พระเพชรรัตน์ เจ้าเมืองเพชรบูรณ์ ผู้คิดจะปล้นทัพหลวงสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช

ธีระวัฒน์ แสนคำ / Teerawatt Sankom

พระเพชรรัตน์ เจ้าเมืองเพชรบูรณ์

ผู้คิดจะปล้นทัพหลวงสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช

Phra Phetcharat, the Governor of Muang Phetchaboon,

with a Plan to Rob the Royal Battalion

of Somdej Phra Maha Dhammarajadhiraj

ธีระวัฒน์ แสนคำ / Teerawatt Sankom

อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  วิทยาลัยสงฆ์เลย

บทคัดย่อ

          บทความนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์สาเหตุที่พระเพชรรัตน์ เจ้าเมืองเพชรบูรณ์ คิดจะดักปล้นทัพหลวงของสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช ในปี พ.ศ.๒๑๑๓ จากการศึกษาพบว่า สาเหตุที่ทำให้พระเพชรรัตน์คิดที่จะดักปล้นทัพหลวงนั้น เนื่องจากพระเพชรรัตน์ถูกพระมหาธรรมราชาธิราชปลดออกจากตำแหน่งเจ้าเมืองเพชรบูรณ์ เพราะปัญหาความขัดแย้งภายในตระกูลเจ้าเมืองเพชรบูรณ์ จึงทำให้เกิดความไม่พอใจและคิดจะดักปล้นทัพหลวงของสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชหากเสด็จจากกรุงศรีอยุธยาขึ้นมายังเมืองพิษณุโลก

คำสำคัญ : พระเพชรรัตน์, เจ้าเมืองเพชรบูรณ์, สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช

Abstract

          This article aims to study and analyze the reasons why Phra Phetcharat, the governor of Muang Phetchaboon, had a plan to rob the royal battalion of Somdej Phra Maha Dhamarajadhiraj, the king of Ayuthaya, along the way from the city of Ayutthaya to Muang Phitsanulok in the year of 1570.  The study reveals that Phra Phetcharat had a plan to rob the royal battalion because he was angry to be sacked by Somdej Phra Maha Dhamarajadhiraj due to the conflicts within his family.

Keywords : Phra Phetcharat, the governor of Muang Phetchaboon; Somdej Phra Maha Dhamarajadhiraj

บทนำ

          หลังจากศูนย์อำนาจรัฐกรุงศรีอยุธยาถูกกองทัพกรุงหงสาวดียึดครองได้ในปี พ.ศ.๒๑๑๒ พระเจ้าบุเรงนองก็โปรดให้สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช เจ้าเมืองพิษณุโลก ลงมาครองกรุงศรีอยุธยาเป็นพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา ศูนย์อำนาจรัฐอันเป็นประเทศราชหรือเมืองขึ้นของศูนย์อำนาจรัฐกรุงหงสาวดี

          ในปี พ.ศ.๒๑๑๓ ได้มีข่าวราชการศึกรายงานจากเมืองนครนายกว่า พระยาละแวกจะนำกองทัพกรุงกัมพูชาจำนวนพลประมาณ ๓๐,๐๐๐ คน ยกมาตีกรุงศรีอยุธยา บรรดาขุนนางทั้งหลายต่างเห็นว่าขณะนี้กรุงศรีอยุธยามีกำลังพลน้อยมากเหลือกำลังที่จะสู้ได้ จึงปรึกษากันขอเชิญสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเสด็จขึ้นไปยังเมืองพิษณุโลกให้พ้นอันตรายจากกองทัพพระยาละแวกก่อน พระองค์จึงมีพระราชโองการตรัสสั่งแก่ขุนเทพอรชุน ให้แต่งเรือพระที่นั่งและเรือประเทียบทั้งปวงให้พร้อมสรรพ (ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๓, ๒๕๔๒, หน้า ๒๗๓) แต่ระหว่างนั้นในพระราชพงศาวดารหลายฉบับระบุว่า พระเพชรรัตน์ เจ้าเมืองเพชรบูรณ์ คิดกบฏซ่องสุมกำลังพลคอยปล้นทัพหลวงหากเดินทางออกไป ประเด็นนี้มีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะสาเหตุการคิดจะดักปล้นทัพหลวงในครั้งนี้

          ในบทความนี้ ผู้เขียนมีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาและวิเคราะห์ว่า อะไรเป็นสาเหตุทำให้พระเพชรรัตน์คิดที่จะดักปล้นทัพหลวงของสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช ในปี พ.ศ.๒๑๑๓ โดยอาศัยหลักฐานพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา และหลักฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความกระจ่างในประเด็นทางประวัติศาสตร์ในสมัยกรุงศรีอยุธยาดังกล่าวมากยิ่งขึ้น

พระเพชรรัตน์คิดจะปล้นทัพหลวง : ข้อมูลในพระราชพงศาวดาร

          จากเหตุการณ์ที่ผู้เขียนได้นำเสนอมาแล้วก่อนหน้าในบทนำ เกี่ยวข้องกับการซ่องสุมกำลังพลและคิดจะดักปล้นทัพหลวงของสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชของพระเพชรรัตน์ หากว่าสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคขึ้นมายังเมืองพิษณุโลก ได้ปรากฏข้อความในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ได้ระบุว่า “ในขณะนั้น พระเพชรัตณเจ้าเมืองเพชรบุรียมีความผิด ทรงพระกรุณาให้ออกเสียจากที่พระเพ็ชรรัตน ก็คิดกบฏและซ่องสุมชาวนอกทั้งปวงได้มากแล้ว คิดจะปล้นทัพหลวงเมื่อจะเสด็จขึ้นไปนั้น…” (ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๓, ๒๕๔๒, หน้า ๒๗๔)

          ซึ่งสอดคล้องกันกับความในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาที่ระบุเหตุการณ์เดียวกันนี้ความว่า “ในขณะนั้นพระเพชรรัตนเจ้าเมืองเพชรบูรณ์มีความผิด ทรงพระกรุณาให้ยกออกเสียจากที่ พระเพชรรัตนก็คิดเป็นกบฏ และซ่องสุมชาวนอกทั้งปวงได้มากแล้ว คิดจะปล้นทัพหลวง เมื่อจะเสด็จขึ้นไปนั้น” (พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา (ภาคต้น), ๒๕๐๕, หน้า ๑๙๒)

          เมื่อพิจารณาจากหลักฐานประวัติศาสตร์ที่กล่าวถึงเหตุการณ์นี้แล้ว ก็จะพบการเขียนคำว่า “เจ้าเมืองเพชรบูรณ์” มีการเขียนที่แตกต่างกัน ซึ่งอาจจะเกิดจากอักขระวิธีที่ยังไม่มีมาตรฐาน
แต่ตำแหน่ง “พระเพชรรัตน์” นั้นถือเป็นราชทินนามของตำแหน่งเจ้าเมืองเพชรบูรณ์ เพราะข้อความในพระไอยการเก่าตำแหน่งนาทหารหัวเมือง ฉบับอยุธยาที่ตราขึ้นประมาณปี พ.ศ.๑๙๙๗ ในรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ระบุราชทินนามของเจ้าเมืองเพชรบูรณ์ว่า “ออกพระเพ็ชรัตนสงคราม ออกพระเพ็ชบูรณ์ตรี” (ศุภวัฒย์ เกษมศรี, พลตรี หม่อมราชวงศ์, ๒๕๔๒, หน้า ๑๐๘) ซึ่งสอดคล้องกับข้อความในพระไอยการตำแหน่งนาทหารหัวเมืองในกฎหมายตราสามดวง ที่ระบุราชทินนามของเจ้าเมืองเพชรบูรณ์ว่า “ออกญาเพชรัตนสงครามรามภักดีพิริยภาหะ เมืองเพชบูรรณ” (ประมวลกฎหมาย รัชกาลที่ ๑ จุลศักราช ๑๑๖๖ พิมพ์ตามฉบับหลวง ตรา ๓ ดวง เล่ม ๑, ๒๕๒๙, หน้า ๒๖๖)

          เหตุการณ์ดังกล่าวนี้ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพก็เคยทรงนิพนธ์พระอธิบายประกอบพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาว่า “…เมื่อปีมะเมีย จุลศักราช ๙๓๒ พ.ศ.๒๑๑๓ โดยจะได้ข่าวว่ากรุงศรีอยุธยายับเยินเต็มที่ ซึ่งเป็นความจริงด้วย ทัพเขมรยกเข้ามาเพียง ๓๐,๐๐๐ กรุงศรีอยุธยาก็ไม่มีกำลังพอที่จะต่อสู้ได้ในเวลานั้น ถึงปรึกษากันว่าจะหนีขึ้นไปเมืองพิษณุโลก ก็ได้ข่าวว่ามีผู้ร้ายไทยกันเอง เจ้าเมืองเพชรบูรณ์คนเก่าคอยจะปล้นอยู่กลางทาง จึงจำต้องรั้งรอต่อสู้ข้าศึกอยู่ที่กรุงศรีอยุธยา…” (พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา (ภาคต้น), ๒๕๐๕, หน้า ๕๓๕)

          หากพิจารณาจากข้อความในพระราชพงศาวดารประกอบกับสภาพทางภูมิประเทศก็จะพบว่า คนจากเมืองเพชรบูรณ์นั้นสามารถมาดักทางคนที่สัญจรไปมาระหว่างกรุงศรีอยุธยากับเมืองพิษณุโลก โดยลงมาดักทางที่ตอนใต้เมืองพิจิตรได้ เพราะมีเส้นทางคมนาคมทางบกที่เชื่อมต่อระหว่างกันได้ (สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ, ๒๕๔๓, หน้า ๑๒๙-๑๒๑) ดังนั้น การที่พระเพชรรัตน์ เจ้าเมืองเพชรบูรณ์ คิดจะคอยดักปล้นทัพหลวงของสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชที่จะเสด็จขึ้นไปยังเมืองพิษณุโลกนั้นย่อมเป็นไปได้ไม่ยาก

เพราะเหตุใดเจ้าเมืองเพชรบูรณ์จึงจะปล้นทัพหลวง ?

          จากเหตุการณ์ดังกล่าว เมื่อพิจารณาจากพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับต่างๆ ที่มีอยู่ก็จะพบสาเหตุที่เจ้าเมืองเพชรบูรณ์คิดจะปล้นทัพหลวงของสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชว่า เจ้าเมืองเพชรบูรณ์มีความผิดทรงพระกรุณาให้ยกออกเสียจากตำแหน่งเจ้าเมือง จึงคิดเป็นกบฏและซ่องสุมไพร่พลคิดจะปล้นทัพหลวงเมื่อจะเสด็จขึ้นไปเมืองพิษณุโลก แต่กลับไม่ระบุเหตุผลว่าเจ้าเมืองเพชรบูรณ์คนนี้ทำความผิดอะไร จนทำให้สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชต้องปลดออกจากตำแหน่งเจ้าเมือง ในขณะเดียวกันก็มีการพบหลักฐานทางฝ่ายพม่าที่มีเนื้อหาที่น่าจะเกี่ยวพันกับการคิดจะปล้นทัพหลวงสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชของพระเพชรรัตน์

ความขัดแย้งภายในตระกูลเจ้าเมืองเพชรบูรณ์

          ในตำราธรรมศาสตร์ชิงจอสูพยัตถุ้ง (Precedent of Judge Shin Kyaw Fhu) ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่หอสมุดแห่งชาติ เมืองย่างกุ้ง สหภาพเมียนมาร์ ซึ่งเป็นเอกสารเกี่ยวกับการวินิจฉัยคดี ได้บันทึกคดีมรดกตัวอย่างคดีหนึ่งในการวินิจฉัยคดีของผู้พิพากษาชิงจอสูทั้งหมด กล่าวถึงการพิพากษาคดีมรดกของเจ้ามหาวงศ์ซึ่งเป็นบุตรชายของเจ้าเมืองเพชรบูรณ์

          จากการศึกษาของมิคกี้ ฮาร์ท (Myint Hsan Heart) พบว่า ในปี พ.ศ.๒๑๐๖ พระเจ้าบุเรงนองได้เสด็จยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา (สงครามช้างเผือก) เจ้าเมืองเพชรบูรณ์ได้นำบุตรชายถวายรับใช้พระเจ้าบุเรงนอง พร้อมเครื่องอุปโภคบริโภค เครื่องประดับต่างๆ รวมถึงทหาร ๑,๐๐๐ นาย ม้าศึก ๑๐๐ ตัว และช้างศึก ๑๐ เชือก และภายหลังยังได้ส่งทรัพย์สินและทหารบางส่วนไปช่วยอีกด้วย

          หลังจากปี พ.ศ.๒๑๐๖ เป็นต้นมา ทุกครั้งที่พระเจ้าบุเรงนองทรงทำศึกกับศูนย์อำนาจรัฐต่างๆ เจ้ามหาวงศ์กับกองทัพจะร่วมรบกับพระเจ้าบุเรงนองมาโดยตลอด จนถึงสงครามที่พระเจ้าบุเรงนองทรงยึดนครเวียงจันทน์ไว้ได้ในปี พ.ศ.๒๑๑๓ พระเจ้าบุเรงนองทรงพอพระทัยผลงานของเจ้ามหาวงศ์เป็นอย่างยิ่ง และได้ทรงแต่งตั้งให้เป็นอำมาตย์คนหนึ่งในคณะรัฐมนตรี หลังจากสงครามสงบลง อำมาตย์เจ้ามหาวงศ์จึงทูลขอพระราชทานราชานุญาตพระเจ้าบุเรงนองลางานสักระยะหนึ่ง เพื่อกลับไปเยี่ยมบิดาและมารดา (มิคกี้ ฮาร์ท, ๒๕๕๕, หน้า ๑๓๑-๑๓๒)

          เมื่อพระเจ้าบุเรงนองทรงอนุญาต เจ้ามหาวงศ์จึงเดินทางกลับเพชรบูรณ์พร้อมกองทัพส่วนตัว เมื่อมาถึงจึงได้ทราบว่าบิดาซึ่งเป็นเจ้าเมืองเพชรบูรณ์กับมารดาถึงแก่กรรมแล้ว และน้องชายกับน้องสาวต่างก็แบ่งมรดกกันเรียบร้อยแล้วโดยไม่ได้ส่งข่าวให้เจ้ามหาวงศ์ซึ่งเป็นพี่คนโตทราบแต่อย่างใด เพราะน้องทั้งสองคนคิดว่าพี่ชายได้สมบัติส่วนหนึ่งไปก่อนแล้วตั้งแต่บิดากับมารดายังมีชีวิตอยู่ จึงไม่ได้แบ่งส่วนของพี่ไว้ ฉะนั้น ตำแหน่งเจ้าเมืองคนใหม่ก็ตกเป็นของน้องชายไปเสียแล้ว

          เจ้ามหาวงศ์ไม่พอใจน้องทั้งสองจึงขอเข้าเฝ้าสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช โดยทูลขอให้ทรงเมตตาไต่สวนคดีนี้ด้วย พระองค์จึงทรงแต่งตั้งพระนรากับพระนราชให้เป็นผู้พิพากษารับหน้าที่ไต่สวนคดีนี้ ผู้พิพากษาทั้งสองจึงสั่งเจ้ามหาวงศ์ ผู้ร้องทุกข์ กับน้องชายและน้องสาว ผู้เป็นจำเลยให้มาขึ้นศาลที่กรุงศรีอยุธยา

          เมื่อทำการพิพากษา ผู้พิพากษาทั้งสองได้วินิจฉัยข้อกฎหมายและชี้ขาดว่า น้องทั้งสองคนได้แบ่งทรัพย์สินตามพินัยกรรมที่บิดาได้ทำไว้เป็นลายลักษณ์อักษรด้วยลายมือตนเองก่อนจะถึงแก่กรรม โดยแบ่งมรดกให้ลูกสองคนที่อยู่ด้วยและดูแลบิดากับมารดามาตลอด ส่วนบุตรชายคนโตที่ไปทำงานอยู่ไกลนั้น ได้รับมรดกไปก่อนหน้าที่จะเดินทางไปทำงานแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องแบ่งให้อีก โดยพินัยกรรมนี้กระทำต่อหน้าพระสงฆ์และผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง ฉะนั้น จะกลับมาเปลี่ยนแปลงพินัยกรรมที่คนตายทำไว้ไม่ได้แล้ว

          เจ้ามหาวงศ์ไม่ยอมรับคำพิพากษานี้ เพราะตนเองรับราชการในพระราชวังมานาน ก็พอจะรู้ข้อกฎหมายอยู่พอสมควร จึงเดินทางกับไปราชสำนักกรุงหงสาวดี ขอเฝ้าพระเจ้าบุเรงนองอุทธรณ์ขอไต่สวนคดีนี้อีกครั้ง พระเจ้าบุเรงนองจึงมีรับสั่งให้นันทจอเทงกับมหามนตรีไต่สวนคดีนี้อีกครั้ง ผู้พิพากษาทั้งสองจึงได้ศึกษาความเป็นมาของคดีและลงความเห็นว่า คำพิพากษาทางกรุงศรีอยุธยานั้นถูกต้องสมบูรณ์แล้ว

          เมื่อเจ้ามหาวงศ์ทราบดังนั้น จึงกราบทูลอ้อนวอนพระเจ้าบุเรงนองถึงความไม่ยุติธรรมที่ตนเองได้รับ พระเจ้าบุเรงนองจึงมีรับสั่งให้ธรรมราชาและมหาสามารถไต่สวนคดีนี้อีกเป็นครั้งที่ ๓ ซึ่งผู้พิพากษาทั้งสองก็ได้มีคำพิพากษาว่า ผู้พิพากษาทั้งฝ่ายกรุงศรีอยุธยาและกรุงหงสาวดีได้ตัดสินคดีถูกต้องสมบูรณ์แล้ว แต่เจ้าราชวงศ์ก็ยังไม่ยอมรับเหมือนเดิม จึงมีรับสั่งให้อำมาตย์ราชธรรมกับมหาราชมนุไต่สวนอีก แต่ผลออกมาก็เหมือนเดิม เจ้ามหาวงศ์ก็ยังดื้อแพ่งไม่ยอมรับอีกเช่นเคย จนในที่สุดพระเจ้าบุเรงนองทรงอ่อนพระทัยจึงมีรับสั่งเห็นใจเจ้ามหาวงศ์ และมีรับสั่งให้ชิงจอสู
ซึ่งเป็นผู้พิพากษาคนเดียวในราชสำนักที่ยังไม่ได้ตัดสินและมีอายุยังไม่อาวุโสเป็นผู้ตัดสินครั้งสุดท้าย และต้องยอมรับคำพิพากษาของชิงจอสูไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร เจ้ามหาวงศ์ก็ยอมรับ

          ชิงจอสูได้ทำการวินิจฉัยทั้งสิ้น ๑๒ ข้อ และพิพากษาว่า ตามกฎหมายแล้วทรัพย์สินส่วนหนึ่งที่บิดาให้ไว้เมื่อครั้งนาย ก เดินทางมารับราชการแทนบิดานั้นไม่เกี่ยวกับส่วนมรดก อาจจะมีมูลค่ามาก แต่ก็ไม่ได้รวมอยู่ในกองมรดกด้วย เพราะมรดกคือทรัพย์สินที่เหลือหลังจากบิดาตายแล้วเท่านั้น

          ฉะนั้น ตามข้อบังคับกฎหมายซึ่งเป็นหัวใจหลักพระธรรมศาสตร์ (ข้อบังคับให้ปฏิบัติตามกฎ) ที่ระบุมาตั้งแต่โบราณ บุตรคนโตจะได้ ๒ ส่วน บุตรคนกลางจะได้ ๑ ส่วนครึ่ง และบุตรคนสุดท้องจะได้ ๑ ส่วน บุตรชายคนโตมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะได้รับช่วงภาระหน้าที่ของบิดาด้วยตำแหน่งเจ้าเมืองต่อไป

          พระเจ้าบุเรงนองทรงพอพระทัยในคำวินิจฉัยของชิงจอสูนี้มาก จึงมีรับสั่งให้บันทึกลงในตำราธรรมศาสตร์ เป็นตัวอย่างการวินิจฉัยคดีมรดก และโปรดให้จารึกการวินิจฉัยนี้เป็นลายลักษณ์อักษรมอบให้เจ้ามหาวงศ์ และมีรับสั่งให้เจ้ามหาวงศ์นำคำวินิจฉัยนี้ไปถวายสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช และขอให้สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชทรงไต่สวนคดีนี้อีกครั้งตามตำราธรรมศาสตร์ด้วย (มิคกี้ ฮาร์ท, ๒๕๕๕, หน้า ๑๓๒-๑๓๖)

          เมื่อได้รับคำพิพากษาเป็นที่พอใจแล้ว เจ้ามหาวงศ์จึงเดินทางกลับกรุงศรีอยุธยาอีกครั้ง และขอเข้าเฝ้าสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช ถวายเอกสารการวินิจฉัยคดี และทูลขออุทธรณ์อีกครั้ง สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชจึงมีรับสั่งให้ผู้รู้กฎหมายทั้งหลายศึกษาการวินิจฉัยของกรุงหงสาวดีว่าตรงกันกับตำราธรรมศาสตร์ทางกรุงศรีอยุธยาหรือไม่ เมื่อบัณฑิตทางกฎหมายทั้งหลายศึกษาข้อกฎหมายต่างๆ แล้วเสร็จก็กราบทูลสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชว่าทุกอย่างตรงกัน

การปลดเจ้าเมืองเพชรบูรณ์ของสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช

          การตัดสินคดีความมรดกระหว่างเจ้ามหาวงศ์ บุตรชายของเจ้าเมืองเพชรบูรณ์กับน้องชายและน้องสาว ซึ่งหลังจากบิดาถึงแก่กรรมน้องชายของเจ้ามหาวงศ์ได้เป็นเจ้าเมืองเพชรบูรณ์แทนบิดานั้น ผลพิจารณาคดีความในชั้นสุดท้าย สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเป็นผู้ไต่สวนคดีนี้ด้วยพระองค์เอง และได้ทรงเห็นความบกพร่องของการไต่สวนที่ผ่านมา และความไม่ซื่อสัตย์ของเจ้าเมืองเพชรบูรณ์คนใหม่ เช่น ไม่ได้ส่งข่าวให้พี่ชายที่รับราชการแทนบิดาที่กรุงหงสาวดีรู้ และให้บิดาทำพินัยกรรมขึ้นตรงหน้าพระสงฆ์กับผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองในวาระที่บิดาใกล้จะสิ้นแล้ว โดยให้ระบุว่าทรัพย์สินทั้งหมดยกให้ลูกชายคนกลางกับลูกสาวที่ดูแลมารดากับบิดาจนวาระสุดท้าย ส่วนลูกชายคนโตนั้นให้ระบุว่าได้ให้ทรัพย์สินบางส่วนไปก่อนหน้านั้นแล้ว เพื่อตนเองจะได้ถือครองตำแหน่งเจ้าเมือง พระองค์จึงทรงปลดน้องชายคนกลางของเจ้ามหาวงศ์ออกจากตำแหน่งเจ้าเมืองเพชรบูรณ์ และทรงแต่งตั้งให้เจ้ามหาวงศ์เป็นแทน จากนั้น ได้ทรงแบ่งส่วนมรดกให้เป็นไปตามกฎหมายอีกครั้ง (มิคกี้ ฮาร์ท, ๒๕๕๕, หน้า ๑๓๖)

          ถ้าพิจารณาตามข้อความในตำราธรรมศาสตร์ชิงจอสูพยัตถุ้ง แล้วนำมาเทียบเคียงกับข้อความในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาก็จะพอเทียบเคียงทำให้เราเห็นเงื่อนงำบางอย่างของเหตุการณ์ที่ไปในทิศทางที่สอดคล้องกัน กล่าวคือ มีความเป็นไปได้หรือไม่ว่า พระเพชรรัตน์ เจ้าเมืองเพชรบูรณ์ คนที่มีความผิดและให้ยกออกจากตำแหน่งเจ้าเมือง จึงคิดเป็นกบฏและซ่องสุมไพร่พลคิดจะปล้นทัพหลวงเมื่อจะเสด็จขึ้นไปเมืองพิษณุโลกนั้น คือ เจ้าเมืองเพชรบูรณ์คนที่เป็นน้องชายของเจ้ามหาวงศ์ ซึ่งมีความไม่พอใจสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชที่ปลดออกจากตำแหน่ง จึงคิดเป็นกบฏและซ่องสุมไพร่พลคิดจะปล้นทัพหลวงเมื่อจะเสด็จขึ้นไปเมืองพิษณุโลก

          ตำราธรรมศาสตร์ชิงจอสูพยัตถุ้งระบุว่าเหตุการณ์คดีความของเจ้ามหาวงศ์กับน้องชายและน้องสาวเกิดขึ้นในปี พ.ศ.๒๑๑๓ ก็สอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เจ้าเมืองเพชรบูรณ์จะคอยดักปล้นทัพหลวงของสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชกลางทางซึ่งพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาระบุว่าเกิดขึ้นในปี พ.ศ.๒๑๑๓ เช่นเดียวกัน จึงมีความเป็นไปได้ที่พระเพชรรัตน์ เจ้าเมืองเพชรบูรณ์ในเหตุการณ์นี้คือน้องชายของเจ้ามหาวงศ์ ผู้ซึ่งเคยเป็นเจ้าเมืองเพชรบูรณ์ต่อจากบิดาที่ถึงแก่กรรม และถูกปลดจากตำแหน่งด้วยมีความผิดในคดีมรดกซึ่งตนเองกระทำด้วยความไม่ซื่อสัตย์ เพื่อตนเองจะได้ถือครองตำแหน่งเจ้าเมืองแทนบิดา หลังถูกปลดออกจึงไม่พอใจสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชและคอยที่จะหาโอกาสแก้แค้นคืนนั่นเอง

          ส่วนชื่อที่ยังมีการเรียกในพระราชพงศาวดารว่า “พระเพชรรัตน์” อยู่นั้น ผู้บันทึกพระราชพงศาวดารคงจะใช้ชื่อในราชทินนามเดิมของน้องชายเจ้ามหาวงศ์เมื่อครั้งที่ยังเป็นเจ้าเมืองเพชรบูรณ์มาใช้ในการบันทึก เนื่องจากอาจไม่ทราบชื่อหรือคุ้นชื่อตัวของน้องชายเจ้ามหาวงศ์ จึงบันทึกชื่อตามราชทินนามเดิมที่เคยได้รับพระราชทานแทน

บทสรุป

          เมื่อพิจารณาจากหลักฐานประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับกรณีพระเพชรรัตน์คิดจะดักปล้นทัพหลวงของสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชนั้น สาเหตุที่ทำให้พระเพชรรัตน์คิดจะมาดักปล้นทัพหลวงนั้น มาจากสาเหตุความขัดแย้งภายในตระกูลเจ้าเมืองเพชรบูรณ์เอง จนนำไปสู่การพิจารณาตัดสินปลดเจ้าเมืองเพชรบูรณ์คนใหม่ที่สืบทอดตำแหน่งมาจากบิดา แล้วตั้งให้เจ้ามหาวงศ์ พี่ชายของเจ้าเมืองคนใหม่เป็นเจ้าเมืองแทน อาจส่งผลทำให้พระเพชรรัตน์เจ้าเมืองที่ถูกปลดไม่พอใจ จึงคิดซ่องสุมกำลังคอยดักปล้นทัพหลวงของสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชซึ่งมีกำลังไพร่พลไม่มาก หากว่าเสด็จยกทัพจากกรุงศรีอยุธยาขึ้นมายังเมืองพิษณุโลก

          จากกรณีดังกล่าวนี้ ผู้เขียนเชื่อว่ายังมีกรณีคล้ายคลึงกันที่บันทึกอยู่ในพระราชพงศาวดารโดยไม่ได้อธิบายสาเหตุหรือเหตุผลการลงโทษหรือโปรดเกล้าฯ ของพระมหากษัตริย์ให้เราทราบ จำเป็นที่จะต้องอาศัยหลักฐานต่างชาติหรือหลักฐานประวัติศาสตร์อื่นๆ มาร่วมศึกษาวิเคราะห์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายผู้ที่ศึกษาประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยาหรือผู้ศึกษาด้านอยุธยาศึกษา ในการศึกษาค้นคว้าและนำความกระจ่างหรือข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์มานำเสนอให้สาธารณชนได้รับรู้และขยายผลการศึกษาให้กว้างขวางต่อไป

บรรณานุกรม

ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จกรมพระยา.  (๒๕๔๓).  นิทานโบราณคดี.  (พิมพ์ครั้งที่ ๑๕).  กรุงเทพฯ: บรรณาคาร.

ธีระวัฒน์ แสนคำ.  (๒๕๕๖).  เมืองเพชรบูรณ์และเมืองหล่มสักกับศึกเจ้าอนุวงศ์. เพชรบูรณ์: ไทยมีเดียเพชรบูรณ์.

ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๒.  (๒๕๔๒).  กรุงเทพฯ: กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร.

ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๓.  (๒๕๔๒).  กรุงเทพฯ: กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร.

พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา (ภาคต้น).  (๒๕๐๕).  พระนคร: โอเดียนสโตร์.

ประมวลกฎหมาย รัชกาลที่ ๑ จุลศักราช ๑๑๖๖ พิมพ์ตามฉบับหลวง ตรา ๓ ดวง เล่ม ๑.  (๒๕๒๙).  กรุงเทพฯ: เรือนแก้วการพิมพ์.

มานพ ถาวรวัฒน์สกุล.  (๒๕๓๖).  ขุนนางอยุธยา.  กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

มิคกี้ ฮาร์ท.  (๒๕๕๕).  โยเดียกับราชวงศ์พม่า เรื่องจริงที่ไม่มีใครรู้.  (พิมพ์ครั้งที่ ๒).  กรุงเทพฯ: สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ.

วินัย พงศ์ศรีเพียร.  (๒๕๔๗).  พรรณนาภูมิสถานพระนครศรีอยุธยา เอกสารจากหอหลวง (ฉบับความสมบูรณ์).  กรุงเทพฯ: อุษาคเนย์.

ศรีศักร วัลลิโภดม.  (๒๕๕๒).  เมืองโบราณในอาณาจักรสุโขทัย. (พิมพ์ครั้งที่ ๒).  กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ.

ศุภวัฒย์ เกษมศรี, พลตรี หม่อมราชวงศ์.  (๒๕๕๒).  พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับเยเรเมียส ฟานฟลีต และผลงานคัดสรร พลตรีหม่อมราชวงศ์ ศุภวัฒย์ เกษมศรี.  กรุงเทพฯ: สมาคมประวัติศาสตร์ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี.

Leave a Comment

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติ HTML เหล่านี้ได้: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>