สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ กับอัตลักษณ์ความเป็นชาติ ในประวัติศาสตร์ท้องถิ่นพระนครศรีอยุธยา

กำพล จำปาพันธ์ / Kampol Champapan

สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ กับอัตลักษณ์ความเป็นชาติ  ในประวัติศาสตร์ท้องถิ่นพระนครศรีอยุธยา

King Taksin and the National Identities in the Phranakhon Si Ayutthaya Local Histories

กำพล จำปาพันธ์ / Kampol Champapan
อาจารย์ประจำสาขาวิชาประวัติศาสตร์
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา

 

บทคัดย่อ

บทความนี้ศึกษาประวัติศาสตร์ของสภาพพื้นที่ ชุมชน วิถีชีวิตผู้คน และตำนานเรื่องเล่าในท้องถิ่นพระนครศรีอยุธยา ที่เกี่ยวข้องกับพระราชประวัติสมเด็จพระเจ้าตากสิน ทั้งในประเด็นว่าสภาพของท้องถิ่นมีส่วนกำหนดหล่อหลอม ทำให้สมเด็จพระเจ้าตากสินกลายเป็นวีรบุรุษคนสำคัญที่กอบกู้บ้านเมืองให้กลับฟื้นขึ้นภายหลังพ่ายแพ้สงครามกับพม่า พ.ศ. ๒๓๑๐ และในประเด็นการสร้างอัตลักษณ์ของท้องถิ่นผ่านเรื่องเล่าที่มีประวัติสถานที่ และบุคคลชั้นสามัญชนเข้าไปเสริมแต่งเป็นตัวละครที่ไม่ปรากฏในพระราชพงศาวดารหรือประวัติศาสตร์ที่เป็นทางการ ผลคือทำให้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในฐานะคู่ตรงข้ามของประวัติศาสตร์ชาติ กลายเป็นส่วนขยายของประวัติศาสตร์ชาติ จนนำไปสู่แนวคิดเรื่องการจัดสร้างอนุสรณ์สถานแห่งชาติขึ้นที่บ้านพรานนก อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

คำสำคัญ : ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น, สังคมชาวนา, เครือข่ายการค้า, สมเด็จพระเจ้าตากสิน, อัตลักษณ์ความเป็นชาติ

Abstract

This article examines the history of the area, community, lifestyle people, tales in Ayutthaya local related to the history of King Taksin. The issues that local conditions are determined to preach King Taksin makes a hero a significant rise later to salvage the country ‘s defeat in the war with Burma in 2310. And the creation of local identities through the narrative with history, place and person to the rabble embellish a character that does not appear in the chronicles or mainstream history. The result is that local history as the opposite of the national history. Became an extension of the national history. Ultimately leading to the concept of making a national monument at the Ban Prannok, Uthai District, Ayutthaya Province in Thailand.

Keywords: Local History, Peasant Society, Trade Networks, King Taksin, National Identities

แผนที่เส้นทางเดินทัพพระเจ้าตากสิน

แผนที่สถานที่สำคัญตามเส้นทางเดินทัพสมเด็จพระเจ้าตากสิน พ.ศ. ๒๓๑๐

ที่มา : สุจิตต์ วงษ์เทศ, ๒๕๕๔, www.sujitwongthes.com/2011/06/03062555

๑.ความสำคัญของพื้นที่อยุธยาในประวัติศาสตร์นิพนธ์ร่วมสมัย

ในแง่ของประวัติศาสตร์นิพนธ์ ปัจจุบันสามารถจำแนกลักษณะการรับรู้เกี่ยวกับอยุธยาศึกษาได้อย่างกว้าง ๓ แง่มุมความเข้าใจ คือ ๑.อยุธยาในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของ “ประวัติศาสตร์ชาติ” ๒.อยุธยาในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของ “ประวัติศาสตร์ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” และ ๓.อยุธยาในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของ “ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น”

แง่มุมที่ ๑ (อยุธยาในฐานะส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ชาติ) นั้นกล่าวได้ว่ามีอิทธิพลครอบงำวิธีการรับรู้และเข้าใจเกี่ยวกับอยุธยามาโดยตลอด นับแต่ยุคสมัยของนักประวัติศาสตร์คนสำคัญ อย่างเช่น
สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และหลวงวิจิตรวาทการ ที่มีบทบาททำให้ประวัติศาสตร์อยุธยาเป็นแกนหลักสำคัญของอัตลักษณ์ความเป็นชาติของรัฐและสังคมไทย

ประวัติศาสตร์ในแนวทางดังกล่าวนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานสำคัญที่ว่า ประวัติศาสตร์สามารถใช้เป็น “บทเรียน” เพื่อเป็นอุทาหรณ์สอนใจคนในสมัยหลังได้ ดังที่ทรงอธิบายไว้ในตอนต้นและท้ายเรื่องของ
พระนิพนธ์ “พระประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” (ดำรงราชานุภาพ, ๒๕๕๕) “พงศาวดารเรื่องไทยรบพม่า” (ดำรงราชานุภาพ, ๒๕๔๕) “พระนิพนธ์คำนำ” ในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา (ดำรง
ราชานุภาพ, ๒๕๔๒) เป็นต้น

แนวคิดนี้ปรากฏแบบแม่แบบการเขียนประวัติศาสตร์ไทยในเวลาต่อมา (สายชล สัตยานุรักษ์, ๒๕๔๖) ซึ่งการจะเป็น “บทเรียน” ในลักษณะดังกล่าวได้นั้น ประวัติศาสตร์จะต้องถูกมองในแง่ความต่อเนื่อง ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน กล่าวง่ายๆ คือมองประวัติศาสตร์เป็นหนังม้วนเดียวกันตลอดทั้งเรื่องนั่นเอง

ความแตกต่างของสภาพแวดล้อมและเหตุปัจจัยตัวแปรต่างๆ ที่มีผลต่อเหตุการณ์อดีต ที่นิยามเรียกกันในหมู่นักสังคมศาสตร์ว่า “บริบท” (Context) (Shafer, 1980; Ginzburg, 1992) จะต้องเป็นสิ่งที่ถูกละเลยไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ สำหรับการทำให้ประวัติศาสตร์เป็นบทเรียนสอนใจ อดีตจึงถูกตัดตอน เรื่องราวต่างๆ ที่ถูกนำเสนอย่อมถูกจำแนกอยู่ก่อนแล้วว่า เรื่องไหนสอนได้ เรื่องไหนไม่ควรสอน เหตุการณ์ปัจจุบันจึงเข้าไปมีส่วนกำหนดการเล่าอดีต เช่น เมื่อเกิดความแตกแยกวุ่นวายในบ้านเมือง ก็มักจะมีผู้หยิบยกเอาเหตุการณ์เสียกรุงศรีอยุธยาครั้ง พ.ศ.๒๓๑๐ มาเรียกร้องความสามัคคีของคนในชาติ อย่างในเหตุการณ์ทางการเมืองของไทยเมื่อไม่นานนี้ เป็นต้น

แง่มุมที่ ๒ (อยุธยาในฐานะส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ดูจะมีมุมในการมองที่กว้างมากขึ้นกว่าแง่มุมที่ ๑ เพราะให้ความสำคัญกับสาเหตุปัจจัยหรือตัวแปรระดับภูมิภาค มีศูนย์กลางการมองตลอดจนประเด็นการวิเคราะห์ร่วมสมัยที่ใหญ่กว่าชาติใดชาติหนึ่ง ในแง่นี้แง่มุมที่ ๒ มีข้อดีอย่างสำคัญ เช่น การสร้างสปิริตจิตใจที่เปิดกว้างมากขึ้นแก่นักศึกษาประวัติศาสตร์ ข้ามพ้นอคติทางชาตินิยม จากที่เคยมองเพื่อนบ้านเป็นศัตรู ก็สามารถมองในมิติความสัมพันธ์แบบอื่นๆ ได้ เช่น การค้า การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และการทำนุบำรุงพุทธศาสนา ระบบเครือญาติและความสัมพันธ์ทางชาติพันธุ์ เป็นต้น (กำพล จำปาพันธ์, ๒๕๕๖)

ภายใต้แง่มุมที่ ๒ นี้ อยุธยาเป็นศูนย์กลางรัฐแห่งหนึ่งที่มีลักษณะร่วมกับศูนย์กลางรัฐแห่งอื่น ที่มีที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคเดียวกัน เช่น พะโค มะละกา ปาเล็มบัง อัจเจห์บัตตาเวีย เป็นต้น เพียงแต่ว่าอยุธยาเป็นรัฐเมืองท่าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพียงแห่งเดียวที่สามารถทำการค้าทางทะเลได้ ทั้งที่มีที่ตั้งอยู่ตอนในภาคพื้นทวีป ทั้งนี้เนื่องจากความกว้างและลึกของแม่น้ำเจ้าพระยา ตลอดเส้นทางจากหน้าป้อมเพชร อยุธยา จนถึงบริเวณปากน้ำ สมุทรปราการ ทำให้เรือเดินสมุทรสามารถแล่นเข้ามาจอดเทียบท่าได้ (ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, ๒๕๔๔ กำพล จำปาพันธ์, ๒๕๕๖)

แง่มุมที่ ๓ (อยุธยาในฐานะส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ท้องถิ่น) เป็นแนวทางที่มีการพัฒนาสืบเนื่องมาตั้งแต่หลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๖ การเปลี่ยนแปลงทางสังคมการเมืองที่เกิดขึ้น นำมาซึ่งการมองเห็นคุณค่าของชนบทหรือท้องถิ่นในแง่มุมที่แตกต่างจากทางราชการ (ธิดา สาระยา, ๒๕๒๕ ฉลอง สุนทรวาณิชย์, ๒๕๒๙ ยงยุทธ ชูแว่น, ๒๕๕๑) ท้องถิ่นถูกมองในฐานะองค์ประกอบสำคัญอย่างยิ่ง
ต่อการพัฒนาประเทศให้มีความเจริญและทันสมัย ความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบทเป็นประเด็นสำคัญที่ได้รับการหยิบยกอภิปราย จนกระทั่งการมองท้องถิ่นเป็นศูนย์กลาง กลายเป็นวิธีการทางประวัติศาสตร์ที่มีอิทธิพลต่อนักประวัติศาสตร์ในรุ่นหลัง ๑๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๖ ในเวลาต่อมา (ธงชัย วินิจจะกูล, ๒๕๔๓, หน้า ๑๘-๔๗)

อยุธยาในมิติประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจะแตกต่างกับอยุธยาในมิติประวัติศาสตร์ชาติ ในแง่ประเด็นศูนย์กลางในการวิเคราะห์ กล่าวคือในแนวที่เน้นท้องถิ่นนิยม มุ่งเน้นสภาพพื้นที่ภูมิศาสตร์ ให้ความสำคัญ
กับลักษณะเฉพาะไม่เหมือนที่ใด ในฐานะปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความสำคัญกับประชาชนคนเล็กๆ เช่น พวกไพร่ ทาส กลุ่มชาติพันธุ์ ฯลฯ ที่ไม่ถูกพูดถึงในประวัติศาสตร์ชาติ เพราะประวัติศาสตร์ชาติเน้นลำดับพัฒนาการของราชธานีและลำดับพระมหากษัตริย์ ตลอดจนเรื่องราวของชนชั้นนำ ผู้มีอำนาจ ทำให้ไม่เห็นมิติทางสังคม และพลวัตความเปลี่ยนแปลงด้านอื่นๆ ที่มากกว่าการผลัดเปลี่ยนราชวงศ์และการเปลี่ยนย้ายราชธานี

ในเชิงวิธีวิทยา (Methodologies) การศึกษาแนวประวัติศาสตร์ท้องถิ่นยังให้ความสำคัญกับวิธีการประวัติศาสตร์บอกเล่า (Oral history) มาใช้ในการเก็บงำเรื่องราวและบันทึกมุมมองของชาวบ้านสามัญชนที่มีต่ออดีต ทำให้เสียงที่ไม่ถูกได้ยินหรือรับรู้ในประวัติศาสตร์ทางการที่เน้นหลักฐานลายลักษณ์อักษร ได้มีพื้นที่และตัวตนในประวัติศาสตร์ของถิ่นฐานบ้านช่องของตนเอง (Morrison, 1998) แน่นอนข้อมูลที่ได้ยังต้องอาศัยกระบวนการวิพากษ์ตรวจสอบข้อเท็จจริงเช่นเดียวกับข้อมูลทั่วไปที่ได้จากหลักฐานประเภทอื่น

สมมติฐานสำคัญของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นก็คือ การมีอัตลักษณ์ที่แตกต่างโดยเปรียบเทียบกับที่อื่น แต่ขณะเดียวกันก็ไม่นำเอาความแตกต่างเหล่านั้นมาเป็นประเด็นทางการเมือง ในเมื่อที่อื่นก็มีความแตกต่างของตนเองเช่นเดียวกัน เพียงแต่การเข้าใจและยอมรับวิถีความแตกต่างของอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม จะช่วยจรรโลงให้เกิดการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มีความรู้ความเข้าใจในระหว่างกันมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ถือเป็นบททดสอบหนึ่งของการเคารพสิทธิความเท่าเทียมกันระหว่างคนในท้องถิ่นต่างๆ ไปในตัวอีกด้วย

จากการที่มีมุมมองแบบข้ามพ้นเรื่องชาติ ทำให้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไปกันได้กับประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ งานประวัติศาสตร์ทั้งสองแนวทางดังกล่าว หลายชิ้นได้อ้างอิงและหรือนำเอาคุณูปการที่เกิดขึ้นของอีกแนวทางหนึ่งมาเป็นส่วนหนึ่งในงานแนวทางของตน เพราะความหลากหลายทางสังคมวัฒนธรรมถือเป็นประเด็นสำคัญสำหรับการสร้างสรรค์ของทั้งสองแนวทางข้างต้น (Winichakul, 2002)

ฉะนั้นแล้ว โดยพื้นฐานของวิธีคิดแบบนี้ ย่อมสนับสนุนการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น มากกว่าการรวมศูนย์อำนาจสู่ส่วนกลาง หรือหากพูดในภาษาแบบรัฐศาสตร์ ก็คือประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจะสนับสนุนการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ขณะที่ประวัติศาสตร์ชาติตลอดช่วงที่ผ่านมานั้น ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าโน้มเอียงไปในทางสนับสนุนการปกครองระบอบเผด็จการอำนาจนิยม ขณะเดียวกันคุณูปการที่เกิดจากงานศึกษาของนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ก็ได้เข้าไปมีอิทธิพลต่อแนวคิดของนักประวัติศาสตร์ชาตินิยมในภายหลังด้วย

ดังปรากฏว่างานเขียนที่อยู่ในกรอบโครงประวัติศาสตร์ชาติ การประดิษฐ์วัฒนธรรม นวนิยายอิงประวัติศาสตร์ชาตินิยม ละครย้อนยุค ภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ ได้นำเสนอเรื่องราวของชาวบ้านสามัญชนคู่เคียงกับบทบาทพระมหากษัตริย์ และเรื่องราวของพระมหากษัตริย์ที่ขึ้นสู่อำนาจจากสามัญชน มิได้สืบสายพระโลหิต เริ่มได้รับการยกย่องยอมรับและให้ความสำคัญมากขึ้นกว่าในอดีตที่เป็นมา และพระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่งที่ได้รับการกล่าวถึงในแง่นี้เสมอ ก็คือสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ* แต่การที่เราจะเข้าใจพระราชประวัติและเรื่องราวการกอบกู้กรุงศรีอยุธยาได้นั้น เราต้องเข้าใจสภาพทางกายภาพของกรุงศรีอยุธยา ลักษณะสังคมชุมชนเกษตรกรรม และเครือข่ายการค้าที่สืบเนื่องกับบทบาทชาวจีนในย่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

บทความนี้เป็นผลจาการศึกษาประวัติศาสตร์ความเป็นมาของสภาพพื้นที่ ชุมชน วิถีชีวิตผู้คน และตำนานเรื่องเล่า ในท้องถิ่นพระนครศรีอยุธยา ในประเด็นแวดล้อมเกี่ยวข้องกับพระราชประวัติสมเด็จพระเจ้าตากสิน ทั้งในส่วนที่ว่าด้วยสภาพของท้องถิ่นมีส่วนกำหนดหล่อหลอม ทำให้สมเด็จพระเจ้าตากสินกลายเป็นวีรบุรุษคนสำคัญที่กอบกู้บ้านเมืองให้กลับฟื้นขึ้นภายหลังพ่ายแพ้สงครามกับพม่า พ.ศ. ๒๓๑๐ และในประเด็นการสร้างอัตลักษณ์ของท้องถิ่นผ่านเรื่องเล่าที่มีประวัติสถานที่และบุคคลชั้นสามัญชนเข้าไปเสริมแต่งเป็นตัวละครที่ไม่ปรากฏในพระราชพงศาวดารหรือประวัติศาสตร์ที่เป็นทางการ

เส้นทางเดินทัพ อบจ

แผนที่แสดงสถานที่สำคัญตามเส้นทางเดินทัพพระเจ้าตากสิน จากวัดพิชัย อ.พระนครศรีอยุธยา
ถึงวัดพรานนก อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา จัดทำโดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

๒.อโยธยาฯ ชุมชนเกษตรกรรม สังคมชาวนา และเครือข่ายการค้า

กรุงศรีอยุธยาบริเวณฝั่งตะวันออกของแม่น้ำป่าสัก ตั้งแต่วัดพิชัย ทุ่งหันตรา คลองข้าวเม่า วัดโกโรโกโส วัดขุนทราย คลองชนะ ทุ่งชายเคือง วัดสามบัณฑิต บ้านโพสาวหาญ บ้านพรานนก อันเป็นชื่อสถานที่สำคัญที่ปรากฏในแผนที่เส้นทางการเดินทัพของสมเด็จพระเจ้าตากสิน เมื่อปี พ.ศ.๒๓๑๐ เพื่อเสด็จไปตีเมืองจันทบุรี ก่อนกลับมากอบกู้กรุงศรีอยุธยา

บริเวณดังกล่าวเป็นย่านเก่าแก่ที่ตั้งของชุมชนใหญ่ที่เรียกว่า อโยธยาศรีรามเทพนคร หรือ เขตอโยธยา (ตามคำเรียกของนักโบราณคดีที่เคยขุดค้นซากพระราชวังเก่าที่วัดอโยธยา) (ศรีศักร วัลิโภดม, ๒๕๒๔ สุจิตต์ วงษ์เทศ, ๒๕๔๕) อโยธยาฯ รัฐและสังคมก่อนกรุงศรีอยุธยา มีพัฒนาการมาจากการรวมตัวกันของ ๒ กลุ่มวัฒนธรรมสำคัญของที่ราบภาคกลาง คือ ๑.ละโว้-ลพบุรีในวัฒนธรรมแบบขอมเมืองพระนคร กับ ๒.สุพรรณบุรีในวัฒนธรรมแบบมอญทวารวดี (ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, ๒๕๔๒, หน้า ๔) จุดร่วมของวัฒนธรรมทั้งสองคือการเป็นสังคมเกษตรกรรม ที่มีทั้งเกษตรกรรมเพื่อยังชีพและเพื่อส่งออก ซึ่งในกรณีที่ไม่มีระบบชลประทานขนาดใหญ่อย่างเขมร เมืองพระนคร อย่างมัชปาหิตบนเกาะสุมาตราและชวา ก็ต้องอาศัยน้ำจากแม่น้ำลำคลอง มาใช้ในการเพาะปลูกและอุปโภคบริโภค

เดิมในยุคปลายฟูนันถึงต้นทวารวดี (ราวก่อนคริสต์ศตวรรษที่ ๑๑๑๒ ขึ้นไป) แม่น้ำสายสำคัญที่หล่อเลี้ยงวิถีชีวิตของผู้คนในแถบที่ราบภาคกลางของสยามประเทศและเป็นทางออกสู่โลกภายนอก ได้แก่ แม่น้ำจระเข้สามพัน, แม่น้ำท่าว้า, แม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำแม่กลอง เมืองสำคัญที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำดังกล่าวนี้ก็เป็นเมืองสำคัญในยุคปลายฟูนันถึงต้นทวารวดีด้วย เช่น เมืองอู่ทอง เมืองนครชัยศรี คูบัวที่ราชบุรี เมืองท่าทวาย เมืองมะริด เมืองสิงห์ที่กาญจนบุรี เป็นต้น (ศรีศักร วัลลิโภดม, ๒๕๔๙, หน้า ๑๓๖-๑๕๒)

ลุถึงปลายสมัยทวารวดี ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิศาสตร์ จากการที่มีดินตะกอนทับถมพัดมากับลำน้ำ แม่น้ำจระเข้สามพันตื้นเขินจนกลายเป็นลำคลองเล็กๆ สายหนึ่ง แม่น้ำท่าจีนแม้จะยังลึกและกว้าง แต่ก็มีขนาดเล็กลง จนไม่สามารถใช้เดินเรือขนาดใหญ่ได้ ส่วนแม่น้ำแม่กลองเมื่ออีกสองสายน้ำที่เชื่อมต่อกันอยู่ทางตอนบนเกิดความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวข้างต้น ก็ไม่สามารถเป็นเส้นทางในการติดต่อระหว่างบ้านเมืองในวัฒนธรรมทวารวดีกับโลกภายนอก (นิคม มูสิกะคามะ, ๒๕๑๕, หน้า ๖๑๑ -๖๕๐)

แต่ขณะเดียวกันนั้นเอง ราวครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ ๑๑-๑๒ แม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่บริเวณแหลมบางกะจะ ปากน้ำแม่เบี้ย เรื่อยลงไปจนถึงอ่าวไทยที่บริเวณปากน้ำ สมุทรปราการ จากที่เคยเป็นลำคลองแคบยาว ก็มีขนาดกว้างและลึกมากขึ้น กระทั่งเรือสำเภาจากเมืองจีน สามารถแล่นเข้ามาจอดเทียบท่าได้ ปากน้ำแม่เบี้ยน่าจะเป็นท่าเทียบเรือเก่าแก่ที่สุดในย่านนี้ ที่เจิ้งเหอ แม่ทัพใหญ่ของกองเรือราชวงศ์หมิง เคยเดินทางเข้ามาเทียบท่า (สืบแสง พรหมบุญ, ๒๕๔๙) ระยะทางออกสู่โลกภายนอกหดสั้นลง กว่าเส้นทางตรงแม่น้ำท่าจีน-แม่น้ำแม่กลอง

เมืองที่ยึดกุมปากน้ำแม่เบี้ยและบางกะจะ เป็นชัยภูมิที่ตั้ง เริ่มมีความสำคัญขึ้นมาจากชุมชนเล็กๆ กลายเป็นนครใหญ่ที่คุมเส้นทางการค้าและการติดต่อโลกภายนอกในเวลาต่อมา นั่นก็คือ กรุงอโยธยาศรีรามเทพนคร มีพระราชวังอันเป็นศูนย์กลางอำนาจอยู่ริมฝั่งแม่น้ำป่าสักเก่า (คลองสวนพลูในปัจจุบัน) ประกอบกับครึ่งหลังคริสต์ศตวรรษที่ ๑๒ การค้าของชาวจีนโพ้นทะเลได้เข้ามามีบทบาทควบคุมการค้าในระดับภูมิภาคของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้นกว่าในอดีต (สืบแสง พรหมบุญ, ๒๕๔๙ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, ๒๕๔๔)

โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการที่อินเดียโบราณ ซึ่งเป็นคู่แข่งการค้ากับชาวจีน ได้ลดบทบาทลง เพราะปัญหาสงครามภายในกับการถูกรุกรานจากภายนอก จนกระทั่งต้องพ่ายแพ้และถูกปกครองโดยราชวงศ์โมกุลของชาวมุสลิมที่ขยายอำนาจมาจากตะวันออกกลาง กว่าที่ชาวมุสลิมจะเข้ามากุมเส้นทางการค้าและมีบทบาทแทนที่ชาวอินเดียโบราณ ก็ใช้เวลานานนับศตวรรษ

อโยธยาจึงสัมพันธ์กับจีนมากกว่าอินเดีย เรื่องราวที่นับว่าสะท้อนประเด็นดังกล่าวนี้ได้ดี ก็อย่างเช่น เรื่องของพระเจ้าสายน้ำผึ้งกับพระนางสร้อยดอกหมาก การมาเยือนของเจิ้งเหอ แม่ทัพใหญ่ราชวงศ์หมิง และเรื่องราวของเจ้านครอินทร์ (สมเด็จพระอินทราชา กษัตริย์กรุงศรีอยุธยาพระองค์หนึ่ง) เคยเสด็จไปพำนักและศึกษาเล่าเรียนอยู่เมืองจีน เป็นเวลานานก่อนกลับมาขึ้นครองราชสมบัติที่สุพรรณบุรีและอยุธยาตามลำดับ (จันทนุมาศ, ๒๕๕๓, หน้า ๕๐)

เขตอโยธยาเป็นแหล่งเพาะปลูกขนาดใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์ รัฐและชนชั้นนำได้พัฒนารูปแบบการจัดองค์กรทางสังคมขึ้นมาครอบรวมวิถีสังคมชาวนาแบบดั้งเดิม เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการผลิตเพื่อส่งออก ตั้งแต่ก่อนสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแล้ว ที่พบว่าชนชั้นนำอยุธยาได้มีอำนาจเหนือสังคมชุมชนดั้งเดิม จากการมีบทบาทควบคุมการค้าและการติดต่อกับโลกภายนอก การติดต่อกับโลกภายนอก มีผลต่อนโยบายปฏิรูปการปกครอง ไม่น้อยกว่าสาเหตุปัจจัยภายในที่เป็นการผนวกรวมสุโขทัยเข้ามาขึ้นกับอยุธยา จนเกิดรูปแบบรัฐและอำนาจการเมืองที่เรียกว่า “ราชอาณาจักร” ในแง่นี้ อยุธยาจึงถือเป็นราชอาณาจักรแรกของสยามประเทศ (ศรีศักร วัลลิโภดม, ๒๕๓๘)

จากชุมชนหมู่บ้านกลายเป็นรัฐที่มีระบบไพร่-มูลนาย มีลำดับบังคับบัญชา และมีการแบ่งชนชั้น ทำให้โครงสร้างสังคมสลับซับซ้อนขึ้น แรกนั้นเป็นไปเพื่อประสิทธิภาพในการจัดการผลิต แต่มาในระยะหลังก็กลายเป็นวัฒนธรรมส่งผ่านอำนาจ ที่รู้จักกันในสังคมไทยต่อมาคือ ระบบอุปถัมภ์ นั่นเอง (อคิน รพีพัฒน์, ๒๕๔๘)

การแบ่งแยกแรงงานที่สำคัญ กำหนดเอาโดยใช้เพศเป็นเกณฑ์ ในระบบไพร่ ผู้ชายมีหน้าที่ถูกเกณฑ์เข้ารับราชการ เป็นไพร่ในสังกัดกรมกองต่างๆ สังกัดขึ้นอยู่กับพระเจ้าแผ่นดิน เรียกว่า ไพร่หลวง สังกัดขึ้นอยู่กับเจ้าขุนมูลนาย เรียกว่า ไพร่สม ส่วนผู้หญิงจะอยู่บ้านเป็นหลัก ดูแลบ้านช่องและเรือกสวนไร่นา หากบ้านใด ผู้ชายเจ็บป่วยหรือมีความจำเป็นไม่สามารถเข้ารับราชการได้ ก็จะต้องเสียส่วยให้กับทางการจึงเท่ากับอโยธยามีโครงสร้างพื้นฐานความสัมพันธ์ระหว่างบ้านกับเมืองแบบ บ้านผู้หญิง-เมืองผู้ชายเพราะผู้หญิงอยู่บ้าน ขณะที่ผู้ชายถูกเกณฑ์ไปรับใช้รัฐและเจ้านายในเมือง (ฉัตรทิพย์ นาถสุภา, ๒๕๒๙)

เมื่อต้องอยู่กับเหย้าเฝ้าเรือน ผู้หญิงจึงต้องรู้จักป้องกันตัวเอง เรียกว่า มือก็แกว่ง ดาบก็ไกว และก็เป็นความจริงที่ต้องยอมรับอย่างหนึ่งคือ อยุธยาก็เช่นเดียวกับรัฐอื่นในแถบนี้ที่ใช้แรงงานผู้หญิงและเด็กเป็นเรื่องปกติธรรมดา หญิงชาวบ้านจะแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับภาพกุลสตรีเย็บปักถักร้อย เรียนรู้แต่วิธีปรนนิบัติผู้ชาย อย่างหญิงชาววัง ดังนั้น จึงไม่เป็นที่ประหลาดแต่อย่างใดที่มีตำนานเรื่องเล่าว่า เมื่อครั้งที่พระเจ้าตากสินฝ่าวงล้อมพม่าออกจากกรุงศรีอยุธยา ได้มีผู้หญิงชื่อนางโพ พาสมัครพรรคพวกเพื่อนบ้าน ซึ่งก็คงเป็นผู้หญิงเสียส่วนใหญ่ด้วย มาช่วยตีทัพพม่าจนแตกพ่าย แต่นางก็ได้เสียชีวิตไปกับพี่น้อง เป็นที่มาของชื่อบ้านโพสาวหาญ (บางแห่งเรียก โพสังหาร หมายถึง สถานที่ที่นางโพถูกสังหาร บางแห่งเรียก “โพสาวหาว” ซึ่งไม่เป็นที่นิยมใช้เรียกในปัจจุบัน) (ศิลปากร, ๒๕๕๑ หน้า ๓๖-๓๗ ปรามินทร์ เครือทอง, ๒๕๕๗, หน้า ๕๒)

๓.วิถีการค้าของอยุธยากับบทบาทชาวจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ชาวจีนเข้ามาในสยามประเทศพร้อมได้รับอภิสิทธิ์หนึ่ง คือ การไม่ถูกสักเลขเป็นไพร่ เว้นแต่ตกเป็นผู้ร้ายกระทำความผิดใหญ่หลวง ชาวจีนจึงถือเป็นกลุ่มที่ไม่ได้สังกัดระบบไพร่ ต่างกับอีกหลายชาติพันธุ์ที่เข้ามา เมื่อเจ้านายเดิมในสังกัดชาติพันธุ์เดียวกันเสียชีวิต ก็มักถูกสักเลขโอนย้ายมาสังกัดระบบไพร่ของอยุธยา ชาวจีนประกอบอาชีพค้าขายหรือไม่ก็อาชีพที่เกี่ยวข้องกับการค้าไม่ทางใดทางหนึ่ง (สกินเนอร์, ๒๕๔๘ วรศักดิ์ มหัทธโนบล, ๒๕๔๙) การไม่ถูกสักเลขทำให้มีอิสระ สามารถเดินทางไปยังท้องถิ่นต่างๆ ทั่วราชอาณาจักร

แม้ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด ว่าเหตุใดชนชั้นนำอยุธยาจึงให้อภิสิทธิ์นี้แก่ชาวจีน ก็เป็นที่เข้าใจได้ในแง่มุมว่า เพราะบทบาทของชาวจีนที่มีต่อการค้าในลักษณะที่สามารถเป็นตัวแทนทางการค้า หรือ “คนกลาง” ในการนำสินค้าจากหัวเมืองเข้ามาอยุธยาได้ และในขณะเดียวกันชาวจีนก็สามารถนำสินค้าจากอยุธยาไปยังหัวเมืองต่างๆ ได้ดีเช่นกัน บทบาทชาวจีนเป็นกุญแจสำคัญที่สามารถใช้อธิบายสภาพความรุ่งเรืองของกรุงศรีอยุธยาได้ (นิธิ เอียวศรีวงศ์ และ อาคม พัฒิยะ, ๒๕๔๕ หน้า ๑๖๑-๑๖๔)

นอกจากนี้ชาวจีนยังเป็นคนกลางในการติดต่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างอยุธยากับโลกภายนอก อย่างเช่น บ้านเมืองในแถบเอเชียตะวันออกอย่างจีน ญี่ปุ่น ริวกิว และบ้านเมืองในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยกัน อย่างเช่น จามปา พะโค มะละกา อัจเจห์บันเต็นบัตตาเวีย ปัตตานี ปาไซ เป็นต้น เพราะรัฐเมืองท่าต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ล้วนแต่มีชุมชนชาวจีนตั้งอยู่อาศัยทำมาค้าขายปะปนอยู่กับคนพื้นเมืองทั้งสิ้น และภาษาจีนก็เป็นภาษากลางในการติดต่อระหว่างอยุธยากับโลกตะวันออก ส่วนโลกตะวันตก ตั้งแต่แถบมหาสมุทรอินเดีย ดินแดนตะวันออกกลาง และยุโรป ภาษาที่ใช้ในการติดต่อจะมี ๒ ภาษา คือ ภาษายาวี (กรณีติดต่อกับชาติที่นับถืออิสลาม) กับ ภาษาโปรตุเกส (กรณีติดต่อกับชาติตะวันตก)

ชุมชนชาวจีนในกรุงศรีอยุธยา แรกตั้งอยู่ ๒ แห่ง คือ ด้านใต้ของเกาะเมือง ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา (วัดพนัญเชิง, บางกะจะ, ปากน้ำแม่เบี้ย) กับ ด้านเหนือของเกาะเมือง ริมฝั่งแม่น้ำลพบุรี บริเวณวัดแม่นางปลื้ม ต่อถึงวัดสามพิหารต่อมาขยายชุมชนโดยชาวจีนฮกเกี้ยน ตั้งอยู่บริเวณวัดจีน วัดทอง และย่านนายก่าย (ในไก่) ส่วนชาวจีนแต้จิ๋ว ขยายมาขึ้นมาทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำป่าสัก ตั้งแต่บริเวณวัดเกาะแก้ว วัดพิชัย วัดสมณโกศฐาราม เป็นต้น

เดิมชาวจีนก็เหมือนชาวต่างชาติกลุ่มอื่นที่ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาตั้งบ้านเรือนอยู่อาศัยในเกาะเมือง ต่อมาชาวจีนฮกเกี้ยนก็ได้รับอนุญาต เนื่องจากชาวจีนฮกเกี้ยนเป็นกลุ่มผู้ดีมีตระกูล มีความใกล้ชิดกับราชสำนัก และเมื่อมีชาวต่างชาติเข้ามาหลากหลายขึ้น ชาวจีนที่อยู่มาเป็นเวลานาน จนสืบตระกูลและมีบทบาทต่อการค้าของอยุธยา ก็ได้รับการยอมรับเป็นส่วนหนึ่งของกรุงศรีอยุธยาด้วย กระทั่งสามารถขุดคลองสำหรับเป็นเส้นทางคมนาคมเชื่อมระหว่างชุมชนจีนในเกาะเมืองกับแม่น้ำเจ้าพระยาทางทิศใต้ เยื้องตรงข้ามวัดนางกุย คือ คลองนายก่าย (ในไก่) (หรือคลองมะขามเรียงในปัจจุบัน) ศูนย์กลางของชุมชนชาวจีนในเกาะเมือง (ซึ่งเปรียบเสมือนไชน่าทาวน์ของกรุงศรีอยุธยา) ก็ได้แก่ “ย่านในไก่” หรือ “นายก่าย” (ชื่อหัวหน้าชาวจีนที่ขุดคลองนี้ขึ้นมา) เป็นที่ตั้งของกรมท่าซ้าย ซึ่งเป็นกรมท่าค้าขายของชาวจีนในสังกัดพระยาโชฎึกราชเศรษฐี หรือ “พระยาราชาเศรษฐี” (ศิลปากร, ๒๕๕๕, หน้า ๒๑-๒๒)

๔.สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ แรกเริ่มในย่านชุมชนอโยธยาเก่า

ช่วงปากคลองข้าวสารและคลองสวนพลู เคยเป็นที่จอดสำเภาสินค้าของจีน และเป็นย่านการค้าของชาวจีนนอกเกาะเมือง พระเจ้าตากสินประสูติที่บริเวณวัดเกาะแก้ว ในครอบครัวชาวจีนแต้จิ๋ว เมื่อ พ.ศ.๒๒๗๗ (ต้นรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ) เอกสาร “อภินิหารบรรพบุรุษ” (ศิลปากร, ๒๕๕๑, หน้า ๓๘๙-๔๓๘) ระบุว่า เมื่อยังทรงพระเยาว์พระเจ้าตากสินได้ร่ำเรียนวิชาในสำนักพระอาจารย์ทองดี วัดโกษาวาส หรือวัดคลัง ซึ่งยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่า เป็นวัดเชิงท่า ที่ริมแม่น้ำลพบุรี (คลองเมือง) หรือ วัดสมณโกศฐาราม ที่ริมแม่น้ำป่าสัก ใกล้วัดเดิม (วัดอโยธยา) (ศิลปากร, ๒๕๕๑, หน้า ๓๙๔ – ๓๙๕)

เนื่องจากทั้งสองแห่งมีชื่อเรียกซ้ำกันว่า “วัดเชิงท่า” โดยที่ก็เป็นวัดเก่าแก่ทั้งคู่ แต่เมื่อพิจารณาสภาพการขยายตัวของชุมชนชาวจีนในอยุธยา โดยเฉพาะชาวจีนแต้จิ๋วแล้ว จะเห็นได้ว่า ไม่มีเหตุให้เชื่อได้มากนักว่า จะทรงได้ไปร่ำเรียนในพื้นที่ห่างไกลออกไปจากชุมชนของพระองค์ ถึงอีกริมแม่น้ำ โดยเฉพาะเยื้องตรงข้ามพระราชวังหลวง อย่างวัดเชิงท่า ที่ริมแม่น้ำลพบุรี (คลองเมือง) วัดสำนักพระอาจารย์ของพระเจ้าตากสินน่าจะเป็นวัดสมณโกศฐาราม ที่ริมแม่น้ำป่าสัก ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากปากคลองข้าวสารและคลองสวนพลู และเป็นย่านชุมชนอโยธยาเก่า ที่มีความสำคัญมาตั้งแต่สมัยต้นอยุธยา เหตุผลเดียวกัน อีก “วัดเชิงท่า” ที่ อ.บางปะอิน ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ยิ่งอยู่ห่างไกลออกไปอีก จึงไม่น่าใช่วัดสำนักพระอาจารย์ของพระเจ้าตากไปด้วย ทั้งนี้เป็นแค่ข้อสันนิษฐานอย่างกว้างๆ เท่านั้น จนกว่าจะมีหลักฐานอื่นมายืนยันได้มากกว่านี้

นิธิ เอียวศรีวงศ์ ในผลงานเล่มชื่อ “การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี” ได้ให้รายละเอียดว่า ครอบครัวของพระเจ้าตากสิน ประกอบอาชีพค้าขาย เป็นพ่อค้าเกวียน กับ เป็นนายอากรบ่อนเบี้ย เมื่อเติบใหญ่พระเจ้าตากและพรรคพวกเป็นกลุ่มพ่อค้าเร่ร่อนทำให้พระองค์มีชาวจีนเข้ามาสมัครเป็นพรรคพวก และมีความเชี่ยวชาญรอบรู้ในสภาพภูมิประเทศของท้องถิ่นต่างๆ อีกทั้งยังมีความสามารถด้านการรบเพราะต้องคุ้มกันกองคาราวานสินค้า
(นิธิ เอียวศรีวงศ์, ๒๕๒๙, หน้า ๘๐-๘๖)

ดังนั้น จึงไม่น่าประหลาดใจที่จะทรงใช้กำลังคนจำนวนน้อย เอาชนะกองทัพพม่าฝ่าด่าน และสู้รบกับข้าศึกไปตลอดเส้นทางได้ เรื่องราวตำนานท้องถิ่นระบุนัยยะเสมอว่า พระเจ้าตากทรงอาศัยความรอบรู้ในภูมิศาสตร์ของท้องถิ่นมาต่อสู้กับพม่า เช่นตามที่ปรากฏใน “จดหมายเหตุรายวันทัพ” ได้แก่ การโจมตีอย่างรวดเร็วในพื้นที่แคบ การล้อมและหลอกล่อข้าศึกในพื้นที่รกชัฏ การไม่เผชิญหน้าเต็มกำลังในพื้นที่โล่ง ฯลฯ จนทำให้ได้เปรียบข้าศึกที่มีกำลังมากกว่าไปโดยปริยาย (ศิลปากร, ๒๕๕๑, หน้า ๑๘๑-๒๒๖) ก็เพราะพระเจ้าตากสินมีภูมิหลังเคยใช้เส้นทางเหล่านี้ในช่วงที่ยังชีพด้วยการเป็นพ่อค้าเร่ มาก่อนที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองตากนั่นเอง

สำหรับการเป็นเจ้าเมืองตากนั้น พระราชพงศาวดารระบุว่า ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ เจ้าเมืองตากคนก่อนเกิดล้มป่วยจนเสียชีวิตไปพระเจ้าเอกทัศน์จึงให้พระยาจักรีเสาะหาผู้มีสติปัญญาพอจะรับตำแหน่งแทน พระยาจักรีด้วยความที่รู้จักกับครอบครัวของพระเจ้าตากอยู่ก่อนแล้ว และทราบว่าการเป็นเจ้าเมือง แม้จะเป็นเมืองท้องถิ่นห่างไกล ก็เป็นความปรารถนาของนายสินอยู่ก่อนเช่นกันพระยาจักรีจึงทูลเสนอให้ และพระเจ้าเอกทัศน์ก็ทรงเห็นชอบ จึงทรงโปรดฯ แต่งตั้งให้ไปเป็นเจ้าเมืองตากนับแต่บัดนั้น (อ้างใน นิธิ เอียวศรีวงศ์, ๒๕๒๙, หน้า ๘๗-๘๙)

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชวินิจฉัย ไว้ในเรื่อง “ปฐมวงศ์” (ศิลปากร, ๒๕๕๑, หน้า ๔๓๙-๔๕๔) ว่า พระเจ้าตากสินเคยเป็นหลวงยกกระบัตรเมืองตากมาก่อนแล้ว การได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าเมือง จึงเป็นการเลื่อนตำแหน่งตามปกติเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ไม่ปรากฏหลักฐานอื่นมาสนับสนุนพระราชวินิจฉัยนี้แต่อย่างใดแต่ก็เข้าใจได้ในแง่ว่า ถ้าหากพระเจ้าตากสินเคยมีตำแหน่งเป็นหลวงยกกระบัตรเมืองตาก มาก่อนได้เป็นเจ้าเมืองตาก ย่อมหมายถึงว่าทรงไม่ได้มีสถานภาพที่เหนือกว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ที่เคยรั้งตำแหน่งเป็นหลวงยกกระบัตร เมืองราชบุรี มาในระยะก่อนเสียกรุงฯ พ.ศ.๒๓๑๐

พ.ศ.๒๓๐๙ เมื่อพม่ายกทัพมาล้อมกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ทรงพยายามอย่างมากที่จะออกคำสั่งให้เจ้าเมืองต่างๆ ที่อยู่รอบนอก ส่งกำลังมาช่วยตีพม่าจากด้านนอก แต่ปรากฏว่าหลายเมืองมิได้มาตามรับสั่ง ความสับสนวุ่นวายระส่ำระสายในพระนครก็เริ่มขึ้น (ศิลปากร, ๒๕๕๑, หน้า ๒๕๑-๒๕๒) เหตุที่เป็นดังนั้น ต้องเข้าใจปัญหาภายในที่เรื้อรังสืบเนื่องมาจนถึงสมัยปลายกรุงศรีอยุธยา นั่นคือปัญหาการปราบดาภิเษกยึดอำนาจขึ้นครองราชย์ของแต่ละรัชกาลตลอดช่วงที่ผ่านมา มักนำมาซึ่งความสูญเสียยิ่งกว่าที่พม่ามากระทำเสียอีก

กล่าวคือการผลัดแผ่นดินบ่อยครั้งมิได้เป็นไปอย่างราบรื่น มีการฆ่าฟันกันนองเลือดอยู่เสมอ สิ่งนี้ก่อปัญหาในเรื่องสิทธิธรรมของแต่ละรัชกาลตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ ฝ่ายที่ได้รับชัยชนะมักไม่ได้รับการยอมรับในพระบรมโพธิสมภาร ขาดศรัทธาในหมู่ไพร่บ้านพลเมือง หัวเมืองต่างๆ ในราชอาณาจักร ตลอดจนบ้านเมืองอื่นที่เฝ้าดูอยู่ ก็เห็นเป็นช่องทำการรุกรานได้โดยง่าย เหตุการณ์เสียกรุงครั้ง พ.ศ.๒๓๑๐ จึงแตกต่างจากการเสียกรุงครั้ง พ.ศ.๒๑๑๒ เพราะการเสียกรุงครั้ง พ.ศ.๒๓๑๐ นั้นเกิดสภาพการณ์ปัจจัยที่เรียกว่า “ราชอาณาจักรสลายตัว” ในขณะที่สภาพดังกล่าวนี้มิได้เกิดในครั้ง พ.ศ.๒๑๑๒ (นิธิ เอียวศรีวงศ์, ๒๕๒๙, หน้า ๒๑-๓๑) และพม่าที่ยกทัพมาก็เข้าใจในปมปัญหาอันเป็นจุดบกพร่องของอยุธยาตรงนี้อย่างดี จึงเลือกใช้ยุทธศาสตร์สงครามแบบพิชิตหัวเมืองรอบนอกก่อนเข้ามาล้อมกรุง อีกทั้งยังไม่ยอมให้ปัจจัยธรรมชาติอย่างระดับน้ำในฤดูน้ำหลากมาเป็นอุปสรรคขัดขวางเหมือนอย่างการตีกรุงศรีอยุธยาในยุคก่อนหน้า (สุเนตร ชุตินธรานนท์, ๒๕๕๕, หน้า ๒๘-๖๕)

ภายหลังเสียกรุง หัวเมืองเหล่านี้ก็ประกาศอิสรภาพในรูปของชุมนุมต่างๆ มีชุมนุมเจ้าพิษณุโลก ชุมนุมเจ้าพิมาย ชุมนุมเจ้านครศรีธรรมราช ชุมนุมเจ้าพระฝาง เป็นต้น ชุมนุมเหล่านี้นอกจากชุมนุมเจ้า-
พระฝางแล้ว ชุมนุมอื่นล้วนมีพื้นฐานจากอดีตอาณาจักรสำคัญก่อนเข้ามาขึ้นกับกรุงศรีอยุธยาทั้งสิ้น ส่วนชุมนุมเจ้าพระฝางนั้นเป็นกบฏไพร่ผู้มีบุญคล้ายกับกบฏไพร่ที่เคยเกิดขึ้นในยุคก่อนนั้นของกรุงศรีอยุธยา เช่น กบฏญาณพิเชียร พ.ศ.๒๑๒๔ กบฏธรรมเถียรและกบฏบุญกว้างในสมัยสมเด็จพระเพทราชา เป็นต้น เมื่อมีเป้าหมายอยู่ที่การเป็นอิสระปกครองตนเอง ชุมนุมเหล่านี้จึงต่างจากชุมนุมเจ้าตาก ตรงที่ไม่มีอุดมการณ์ที่จะรื้อฟื้นราชอาณาจักรอยุธยาขึ้นมาอีก แม้แต่ชุมนุมเจ้าพิมายซึ่งตอนหลังเปลี่ยนตัวผู้นำเป็นกรมหมื่นเทพพิพิธ เชื้อสายราชวงศ์บ้านพลูหลวง ก็ไม่ได้มีแนวทางความคิดในเรื่องนี้ที่ชัดเจนแต่อย่างใด

สถานที่สำคัญแรกๆ ที่พระเจ้าตากนำทัพมาสู้ศึก อยู่ที่วัดโปรดสัตว์ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ทางด้านใต้ เลยวัดพนัญเชิงลงไป ก่อนถึงบางปะอิน ราวปี พ.ศ.๒๓๑๐ พม่าได้มายึดวัดโปรดสัตว์ตั้งค่ายขึ้นที่นั่น ที่น่าจะเป็นปี พ.ศ.๒๓๑๐ แล้ว ที่มายึดที่นี่ ก็เพราะไม่อย่างนั้นฮอลันดาที่มีสถานีการค้าอยู่ด้านบนของวัดโปรดสัตว์ ก่อนถึงวัดพนัญเชิง จะไม่สามารถนำพาผู้คนของตัวเอง หลบหนีออกสู่ปากน้ำสมุทรปราการได้โดยไม่ปะทะกับพม่า และโดยที่ทางการอยุธยาเองก็มิได้ล่วงรู้ในเจตนาของฮอลันดา

เหตุการณ์ตามพระราชพงศาวดารระบุต่อไปว่า พระเจ้าตากสินได้รับคำสั่งให้ตีทัพพม่าที่วัดโปรดสัตว์นี้เอง แรกประสบความสำเร็จ สามารถเข้ายึดค่ายพม่าได้ แต่เมื่อพม่าเคลื่อนทัพมาหนุนมากขึ้น โดยหมายจะชิงค่ายคืน เพราะบริเวณดังกล่าวเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการล้อมกรุงศรีอยุธยา เพราะทำให้กรุงศรีอยุธยาไม่สามารถเดินทางติดต่อขอความช่วยเหลือจากพ่อค้าต่างชาติที่อยู่ภายนอกได้ อีกทั้งวัดโปรดสัตว์
ยังเป็นที่ที่ปืนใหญ่จากป้อมเพชรไม่สามารถทำอันตรายแก่พม่าได้อีกด้วย เพราะต้องอยู่ห่างออกไปแต่ก็ไม่ไกลเกินจะนำทัพมาประชิดกำแพงภายในเวลาไม่นานได้

ฝ่ายพระเจ้าตากก็คงจะเห็นความสำคัญตรงนี้จึงพยายามที่จะรักษาค่ายนี้ไว้ แต่ไม่สำเร็จเพราะไม่มีทัพจากในกรุงเข้ามาหนุนช่วย จึงต้องทิ้งค่ายวัดโปรดสัตว์ ไปอยู่วัดพิชัย ที่ริมแม่น้ำป่าสัก บางกระแสบอกว่าครั้งนั้นพระเจ้าตากสินพิพาทกับเจ้าพระยากลาโหม จึงต้องถอยทัพเข้าไปอยู่ใกล้เกาะเมือง (บรัดเลย์, ๒๕๕๑, หน้า ๙)

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เรายังไม่ทราบแน่ชัดนักว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ที่แน่ๆ ที่วัดพิชัยนี่เองเป็นจุดเริ่มต้นของการฝ่าวงล้อมพม่า เพื่อมุ่งไปยังหัวเมืองชายทะเลตะวันออกอย่างเมืองจันทบุรี ซึ่งต้องผ่านสถานที่สำคัญในท้องถิ่นต่างๆ มากมายหลายแห่ง ตั้งแต่ในเขต อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา สระบุรี นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จนถึงจันทบุรี

๕.เรื่องเล่าภูมิสถาน ตำนานสามัญชน กับการสร้างอัตลักษณ์ใหม่ในท้องถิ่นเก่า

เรื่องราวการเดินทางของพระเจ้าตากสิน กับความเป็นมาของท้องถิ่น ได้รับการบอกเล่าผสมผสานและกำหนดนิยามความเป็นท้องถิ่นใหม่ ที่ไม่มีระบุในพระราชพงศาวดารหรือประวัติศาสตร์ของทางการ เช่น ความหมายของคำว่า “ทุ่งอุทัย” ที่อธิบายว่า ได้ชื่อนี้เพราะพระเจ้าตากสินกับพรรคพวกเมื่อคราวฝ่าวงล้อมพม่าออกมาจากค่ายวัดพิชัยนั้น ได้มารุ่งสาง พระอาทิตย์ขึ้นหรือย่ำรุ่ง (อุทัย) ที่บริเวณทุ่งกว้างแห่งนี้ จึงได้ชื่อว่า “ทุ่งอุทัย” หรือ “ทุ่งพระอุทัย” ซึ่งใช้เป็นชื่ออำเภอ (อุทัย) มาจนถึงทุกวันนี้

ในขณะที่จากข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์แล้ว บริเวณนี้ประกอบด้วย ๒ ทุ่ง คือ “ทุ่งหันตรา” กับ “ทุ่งชายเคือง” การจัดตั้งเป็นอำเภอที่เกิดขึ้นภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ ได้นำเอาชื่อ “อุทัย” และอธิบายความหมายตามมุมมองเรื่องเล่าของท้องถิ่นที่สัมพันธ์กับเรื่องของพระเจ้าตากสินเป็นการเฉพาะ นอกจากนี้ยังมีชื่อสถานที่สำคัญต่างๆ และประวัติบุคคลสำคัญในท้องถิ่น (สามัญชน) ที่อธิบายความเป็นมาสัมพันธ์กับพระเจ้าตากสิน เช่น วัดสามบัณฑิต, บ้านโพสาวหาญ, บ้านพรานนก, บ้านธนู, บ้านข้าวเม่า, คลองชนะ ฯลฯ

“วัดสามบัณฑิต” ประวัติตามคำบอกเล่าหรือตำนานของท้องถิ่น ระบุว่า “สามบัณฑิต” หมายถึง พระสงฆ์ ๓ รูป ที่เดินบิณฑบาตผ่านมา เมื่อเวลาย่ำรุ่งที่พระเจ้าตากกับพรรคพวกเดินทางมาถึงบริเวณนี้
พระสามรูปดังกล่าวยังหนุ่มได้ลาสิกขาสมัครเป็นทหารติดตามพระเจ้าตากไปด้วย จาก “พระ” ก็เป็น “ทิด” หรือ “บัณฑิต” วัดเก่ากลางทุ่งเลยได้ชื่อ “วัดสาม-
บัณฑิต” ทั้งที่ในตอนนั้น บ้านเมืองประสบภัยสงคราม ผู้คนรกร้าง บ้างก็หลบซ่อนตัว เพื่อไม่ให้ถูกพม่าจับกุมไปเป็นเชลย จึงยังน่าสงสัยว่าจะมีพระมาออกบิณฑบาตในเวลานั้นได้อย่างไร แต่ตำนานเรื่องเล่าลักษณะนี้มีความสำคัญต่อคนในท้องถิ่นอย่างมาก สภาพปัจจุบันวัดมีเสาหงส์ที่แสดงออกถึงสัญลักษณ์ความเป็นวัดมอญ เกิดจากอดีตเจ้าอาวาสที่สร้างอุโบสถ ท่านเป็นเชื้อสายมอญ และภายในวัดมีสถูปเจดีย์เก่ารูปแบบทรงเครื่องแบบอยุธยาตอนปลาย-รัตนโกสินทร์ตอนต้น

“บ้านโพสาวหาญ” เดิมมีชื่อเรียกอย่างอื่น เช่น “โพธิ์สาวหาญ” คำว่า “โพธิ์” ที่หมายถึงต้นโพธิ์ หรือ “โพสังหาร” หมายถึง สถานที่นางโพถูกสังหารในระหว่างทำศึก และคำว่า “โพสาวหาว” ซึ่งไม่เป็นที่นิยมใช้ ในท้องถิ่นปัจจุบันนิยมใช้คำว่า “โพสาวหาญ” เพื่อยกย่องวีรกรรมของนางโพกับน้องและสมัครพรรคพวก ที่นำกำลังเข้าช่วยเหลือพระเจ้าตากรบกับพม่า จนเสียชีวิตในระหว่างสู้รบ นางโพเป็นชื่อในตำนานท้องถิ่น ที่ชาวบ้านเชื่อว่ามีตัวตนอยู่จริง นับเป็นผู้หญิงน้อยคนนักที่จะปรากฏบทบาทในประวัติศาสตร์ไทย โดยเฉพาะผู้หญิงที่เป็นสามัญชน อย่างไรก็ตาม จากสภาพสังคมสมัยอยุธยาที่ผู้หญิงถูกกำหนดบทบาทให้อยู่บ้าน ในยามที่สามีถูกเกณฑ์ไปทำสงคราม ก็จึงยังมีความเป็นไปได้ที่จะมีผู้หญิงยังอยู่ที่หมู่บ้านและต้องป้องกันตนเองจากกองทัพม้าลาดตระเวนของพม่า ปัจจุบันได้มีการตั้งศาลสำหรับเป็นที่กราบไหว้สักการะเจ้าแม่โพสาวหาญ ปริมาณธูปเทียนดอกไม้เครื่องเคารพบูชา สะท้อนว่าชาวบ้านที่นี่เคารพนับถือกันมาก

“บ้านพรานนก” ชื่อสถานที่ที่ก่อตั้งอนุสรณ์สถานแห่งชาติ โดยมีศูนย์กลางเป็นพระบรมราชานุสาวรีย์ขนาดใหญ่แบบเดียวกับที่กลางเกาะเมืองจันทบุรี “บ้านพรานนก” เป็นอีกสถานที่ที่ระบุว่า มีการสู้รบกันระหว่างกองทัพพระเจ้าตากกับพม่า พระเจ้าตากเสด็จออกยืนม้ากับลูกน้องเพียงไม่กี่คน เอาชนะพม่าได้ ลูกน้องที่ติดตามเห็นเป็นอัศจรรย์จึงยกย่องเป็น “ผู้มีบุญ” เดิมที่นี่จะชื่ออะไร ไม่ปรากฏ พระราชพงศาวดารที่บันทึกภายหลัง ได้ระบุคำเรียกสถานที่นี้ว่า “บ้านพรานนก” อยู่ก่อนแล้ว แต่ตามตำนานท้องถิ่นกล่าวถึง “พรานนก” ซึ่งเป็นนายพรานผู้หนึ่ง ได้ลอบแจ้งข่าวทัพพม่าแก่พระเจ้าตาก ทำให้พระเจ้าตากคิดอ่านวางแผนเอาชนะข้าศึกได้ทันท่วงที พรานนกสามัญชนผู้นี้เคลมตัวเองในฐานะสาเหตุที่ทำให้พระเจ้าตากชนะศึกที่นี่ ปัจจุบันบ้านพรานนกเป็นที่ตั้งของวัดพรานนก จากร่องรอยโบราณสถานและวัตถุ แสดงออกถึงการเป็นวัดเก่า มีเสมาศิลาทราย สันนิษฐานว่าสร้างตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย ก่อนจะมาร้างไปในสมัยเสียกรุงแก่พม่า พ.ศ.๒๓๑๐ อีกทั้งในคราวขุดบ่อน้ำที่ใช้ในหมู่บ้าน ข้างโรงเรียนพรานนก ยังพบเศษชิ้นส่วนอาวุธโบราณ พวกมีดดาบ หอก ธนู เป็นต้น

“บ้านธนู” และ “บ้านข้าวเม่า” ปัจจุบันเป็นชื่อคลองต่อแนวกัน ตามชื่อหมู่บ้านที่อยู่ใกล้ชิดติดกัน สถานที่สำคัญในย่าน ได้แก่ วัดโกโรโกโส, วัดสะแก, วัดขุนทิพย์ เป็นต้น ชื่อบ้านธนู มาจากบ้านที่ทำธนู และบ้านข้าวเม่า ก็มาจากบ้านที่ทำข้าวเม่า เรื่องเล่าประจำหมู่บ้านสองฝั่งคลองของย่านนี้ ก็คือบ้านธนู เคยทำอาวุธและมอบอาวุธที่มีให้พระเจ้าตากในคราวเดินทัพไปตีเมืองจันทบุรี และบ้านข้าวเม่าก็ให้ข้าวตอกข้าวเม่าและหุงหาอาหารให้ไปกินเป็นเสบียงระหว่างทาง บริเวณนี้เป็นย่านอุดมสมบูรณ์ เพราะเป็นที่ตั้งของ “นาหลวง” มีพระพุทธรูปศิลปะสุโขทัย ประดิษฐานอยู่ที่วัดโกโรโกโสและวัดขุนทิพย์

สำหรับที่มาของการประดิษฐานพระพุทธรูปดังกล่าว มาจากการสถาปนาที่นาหลวงแห่งใหม่ในย่านนี้ในสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา เพื่อทดแทนที่นาหลวงเดิมตั้งอยู่นาขวัญ ริมคลองสระบัว ทางทิศเหนือของเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา ภายหลังจากที่นาขวัญได้เสียหายหนักจากสงครามคราวเสียกรุงครั้งที่ ๑ เมื่อ พ.ศ.๒๑๑๒ สมเด็จพระมหาธรรมราชาจึงโปรดให้สถาปนาที่นาหลวงแห่งใหม่ขึ้นที่บริเวณนอกเกาะเมืองทางทิศตะวันออก โดยเหตุที่สมเด็จพระมหาธรรมราชาทรงเป็นพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์สุโขทัย จึงเป็นเหตุให้มีการประดิษฐานพระพุทธรูปสุโขทัยไว้ในบริเวณย่านดังกล่าวนี้ โดยอาจจะเคลื่อนย้ายพระพุทธรูปมาจากที่อื่น เช่น หลวงพ่อดำวัดโกโรโกโส เพราะดูเป็นฝีมือช่างสุโขทัยแท้ๆ มากกว่าจะเป็นพระพุทธรูปฝีมือที่เกิดจากการเลียนแบบช่างสุโขทัยโดยช่างอยุธยาหรือช่างจากที่อื่น

“คลองชนะ” มีที่มาของชื่อและการเล่าตำนานคล้ายคลึงกับโพสาวหาญ เพียงแต่กรณี “ขุนชนะ”เป็นผู้ชาย และไม่ได้เป็นคนท้องถิ่นนี้แต่เดิม บ้างก็ว่าเป็นชาวเมืองตาก ติดตามพระเจ้าตากมาปกป้องพระนคร บ้างก็ว่าเป็นทหารในกรุงที่ติดตามพระเจ้าตากออกจากกรุงมา ครั้นถึงที่นี่ได้สู้รบกับพม่า อย่างองอาจสามารถ ถึงจะได้รับชัยชนะ แต่ก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสจนเสียชีวิตลงที่นี่ มีการตั้งศาลเพื่อเคารพบูชาพ่อปู่ชนะ ที่ริมคลองชนะ เช่นเดียวกับเจ้าแม่โพสาวหาญ ปริมาณธูปเทียนดอกไม้ที่มีเป็นจำนวนมาก สะท้อนความเคารพศรัทธาของชาวบ้านในย่านนี้อยู่พอสมควร แม้เป็นศาลขนาดเล็กเมื่อเทียบกับศาลเจ้าแม่โพสาวหาญที่วัดโพสาวหาญ

ทั้ง “ขุนชนะ” “นางโพ” “พรานนก” “พระสามบัณฑิต” รวมถึงชาวบ้านธนู บ้านข้าวเม่า ล้วนเป็นเรื่องเล่าที่ถูกสร้างขึ้นภายหลัง จะมีตัวตนอยู่จริงหรือไม่ ไม่สำคัญเท่ากับว่าเป็นการเล่าที่แทรกเอาสามัญชนของท้องถิ่นเข้าไปอยู่ในประวัติศาสตร์ชาติ สามัญชนเช่น “ขุนชนะ” “นางโพ” “พรานนก” “พระสามบัณฑิต” รวมถึงชาวบ้านธนู บ้านข้าวเม่า จึงเป็นตัวแทนของประชาชนที่เข้ามาอยู่ในพื้นที่ประวัติศาสตร์แห่งนี้ในภายหลัง (จากเสียกรุงศรีอยุธยา) สถานที่มีความเก่าแก่และตั้งอยู่มาแต่เดิม ชื่อที่ปรากฏอาจเป็นชื่อเก่าด้วยซ้ำ เช่น “บ้านพรานนก” ที่ปรากฏในพระราชพงศาวดาร เป็นต้น

แต่เพราะประวัติศาสตร์เดิมไม่มีบันทึกไว้ จึงเป็นเหตุให้มีการสร้างตำนานและบุคคลแทรกเข้าไปอยู่ในโครงเรื่องเดิมของประวัติศาสตร์ฉบับทางการ แต่ผลลัพธ์ของกระบวนการดังกล่าวนี้ จะเห็นได้ว่ากลับทำให้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในฐานะคู่ตรงข้ามของประวัติศาสตร์ชาติ ถูกปรับปรุงเปลี่ยนแปลงจนกลายเป็นส่วนขยายของประวัติศาสตร์ชาติ เป็นเงื่อนไขนำไปสู่แนวคิดเรื่องการจัดสร้างอนุสรณ์สถานแห่งชาติขึ้น ณ ย่านชุมชนละแวกนี้ในที่สุด

๖.สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ อนุสรณ์สถานแห่งชาติ และอัตลักษณ์ท้องถิ่นใหม่

ในแง่ของประวัติศาสตร์นิพนธ์ชาตินิยมที่สืบมาแต่ครั้งเจ้าพระยาทิพากรวงศ์มหาโกษาธิบดี (ขำ บุนนาค) และสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ จนมาถึงแบบเรียนประวัติศาสตร์ไทยสมัยหลัง สมเด็จพระเจ้าตากสินในวาระสุดท้ายอาจทรงเสียพระจริตหรือ “สัญญาวิปลาส” เป็นผู้ร้ายของบ้านเมือง กระทั่งต้องให้เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกกลับจากเขมรมาปราบดาภิเษก ระงับเหตุเภทภัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปลายรัชกาล (ปรามินทร์ เครือทอง, ๒๕๕๓, หน้า ๑๒-๒๐) แต่ในประวัติศาสตร์ของท้องถิ่น สมเด็จพระเจ้าตากสินได้รับการจารึกในอีกแง่มุมที่เด่นชัด ไม่เพียงไม่ใช่ผู้ร้ายของบ้านเมือง หากยังทรงเป็นวีรกษัตริย์ที่กอบกู้อิสรภาพให้แก่กรุงศรีอยุธยาอีกด้วย ดังปรากฏตำนานเรื่องเล่าตามท้องถิ่นที่เคยเป็นเส้นทางเดินทัพของพระเจ้าตาก

เมื่อนับจำนวนอนุสรณ์สถาน อนุสาวรีย์ หรือสถานที่มีพิธีกรรมรำลึกแล้ว สมเด็จพระเจ้าตากสินน่าจะเป็นอดีตกษัตริย์ที่มีสิ่งเหล่านี้มากที่สุดในปัจจุบัน เฉพาะใน จ.พระนครศรีอยุธยา ก็มีอนุสาวรีย์รูปเคารพตั้งอยู่หลายแห่งด้วยกัน เช่น ที่วัดเกาะแก้ว, วัดพุทไธศวรรย์, วัดสมณโกศฐาราม, วัดเชิงท่า ริมแม่น้ำลพบุรี, วัดเชิงท่า ริมแม่น้ำเจ้าพระยา, ทุ่งโพธิ์สามต้น ริมคลองสระบัว จ.พระนครศรีอยุธยา, วัดท่าการ้อง, วัดพิชัย, วัดสามบัณฑิต, วัดโพธิ์สาวหาญ, วัดพรานนก (ซึ่งกำลังดำเนินโครงการจัดสร้างเป็นอนุสรณ์สถานแห่งชาติที่มีขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่ง)

ยิ่งเมื่อนับรวมอนุสาวรีย์ที่วงเวียนใหญ่ รูปเคารพที่วัดอรุณราชวราราม, วัดหงส์รัตนาราม, วัดอินทาราม ฝั่งธนฯ อนุสาวรีย์ที่ศูนย์กลางเมืองจันทบุรี อนุสรณ์สถานที่ จ.ตาก สถูปที่ อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา วัดปากน้ำโจ้โล้ วัดแจ้ง วัดโพธิ์ ที่ริมแม่น้ำบางปะกง อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา, วัดกบแจะ อ. เมือง จ.ปราจีนบุรี, วัดพระศรีมหาโพธิ์ อ.ศรีมโหสถ จ.ปราจีนบุรี, วัดใหญ่อินทาราม อ.เมือง จ.ชลบุรี, วัดบางกุ้ง อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม, วัดในกลาง อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี, อนุสรณ์ที่ถ้ำขุนเขาพนม จ.นครศรีธรรมราช ก็ยิ่งมากขึ้นตามมา

จำนวนที่มากย่อมหมายถึงปริมาณความเชื่อศรัทธาที่มีเรื่องของพระเจ้าตากสินตามมาด้วย และแต่ละที่ก็มีการแทรกเรื่องเล่าของท้องถิ่นแทรกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องพระเจ้าตากสิน ประเด็นที่ต้องพิจารณาในทางวิชาการเป็นลำดับต่อไป ก็คือ เพราะเหตุใดชนชั้นนำตลอดจนประชาชนทั่วไปในท้องถิ่น จึงเลือกที่จะแสดงอัตลักษณ์ของท้องถิ่นตน ผ่านสมเด็จพระเจ้าตากสิน ในที่นี้จะขอเสนอคำอธิบายอย่างคร่าวๆ ไปพลางก่อน (ที่จะเสนองานวิจัยเพื่ออธิบายเรื่องนี้อย่างเป็นละเอียดต่อไป)

ประการแรก ตามคำบอกเล่าของท่านพระครูพิศิษฏ์บุญญากร (หลวงพ่อทรัพย์ทวี คงเจริญถิ่น) เจ้าอาวาสวัดพรานนก อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา วัดที่จะมีการดำเนินงานก่อตั้งอนุสรณ์สถานแห่งชาติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ท่านพระครูฯ เห็นว่าเพราะเรื่องของพระเจ้าตากกอปรด้วยวีรกรรมอันน่ายกย่อง และเป็นเรื่องที่สืบย้อนกลับไปเพียง ๔ ชั่วอายุคนเท่านั้น ไม่ถือว่าไกลเกินไป จนไม่อาจจะรับรู้ข้อเท็จจริงอะไรได้ ยังพอมีหลักฐานให้สืบทราบได้อยู่บ้างนั่นเอง

ประการที่สอง เพราะเรื่องของพระเจ้าตากมีตัวละครที่เป็นสามัญชนที่ไม่ปรากฏนามอยู่มากมาย ในแง่ประวัติศาสตร์สิ่งนี้อาจเป็นข้อบกพร่อง แต่ในแง่ของการสร้างอัตลักษณ์ท้องถิ่น ตรงนี้ทำให้เกิดช่องที่จะสามารถเติมเรื่องอื่นๆ ที่เชื่อว่าเป็นความจริง ลงไปเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องที่ไม่ปรากฏในประเพณีการบันทึกหลักๆ อย่างพระราชพงศาวดารได้

ประการที่สาม ในระยะหลังมานี้มีงานวิชาการ สารคดี จำนวนไม่น้อยที่สะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนมุมมองต่อเรื่องของพระเจ้าตาก ปริศนาต่างๆ ในปลายรัชกาล ได้รับการศึกษาวิจัยทางวิชาการ เพื่อตอบข้อสงสัยประเด็นปัญหาต่างๆ กลายเป็นหัวข้อวิวาทะ (Debate) สำคัญหนึ่งในวงการประวัติศาสตร์ไทย เช่นว่า ทรงมีพระสติวิปลาสจริงหรือเป็นเพียงข้อหาทางการเมืองเพื่อความชอบธรรมในการยึดอำนาจปราบดาภิเษกเท่านั้น ทรงถูกประหารด้วยวิธีใด เป็นการสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์ตามประเพณี หรือโดยวิธีบั่นพระศอ (ตายเยี่ยงไพร่คนหนึ่ง) ทรงถูกนำตัวประหารที่ป้อมวิไชยประสิทธิ์ หรือมีผู้ช่วยให้รอดหลบหนีไปผนวชอยู่ที่นครศรีธรรมราช เป็นต้น (นิธิ เอียวศรีวงศ์, ๒๕๓๘ ปรามินทร์ เครือทอง, ๒๕๕๕)

ในวิวาทะเหล่านี้ เป็นที่น่าสังเกตว่าผลงานของฝ่ายที่เห็นต่างจากนักประวัติศาสตร์รุ่นสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และหลวงวิจิตรวาทการ มักมีเหตุผลและหลักฐานที่น่าเชื่อถือในประเด็นที่นำมาได้ดีกว่า ตัวอย่างเช่น ผลงานของนิธิ เอียวศรีวงศ์ (๒๕๒๙) ที่ประสบความสำเร็จในการโต้แย้งนักประวัติศาสตร์รุ่นก่อนหน้าในประเด็นว่า พระเจ้าตากมิได้มีพระสติวิปลาส หากแต่ถูกใส่ความเพื่อสร้างความชอบธรรมให้การปราบดาภิเษก และล่าสุดก็มีผลงานของปรามินทร์ เครือทอง (๒๕๕๓) ที่แสดงให้เห็นกลอุบายและยุทธวิธีต่างๆ ที่กลุ่มการเมืองในปลายสมัยธนบุรีนำเอามาใช้ เป็นต้น อย่างไรก็ตามผลงานเหล่านี้ได้วิเคราะห์ประเด็นโดยใช้เอกสารของส่วนกลางเป็นหลัก ไม่ได้ใช้หลักฐานของท้องถิ่น โดยเฉพาะวิธีการประวัติศาสตร์บอกเล่า (Oral history)

ประการที่สี่ (แต่ถึงอย่างไรก็ตาม) เรื่องของพระเจ้าตาก ก็ไม่ได้สร้างอัตลักษณ์ท้องถิ่นที่เลยพ้นไปจากกรอบของ “ความเป็นชาติ” (ไทย) ไปอย่างสุดโต่ง เป็นอัตลักษณ์ท้องถิ่นที่ท้ายสุดแล้วก็มิได้ท้าทายหรือมีผลเปลี่ยนอัตลักษณ์ความเป็นชาติที่มีอยู่เดิม สิ่งที่เปลี่ยนไปนั้นก็เพียงการเปลี่ยนจากตัวละครหลักจากเดิมที่เน้นพระมหากษัตริย์สืบสายพระโลหิตมาสู่พระมหากษัตริย์ที่มาจากสามัญชน แต่มีความเป็นหนึ่งเดียวกันภายใต้กรอบความเป็นชาติเดียวกัน

คุณูปการเท่ากับเพิ่มพื้นที่สามัญชนให้กับประวัติศาสตร์ชาติ ทำให้อัตลักษณ์ท้องถิ่น (Local Identities) เกิดการแนบแน่นกับอัตลักษณ์ชาติ (National Identities) เมื่อความเป็นชาติสามารถเข้าถึงหรือพบเห็นได้ในระดับท้องถิ่น และในท้องถิ่นเองก็มีสิ่งอันแสดงให้เห็นประวัติศาสตร์ความเป็นชาติ อัตลักษณ์นี้ (ที่ส่งผ่านโดยเรื่องของพระเจ้าตากสิน) จึงไม่ใช่อัตลักษณ์เพื่อล้มล้างระเบียบแบบแผนของรัฐชาติ (Nation-State) หากแต่เป็นอัตลักษณ์เพื่อปรับขยายความเป็นชาติให้มีมิติกว้าง ลึก และเข้ากับผู้คนหลากหลายได้มากขึ้น

๗.ส่งท้ายและข้อเสนอ

กล่าวโดยสรุปแล้ว มีสองด้านที่ต้องพิจารณาควบคู่กันไปในที่นี้ คือ การนำเสนออัตลักษณ์ของชาติมาให้กับท้องถิ่นโดยส่วนกลาง และขณะเดียวกันในท้องถิ่นเองก็มีการปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์ที่มาจากส่วนกลางต่างๆ เหล่านั้น ให้เป็นแบบเฉพาะของแต่ละท้องถิ่น ทำให้ทั้งสองส่วนที่มีทั้งความเหมือน ความต่าง และความขัดแย้ง แต่สามารถดำรงอยู่ร่วมกันได้ พระเจ้าตากสินที่เป็นจีน เป็นสามัญชน และไม่สติวิปลาส ไม่ได้ทำให้ชาติไทยถึงกาลวิบัติ เหมือนอย่างที่เคยเป็นหัวข้อกังวลของคนในรุ่นต้นรัตนโกสินทร์ต่อถึงสมัยปฏิรูปรัชกาลที่ ๕

จากประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนมุมไปในลักษณะดังกล่าวนี้ อันที่จริงแล้วอัตลักษณ์ใหม่ที่เกิดตามมานี้ มีที่มาจากเงื่อนไขความเป็นไปได้ของวาทกรรมความเป็นชาติไทยที่มีอยู่เดิมแล้วนั่นเอง การเปลี่ยนสภาพความรับรู้ทางประวัติศาสตร์ในสังคมไทย มีแนวโน้มไปในทางให้พื้นที่แก่สามัญชนมากขึ้น แม้ในพื้นที่และเรื่องราวที่เคยถูกควบคุมผ่านอำนาจทางการเมืองอย่างเข้มข้น ทั้งนี้เพราะประวัติศาสตร์ในฐานะที่ให้วิธีการศึกษาสังคมแบบหนึ่ง ซึ่งหมายถึงการปลูกสร้างสปิริตนักค้นคว้าวิจัยที่ไม่หยุดนิ่ง ไม่ได้ท่องจำเรื่องราวที่มีแต่ในพระราชพงศาวดาร ทำให้เกิดการเติบโตทางสติปัญญา

บุคคลในประวัติศาสตร์ที่มีการปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์ได้ทันความเหมาะสมกับยุคสมัย ย่อมหมายถึงการคงอยู่ได้ในท่ามกลางวิกฤติความเปลี่ยนแปลง และนั่นย่อมเป็นหนทางที่ดีกว่าจะต้องกระทำให้ สูญหายไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ ท้ายสุดหวังอย่างยิ่งว่า บทความนี้จะกระตุ้นให้เกิดความสนใจประเด็นเรื่องความเปลี่ยนแปลงในอัตลักษณ์ และการรับรู้ทางประวัติศาสตร์ของคนในท้องถิ่นเป็นลำดับถัดไป

* ในที่นี้จะใช้ “สมเด็จพระเจ้าตากสิน” โดยละทิ้งประเด็นปัญหาที่ว่า พระนามเป็นทางการของพระองค์ในขณะนั้นว่าอย่างไร รวมทั้งปัญหาว่าทรงมีตำแหน่งยศตลอดจนสถานภาพอย่างไรในช่วงนำทัพออกจากกรุงศรีอยุธยาไปตีเมืองจันทบุรี เป็น “พระยาตาก” หรือ “พระยาวชิรปราการ” เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเข้าใจสอดคล้องกันว่า ที่กล่าวถึงตลอดในบทความนี้คืออดีตพระมหากษัตริย์พระองค์ใด

บรรณานุกรม

กำพล จำปาพันธ์.  (๒๕๕๖).  “อยุธยากับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ :พื้นฐานทางประวัติศาสตร์และสังคมวัฒนธรรม” ใน “เปิดประตูอยุธยาสู่ประชาคมอาเซียน” เอกสารประกอบการสัมมนาทางวิชาการคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ประจำปี ๒๕๕๖ ณ อาคาร ๑๐๐ ปี มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา วันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๖.

จันทนุมาศ (เจิม), พัน.  (๒๕๕๓).  พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม).  นนทบุรี: ศรีปัญญา.

ฉลอง สุนทราวาณิชย์.  (๒๕๒๙).  สถานะของการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น.  วารสารเศรษฐศาสตร์การเมือง,  ๕, ๓-๔ (เมษายน-กันยายน).

ฉัตรทิพย์ นาถสุภา.  (๒๕๒๙).  บ้านกับเมือง.  กรุงเทพฯ: ศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ.  (๒๕๔๒).  อยุธยา: ประวัติศาสตร์และการเมือง.  กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์และมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย.

_______.  (๒๕๔๔).  สยามพาณิชย์ : ประวัติการค้า-พาณิชย์ ภาครัฐของไทยสมัยโบราณ.  กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์และมูลนิธิโตโยต้าแห่งประเทศไทย.

ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จฯ กรมพระยา.  (๒๕๕๕).  พระประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช.  กรุงเทพฯ: มติชน.

_______.  (๒๕๔๒).  พระนิพนธ์คำนำ.  ใน พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม ๑.  กรุงเทพฯ: สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร.

_______.  (๒๕๔๕).  พงศาวดารเรื่องไทยรบพม่า.  กรุงเทพฯ: มติชน.

ทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค), เจ้าพระยา.  (๒๕๕๕).  พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ ๑-๔นนทบุรี: ศรีปัญญา.

ธงชัย วินิจจะกูล.  (๒๕๔๓).  การเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของอดีต: ประวัติศาสตร์ใหม่ในประเทศไทยหลัง ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖.  ใน ฉัตรทิพย์ นาถสุภา และคณะ.  (บก.).  (๒๕๔๓).  สถานภาพไทยศึกษา: การสำรวจเชิงวิพากษ์. เชียงใหม่: ตรัสวิน.

ธิดา สาระยา.  (๒๕๒๕).  ตำนานและตำนานประวัติศาสตร์กับการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น.  กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ.

นิคม มูสิกะคามะ.  (๒๕๑๕).  แผ่นดินไทยในอดีต (เล่มจบ).  กรุงเทพฯ: กองโบราณคดี กรมศิลปากร.

นิธิ เอียวศรีวงศ์ และ อาคม พัฒิยะ.  (๒๕๔๕).  ศรีรามเทพนคร: รวมความเรียงว่าด้วยประวัติศาสตร์อยุธยาตอนต้น.  กรุงเทพฯ: มติชน.

นิธิ เอียวศรีวงศ์. (๒๕๒๙). การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี กรุงเทพฯ : มติชน.

_______.  (๒๕๓๘).  จากสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีถึงสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ.  ใน กรุงแตก, พระเจ้าตาก และประวัติศาสตร์ไทย: ว่าด้วยประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์นิพนธ์.   กรุงเทพฯ: มติชน.

บรัดเลย์, หมอ.  (๒๕๕๑).  พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีแผ่นดินสมเด็จพระบรมราชาที่ ๔ (สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช).   กรุงเทพฯ: โฆษิต.

ปรามินทร์ เครือทอง.  (๒๕๕๓).  ชำแหละแผนยึดกรุงธนบุรี.  กรุงเทพฯ: มติชน.

_______.  (๒๕๕๗).  พระเจ้าตากเบื้องต้น.  กรุงเทพฯ: มติชน.

_______.  (บก.).  (๒๕๕๕).  ปริศนาพระเจ้าตากฯ.  กรุงเทพฯ : มติชน.

ยงยุทธ ชูแว่น.  (๒๕๕๑).  ครึ่งศตวรรษแห่งการค้นหาและเส้นทางสู่อนาคต : ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไทย.  กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.).

วรศักดิ์ มหัทธโนบล.  (๒๕๔๙).  จีนสยามในความสัมพันธ์ไทย-จีน. ใน จักรวาลวิทยา: บทความเพื่อเป็นเกียรติแก่นิธิ เอียวศรีวงศ์.  กรุงเทพฯ: มติชน.

ศรีศักร วัลลิโภดม.  (๒๕๒๔).  กรุงอโยธยาศรีรามเทพนครในประวัติศาสตร์ไทย.  ใน ข้อขัดแย้งในประวัติศาสตร์ไทย. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ.

_______.   (๒๕๓๘).  สยามประเทศ: ภูมิหลังของประเทศไทยตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์จนถึงกรุงศรีอยุธยา ราชอาณาจักรสยาม.  กรุงเทพฯ: มติชน.

_______.  (๒๕๔๙).  ประวัติศาสตร์โบราณคดีเมืองอู่ทอง.  กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ.

ศิลปากร, กรม.  (๒๕๕๑).  พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม), จดหมายเหตุรายวันทัพ, อภินิหารบรรพบุรุษ และเอกสารอื่นๆ.  นนทบุรี: ศรีปัญญา.

_______.  (๒๕๕๕).  คำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม.  นนทบุรี: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.

สกินเนอร์, จอร์จวิลเลียม.  (๒๕๔๘).  สังคมจีนในไทย.  กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์และมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย.

สายชล สัตยานุรักษ์.  (๒๕๔๖).  สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ การสร้างอัตลักษณ์ “เมืองไทย” และ “ชั้น” ของชาวสยาม.  กรุงเทพฯ: มติชน.

สืบแสง พรหมบุญ.  (๒๕๔๙).  เจิ้งเหอ: ซำปอกงและอุษาคเนย์.  กรุงเทพฯ: มติชน.

สุเนตร ชุตินธรานนท์.  (๒๕๕๕).  สงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ พ.ศ.๒๓๑๐.  กรุงเทพฯ: มติชน.

อคิน รพีพัฒน์, ม.ร.ว.  (๒๕๔๘).  ระบบอุปถัมภ์กับการพัฒนาสังคม : ด้านหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงสังคมไทย.  กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

Ginzburg, Carlo.  (1992).  Clues, myths, and the historical method.  Baltimore, Md. : Johns Hopkins University Press.

Morrison, James H.  (1998).  Oral history in Southeast Asia : theory and method.   Singapore : National Archives of Singapore and Institute of Southeast Asian Studies.

Shafer, R. J.  (1980).  A Guide to historical method.  Homewood, Ill. : Dorsey Press.

Winichakul, Thongchai.  (2002).  Writing at the interstices : Southeast Asian historians and post-national histories in Southeast Asia.  NakhonPhanom: Rajabhat Institute NakhonPhanom.

Leave a Comment

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติ HTML เหล่านี้ได้: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>