล่า

               แต่เมื่อประเทศไทยได้ปรับเปลี่ยนวิถีการพัฒนาจากสังคมวัฒนธรรมเกษตรกรรม-มหัตถกรรมแบบพอเพียงเลี้ยงชีพพึ่งพิงสัมพันธ์กับสรรพสิ่งไปสู่สังคมเกษตรกรรมเชิงพาณิชย์และสังคมอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพิงภายนอกอย่างรวดเร็วในห้วงเวลากว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ทำให้โครงสร้างของครอบครัวไทยเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ฅนรุ่นใหม่ถูกระบบการศึกษาหล่อหลอมให้มุ่งทำงานในระบบที่มีค่าจ้างเป็นรายเดือนในภาคราชการ ภาคธุรกิจอุตสาหกรรม และภาคบริการในสังคมเมืองที่เรียกกันโดยทั่วไปว่าเป็นมนุษย์เงินเดือน

               ความเจริญก้าวหน้าทางด้านการพัฒนาในเมืองใหญ่และย่านอุตสาหกรรมได้ดึงดูดประชากรวัยทำงานออกจากชุมชนท้องถิ่นในชนบทรุ่นแล้วรุ่นเล่า ฅนเหล่านั้นทิ้งแม่ทิ้งพ่อ ทิ้งยายย่าตาปู่ และผู้สูงอายุรวมทั้งเด็ก ๆ ที่ยังทำงานไม่ได้ไว้ข้างหลัง แม้ว่าจะมีฅนวัยทำงานอีกส่วนหนึ่งที่ไม่ได้อพยพเข้าเมืองใหญ่แต่ก็ไม่ได้อยู่ร่วมเรือนคอยเลี้ยงดูพ่อแม่ เลี้ยงดูปู่ย่าตายายกันมากเหมือนแต่ก่อน บ้างก็ให้เหตุผลว่าไม่มีกำลังทรัพย์มากพอจะเลี้ยงดูได้ ต้องเลี้ยงลูกของตนเอง ต้องส่งเสียลูกของตนเองเรียนหนังสือ เงินที่หามาได้ไม่พอใช้จึงไม่สามารถส่งไปเลี้ยงพ่อแม่ปู่ย่าตายายให้อยู่ดีมีสุขได้

               ในสังคมไทยจึงมีผู้สูงอายุจำนวนมากที่ต้องทนทุกข์ทรมานกับการอยู่อย่างโดดเดี่ยว ขาดลูกหลานเหลียวแล อด ๆ อยาก ๆ และมีจำนวนไม่น้อยที่เจ็บป่วยและพิการช่วยตัวเองไม่ได้ ซึ่งปัญหาเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุที่ยากจนเท่านั้น แม้แต่ผู้ที่เกษียณอายุจากงาน มีเงินบำนาญเลี้ยงชีพก็ประสบปัญหาถูกทิ้งให้อยู่อย่างโดดเดี่ยว บางรายต้องตัดสินใจเข้าไปพักอาศัยในบ้านพักฅนชราของทางราชการ ซึ่งก็พอจะช่วยให้ชีวิตปลอดภัยขึ้นได้บ้าง แต่รัฐก็ไม่สามารถจัดหาสวัสดิการให้ได้ครบทุกฅน ยิ่งลูกหลานทอดทิ้ง สังคมไม่เห็นคุณค่าและความสำคัญ ผู้สูงอายุส่วนใหญ่จึงประสบปัญหาการป่วยเจ็บทางจิตใจเริ่มจากมีอาการไม่กระฉับกระเฉง ห่อเหี่ยวและหดหู่ทอดอาลัยใช้ชีวิตไปวัน ๆ นานเข้าก็พาลเจ็บป่วยทางกายหลาย ๆ โรคและไม่นานก็เสียชีวิต

               ปรากฏการณ์ดังกล่าวนับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ แม้ว่าภาครัฐจะพยายามคิดหาวิธีแก้ปัญหาด้วยการให้มีวันหยุดยาวติดต่อกันหลายวันในช่วงเทศกาลสงกรานต์ หรือประกาศให้มีวันครอบครัวในช่วงเวลาเดียวกันเพื่อให้ลูกหลานกลับบ้านไปเยี่ยมผู้สูงอายุแล้วก็ตาม แต่ก็ดูเหมือนว่ามาตรการดังกล่าวไม่ได้ช่วยให้สภาพปัญหาของผู้สูงอายุดีขึ้นเลย เพราะวันหยุดยาว ๆ ติดต่อกัน ๔-๕ วันนั้นไม่ได้ช่วยให้ผู้สูงอายุที่ต้องอยู่เดียวดายมาตลอดเวลา ๓๖๐ วันในรอบปีมีความกระฉับกระเฉงขึ้นสักกี่มากน้อย ลูกหลานที่กลับบ้านก็ใช่ว่าจะสนใจไยดีกับผู้สูงอายุมากนัก ส่วนมากก็พากันเที่ยวเตร่พบปะเพื่อนฝูง หรือไม่ก็จับกลุ่มเฉลิมฉลองสนุกสนานในหมู่พวกกันเองเสียมากกว่า

               ในขณะเดียวกันผู้สูงอายุที่ยังแข็งแรงมีกำลังกาย กำลังปัญญาและกำลังทรัพย์ก็พยายามแก้ปัญหาโดยการตั้งกลุ่ม ตั้งชมรมผู้สูงอายุขึ้นมาเพื่อทำกิจกรรมทางสังคมร่วมกันในหมู่ผู้สูงอายุด้วยกันเอง ซึ่งก็ช่วยผ่อนคลายปัญหาลงไปได้บางเป็นบางขณะ แต่ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ก็ยังถูกฅนในสังคมวัฒนธรรมอุตสาหกรรมสมัยใหม่มองว่าเป็นภาระของสังคม เป็นวัยพึ่งพิงไม่ใช่วัยที่มีผลิตภาพทางเศรษฐพาณิชย์ซึ่งน่าจะไม่ถูกต้องนัก เพราะแท้ที่จริงแล้วผู้สูงอายุส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีความรอบรู้ มีประสบการณ์ชีวิต เคยลองผิดลองถูกจนสามารถสร้างคุณูปการแก่สังคมระดับต่าง ๆ มามากมาย และถึงแม้จะมีวัยสูงขึ้น มีสภาพร่างกายที่เสื่อมลงตามธรรมชาติ แต่ก็ยังมีพลังความคิดพลังปัญญาที่ทรงคุณค่าในทางที่จะช่วยทำกิจการบางประเภทที่ฅนหนุ่มสาวผู้ขาดประสบการณ์ไม่สามารถทำได้ หรือทำได้ก็ไม่ดีเท่าผู้สูงอายุ ภารกิจดังกล่าวนี้ก็คือ กิจกรรมในกระบวนการคัดสรรกลั่นกรอง (acculturation) ผลิตซ้ำและสืบทอดทางวัฒนธรรม (cultural reproduction) และให้การเรียนรู้ทางสังคม (socialization) ให้แก่ลูกหลานเช่นที่เคยปฏิบัติสืบกันมาตั้งหลายศตวรรษก่อนหน้านี้

               ฅนวัยทำงานและหนุ่มสาวสมัยนี้ไม่เชื่อมั่น (และไม่ค่อยเชื่อฟัง) ในความสามารถของพ่อแม่และปู่ย่าตายายในการเลี้ยงดูอบรมสั่งสอนลูกหลานเสียแล้ว พวกเขาพากันเห็นว่าพ่อแม่ของตนเป็นฅนรุ่นเก่า มีการศึกษาน้อยไม่ทันสมัย จึงเอาลูกหลานไปให้ครูที่โรงเรียนสั่งสอนเลี้ยงดู ประกอบกับรัฐออกกฎหมายบังคับให้เด็กทุกฅนต้องเข้าเรียนในระบบโรงเรียนด้วย ลูกหลานเด็กเล็กก็ไม่สนิทชิดเชื้อกับยายย่าตาปู่ ยิ่งห่างกันมากก็ยิ่งไม่เห็นความสำคัญ ยิ่งห่างกันมากก็ยิ่งขาดความเชื่อมั่นในตัวยายย่าตาปู่ของตน คำสอนของผู้สูงอายุจึงไม่มีความหมายในสายตาลูกหลานอีกต่อไป สภาพการณ์ดังกล่าวล้วนสร้างความเจ็บช้ำอยู่ลึก ๆ ในใจของผู้สูงอายุในสังคม ไทย (และสังคมอื่น ๆ ที่มีการพัฒนาแบบเดียวกับสังคมไทย) มากขึ้นทุกที

               หลายท่านอาจจะไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่นำเสนอมาทั้งหมด เพราะเขาเลี้ยงดูพ่อแม่หรือไม่ก็อยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่และอบอุ่น แต่จะมีสักกี่ครอบครัว มีสักกี่ฅนที่ทำเช่นนั้นได้ ถามว่าปัญหาเช่นนี้จะแก้กันอย่างไร เพราะถ้าไม่หาทางแก้กันเสียแต่วันนี้ เมื่อถึงวันที่ฅนรุ่นเราแก่เฒ่าก็คงต้องประสบชะตากรรมเช่นเดียวกัน

               ในห้วงหลายปีที่ผ่านมาข้าพเจ้าได้มีโอกาสทำงานวิจัยเชิงปฏิบัติการพัฒนาชุมชนแบบมีส่วนร่วมเพื่อเสริมสร้างศักยภาพของชุมชนท้องถิ่นในการจัดการทรัพยากรทางวัฒนธรรมที่จังหวัดน่าน โดยในการทำงานวิจัยเรื่องดังกล่าวข้าพเจ้าให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุที่เรียกกันทั่วไปว่าพ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยมากกว่าฅนในวัยอื่น เพราะโดยส่วนตัวมีความเชื่อว่าผู้สูงอายุเป็นผู้มีความรอบรู้ มีประสบการณ์ทางด้านวัฒนธรรมชุมชนในมิติต่าง ๆ มากกว่าฅนวัยอื่นในชุมชนท้องถิ่นนั้น ๆ

               จากการศึกษาพบว่านับวันผู้สูงอายุในชุมชนชนบทไม่มีสถานที่และโอกาสพบปะกันมากนัก ผู้สูงอายุส่วนมากไม่มีพื้นที่ทางสังคม (social space) ขาดโอกาสในการแสดงความสามารถในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นที่อาศัยอยู่บ้างก็ต้องทำงานเลี้ยงชีพ บ้างก็ต้องเฝ้าบ้านให้ลูกหลานที่ออกไปทำงานนอกชุมชน บ้างก็เจ็บป่วยทางกายไม่กระฉับกระเฉง

               แต่ในอีกทางหนึ่งข้าพเจ้าได้พบว่าผู้สูงอายุเหล่านั้นมีศักยภาพในการเป็นพลังขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนาชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้กิจกรรมพิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นเป็นจุดเริ่มต้นหรือเครื่องมือสื่อผ่าน (entry-point/means) ซึ่งมีตัวอย่างในกรณีของพิพิธภัณฑ์เตาโบราณบ้านบ่อสวก พิพิธภัณฑ์เฮือนบ้านสวกแสนชื่น และพิพิธภัณฑ์ดงปู่ฮ่อ ที่บ้านสวกพัฒนา หมู่ที่ ๘ ต.บ่อสวก อ.เมืองน่าน พิพิธภัณฑ์วัดบ้านนาซาวสามัคคี บ้านนาซาว หมู่ที่ ๑ พิพิธภัณฑ์บ้านก้อดสวรรค์ทันใจ หมู่ที่ ๔ ต.นาซาว อ.เมืองน่าน และศูนย์เรียนรู้แหล่งโบราณคดีดอยภูซาง ท้องที่ ต.นาซาว อ.เมืองน่าน จ.น่าน ที่ข้าพเจ้าเข้าไปดำเนินการวิจัยและพัฒนาชุมชนร่วมกับชาวบ้านและนักศึกษาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ไปฝึกภาคปฏิบัติด้านพัฒนาชุมชนและสังคมสงเคราะห์ชุมชนในพื้นที่สองตำบลดังกล่าวในปี พ.ศ. ๒๕๔๔ พ.ศ. ๒๕๔๕ พ.ศ. ๒๕๔๖ และ พ.ศ. ๒๕๔๗

               กระบวนการพิพิธภัณฑ์บริบาลเพื่อสร้างความสุขให้ผู้สูงอายุที่ชุมชนบ้านนาซาว เกิดขึ้นจากการที่ข้าพเจ้าและดาบตำรวจมนัส ติคำ ได้เข้าไปศึกษาทำทะเบียนพระพุทธรูปไม้แบบศิลปะพื้นถิ่นของเมืองน่านตามโครงการศึกษาเพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูประเพณีการทำบุญด้วยการสร้างพระพุทธรูปไม้ในจังหวัดน่านที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณการวิจัยจากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๔

               ในการดำเนินงานได้พบว่าพระอธิการบุญศรี สุขวัฒฺโน เจ้าอาวาสวัดนาซาว พ่ออุ๊ยเลื่อน สถานอุ่น พ่ออาจารย์หนานบุญรัตน์ นันไชย และผู้สูงอายุอีกหลายท่านในชุมชนบ้านนาซาว เป็นผู้ที่มีความสามารถในการอ่านและแปลความจารึกภาษาล้านนาบนฐานพระพุทธรูปไม้ได้เป็นอย่างดี และเมื่อข้าพเจ้าขอร้องให้ท่านช่วยอ่านและแปลความจารึกของพระพุทธรูปไม้ ท่านก็ดำเนินการให้ด้วยความเต็มใจ และสังเกตเห็นว่าท่านทำอย่างมีความสุข กระตือรือร้นและดูภูมิอกภูมิใจที่ได้แสดงความสามารถทางวิชาการออกมา และเมื่อเกิดความไว้วางใจกันและกัน เจ้าอาวาสวัดนาซาว ผู้สูงอายุที่เป็นกรรมการวัดก็ได้พาข้าพเจ้าเข้าไปชมวัตถุโบราณที่มีอยู่ในวัด โดยเฉพาะคัมภีร์ใบลาน (ธัมม์ใบลาน) ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก แต่การเก็บรักษาเป็นไปตามมีตามเกิดและสุ่มเสี่ยงต่อการผุพังเสียหาย ข้าพเจ้าจึงได้ชักชวนกันรวบรวมวัตถุโบราณที่มีอยู่มาจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์พุทธศาสนาซึ่งท่านเจ้าอาวาสและผู้สูงอายุก็สนใจ แต่ยังไม่มีข้อสรุปว่าจะทำกันอย่างไรและจะทำกันเมื่อใด

               ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ เมื่อข้าพเจ้าได้รับอนุมัติทุนสนับสนุนเพื่อการวิจัยเชิงปฏิบัติการพัฒนาแบบมีส่วนร่วมในการเสริมสร้างศักยภาพชุมชนท้องถิ่นในการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมในจังหวัดน่านจากสถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้รับมอบหน้าที่จากคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ให้นำนักศึกษาปริญญาตรีในหลักสูตรสังคมสงเคราะห์ศาสตรบัณฑิต ออกฝึกภาคปฏิบัติด้านสังคมสงเคราะห์ชุมชนในภาคฤดูร้อนของปีการศึกษา ๒๕๔๔ จึงได้จัดให้นักศึกษาจำนวน ๑๓ ฅน เข้าไปปฏิบัติงานอยู่ในชุมชนบ้านนาซาวและแนะนำให้ใช้กระบวนการโบราณคดีชุมชนและพิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นในการศึกษาวิเคราะห์ชุมชน รวมไปถึงการทำกิจกรรมสังคมสงเคราะห์ชุมชนตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตรการฝึกภาค ปฏิบัติ ซึ่งในระยะเริ่มต้นทั้งนักศึกษาและชาวบ้านต่างก็ขาดความมั่นใจเพราะยังไม่มีความเข้าใจเรื่องกระบวนการและเทคนิควิธีโบราณคดีชุมชนและไม่มีประสบการณ์การทำพิพิธภัณฑ์ชุมชนแต่อย่างใด ด้วยความอุตสาหะของทั้งนักศึกษาและชาวบ้าน โดยเฉพาะด้วยความเอาใจใส่และทุ่มเทของผู้สูงอายุในหมู่บ้านทำให้สามารถสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ ค้นหาและรวบรวมศาสนวัตถุ เครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ ในชุมชน จัดแสดงวัตถุโบราณ จัดแสดงนิทรรศการถาวร และเปิดให้บริการเป็นศูนย์เรียนรู้ของชุมชนได้ภายในระยะเวลาเพียง ๑ เดือนเท่านั้น

               ผลการวิจัยดังกล่าว ได้พบว่านอกจากฅนในชุมชนบ้านนาซาวจะมีศักยภาพและความสามารถในการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมที่เป็นศาสนวัตถุในวัด และวัตถุทางชาติพันธุ์ เครื่องมือเครื่องใช้ในการทำนา เครื่องมือเครื่องใช้ในบ้าน อุปกรณ์ทอผ้าและอื่น ๆ ในรูปแบบของการจัดพิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นที่หลอมรวมเอาความเป็นบ้านและความเป็นวัดเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืนและกลมเกลียวแล้ว กิจกรรมในการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมฯที่บ้านนาซาวยังทำให้ค้นพบรูปแบบและเทคนิควิธีการพัฒนาศักยภาพของผู้สูงอายุในการพัฒนาชุมชนได้เป็นอย่างดีซึ่งต่อมาข้าพเจ้าเรียกรูปแบบและวิธีการนี้ว่า กระบวนการพิพิธภัณฑ์บริบาล : Museum Therapeutic Process : MUSEOPEN

               พิพิธภัณฑ์บริบาล ในที่นี้จึงหมายถึง การใช้กิจกรรมและกระบวนการพัฒนาพิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นเป็นเครื่องมือในการเสริมสร้างกำลังใจ ส่งเสริมการพัฒนาสุขภาพจิต และสร้างโอกาสให้ผู้สูงอายุในชุมชนได้แสดงความสามารถและถ่ายทอดภูมิปัญญาความรู้เกี่ยวกับวิถีชีวิต วัฒนธรรม การทำมาหากินที่เคยปฏิบัติมาอย่างมีความสุขในอดีตให้นักศึกษาและเยาวชนที่เป็นหลานเป็นเหลนได้รู้ ทำให้ลูกหลานได้เห็นความสามารถและคุณค่าของยายย่าตาปู่ของตนที่สามารถสร้างความรู้ สร้างประวัติศาสตร์ชุมชน และทำหน้าที่เสมือนครู อาจารย์สอนนักศึกษา ครู อาจารย์และผู้ฅนที่มาจากนอกชุมชนได้ กระบวนการและวิธีการพิพิธภัณฑ์ชุมชนดังกล่าวจึงช่วยให้ผู้สูงอายุมีความสุขกับการทำงานด้านอนุรักษ์และจัดการทางวัฒนธรรมในบั้นปลายชีวิต มีสถานที่ให้มาพบปะพูดคุยกัน มีโอกาสให้ได้มาเป็นวิทยากรบรรยายนำชมพิพิธภัณฑ์ให้กับแขกต่างบ้านนักท่องเที่ยวต่างถิ่น ข้าราชการระดับต่าง ๆ รวมทั้งนักเรียนนักศึกษารุ่นหลานรุ่นเหลนที่ไปทัศนศึกษา

               วัดนาซาวมีวัตถุโบราณสำคัญหลายอย่างที่มีอายุตั้งแต่ราว ๕๐-๒๕๐ ปี และเป็นชุมชนที่มีประวัติการตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่เมื่อ ๒๐๐-๓๐๐ ปีมาแล้ว วัตถุโบราณสำคัญชิ้นเอกของวัดนาซาวชิ้นหนึ่งคือ วิหารน้อย ถูกนำไปจัดแสดงเป็นการถาวรที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน แต่ยังมีวัตถุโบราณและศิลปวัตถุ รวมทั้งศาสนวัตถุที่อาจจะมีคุณค่าน้อยตามเกณฑ์การคัดเลือกของนักวิชาการด้านพิพิธภัณฑ์(ภัณฑารักษ์)สังกัดกรมศิลปากรเหลืออยู่ในวัดอีกเป็นจำนวนมากและยังไม่มีการจัดการวัตถุโบราณ ศาสนวัตถุและทรัพยากรทางวัฒนธรรมเหล่านั้นให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนแต่อย่างใด นอกจากนี้ที่วัดนาซาวยังมีเจ้าอาวาสที่มีความรู้และความชำนาญด้านยาสมุนไพรและภาษาล้านนาสามารถอ่านและแปลคัมภีร์ และจารึกโบราณได้เป็นอย่างดี

               บ้านนาซาวเป็นชุมชนหมู่บ้านที่มีระบบความสัมพันธ์เชิงเครือญาติเข้มแข็งมากเนื่องจากเป็นฅนในตระกูลใหญ่ที่สืบมาจากต้นตระกูลเดียวกันและส่วนใหญ่มีนามสกุลเดียวกันหรือใกล้ชิดกันนอกจากนี้ในชุมชนยังมีผู้สูงอายุที่มีความรู้ภาษาล้านนาและภูมิปัญญาท้องถิ่นต่าง ๆ หลายท่าน

               ในชั้นต้นข้าพเจ้าได้เข้าไปประสานและทดลองทำกิจกรรมการทำทะเบียนพระพุทธรูปไม้ รวมทั้งการอ่านและแปลความจารึกภาษาล้านนาบนฐานพระพุทธรูปไม้ พบว่าท่านพระอธิการบุญศรี สุขวัฒฺโน เจ้าอาวาสวัดนาซาว และพ่ออุ๊ยเลื่อน สถานอุ่น เข้าร่วมดำเนินการทำทะเบียนและวิเคราะห์จารึกด้วยความเต็มใจและมีทัศนคติที่ดีมากต่อการจัดการเชิงอนุรักษ์ ด้วยคุณลักษณะดังกล่าว ชุมชนบ้านนาซาวจึงมีความเหมาะสมในการเป็นพื้นที่ศึกษาวิจัยเชิงปฏิบัติการพัฒนาแบบมีส่วนร่วมโดยใช้กิจกรรมการสร้างพิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นที่ใช้วัดเป็นศูนย์กลางในการจัดการและเป็นสถานที่ตั้งพิพิธภัณฑ์

               ในการดำเนินงานวิจัย ข้าพเจ้าได้จัดกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาพิพิธภัณฑ์ชุมชนร่วมกันระหว่างนักวิจัยจากภายนอกชุมชน และฅนส่วนใหญ่ในชุมชน โดยให้นักศึกษาปริญญาตรีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ไปฝึกงานด้านสังคมสงเคราะห์ชุมชน (แต่ยังไม่มีความรู้และทักษะด้านการทำงานพิพิธภัณฑ์ชุมชน) จำนวน ๑๓ ฅน ลงไปจัดกระบวนการสำรวจค้นหาผู้รู้ ศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่น สำรวจค้นหาวัตถุโบราณ ศาสนวัตถุและวัตถุทางชาติพันธุ์ เครื่องมือเครื่องใช้ เครื่องมือทำนา เครื่องมือทอผ้าฯลฯโดยการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางของเยาวชน ผู้สูงอายุ และกลุ่มแม่บ้าน

               การสำรวจและค้นหาฯดังกล่าวใช้วิธีการค่ายพิพิธภัณฑ์ชุมชน และการทำแผนที่วัฒนธรรมท้องถิ่นเบื้องต้น ค่อย ๆ จัดกิจกรรมและการละเล่นที่เป็นสื่อในการให้ความรู้เรื่องวัตถุโบราณ วัตถุทางศาสนา วัตถุทางชาติพันธุ์โดยมีผู้สูงอายุเป็นวิทยากร มีนักศึกษาคอยประสานงานจดบันทึกและกระตุ้นให้เกิดกิจกรรมต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันข้าพเจ้า และดาบตำรวจมนัส ติคำ ผู้จัดการพิพิธภัณฑ์แหล่งเตาเมืองน่านและพิพิธภัณฑ์เฮือนบ้านสวกแสนชื่นก็ทำหน้าที่ประสานงานกับผู้นำชุมชน เจ้าอาวาส และเป็นวิทยากรกระบวนการคอยให้คำปรึกษา คอยกระตุ้นให้เกิดความต่อเนื่องในกิจกรรม มีการค้นหาและรวบรวมวัตถุโบราณ ศิลปวัตถุ ศาสนวัตถุที่มีอยู่ในวัด และวัตถุทางชาติพันธุ์ที่มีอยู่ในชุมชนได้เป็นจำนวนมาก มีการจัดทำทะเบียนบัญชีวัตถุต่าง ๆ โดยการมีส่วนร่วมของเยาวชน และมีการสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับวัตถุแต่ละชิ้นแต่ละชนิดโดยมีผู้สูงอายุเป็นผู้อธิบายประวัติความเป็นมา วิธีการสร้าง วิธีการประดิษฐ์ วิธีการใช้งาน นักศึกษาและเยาวชนทำการจดบันทึก ถ่ายภาพ วาดภาพ ทำความสะอาด ซ่อมแซมส่วนที่ชำรุด ซึ่งกระบวนการทำงานลักษณะนี้ก่อให้เกิดความรู้ไปพร้อม ๆ กับการพัฒนางานพิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นในหมู่เยาวชน ผู้สูงอายุ และนักศึกษา จนกระทั่งนำไปสู่การประชุมตกลงร่วมกันของชุมชนว่าจะต้องสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ขึ้นมาจัดแสดงวัตถุโบราณ ศิลปวัตถุ ศาสนวัตถุ และวัตถุทางชาติพันธุ์ที่รวบรวมได้

               ในกระบวนการทำงานมีผู้เข้าไปมีส่วนร่วมในขั้นตอนต่าง ๆ ของกิจกรรมเป็นจำนวนมาก ทั้งฅนในชุมชน และ ฅนจากนอกชุมชน ดังนี้

               ฅนในชุมชน กล่าวได้ว่ามีฅนในชุมชนบ้านนาซาวทุกเพศทุกวัยเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมและกระบวนการวิจัย ประกอบด้วย เจ้าอาวาสวัดบ้านนาซาว สามเณรในวัดนาซาว ผู้สูงอายุ อาจารย์วัด ผู้นำชุมชน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลนาซาว (หมู่ที่๑) กลุ่มพ่อบ้าน กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มเยาวชนของหมู่บ้าน เด็กเล็ก ครูโรงเรียนวัดนาซาว บัณฑิตอาสากองทุนหมู่บ้าน ซึ่งเข้าไปมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนตั้งแต่เริ่มคิด วางแผน จัดประชุม ทำอาหารรับประทานร่วมกันในระหว่างการทำงานระยะต่าง ๆ สำรวจค้นหาทรัพยากรวัฒนธรรม ทำแผนที่วัฒนธรรมชุมชน สร้างชุดความรู้เกี่ยวกับทรัพยากรวัฒนธรรมของชุมชน ก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ ทำทะเบียนวัตถุโบราณและวัตถุทางวัฒนธรรมที่ค้นหาและรวบรวมมาได้ การจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ จัดการพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์และร่วมเป็นกรรมการอำนวยการและกรรมการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์วัดบ้านนาซาวสามัคคี

               ฅนนอกชุมชน ได้แก่ ข้าพเจ้า ดาบตำรวจมนัส ติคำ และนักศึกษาปริญญาตรีหลักสูตรสังคมสงเคราะห์ศาสตรบัณฑิตที่ฝึกภาคปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ชุมชน ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา ๒๕๔๔ (มีนาคม-พฤษภาคม ๒๕๔๕) จำนวน ๑๓ ฅน คอยทำหน้าที่ประสานงาน จัดกิจกรรมปลูกจิตสำนึก จัดกิจกรรมสำรวจทำแผนที่วัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างง่าย ๆ ร่วมกับเยาวชนและชาวบ้าน ค้นหาผู้รู้ในชุมชน กระตุ้นชุมชนให้เห็นความสำคัญของการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมและความรู้ในชุมชน ร่วมค้นหาวัสดุก่อสร้างในชุมชน ระดมแรงงานในการก่อสร้าง จัดหางบประมาณที่ชุมชนมีไม่พอ จัดกระบวนการทำทะเบียนทรัพยากรวัฒนธรรม จัดกระบวนการสร้างชุดความรู้เกี่ยวกับทรัพยากรวัฒนธรรมของชุมชนโดยให้ฅนในชุมชนมีส่วนร่วมมากที่สุด ถ่ายทอดเทคนิควิธีการทำงาน เปิดโอกาสให้ฅนในชุมชนได้แสดงออกตามความ สามารถและศักยภาพของตนเอง ทั้งการแสดงออกในเรื่องภาวะความเป็นผู้นำในการจัดการ (เจ้าอาวาส ผู้สูงอายุ และผู้ใหญ่บ้าน) การเป็นวิทยากรนำชมพิพิธภัณฑ์(เจ้าอาวาส สามเณร ผู้สูงอายุทั้งชายและหญิง) การตั้งชื่อ พิพิธภัณฑ์วัดบ้านนาซาวสามัคคี (เจ้าอาวาส) การจัดเตรียมสถานที่และพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์ เชิญแขกผู้มีเกียรติมาร่วมพิธีเปิด จัดการต้อนรับและกล่าวรายงานต่อประธานในพิธี(ผู้ใหญ่บ้าน) ดำเนินการด้านพิธีกรรมทางศาสนา (อาจารย์วัดและผู้สูงอายุ) จัดการแสดงในพิธีเปิด (คณะครูและนักเรียนโรงเรียนวัดนาซาว และกลุ่มเยาวชนสตรีบ้านนาซาว)

               นอกจากนี้ยังมีผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน (ร.ต.ต. ธนพงษ์ จักกะพาก) เป็นประธานฝ่ายฆราวาสในพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์ พระครูสิริธรรมภาณี เจ้าอาวาสวัดมิ่งเมืองและรองเจ้าคณะอำเภอเมืองน่าน เป็นประธานฝ่ายบรรพชิต นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน (นายนรินทร์ เหล่าอารยะ) ตัวแทนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน ประธานบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลนาซาว ประธานสภาฯ อบต.นาซาว ปลัด อบต.นาซาว และชาวบ้านจากชุมชนใกล้เคียงอีกประมาณ ๕๐๐ ฅน เข้าร่วมในพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์วัดบ้านนาซาวสามัคคี เมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๕

               นอกจากนี้ยังพบคุณลักษณะที่แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาความสามารถของชุมชนท้องถิ่นในการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรม โดยเห็นได้จากการที่ฅนในชุมชนส่วนใหญ่มีส่วนร่วมในการจัดการในกระบวนการของกิจกรรมพิพิธภัณฑ์ชุมชนทั้งหมด คือ ตั้งแต่การสำรวจค้นหาทรัพยากรวัฒนธรรมและภูมิปัญญาความรู้พื้นถิ่น การสร้างชุดความรู้ทางวิชาการ (การวิจัย) เกี่ยวกับทรัพยากรวัฒนธรรมในชุมชน การถ่ายทอดชุดความรู้จากผู้สูงอายุไปสู่เยาวชนโดยผ่านกระบวนการวิจัย (ผู้เฒ่าเล่าบอก เยาวชนซักถามและจดบันทึก) การทำแผนที่วัฒนธรรมท้องถิ่น การทำทะเบียนวัตถุทางวัฒนธรรม การร่วมประชุมประเมินคุณค่าทรัพยากรวัฒนธรรมและความรู้ที่มีอยู่ในชุมชน การวางแผนสร้างพิพิธภัณฑ์ การค้นหาทรัพยากรและวัสดุก่อสร้างในชุมชน การร่วมใช้แรงงานและฝีมือเชิงช่างในการออกแบบและก่อสร้าง ดัดแปลงวัสดุเหลือ/เลิกใช้ให้เกิดประโยชน์ในการก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ ซึ่งมีชาวบ้านในชุมชนจากทุกครัวเรือนมาร่วมกิจกรรม การมีส่วนร่วมในการบริจาควัสดุก่อสร้าง และวัตถุทางวัฒนธรรม เครื่องมือเครื่องใช้วัตถุโบราณสำหรับจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ การสร้างชุดความรู้เกี่ยวกับวัตถุโบราณบางประเภทที่ต้องอาศัยความรู้ความสามารถพิเศษเฉพาะตัว เช่น การอ่านวิเคราะห์และแปลความจารึกภาษาพื้นเมืองล้านนาบนฐานพระพุทธรูปไม้ และบนฝาหีบเก็บคัมภีร์ใบลาน รวมทั้งการอ่านและแปลความคัมภีร์ใบลานที่ดำเนินการโดยท่านเจ้าอาวาส และผู้สูงอายุ การจัดแสดงครัวไฟ เครื่องมือเครื่องใช้ในการทำนา อุปกรณ์ทอผ้า(ดำเนินการโดยผู้สูงอายุ) และการเขียนคำอธิบายวัตถุที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ด้วยภาษาและอักษรพื้นเมืองล้านนาก็ดำเนินการโดยพ่ออุ๊ยเลื่อน สถานอุ่น ซึ่งมีข้าพเจ้า ดาบตำรวจมนัส ติคำ และนักศึกษาคอยอำนวยความสะดวก และจัดการเชื่อมโยงกิจกรรมต่าง ๆ ให้สอดคล้องและต่อเนื่อง

               หลังจากการเปิดพิพิธภัณฑ์วัดบ้านนาซาวสามัคคีอย่างเป็นทางการแล้ว ข้าพเจ้าและนักศึกษาได้เดินทางกลับกรุงเทพฯ ข้าพเจ้าจงใจไม่ติดต่อกับชุมชนเป็นเวลานาน ๆ เพื่อทดสอบว่าชุมชนจะดำเนินการบริหารจัดการด้วยตัวเองได้อย่างไร ซึ่งจากการติดตามประเมินผลเป็นระยะเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ พ.ศ. ๒๕๔๖ พ.ศ. ๒๕๔๗ พ.ศ. ๒๕๔๘ และพ.ศ. ๒๕๔๙ พบว่าชุมชนบ้านนาซาวก็ยังสามารถจัดการพิพิธภัณฑ์ได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีการจัดตั้งคณะกรรมการอำนวยการ และคณะกรรมการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ขึ้นมารับผิดชอบดูแลบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ โดยประสานงานและเชื่อมโยงกิจกรรมกับพิพิธภัณฑ์แหล่งเตาเมืองน่านบ้านบ่อสวกและพิพิธภัณฑ์เฮือนบ้านสวกแสนชื่นที่มีดาบตำรวจมนัส ติคำเป็นผู้ดูแลจัดการอยู่ในลักษณะเครือญาติพิพิธภัณฑ์ และพันธมิตรพิพิธภัณฑ์

               เมื่อมีฅนเข้าไปเที่ยวชมทัศนศึกษาที่พิพิธภัณฑ์แหล่งเตาเมืองน่านและพิพิธภัณฑ์เฮือนบ้านสวกแสนชื่น ดาบตำรวจมนัส ติคำ ก็จะแนะนำให้ไปชมพิพิธภัณฑ์วัดบ้านนาซาวสามัคคี (ซึ่งอยู่ในเส้นทางเดียวกันและอยู่ไม่ไกลกัน) หรือบางครั้งดาบตำรวจมนัส ติคำจะพาผู้ชมไปยังพิพิธภัณฑ์วัดบ้านนาซาวสามัคคีด้วยตัวเอง พิพิธภัณฑ์วัดบ้านนาซาวสามัคคีจึงเริ่มมีฅนรู้จักและเข้าไปเที่ยวชมมากขึ้นในปีแรก ๆ และต่อมาก็มีฅนรู้จักกันแพร่หลาย เพราะมีได้รับการบรรจุรายชื่อและประวัติพิพิธภัณฑ์ไว้ในนามานุกรมพิพิธภัณฑสถานในประเทศไทย ภาคเหนือ เล่ม ๑ ที่จัดทำและพิมพ์เผยแพร่โดย สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกรมศิลปากร เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๖และต่อมามีรายชื่อประวัติและภาพถ่ายพิพิธภัณฑ์ปรากฏอยู่ในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) กระทรวงวัฒนธรรม [www.sac.or.th/museumdatabase]

               คณะกรรมการพิพิธภัณฑ์วัดบ้านนาซาวสามัคคีจัดให้มีวิทยากรอาสาสมัครที่เป็นผู้สูงอายุ คอยดูแลปิดเปิด และอธิบายนำชมในพิพิธภัณฑ์จนกลายเป็นกิจวัตรประจำวันของผู้สูงอายุในชุมชนที่เริ่มใช้พิพิธภัณฑ์วัดบ้านนาซาวสามัคคีเป็นเวทีพบปะและทำกิจกรรมร่วมกันมากขึ้น มีการค้นหาวัตถุโบราณ เครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ เข้าไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์เพิ่มมากขึ้น ในขณะเดียวกันมัคคุเทศก์ในจังหวัดน่านก็เริ่มนำนักท่องเที่ยวเข้าไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ฯ
มากขึ้นด้วย

               ความสามารถทางวัฒนธรรมชุมชนของผู้สูงอายุในชุมชนบ้านนาซาวเห็นได้ชัดเจนเมื่อข้าพเจ้าได้จัดกิจกรรมการวิจัยต่อเนื่องเข้าไปเสริมสร้างความสามารถของชุมชนบ้านนาซาวในการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ชุมชน (เดือนตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๕) ได้แก่การจัดทำทะเบียน และการสร้างชุดความรู้เกี่ยวกับคัมภีร์ใบลานที่มีอยู่ในพิพิธภัณฑ์วัดบ้านนาซาวสามัคคี โดยในคราวนั้นข้าพเจ้า พร้อมด้วย ดาบตำรวจมนัส ติคำ และนักศึกษาปริญญาโทในหลักสูตรพัฒนาชุมชนมหาบัณฑิต (พช.ม.) จำนวน ๙ ฅน เข้าไปร่วมจัดกระบวนการร่วมกับผู้สูงอายุและกลุ่มแม่บ้าน มีผู้สูงอายุ(ชาย) ที่มีความรู้และความสามารถในการอ่านและเขียนภาษาล้านนา และเคยมีประสบการณ์ในการจารคัมภีร์ใบลาน จำนวน ๖ ท่าน ได้แก่ พ่ออุ๊ยเลื่อน สถานอุ่น อายุ ๗๙ ปี พ่ออาจารย์หนานบุญรัตน์ นันไชย อายุ ๖๗ ปี พ่อหนานสมบุญ สายคำกอง อายุ ๖๑ ปี พ่อหนานอินส่อง อินวุฒิ อายุ ๗๗ ปี พ่อหนานสอน อินวุธ อายุ ๕๖ ปี พ่ออาจารย์หนานพรหม วงศ์สิริ อายุ ๗๐ ปี เป็นวิทยากรหลักในการอ่านวิเคราะห์สาระสำคัญในคัมภีร์ใบลานแต่ละผูก เพื่อการจำแนกประเภทเรื่องในคัมภีร์ การกำหนดอายุสมัยของคัมภีร์ การระบุผู้สร้างและข้าพเจ้าคัมภีร์ และได้ทดลองให้พ่ออาจารย์หนานพรหม วงศ์สิริ ทำการปริวรรตคัมภีร์ใบลานจากภาษาล้านนาเป็นภาษาไทย คือ เรื่องตำนานพระธาตุแช่แห้ง (จารเมื่อพ.ศ. ๒๔๓๖) จำนวน ๔๓ หน้าลาน/ผูก ซึ่งพ่ออาจารย์หนานพรหม วงศ์สิริ สามารถปริวรรตได้อย่างถูกต้องได้ใจความครบถ้วนโดยใช้เวลาเพียง ๑ วัน กับ ๑ คืนเท่านั้น แสดงให้เห็นศักยภาพและความสามารถของผู้สูงอายุในด้านการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมและสร้างชุดความรู้ท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี และกิจกรรมดังกล่าวเป็นการเสริมสร้างความสามารถของผู้สูงอายุในชุมชนท้องถิ่นในการวิจัยเอกสารโบราณที่มีอยู่มากมายตามชุมชนหมู่บ้านต่าง ๆ โดยไม่ต้องรอคอยให้ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาโบราณจากสถาบันการศึกษาหรือองค์กรราชการที่มีผู้เชี่ยวชาญอยู่ไม่กี่ฅนเข้าไปดำเนินการ

               กระบวนการวิจัยที่ดำเนินการไปแล้วยังมีส่วนขยายผลให้ชุมชนหมู่บ้านอื่น ๆ เดินทางเข้าไปดูงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้สูงอายุที่พิพิธภัณฑ์วัดบ้านนาซาวสามัคคี และที่ผ่านมาก็มีผู้นำชุมชนจากชุมชนหมู่บ้านอื่น ๆ ประสานขอคำแนะนำและความร่วมมือจากข้าพเจ้าผ่านดาบตำรวจมนัส ติคำให้ไปจัดกิจกรรมการอนุรักษ์ ศาสนวัตถุประเภทพระพุทธรูปไม้ และคัมภีร์ใบลานในวัดของชุมชนต่างอำเภออีกหลายแห่ง เช่น ที่วัดหนองบัว วัดท่าผา วัดดอนแก้ว อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่านและที่วัดวัวแดง ตำบลแม่สา อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน

               จากปรากฏการณ์และข้อค้นพบในการดำเนินงานวิจัยฯในกรณีพิพิธภัณฑ์วัดบ้านนาซาวสามัคคี ดังกล่าวข้างต้น ทำให้มั่นใจว่าเราจะสามารถใช้กระบวนการพิพิธภัณฑ์ชุมชนเป็นวิธีการในการส่งเสริมศักยภาพผู้สูงอายุในชุมชนต่าง ๆ ให้เข้าไปมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาชุมชน และเชื่อว่ากระบวนการดังกล่าวจะสามารถช่วยสร้างความสุขความประทับใจ ความอิ่มเอมใจให้กับผู้สูงอายุที่กำลังถูกทอดทิ้ง และอยู่ในภาวะซึมเศร้าได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะช่วยลดปัญหาของผู้สูงอายุ และช่วยเสริมพลังในการพัฒนาของชุมชนได้อีกทางหนึ่งด้วย

แม่อุ๊ยชื่น ธิเสนา กับความสุข จากการมีพิพิธภัณฑ์ที่บ้าน

แม่อุ๊ย

               

               แม่อุ๊ยชื่น ธิเสนา (ปัจจุบันถึงแก่กรรมแล้วเมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๗ อายุ ๘๐ ปี) เดิมเป็นเจ้าของที่ดินที่ตั้งพิพิธภัณฑ์เตาโบราณบ้านบ่อสวกและพิพิธภัณฑ์เฮือนบ้านสวกแสนชื่น ต่อมาได้ยกที่ดินผืนนี้ให้แก่คุณสุนัน ติคำ (บุตรสาว) และดาบตำรวจมนัส ติคำ (บุตรเขย) แต่ก็ยังอยู่อาศัยในครอบครัวเดียวกันแม่อุ๊ยชื่นได้มีส่วนร่วมในการขุดค้นเตาสุนันและเตาจ่ามนัสมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๔๒ มีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาพิพิธภัณฑ์เฮือนบ้านสวกแสนชื่นในปีพ.ศ. ๒๕๔๔

               โดยเฉพาะอย่างยิ่งแม่อุ๊ยชื่น ได้ยกเครื่องใช้ สิ่งของต่าง ๆ ที่เก็บสะสมเอาไว้ให้นำมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์เฮือนบ้านสวกแสนชื่นทั้งหมด แม่อุ๊ยชื่นได้เริ่มพัฒนาความสามารถในการจัดการพิพิธภัณฑ์เตาโบราณโดยการนำชมแก่นักท่องเที่ยว และนักเรียนนักศึกษาในช่วงเวลาวันทำงานที่จ่ามนัสและคุณสุนันไปทำงานในเมืองเพราะเป็นฅนชอบอ่านหนังสือและยังมีความจำดีเยี่ยม แม่อุ๊ยชื่นอ่านหนังสือและเอกสารการวิจัยที่เกี่ยวกับแหล่งเตาเมืองน่าน พระเจ้าไม้เมืองน่าน และหนังสือทางโบราณคดีอื่น ๆ ที่ข้าพเจ้านำไปให้ และยังมีหนังสือที่ได้รับจากหน่วยงานอื่น ๆ ทำให้แม่อุ๊ยชื่นมี ความรู้เรื่องเตาโบราณและเครื่องถ้วยชามค่อนข้างดี ประกอบกับวัตถุสิ่งของที่จัดแสดงอยู่บนเฮือนบ้านสวกแสนชื่นเป็นของแม่อุ๊ยชื่นเอง แม่อุ๊ยชื่นจึงนำชมวัตถุสิ่งของต่าง ๆ บนเฮือนพิพิธภัณฑ์ได้คล่องแคล่วและสนุกสนานเป็นที่ประทับใจของผู้มาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์เตาโบราณบ้านบ่อสวก และพิพิธภัณฑ์เฮือนบ้านสวกแสนชื่น

               ในห้วงเวลาระหว่างปีพ.ศ.๒๕๔๔-๒๕๔๖ แม่อุ๊ยชื่นได้เสาะหาวัตถุสิ่งของมาจัดแสดงเพิ่มเติมในพิพิธภัณฑ์เฮือนบ้านสวกแสนชื่น และได้นำกี่ทอผ้าเก่ามาให้ช่างซ่อมแซมเพื่อใช้ในการสาธิตการทอผ้าให้นักเรียนนักศึกษาได้เรียนรู้ ซึ่งปัจจุบันแม่อุ๊ยชื่นมีอาชีพเพิ่มขึ้นอีกอย่างหนึ่งคือ การสาธิตทอผ้าและขายผ้าที่ทอได้ให้เป็นของที่ระลึก

               เมื่อปีพ.ศ.๒๕๔๕ ดาบตำรวจมนัสได้ซื้อครกมองตำข้าวของเก่ามาตั้งไว้ในบริเวณบ้านชุดหนึ่งเพื่อเป็นทรัพยากรเพื่อการเรียนรู้วิถีชีวิตในระยะแรกแม่อุ๊ยชื่นได้สาธิตการตำข้าวด้วยครกมองให้เด็กนักเรียนดู แต่ทำไประยะหนึ่งก็สามารถตำข้าวเอาไปหุงรับประทานได้ และที่สำคัญแม่อุ๊ยชื่นพบว่าการตำข้าวด้วยครกมองและกินข้าวซ้อมมือช่วยให้โรคปวดขาปวดเอวหายไปด้วย ส่วนของรำข้าวปลายข้าวก็เอาให้ไก่กินได้ด้วย ปรากฏการณ์เช่นนี้เป็นหลักฐานยืนยันถึงความสามารถของแม่อุ๊ยชื่นในการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตปกติและก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งในชีวิตประจำวัน เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพร่าง กายจิตใจและก่อให้เกิดประโยชน์ด้านการเรียนรู้ของฅนอื่น ๆ ได้

               ทุกวันนี้แม่อุ๊ยชื่นยังทำหน้าเป็นทั้งฅน กวาดเช็ดถูดูแลความเรียบร้อยของพิพิธภัณฑ์เฮือนบ้านสวกแสนชื่น ทุก ๆ เช้าและทำหน้าที่เป็นวิทยากรประจำอยู่ที่พิพิธภัณฑ์เกือบทุกวัน ยกเว้นวันพระและวันสำคัญทางศาสนา ซึ่งแม่อุ๊ยชื่นจะต้องไปทำบุญถือศีลที่วัดบ่อสวก

               ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๒ – ๒๕๕๓ มีนักเรียนนักศึกษานักการเมือง ข้าราชการ นักท่องเที่ยว นักวิชาการและผู้ที่สนใจเข้าไปเยี่ยมชมและได้ใช้บริการจากการนำชมของแม่อุ๊ยชื่นแล้วไม่น้อยกว่า ๗๐,๐๐๐ ฅน จากจำนวนผู้เยี่ยมชมทั้งหมดราว ๑๐๐,๐๐๐ กว่าฅน นอกจากนี้ในระยะแรกของการเปิดให้บริการพิพิธภัณฑ์แม่อุ๊ยชื่นยังได้รับเชิญจากสถาบันราชภัฏอุตรดิตถ์ วิทยาเขตน่าน ให้ไปเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษในการศึกษาวิชาเกี่ยวกับการจัดการแหล่งเรียนรู้และสังคมโลกอีกด้วย

               แม่อุ๊ยชื่นได้ให้สัมภาษณ์แก่จรีพร นาคสัมฤทธิ์ มหาบัณฑิตสาขาชนบทศึกษาและการพัฒนา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ เกี่ยวกับความเป็นมาของการเป็นวิทยากรชุมชนและเป็นผู้จัดการทรัพยากรวัฒนธรรมทั้งหลุมขุดค้นที่มีเตาเผาและพิพิธภัณฑ์เฮือนบ้านสวกแสนชื่นที่อยู่ในบริเวณบ้านว่า

               ยายมาปลูกบ้านตรงนี้เมื่อ พ.ศ.๒๕๒๖ ลูกเขย (จ่ามนัส) มาอยู่บ้านนี้เมื่อไหร่จำไม่ได้ ก่อนที่จะปลูกบ้านนี้ ที่ตรงเตาเป็นจอมปลวก ตาแสนหารถไถมาเกรดจอมปลวก พอดีเจ้าของรถไถเขาว่ามันเป็นดินแข็ง ยายก็บอกว่าหยุดเถอะก็หยุดไปไม่ได้ทำต่อ เราเกรดดินนี่เดือนเมษายน เราจะเอาของกินมาปลูกกิน พวกพริก มะเขือ มะขามหวาน ปลูกเท่าไรก็ไม่ขึ้น ยายก็เอาปุ๋ย ขี้เป็ดขี้ไก่มาใส่ก็ไม่ขึ้น เป็นใบหงิกใบงอ ยายก็ไม่รู้ว่าตรงเนินดินนี่เป็นเตา พอดีลูกเขยเอาฅนเฒ่าฅนแก่ในบ้านบ่อสวกมาดู ฅนแก่อายุประมาณ ๘๐ – ๙๐ ปีพามาดูที่บ้าน ก็ว่าเป็นน้ำบ่อห่างบ่อร้างของฅนเมื่อก่อน จากนั้นอาจารย์สายันต์ได้ถ้วยชามจากอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ มาเปรียบเนื้อดินที่มีเตาทุกที่ทั้งด่านเกวียน ศรีสัชฯ บ้านเชียง เวียงกาหลงไปลองเทียบทุกที่ก็ไม่ใช่เนื้อดินของที่นั่น อาจารย์มีโอกาสมาเที่ยวที่น่านก็เอาของชิ้นนั้นมาด้วย ก็มาแวะที่พิพิธภัณฑ์น่าน ก็พบว่ามีของบ้านบ่อสวกสมัยที่เขาขุดพระบ่อสวกในพ.ศ.๒๔๙๙ เขาเอาไปเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์จังหวัดน่าน เป็นถ้วยชาม พิพิธภัณฑ์ก็ติดป้ายว่าเป็นของบ้านบ่อสวก อาจารย์ก็ว่าถ้ามีของอย่างนี้ต้องมีเตา อาจารย์ก็ติดตามมาสำรวจมาตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๗ ตอนนั้นก็ไปสำรวจที่เขาขุดพระบ่อสวกไม่เจอเตาเลยกลับกรุงเทพฯ แล้วก็ไม่ได้มาอีกตั้งเกือบสิบห้าปี

               ต่อมาปี พ.ศ.๒๕๔๒ อาจารย์สายันต์ก็มาสำรวจอีก ก็ไปหาอาจารย์สมเจตน์ วิมลเกษม ที่โรงเรียนสตรีศรีน่านแล้วก็ไปประชาคมเมืองน่านที่โรงพยาบาลน่าน ปรึกษาคุณหมอบุญยงค์ คุณหมอคณิต คุยกันแล้วคุณหมอบุญยงค์ คุณหมอคณิตก็แนะนำให้ไปสำรวจที่ที่เขาขุดพระบ่อสวกของมันมีอยู่ที่นั่น อาจารย์สายันต์ก็เลยไปสำรวจที่นั่น พอดีมากันตอนกลางวัน สำรวจจนเหนื่อยก็มาพักที่บ้านยาย ลูกเขยออกเวรมาพอดี ลูกเขยก็ดูแลและคุยกับอาจารย์ก่อนอาจารย์จะกลับลูกเขยก็เอ่ยขึ้นมาว่า ที่บ้านข้าพเจ้ามีดินแข็ง ๆ ไม่รู้เป็นอะไร เวลาตัดหญ้าใบมีดไปโดนเข้าใบมีดบิดทุกครั้ง ไม่รู้ว่าเป็นอะไรเลยปล่อยทิ้งไว้ เอาคนเฒ่าคนแก่ในบ้านบ่อสวกมาดูก็ว่าเป็นน้ำบ่อห่างบ่อร้างของฅนเมื่อก่อน

               อาจารย์เลยว่าให้พาไปดู ลูกเขยจะแบกจอบแบกเสียมไปขุดดินขุดหญ้าให้รู้ อาจารย์ก็ว่าไม่ต้องเอาไปหรอกดูด้วยตาก็รู้ พอไปถึงก็รู้เลยว่าเป็นเตาเป็นของโบราณจริงๆ

               เดือนตุลาคม ปีพ.ศ.๒๕๔๒ อาจารย์สายันต์ก็ขึ้นมาขุด มีนักศึกษาปริญญาตรี ปริญญาโทและจ้างชาวบ้านบ่อสวกมาขุด ระหว่างขุดทำพิธีด้วย ในวันแรกเริ่มทำการบวงสรวงวันที่ ๒ เราเริ่มขุด ละอ่อนนักศึกษา ๓ ฅนได้แยกออกไปสืบข้อมูลจากฅนเฒ่าคนแก่ เหลืออยู่ที่บ้านนี้ ๗ ฅนกับชาวบ้านอีก๙ ฅน ขุด ๆ ไปหลายวันเข้าพอดีชาวบ้านเขากลับไปนอนฝันว่าระหว่างขุดไม่ได้นอนที่บ้านไปนอนอยู่ที่ป่าสุสานระหว่างที่ขุดเตาเราก็เลยปรึกษากันวันที่ ๑๕ ตุลาคมให้นิมนต์พระมา ๙ รูป มาทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ที่สร้างเตา อาจารย์สายันต์ได้งบวิจัยจากธรรมศาสตร์มาพัฒนาแหล่งโบราณคดีสร้างอาคารคลุมหลุมเตาตอนแรกเลยมุงหลังคาเป็นหญ้าคาเสาไม้ยูคาหาเอาแถว ๆ นี้ ในระหว่างการขุดพบถ่านจึงเก็บและนำไปส่งพิสูจน์อายุของเตาพบว่าอายุ ๕๕๐-๗๕๐ ปี เตาบ้านบ่อสวกเป็นเตาก่อด้วยดินที่มีอายุเก่ารุ่นเดียวกับเตารุ่นแรก ๆ ที่ศรีสัชนาลัย

               ระหว่างที่ขุดแพทย์บุญยงค์มาร่วมด้วย พอมาเห็นของโบราณและของใช้ของชาวบ้านที่เป็นภูมิปัญญาเก็บเอาไว้ ไม่มีที่เก็บรักษาเพียงพอก็ใจบุญบริจาคห้องแถวเก่าโรงพยาบาลเป็นไม้เก่า กระเบื้องเก่าจากโรงพยาบาลน่านมาให้ก็จ้างคนมาตีไม้มุงหลังคาและสร้างเรือนพิพิธภัณฑ์ในปีต่อมา

               พอดีเจ้าหน้าที่บริษัทเอไอเอสเขาเป็นคนเมืองน่านแต่มาจากกรุงเทพฯมาเที่ยวเห็นหลังคามุงหญ้าคาอยู่ก็เลยประสานงานบริษัทใหญ่ที่กรุงเทพฯบริจาคเงินให้สามหมื่นบาทมาร่วมสมทบกับของมูลนิธิพระครูพุทธมนต์โชติคุณโรงพยาบาลน่าน จึงได้ทำหลังคาใหม่

               วันที่ ๒๒ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๔๒ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนาฯ เสด็จมาทัศนศึกษาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์เตาเผาโบราณท่านรับสั่งไม่ให้ขุดเจาะเปิดเตาจ่ามนัสให้เก็บไว้ดูชมตามธรรมชาติ วันที่ ๕ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๔ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จมาทัศนศึกษาเยี่ยมชม ก็ไม่ให้ขุดเจาะเตานี้เช่นเดียวกัน ปล่อยให้ดูตามธรรมชาติไม่ให้เสียหายไปมากกว่านี้เก็บรักษาไว้ให้ลูกหลานดู

               ในการศึกษาพบว่า แม้ว่าแม่อุ๊ยชื่นจะเคยได้รับความทุกข์ยากจากปัญหาครอบครัว เคยมีอาชีพเป็นแม่ค้าขายของที่ต้องการกำไรเป็นหลัก เคยเจ็บป่วยทั้งกายและใจในระยะเวลาก่อนการขุดค้นเตาสุนันและเตาจ่ามนัสในปี พ.ศ.๒๕๔๒ แต่จากการวิจัยและพัฒนาแบบมีส่วนร่วมตามแบบแผนโบราณคดีชุมชน และการได้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรม การพัฒนาพิพิธภัณฑ์เตาโบราณบ้านบ่อสวกและพิพิธภัณฑ์เฮือนบ้านสวกแสนชื่นด้วยตนเองทุกขั้นตอนตั้งแต่ ปี พ.ศ.๒๕๔๒ จนถึง ๒๕๕๗ ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทางจิตใจและร่างกายของแม่อุ๊ยชื่นได้อย่างน่าสนใจ

               การเปลี่ยนแปลงที่นำไปสู่การจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมที่มีเป้าหมายเพื่อความสุขของฅนอื่นได้เกิดขึ้นในจิตใจของแม่อุ๊ยชื่นเป็นลำดับเรื่อยมาและน่าจะกล่าวได้ว่าในปัจจุบันแม่อุ๊ยชื่นได้เห็นความสำคัญของ การให้เท่ากับการรับ และดูเหมือนว่าแม่อุ๊ยชื่นจะให้ความสำคัญกับการให้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งนี้เห็นได้จากคำให้สัมภาษณ์และคำพูดที่มักบอกกับฅนอื่น ๆ เสมอ ๆ เมื่อมีผู้ปรารภว่าบ้านนี้อยู่กันได้อย่างไร มีฅนมาเที่ยวจำนวนมาก ค่าเข้าชมก็ไม่เก็บ บริการห้องน้ำห้องส้วมฟรี และก็ไม่เห็นมีหน่วยงานไหนมาช่วยเหลือดูแล น่าจะต้องเก็บค่าเข้าชมเพื่อเอามาช่วยค่าใช้จ่ายและเป็นกำลังใจให้ฅนทำงานอย่างนี้ แต่แม่อุ๊ยชื่นมักบอกกับใคร ๆ ว่า

               ฅนที่มาเที่ยวชมบอกว่าให้ยายเก็บค่าเข้าเยี่ยมชม ยายก็บอกว่ายายทำไม่ได้ ฅนที่ไม่มีเงินที่เขาอยากมาดูก็มี เขาจะได้เห็นได้มาศึกษาเรียนรู้ด้วย แม้ว่าเขาจะไม่มีอะไรมาตอบแทนเราสักอย่างยายก็ไม่ว่า ถ้าเราไม่ได้อะไรเลย เราก็อยู่อย่างนี้แหละเป็นวิถีชีวิตของเราไม่เดือดร้อน เงินที่บริจาคในตู้ก็เอามาซื้อน้ำมันตัดหญ้า ทุกบาททุกสตางค์ที่เขาบริจาคเราก็เอามาพัฒนาพิพิธภัณฑ์นี้ เราจะกวาดใบไม้ในหน้าแล้งมันเยอะกวาดไม่ทันก็จ้างเขากวาดวันละ ๑๐๐ กว่าบาท คนรุ่นยาย และจ่ามนัสก็คงทำไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะมีลูกหลานมาดูแลต่อไป

               หลักฐานอีกชุดหนึ่งที่ยืนยันถึงการยอมรับในความสามารถของแม่อุ๊ยชื่นในการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถในการนำเสนอและนำชม ก็คือบันทึกความเห็นในสมุดเยี่ยมของผู้ที่มาเยี่ยมชม ซึ่งส่วนมากมักจะเขียนไว้อย่างอิสระตรงกับที่ใจของฅนเขียนคิด ไม่ใช่ข้อมูลที่มาจากแบบสอบถาม

               ศาสตราจารย์นายแพทย์วิจารณ์ พานิช ผู้ทรงคุณวุฒิได้เขียนถึงพัฒนาการของแม่อุ๊ยชื่น ธิเสนา ไว้ในคำนำของหนังสือ การฟื้นฟูพลังชุมชนด้วยการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมและพิพิธภัณฑ์ชุมชน:แนวคิด วิธีการ และประสบการณ์จากจังหวัดน่าน (สายันต์ ไพรชาญจิตร์, ๒๕๔๗) ที่โครงการเสริมสร้างการเรียนรู้เพื่อชุมชนเป็นสุข (สรส.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพ (สสส.) จัดพิมพ์เผยแพร่ ว่า

               ความเข้มแข็งของชุมชนเป็นทั้งเหตุและผลของการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน การสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชนทำได้หลายแนวทาง โดยมีฐานสำคัญอยู่ที่การดำเนินการนั้นต้องเกิดจากการขับดันจากภายในชุมชนนั้นเอง อาศัยทรัพยากรในท้องถิ่น มีสมาชิกในชุมชนเป็นแกนนำ มีการร่วมแรงร่วมใจในชุมชนอย่างกว้างขวาง และการดำเนินการนั้นต้องสร้างการเรียนรู้ร่วมกันของคนในชุมชน โดยที่การดำเนินการร่วมกันและเรียนรู้ร่วมกันจะต้องมีความต่อเนื่อง และยกระดับขึ้นอย่างเป็นพลวัต กิจกรรมสำหรับดำเนินการเพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชนมีหลากหลาย เช่น การรวมตัวกันดำเนินการกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ กิจกรรมโรงสีชุมชน ร้านค้าชุมชน การวิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่น กิจกรรมการเรียนรู้ของเด็กนักเรียนในโรงเรียน พิพิธภัณฑ์ชุมชน เป็นต้น

               หนังสือ การฟื้นฟูพลังชุมชนด้วยการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมและพิพิธภัณฑ์ชุมชน:แนวคิด วิธีการ และประสบการณ์จากจังหวัดน่านนี้ มีความแปลกใหม่ที่ ผู้เป็นแรงผลักดันการดำเนินการเพื่อสร้างความเข้มแข็งของชุมชน เป็นนักโบราณคดี คือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์สายันต์ ไพรชาญจิตร์ แห่งคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

               นักโบราณคดีโดยทั่วไปมักมองโบราณวัตถุว่าเป็นสมบัติส่วนกลางของชาติ เมื่อมีการค้นพบโบราณวัตถุ ก็มักนำออกไปจากแหล่งค้นพบ เอาไปเก็บไว้ที่ส่วนกลาง แต่อาจารย์สายันต์เป็นนักโบราณคดีที่มองต่างมุม คือ มีความเชื่อว่าควรเก็บโบราณวัตถุไว้ที่แหล่งค้นพบ ให้เป็นสมบัติของชุมชน จึงอาจกล่าวได้ว่าเรื่องราวในหนังสือเล่มนี้เกิดขึ้นได้เพราะความเป็นนักโบราณคดีแหวกแนวของอาจารย์สายันต์—นักโบราณคดีชุมชน

               มุมมองและวิธีการที่แหวกแนวมีอยู่เต็มไปหมดในหนังสือเล่มนี้ เช่น การบวชดอย สร้างความศักดิ์สิทธิ์ป้องกันคนเก็บขวานหินโบราณออกไปจากภูเขา
การสร้างพิพิธภัณฑ์วันเดียว ที่บ้านก้อดสวรรค์ กิจกรรมพิพิธภัณฑ์บำบัดสร้างความสุขให้แก่ผู้สูงอายุ การพัฒนาตนเองของแม่อุ๊ยชื่น ธิเสนา จากแม่บ้านธรรมดามาเป็นวิทยากรนำชมและให้ความรู้เรื่องเตาเผาโบราณและอดีตของชุมชนได้อย่างฉะฉานน่าสนใจ

               ศาสตราจารย์นายแพทย์วิจารณ์ พานิช มิได้เขียนถึงแม่อุ๊ยชื่นโดยที่ไม่ได้รู้จัก ไม่ได้สัมผัส หรือรับรู้เพียงข้อมูลจากข้อเขียนในหนังสือดังกล่าวและเขียนคำนำเพื่อให้หนังสือดูดี หากแต่ท่านได้เคยไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์เตาโบราณบ้านบ่อสวกและพิพิธภัณฑ์เฮือนบ้านสวกแสนชื่นแห่งนี้เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๖ โดยมีแม่อุ๊ยชื่น ธิเสนา เป็นผู้บรรยายนำชม การที่ท่านเขียนถึงความสามารถของแม่อุ๊ยชื่นไว้ในคำนำดังกล่าวจึงไม่ใช่เรื่องเกินจริงแต่อย่างใด

               รศ.ดร.อรวรรณ ศิริรัตน์พิริยะ แห่งสถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฅนเมืองน่านที่ได้ไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์เตาเผาโบราณและพิพิธภัณฑ์เฮือนบ้านสวกแสนชื่น และได้สัมผัสกับการต้อนรับของแม่อุ๊ยชื่น รศ.ดร. อรวรรณ เขียนไว้ในสมุดบันทึกเยี่ยมพิพิธภัณฑ์เฮือนบ้านสวกแสนชื่น เมื่อวันที่ ๑๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๔ ว่า

               ….ประทับใจมากในอัธยาศัยไมตรีอันงดงามของ “คุณน้าชื่น” เจ้าของบ้าน เรื่องราวความเป็นมาของการเจอและการขุดเตาเผาโบราณที่เจ้าของบ้านเกี่ยวข้องทั้งหมดมีคุณค่า งดงาม บอกถึงความเป็นคนเมืองน่าน ที่มีน้ำใจกว้างขวาง เอื้ออาทรต่อผู้อื่นและต่อสภาวะแวดล้อม เป็นเรื่องราวบ่งบอกผู้อื่น คนถิ่นอื่นที่มาเยือน ที่คนเมืองน่านด้วยกันภูมิใจในคุณค่าแห่งน้ำใจที่มาจากใจ ตัวแทนความดีงามของชาวน่านทั้งมวลที่กล่าวมามีคุณค่าในระดับเดียวกับเตาเผาโบราณซึ่งมีการสั่งสมถ่ายทอด.

สรุป

               กล่าวโดยสรุป สถานภาพของพิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นเป็นได้หลายอย่าง เช่น เป็นห้องรับแขกของชุมชน เป็นพื้นที่สาธารณะของชุมชนที่สมาชิกชุมชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน เป็นศูนย์เรียนรู้และห้องสมุดภูมิปัญญาของชุมชนเพราะเป็นแหล่งรวมวิทยาการความรู้ต่าง ๆ และเป็นตลาดภูมิปัญญาที่สามารถสร้างผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ได้

               การพัฒนาชุมชนท้องถิ่นในทัศนะของข้าพเจ้า หมายถึง การพัฒนาทั้งฅน และความเป็นชุมชนให้เข้มแข็ง โดยมุ่งเน้นพัฒนาให้ฅนให้พึ่งตัวเอง เห็นแก่ส่วนรวม สามารถเป็นผู้นำในการพัฒนากลุ่มหรือชุมชนให้เข้มแข็งต่อไป เหตุผลที่ต้องมีการพัฒนาก็เนื่องมาจากฅนและชุมชนในปัจจุบันนั้นมีความอ่อนแอ เพราะขาดภูมิปัญญาที่ถูกต้องและขาดการจัดการความรู้ท้องถิ่นให้ดีการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นจึงต้องทำให้ฅนเกิดความเข้ม แข็งทางปัญญาที่นำไปสู่การสร้างความเป็นชุมชนหรือวัฒนธรรมชุมชนซึ่งกระบวนการพิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นเป็นเครื่องมือหนึ่งที่สามารถใช้ในการพัฒนาชุมชนดังกล่าวได้

               ความแตกต่างของพิพิธภัณฑ์ทั่วไปและพิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นคือ พิพิธภัณฑ์ทั่วไปมักเน้นที่การพัฒนาและแสดงของ มากกว่าที่การพัฒนาและแสดงฅน ขณะที่พิพิธภัณฑ์ชุมชนฯ จะให้ความสำคัญกับการแสดงฅน พร้อมกับแสดงของ และมีเป้าหมายอยู่ที่การพัฒนาฅนให้มีความรู้ที่ถูกต้องและความสามารถที่เหมาะสมแก่สถานการณ์เป็นสำคัญ

               ภูมิปัญญา หมายถึง ความรู้ ความเชื่อ และความสามารถเชิงพฤติกรรมในการจัดระเบียบความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ มนุษย์กับธรรมชาติแวดล้อม และมนุษย์กับสิ่งเหนือธรรมชาติให้อยู่ในสภาวะสมดุลและเป็นปกติอยู่เสมอ หรือกล่าวอย่างง่าย ๆ ภูมิปัญญาก็คือ การจัดการชีวิตตัวเองไม่ให้เป็นทุกข์นั่นเอง

หากมองว่าภูมิปัญญาคือ ความรู้ เราสามารถพิจารณาได้ ๒ ลักษณะ คือ ความรู้ที่ติดตน เป็นความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวฅน และความรู้ที่ติดอยู่กับของความรู้ภูมิปัญญามีมากในอดีต เนื่องเพราะปัจจุบันเป็นห้วงเวลาที่สั้นมาก ดังนั้นความรู้แบบติดตนจึงมีอยู่มากในคนเฒ่าคนแก่ ขณะที่ความรู้แบบติดของจะมีอยู่มากในของเก่าของโบราณ หากพิจารณาในแง่นี้ภูมิปัญญาก็คือ ทรัพยากรวัฒนธรรม ดังนั้น หากจัดการให้ถูกต้องและนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ก็จะทำให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็งและมีอำนาจมากขึ้น

               กระบวนการพิพิธภัณฑ์ชุมชนจึงเป็นกระบวนหนึ่งของการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรม ความรู้ภูมิปัญญา และการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น

               พิพิธภัณฑ์ชุมชนมีฐานะเป็นทั้งห้องรับแขก พื้นที่สาธารณะ ศูนย์การเรียนรู้ ห้องสมุดและตลาดภูมิปัญญาของชุมชน การได้มาซึ่งความรู้นั้นต้องมาจากคนเฒ่าคนแก่เป็นหลัก อย่าไปหวังจากคนหนุ่มสาว การทำงานพิพิธภัณฑ์ชุมชนจึงมีลักษณะให้ผู้เฒ่านำ ผู้ใหญ่หนุน ดึงเด็กตาม เพราะเด็กและฅนหนุ่มสาวมีความรู้น้อยมาก ความรู้อยู่กับผู้เฒ่าผู้แก่ ความรู้ภูมิปัญญาที่ได้มีทั้งส่วนที่นำไปสู่การแปลงให้ง่ายเพื่อจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ และทำให้ยากเพื่อกลายเป็นทฤษฎีทางวิชาการ

               พื้นฐานความคิดในการจัดการพิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นให้เป็นศูนย์เรียนรู้เพื่อการพัฒนาชุมชน คือ ทำอย่างไรให้พิพิธภัณฑ์ชุมชนเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนหมายความว่ากระบวนการพิพิธภัณฑ์ชุมชนจำเป็นต้องมีหลักการพัฒนาชุมชนกำกับอยู่ตลอดเวลาได้แก่ หลักการมีส่วนร่วม การพึ่งตนเอง การฟื้นฟูพลัง การกระจายอำนาจ และการพัฒนาที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมชุมชน

               พิพิธภัณฑ์ชุมชนหลายแห่งในจังหวัดน่านที่ข้าพเจ้าได้มีโอกาสทำงานด้วย คือ พิพิธภัณฑ์หลุมขุดค้นแหล่งเตาเมืองน่านบ้านบ่อสวก และพิพิธภัณฑ์บ้านสวกแสนชื่น ตำบลสวก อำเภอเมือง จังหวัดน่าน พิพิธภัณฑ์วัดบ้านนาซาวสามัคคี และพิพิธภัณฑ์บ้านก้อดสวรรค์ทันใจ ตำบลนาซาว อำเภอเมือง จังหวัดน่าน ศูนย์การเรียนรู้แหล่งโบราณคดีดอยภูซาง ซึ่งเป็นแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่สำคัญ อยู่ในพื้นที่ตำบลสวกและตำบลนาซาว อำเภอเมือง จังหวัดน่าน

               แนวทางการทำงานที่ดำเนินการในขณะนี้เป็นการจัดการ และพัฒนาแนวโบราณคดีชุมชน เป็นการจัดการและพัฒนาเชิงกระบวนการที่มีปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงผสมผสานกับปรัชญาและหลักการพัฒนาชุมชน เป้าหมายอยู่ที่การพัฒนาฅน หลักการจัดการแนวโบราณคดีชุมชน คือ ยึดหลักองค์รวม ยอมรับความแตกต่างหลากหลาย และเข้าใจพลวัต จัดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันแบบเปิด เน้นเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง มีการทำงานที่ไม่ฝืนธรรมชาติ ไม่เป็นทางการ เน้นการสร้างความสุขและความประทับใจร่วมกัน ทำการวิจัยและพัฒนาเพื่อฟื้นฟูพลังชุมชน เน้นการเป็นผู้นำร่วมกันและได้สุขเสมอกัน ทั้งนี้เพื่อเสริมสร้างความ สามารถของชุมชนท้องถิ่นในการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมและสร้างพลังต่อรองให้กับชุมชน

               ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของการสร้างความเข้มแข็งให้กับฅนในชุมชนด้วยกระบวนการพิพิธภัณฑ์ชุมชนคือกรณีพิพิธภัณฑ์วัดบ้านนาซาวสามัคคี พิพิธภัณฑ์กลายเป็นพื้นที่และกระบวนการในการบำบัดผู้สูงอายุในชุมชน ทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าด้วยกระบวนการทำพิพิธภัณฑ์ที่ให้ผู้สูงอายุได้เข้าไปมีบทบาทสำคัญในการให้ข้อมูลความรู้ และสร้างเป็นเนื้อหาที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นรวมถึงการเข้ามามีบทบาทในการดำเนินงาน การเป็นผู้อธิบาย นำชมพิพิธภัณฑ์แก่เด็ก ๆ ในชุมชน และบุคคลจากต่างถิ่นที่มาเยี่ยมชม.

เอกสารที่ใช้ในการศึกษาและเขียนบทความ

จิรา จงกล.  (๒๕๓๒).  พิพิธภัณฑสถานวิทยา. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากรจัดพิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพนางจิรา จงกล วันที่ ๔ เมษายน ๒๕๓๒.

พิสิฐ เจริญวงศ์.  (๒๕๕๑).  แนวคิดเรื่องการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรม.  (บทความเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมที่พิมพ์เผยแพร่ในนิตยสารอาทิตย์รายสัปดาห์-รวมเล่มเป็นหนังสือสำหรับการศึกษาในหลักสูตรการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรม) กรุงเทพฯ: คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร.

เพ็ญพรรณ เจริญพร.  (๒๕๔๘). พิพิธภัณฑสถานวิทยา.  เอกสารประกอบการสอนรายวิชา ๓๐๐ ๒๖๑ พิพิธภัณฑสถานวิทยา (Museology). คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร.

สายันต์ ไพรชาญจิตร์.  (๒๕๕๓).  พิพิธภัณฑ์บริบาล (MUSEOPEN).  กรุงเทพฯ: ศูนย์ศึกษาพัฒนาโบราณคดีชุมชน (ARCHAEOPEN)

สายันต์ ไพรชาญจิตร์.  (๒๕๕๐).  การจัดการทรัพยากรทางโบราณคดีในงานพัฒนาชุมชน.  กรุงเทพฯ: โครงการหนังสือโบราณคดีชุมชน.

_______.  (๒๕๔๘).  การฟื้นฟูพลังชุมชนด้วยการจัดการทรัพยากรทางโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์: แนวคิด วิธีการ และประสบการณ์จากจังหวัดน่าน. กรุงเทพฯ: โครงการเสริมสร้างการเรียนรู้เพื่อชุมชนเป็นสุข (สรส) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพ (สสส).

ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร.  (๒๕๓๙).  เอกสารการสัมมนาทางวิชาการเรื่องพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย.  กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร มหาวิทยาลัยศิลปากร.

ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน).  (๒๕๕๑).  พิพิธภัณฑ์ภาคสนาม ประสบการณ์จากคนลองทำ.  กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร. (เอกสารทางวิชาการลำดับที่ ๖๗).

Gerald George & Cindy Sherrell-Leo.  (1989).  Starting Right: A Basic Guide to Museum Planning.  American Association for State and Local History.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Leave a Comment

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติ HTML เหล่านี้ได้: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>