ปรางค์วัดเชิงท่า พระนครศรีอยุธยา กับแนวทางการกำหนดอายุใหม่

เชน เพชรรัตน์ / Chen Pecharat

ปรางค์วัดเชิงท่า พระนครศรีอยุธยา กับแนวทางการกำหนดอายุใหม่

The Main Prang of Wat Choeng Tha with a New Approach to Determine its Age

เชน เพชรรัตน์ / Chen Pecharat
อาจารย์ประจำหลักสูตรการท่องเที่ยว
คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย

บทคัดย่อ

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและตรวจสอบการกำหนดอายุปรางค์ประธานของวัดเชิงท่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งปรางค์ประธานองค์ดังกล่าวได้เคยมีผู้ทำการศึกษาและกำหนดอายุมาก่อนแล้ว โดยมากเชื่อว่าองค์ปรางค์ประธานที่เห็นในปัจจุบันมีอายุอยู่ในช่วงสมัยอยุธยาตอนต้น หรือราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐

ผลจากการศึกษาและตรวจสอบพบว่า ปรางค์ประธานของวัดเชิงท่าซึ่งเป็นปรางค์ที่มีรูปแบบพิเศษกว่าปรางค์ในศิลปะอยุธยาองค์อื่นๆ ปรากฏหลักฐานทั้งทางด้านโครงสร้าง ลวดลายประดับ รวมคติและแรงบันดาลใจในการสร้าง ทำให้เชื่อได้ว่าเดิมเคยมีการสร้างปรางค์ในสมัยอยุธยาตอนต้น ก่อนที่จะมีการสร้างปรางค์องค์ปัจจุบันครอบทับลงอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งรูปแบบรวมถึงลวดลายประดับที่ปรากฏในปรางค์ที่เห็นในปัจจุบันนั้นสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นรูปแบบของปรางค์ในสมัยช่วงต้นของอยุธยาตอนปลาย หรือราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๒

คำสำคัญ: ปรางค์, วัดเชิงท่า, การกำหนดอายุ

Abstract

This article aims to study and determine the age of the main prang of Wat Choeng Tha, Phranakhon Si Ayutthaya Province.  From the previous studies, it is mostly believed that the main prang has been dated back to the early Ayutthaya period or around the 20th Buddhist Era.

According to the evidences found in its structure and decoration as well as its motto and inspiration in construction which are distinctive from the other Ayutthaya-style prangs, it is believed that the main prang of Wat Choeng Tha was originally founded in the early Ayutthaya period and then had been renovated by building a new prang over the old one. From the structure and decoration of the new prang as seen today, the suggestion is that its styles had been dated back to the beginning of the late Ayutthaya period or around the late 22nd Buddhist Era.

Keyword: Prang, Wat Choeng Tha, Age determination

 

ตำแหน่งวัดเชิงท่า
ภาพที่ ๑ ตำแหน่งของวัดเชิงท่า พระนครศรีอยุธยาในปัจจุบัน ที่มา : กรมศิลปากร, ๒๕๕๑

ประวัติโดยสังเขป

วัดเชิงท่าตั้งอยู่ริมคลองเมือง (แม่น้ำลพบุรีเดิม) ตรงข้ามกับป้อมท้ายสนมและคลองปากท่อ (ภาพที่ ๑) เป็นวัดที่ไม่มีหลักฐานกล่าวอย่างชัดเจนว่าสร้างเมื่อใด มีแต่เพียงการสันนิษฐานจากชื่อเรียกที่ใกล้เคียง เช่น ใน อธิบายแผนที่พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า “ด้านแปอุดรทิศ เรือจ้างปตูสตคบข้ามออกไปวัดขุนยวง ๑ เรือจ้างข้ามออกไป วัดติน” ตามข้อความนี้พระยาโบราณราชธานินทร์ ได้วินิจฉัยว่า วัดติน คือ วัดเชิงท่า อยู่เยื้องปากคลองท่อ เป็นท่าข้ามไปเข้าวังในตอนที่เปลี่ยนท้ายสนมเป็นข้างหน้าตั้งแต่สมัยพระเพทราชา (โบราณราชธานินทร์, พระยา, ๒๕๐๙, หน้า ๕๑)

ตัวอย่างสำคัญจากการศึกษาที่ผ่านมา

กรมศิลปากร และ น.ณ ปากน้ำ (ประยูร อุลุชาฏะ)  สันนิษฐานว่า ปรางค์ประธานวัดเชิงท่าสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้น โดยกำหนดอายุจากรูปแบบและผนังของกรุปรางค์ว่ามีจิตรกรรมเป็นภาพอดีตพุทธเจ้าประทับนั่งในซุ้มเรือนแก้ว (น. ณ ปากน้ำ [นามแฝง], ๒๕๔๐, หน้า ๕๒)

ปัฐยารัช ธรรมวงษา ได้ให้ข้อสังเกตว่าตัวเรือนธาตุทำมุมประธานขนาดใหญ่ แต่ละด้านมีซุ้มจระนำสองชั้น มีชั้นเชิงบาตรครุฑแบก  ซึ่งเป็นลักษณะที่สำคัญของปรางค์ในสมัยอยุธยาตอนต้นและตอนกลาง แต่ในขณะเดียวกันก็กำหนดอายุให้อาคารที่ยื่นออกมาจากฐานล่างของปรางค์ว่าอยู่ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ (ปัฐยารัช ธรรมวงษา, ๒๕๔๖, หน้า ๒๘๖)

แผนผังวัดเชิงท่า
ภาพที่ ๒ แผนผังวัดเชิงท่า พระนครศรีอยุธยา ที่มา : นนทชัย ทองพุ่มพฤกษา, ๒๕๔๕

บทวิเคราะห์ แผนผัง รูปแบบปรางค์ประธาน และอาคารประกอบปรางค์ประธาน

แผนผังวัดและปรางค์ประธาน (ภาพที่ ๒) 

ปรางค์ประธาน วิหาร และอุโบสถ เป็นสิ่งก่อสร้างหลักของวัด และทั้งหมดหันหน้าไปทางทิศใต้ซึ่งเป็นทิศที่สามารถคมนาคมได้สะดวกเนื่องจากอยู่ติดกับแม่น้ำลพบุรี  ด้านหน้าของปรางค์มีวิหารยื่นออกมา มีอุโบสถอยู่ทางทิศตะวันตกของปรางค์ประธาน จากแผนผังดังกล่าว อาจจะกล่าวไว้ว่ามีความแตกต่างจากผังของวัดในสมัยอยุธยาตอนต้น ซึ่งนอกจากจะนิยมสร้างปรางค์เป็นประธานของวัด ท้ายวิหารยื่นล้ำเข้าไปในระเบียงคด อุโบสถอยู่ด้านหลังสุดในแนวแกนทิศเดียวกันกับวิหารและปรางค์ประธาน ยังมีระเบียบที่ค่อนข้างเคร่งครัดในเรื่องของทิศตะวันออกเป็นทิศหลัก  ซึ่งตัวอย่างของวัดที่สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้น และอยู่ริมแม่น้ำก็มีให้เห็น เช่น วัดพุทไธศวรรย์ ซึ่งแม้ว่าจะอยู่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ก็ไม่ได้สร้างวัดให้หันหน้าเข้าหาแม่น้ำ

แม้ว่าวัดเชิงท่าจะมีปรางค์เป็นประธานของวัด แต่ระเบียบของแผนผังนั้นได้แสดงให้เห็นพัฒนาการที่เกิดขึ้นในช่วงหลังจากสมัยอยุธยาตอนต้นแล้ว เช่น อาคารหลักของวัดไม่ได้หันหน้าไปทางทิศตะวันออก อุโบสถไม่ได้อยู่ในแนวแกนทิศเดียวกับวิหารและปรางค์ประธาน ลักษณะเช่นนี้คงจะเริ่มปรากฏแล้วในสมัยอยุธยาตอนกลางเป็นอย่างน้อย ที่ได้รับอิทธิพลจากสุโขทัยและล้านนา ที่มักจะมีสิ่งก่อสร้างหลักคือ วิหารและเจดีย์ประธานอยู่ด้านหลังเสมอ (สุรชัย จงจิตงาม, ๒๕๔๙, หน้า ๑๓)

รูปแบบปรางค์ประธาน (ภาพที่ ๕)

ฐานชั้นล่าง เป็นฐานในผังสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่มีการยกขึ้นสูงเป็นอย่างมากจากพื้นดิน ความสูงใกล้เคียงกับผนังของอาคารหลังคาคลุมที่เป็นจัตุรมุขโดยรอบ ฐานชุดนี้มีการเชื่อมต่อกับอาคารหลังคาคลุมทั้ง ๔ ด้าน ช่องคูหาที่สามารถเข้าไปด้านในได้ ด้านในสุดมีร่องรอยของการเข้าไปขุดทำลายหาสมบัติของมิจฉาชีพ ซึ่งอิฐที่พังลงมานั้นทำให้เห็นโครงสร้างภายในว่า มีห้องที่คาดว่าจะเป็นกรุของปรางค์ มีจิตรกรรมฝาผนังเขียนเรียงเป็นแถว (ภาพที่ ๓) มีลักษณะเป็นรูปวงโค้งหยักคล้ายซุ้มเรือนแก้วของพระพุทธรูป สลับกับลายก้านต่อดอกคล้ายลายดอกบัวขาบ ซึ่งทั้งสองลายเขียนด้วยสีแดงบนพื้นสีขาว ลักษณะการทำซุ้มพระพุทธรูปภายในเรือนแก้วเรียงกันเป็นแถวเป็นรูปแบบการเขียนจิตรกรรมฝาผนังที่พบในงานเขียนจิตรกรรมสมัยอยุธยาตอนต้นเป็นอย่างมาก  (สันติ เล็กสุขุม, ๒๕๕๐, หน้า ๑๗๙-๑๘๕) ประกอบกับลักษณะของลายบัวขาบนั้นก็มีความใกล้เคียงกับลวดลายปูนปั้นประดับปรางค์สมัยอยุธยาตอนต้น ในเบื้องต้นจึงพอจะสันนิษฐานได้ว่า น่าจะมีงานสร้างหรือซ่อมสมัยอยุธยาตอนต้นอยู่ภายในปรางค์ประธานวัดเชิงท่า

ฐานบัวรองรับเรือนธาตุ  (ภาพที่ ๔) ประกอบด้วยฐานบัวลูกฟัก ๒ ฐานซ้อนกัน โดยปกติแล้วปรางค์ที่นิยมสร้างในพุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๐ จะมีระเบียบที่เคร่งครัดคือ มีฐานบัวลูกฟักซ้อนลดหลั่นกัน ๓ ฐาน (ประภัสสร์ ชูวิเชียร, ๒๕๕๒, หน้า ๓๐) ต่อมามีการวิวัฒนาการทางด้านรูปแบบเกิดขึ้นในสมัยต้นอยุธยาตอนกลาง หรือราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ เช่นตัวอย่างของปรางค์สกุลช่างเมืองเหนือ เช่น ปรางค์วัดมหาธาตุเชลียง รวมถึงปรางค์บางองค์ในกรุงศรีอยุธยา เช่น ปรางค์วัดวรเชษฐ์เทพบำรุง ซึ่งลักษณะสำคัญของฐานที่มีการเปลี่ยนแปลงไปคือ มีการเน้นความลาดเอนของฐานมากขึ้น หรือมีการขยายฐานออกไปในแนวนอนนั่นเอง (ประภัสสร์ ชูวิเชียร, ๒๕๕๒, หน้า ๘๐) ทำให้ลวดบัวลูกฟักที่เคยมีขนาดที่ต่างกันมากในแต่ละชั้นของปรางค์สมัยอยุธยาตอนต้น กลายเป็นลวดบัวที่มีขนาดไม่ต่างกันมาก (ประภัสสร์ ชูวิเชียร, ๒๕๕๒, หน้า ๘๑) ซึ่งลักษณะเช่นนี้น่าจะมีความนิยมเรื่อยมาจนถึงช่วงต้นของอยุธยาตอนปลาย ดังเช่นตัวอย่างที่ปรางค์ประธานวัดไชยวัฒนาราม เป็นต้น อย่างไรก็ตามมีข้อสังเกตว่าชุดฐานบัวลูกฟักรองรับเรือนธาตุของปรางค์ประธานวัดเชิงท่า มีเพียงแค่ ๒ ฐาน จึงทำให้สันนิษฐานได้ว่าระเบียบการทำฐานบัวลูกฟัก ๓ ฐานที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้นและตอนกลางนั้นได้คลี่คลายไปบ้างแล้ว

เรือนธาตุ (ดูภาพที่ ๕) มีมุมประธานขนาดใหญ่ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของการสร้างปรางค์ในสมัยอยุธยาตอนต้น แต่อย่างไรก็ตามปรากฏว่า แผนผังของเรือนธาตุของวัดเชิงท่าเป็นแผนผังแบบสี่เหลี่ยมจัตุรัสไม่มีการต่อยื่นของตรีมุขอย่างในสมัยอยุธยาตอนต้น ลักษณะดังกล่าวมีวิวัฒนาการมาก่อนแล้วในสมัยต้นอยุธยาตอนปลายเป็นอย่างน้อย (ประภัสสร์ ชูวิเชียร, ๒๕๕๒, หน้า ๔๖) เช่น วัดพระศรีรัตนมหาธาตุพิษณุโลก เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบว่าเรือนธาตุเริ่มมีการเอนสอบเข้าหาจุดศูนย์กลางอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งก็เป็นแบบแผนของปรางค์ในสมัยอยุธยาตอนกลางและตอนปลายอีกเช่นกัน (ประภัสสร์ ชูวิเชียร, ๒๕๕๒, หน้า ๙๔) นอกจากนี้ส่วนที่เป็นลวดบัวเชิงก็แสดงออกในรูปแบบของเส้นลวดที่เป็นแบบลูกแก้วอกไก่คาดบริเวณบัวเชิงของด้านบนและด้านล่างซึ่งลักษณะเช่นนี้ไม่เคยปรากฏในปรางค์สมัยอยุธยาตอนต้นแต่อย่างใด 

จากการวิเคราะห์องค์ประกอบของเรือนธาตุ แม้ว่าจะมีลักษณะที่สำคัญของการสร้างปรางค์ในสมัยอยุธยาตอนต้น แต่ในส่วนของรายละเอียดซึ่งพบเป็นส่วนมาก ได้แสดงให้เห็นว่าเป็นรูปแบบของปรางค์ในสมัยอยุธยาตอนกลางและตอนปลาย ซึ่งสอดคล้องกับระบบฐานที่ได้กล่าวมาแล้วก่อนหน้านี้

ส่วนยอด (ดูภาพที่ ๕) ประกอบด้วยชั้นเชิงบาตรครุฑแบก และเรือนชั้นซ้อนชั้นเชิงบาตรครุฑแบกเป็นส่วนที่ปรากฏอยู่อย่างสม่ำเสมอในปรางค์สมัยอยุธยาตอนต้นและตอนกลาง แต่อย่างไรก็ตามความนิยมนี้น่าจะหายไปในช่วงกลางถึงปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ที่เริ่มมีการสร้างวัดวรเชษฐ์เทพบำรุง (ประภัสสร์ ชูวิเชียร, ๒๕๕๒, หน้า ๑๑๑) ซึ่งปรางค์ขนาดใหญ่รุ่นต่อมาคือ ปรางค์วัดไชยวัฒนาราม และวัดกษัตราธิราช ก็ไม่ปรากฏชั้นนี้เช่นกัน

อย่างไรก็ตามการปรากฏชั้นเชิงบาตรครุฑแบกของปรางค์ประธานวัดเชิงท่านั้นมิได้หมายความว่าจะต้องสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้นหรือช่วงต้นของตอนกลาง หรือ ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ถึงกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๑ แต่อย่างใด และสันนิษฐานว่าคงไม่ใช่งานบูรณะ เนื่องจากรูปทรงของลวดลายประดับสอดคล้องและลงตัวไปกับพื้นที่ โดยเทคนิคและลวดลายประดับรูปบุคคลนั้นแสดงให้เห็นว่าไม่ใช่เทคนิคและลวดลายประดับที่นิยมในสมัยอยุธยาตอนต้น แต่กลับเป็นเทคนิคและลวดลายที่นิยมอย่างมากในสมัยอยุธยาตอนปลาย กล่าวคือ

การใช้เทคนิคที่เรียกว่าการกรีดลายจากเครื่องมือที่คม ซึ่งผลที่ได้คือลวดลายที่มีความคมกว่าการใช้เทคนิคการกดลายในสมัยอยุธยาตอนต้น (ศักดิ์ชัย สายสิงห์, ๒๕๔๙, หน้า ๑๗๖-๑๗๗) โดยส่วนการกรีดลายนี้เห็นได้จากปีกของครุฑที่ยังคงเหลืออยู่บางส่วน (ภาพที่ ๗) นอกจากนี้ยังมีลวดลายเครื่องประดับของครุฑและยักษ์ (ภาพที่ ๘) ซึ่งบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าเป็นงานประดับที่นิยมในสมัยอยุธยาตอนปลาย คือ การใช้เครื่องประดับกายที่มีลักษณะเป็นสังวาลไขว้รูปตัว X และมีทับทรวงเป็นทรงสี่เหลี่ยมคางหมูหรือดอกสี่กลีบเป็นตัวห้ามอยู่ตรงกลาง ซึ่งจากการศึกษาวิวัฒนาการทางด้านรูปแบบแล้วน่าจะมีความนิยมอย่างมากในงานประดับสมัยพระเจ้าปราสาททอง (ศักดิ์ชัย สายสิงห์, ม.ป.ป., หน้า ๘๓) ตัวอย่างเช่น ปูนปั้นประดับพระประธานวัดหน้าพระเมรุ และพระพุทธรูปภายในเมรุทิศ-ราย วัดไชยวัฒนาราม (ทรงเครื่องอย่างจักรพรรดิ์) ซึ่งก็สอดคล้องกับวิวัฒนาการของลวดลายกระหนกที่มีลักษณะที่เน้นความสำคัญของส่วนปลายเป็นหลักและลดให้ก้านเล็กลงอย่างเห็นได้ชัดในสมัยอยุธยาตอนปลาย (สันติ เล็กสุขุม, ๒๕๓๒, หน้า ๗๐-๗๑) และยังมีข้อสนับสนุนว่ารูปบุคคลประดับนี้เป็นงานสมัยอยุธยาตอนปลาย คือ ในสมัยอยุธยาตอนต้นโดยมากแล้วการแต่งกายของยักษ์ซึ่งถือกระบองนั้นมักมีการคาดเชือกซึ่งมวนเป็นเกลียวและมีปริมาตรมาก เป็นรูปตัว x อยู่บริเวณลำตัวซึ่งโดยรวมแล้วงานปูนปั้นในสมัยอยุธยาตอนต้นนั้นก็จะแสดงออกถึงปริมาตรที่มากในทุกส่วน ตัวอย่างเช่น ปูนปั้นยักษ์แบกที่ฐานของปรางค์ประธานวัดราชบูรณะ เป็นต้น ตรงข้ามกับงานปูนปั้นสมัยอยุธยาตอนปลายที่เน้นความละเอียดอ่อนและความพริ้วไหว ซึ่งรวมไปถึงการทำรูปบุคคลด้วยเช่นกัน

ในส่วนของเรือนชั้นซ้อนกลีบขนุนและบรรพแถลงเมื่อมองจากภายนอกแล้วจะเห็นว่ายังไม่ค่อยจะแนบชิดกับองค์ปรางค์เท่าใดนัก แต่เมื่อมองในรายละเอียดนั้นจะเห็นได้ว่ามีการทำให้ส่วนด้านในชิดติดกันแล้ว นอกจากนี้ลักษณะการตั้งของกลีบขนุนก็อยู่ในลักษณะที่ตั้งตรงในทุกชั้นก่อนถึงส่วนรวบยอดอย่างรวดเร็ว ทำให้มองแล้วค่อนข้างจะเป็นแนวเส้นตรงที่เชื่อมต่อจากเรือนธาตุขึ้นไป และยังแสดงให้เห็นว่าเริ่มจะเป็นทรงของฝักข้าวโพดอย่างแท้จริง คือมีความสูงเพรียวในแนวเส้นตรงมาก ต่างจากปรางค์ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๙ – ปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ที่ยังคงสังเกตได้ว่ามีลักษณะของการเอนสอบของกลีบขนุนเข้าหาจุดศูนย์กลางค่อนข้างมาก ส่งผลให้มีลักษณะที่ป้อมและและพองออกทางด้านข้างมากกว่า อย่างไรก็ตามยอดของปรางค์ประธานวัดเชิงท่านั้นถือได้ว่าเป็นช่วงก้ำกึ่งกับการทำยอดปรางค์ระหว่างปลายอยุธยาตอนกลาง  และช่วงอยุธยาตอนปลายอย่างแท้จริงเนื่องจากปรางค์ในสมัยอยุธยาตอนปลายมากๆ จะมีลักษณะเป็นแท่งตรงอย่างชัดเจน

จิตรกรรมภายในกรุ
ภาพที่ ๓ จิตรกรรมภายในกรุปรางค์ประธาน
ฐานชั้นล่างของปรางค์ประธาน
ภาพที่ ๔ ฐานชั้นล่างของปรางค์ประธาน
องค์ปรางค์ประธานวัดเชิงท่า
ภาพที่ ๕ องค์ปรางค์ประธานวัดเชิงท่า
ภาพที่ ๖ ชั้นเชิงบาตรรับเรือนธาตุปรางค์ประธานวัดเชิงท่า
ภาพที่ ๖ ชั้นเชิงบาตรรับเรือนธาตุปรางค์ประธานวัดเชิงท่า
ภาพที่ ๗  ครุฑแบก
ภาพที่ ๗ ครุฑแบก
ภาพที่ ๘ ครุฑ และยักษ์
ภาพที่ ๘ ครุฑ และยักษ์

อาคารประกอบ : วิหาร มุขทั้ง ๓ ด้าน และปรางค์ยอดประจำมุมทั้ง ๔ (ภาพที่ ๙)

วิหารและมุขทั้ง ๓ ด้านมีลักษณะที่ส่วนท้ายเชื่อมต่อกับฐานชั้นล่างสุดขององค์ปรางค์ และมีร่องรอยของการเจาะรูเพื่อใส่เครื่องไม้บริเวณผนังด้านนอกของฐาน

วิหาร  เป็นอาคารหลักที่ใช้ในการทำพิธีกรรม มีขนาดความกว้างเท่ากับมุขทั้ง ๓ ด้านแต่ความยาวนั้นมากกว่าประมาณครึ่งหนึ่ง ในส่วนนี้มีข้อมูลสำคัญจากการขุดค้นทางโบราณคดี กล่าวคือ การขุดตรวจสอบกิจกรรมจากชั้นดิน ได้ผลว่า ชั้นดินบริเวณด้านหน้าของวิหารในปัจจุบัน ชั้นดินชั้นสุดท้ายที่ขุดลงไปพบว่ามีลักษณะของดินเหนียวปนทราย และพบเปลือกหอย ทำให้ทราบว่าดินชั้นนี้เกิดจากการทับถมของตะกอนแม่น้ำจนทำให้แม่น้ำเดิมตื้นเขิน (รายงานการขุดแต่งเพื่อการออกแบบบูรณะวัดเชิงท่า, ๒๕๔๐, หน้า ๑๒-๕๔) แสดงว่าบริเวณด้านหน้านี้เคยเป็นแม่น้ำมาก่อน จากหลักฐานดังกล่าวจึงอาจจะเป็นสิ่งที่สนับสนุนถึงแนวความคิดเกี่ยวกับการสร้างวิหารที่แต่เดิมควรมีวิหารและปรางค์ขนาดเล็กอยู่ก่อน ต่อมาเมื่อแม่น้ำตื้นเขินมีพื้นที่มากขึ้น จึงสามารถที่จะสร้างสิ่งก่อสร้างให้ใหญ่และมากขึ้นตามไปด้วย

มุขทั้ง ๓ ด้าน  มีลักษณะที่มีการต่อยื่นจากตัวฐานชั้นล่างของปรางค์เช่นกัน โดยลักษณะโดยรวมนั้นอาจกล่าวได้ว่าใช้เทคนิคและกรรมวิธีที่เหมือนกัน กล่าวคือ ส่วนฐานที่รองรับอาคารเป็นฐานที่ก่อเป็นฐานบัวลูกแก้วอกไก่ ๑ ฐาน อ่อนเป็นท้องสำเภา โดยมีข้อสังเกตว่าฐานบัวลูกแก้วอกไก่นี้คาดเป็นแนวล้อมรอบอาคารทั้ง ๔ รวมถึงฐานของปรางค์ด้วย ส่วนต่อมาคือส่วนที่เป็นผนังอาคารซึ่งอาคารทั้ง ๔ ก็ใช้เทคนิคเดียวกันคือการก่อนอิฐเป็นผนังอาคารที่หนา เพื่อใช้รองรับเครื่องบน ทำให้สามารถเจาะช่องหน้าต่างได้มากขึ้น เทคนิคนี้มีความแพร่หลายอย่างมากในสมัยพระนารายณ์ที่ได้นำเอาวิทยาการจากชาติตะวันตกเข้ามาใช้ (สันติ เล็กสุขุม, ๒๕๕๐, หน้า ๑๒๖.) นอกจากนี้ลวดลายประดับยังมีนัยสำคัญต่อการกำหนดอายุของอาคารทั้ง  ๔  เช่น ลวดลายประดับบัวหัวเสาซึ่งเมื่อเทียบกับบัวหัวเสาสมัยพระเจ้าปราสาททอง และพระนารายณ์  ถือได้ว่าเป็นรูปแบบที่ใกล้เคียงกันเป็นอย่างมาก คือ ลักษณะกลีบบัวที่มีความสูงเพรียวแต่กลีบบัวแต่ละกลีบนั้นยังไม่ได้ตั้งขนานกัน

ปรางค์ยอดทั้ง ๔ ตั้งอยู่บริเวณมุมของปรางค์ประธานโดยมีฐานบัวลูกแก้วอกไก่รับฐานสิงห์ ๑ ฐาน ลักษณะการนำฐานสิงห์มารองรับปรางค์นั้นไม่ใช้ระเบียบที่ปรากฏในการทำปรางค์ในสมัยอยุธยาตอนต้น แต่มีความนิยมเป็นอย่างมากในสมัยอยุธยาตอนปลาย (ศักดิ์ชัย สายสิงห์, ๒๕๔๙, หน้า ๑๖๗) ประกอบกับฐานสิงห์ก็มีลักษณะที่เป็นฐานสิงห์ขนาดไม่ใหญ่มาก มีการทำบัวหลังสิงห์และมีการทำกระหนกปลายขาสิงห์ ซึ่งลักษณะเช่นนี้พบอยู่มากในการทำขาสิงห์สมัยพระนารายณ์ (สันติ เล็กสุขุม, ๒๕๓๒, หน้า ๗๗) แต่อย่างไรก็ตามระเบียบการทำฐานสิงห์ในสมัยอยุธยาตอนปลายนั้นมักจะมีการทำเป็นชุดฐานรอบรับเจดีย์หรือปรางค์ ๓ ฐาน (ศักดิ์ชัย สายสิงห์, ๒๕๔๙, หน้า ๑๗๒) ไม่นิยมทำฐานเดียว ในกรณีของปรางค์ประจำมุมคงมีข้อจำกัดทางด้านการออกแบบไม่ต้องการให้ปรางค์ประจำมุมสูงมากและต้องการให้รูปทรงไม่ต่างจากปรางค์ประธานมากนัก เพื่อพิจารณาแล้วอาจกล่าวได้ว่าปรางค์ประจำมุมนั้นสามารถสะท้อนรูปแบบที่ใกล้เคียงกันกับปรางค์ประธาน เช่น การทำฐานที่ไม่สูงมากนัก การทำชั้นเชิงและบัวเชิงที่เหมือนกัน การทำมุมขนาดใหญ่ของเรือนธาตุ และส่วนสำคัญที่สุดคือรูปทรงของยอดปรางค์นั้นแทบจะไม่ต่างจากปรางค์ประธาน  แสดงถึงความตั้งใจในการออกแบบในคราวเดียวกันแต่ช่างเลือกที่จะใส่รายละเอียดเพื่อความเหมาะสมที่ต่างกันในบางส่วน

นอกจากนี้สังเกตได้ว่าขนาดของก้อนอิฐที่ใช้ในการก่อวิหาร ปรางค์ประธาน ปรางค์ประจำมุมทั้ง ๔ จัตุรมุข รวมถึงฐานรองรับปรางค์ประธานชั้นล่างที่ใช้เป็นแกนร่วมกันกับอาคารอื่น มีขนาดของอิฐที่ใกล้เคียงกันมากเหมือนออกมาจากเตาเดียวกัน ข้อมูลเบื้องต้นจึงเป็นสิ่งที่ช่วยเน้นย้ำว่าอาคารดังกล่าวควรที่จะสร้างขึ้นในคราวเดียวกันทั้งหมด ไม่ได้มีการแยกส่วนและหรือเสริมขึ้นภายหลัง

จากการวิเคราะห์รูปแบบ ลวดลายประดับ พบว่ามีร่องรอยหลักฐานของงานช่างในสมัยอยุธยาตอนปลายประกอบอยู่กับปรางค์และอาคารประกอบเป็นสำคัญ มีเพียงลักษณะสำคัญของงานช่างในสมัยอยุธยาตอนต้นบางส่วนที่ปรากฏอยู่ เช่น งานการทำเรือนธาตุที่มีมุมประธานขนาดใหญ่ และการพบว่าภายในกรุปรางค์ประธานมีการเขียนจิตรกรรมสมัยอยุธยาตอนต้นอยู่ภายใน  แต่เมื่อประมวลจากหลักฐานทางด้านรูปแบบส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะเป็นการสร้างในสมัยต้นอยุธยาตอนปลาย ราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๒ และการออกแบบที่สอดคล้องต่อเนื่องกันอย่างมีเหตุผล จึงควรจะเป็นงานที่ออกแบบขึ้นพร้อมกันทั้งปรางค์ประธานและอาคารประกอบ   แต่อย่างไรก็ตามลักษณะของปรางค์และอาคารประกอบปรางค์เช่นนี้คงมีคติและที่มาก่อนที่จะเกิดรูปแบบที่พิเศษเช่นนี้เกิดขึ้น ดังจะกล่าวในหัวข้อต่อไป

บทวิเคราะห์คติและแรงบันดาลใจของการสร้างปรางค์และอาคารประกอบ

การวิเคราะห์ทางด้านรูปแบบในข้างต้นพอจะมีแนวโน้มที่เป็นไปได้อย่างมากว่าปรางค์ประธานและอาคารประกอบทั้ง ๔ ทิศ น่าจะจะสร้างขึ้นในช่วงสมัยอยุธยาตอนปลาย โดยเฉพาะช่วงปลายของพุทธศตวรรษที่ ๒๒ เป็นต้นมา ทั้งนี้การวิเคราะห์ดังกล่าวเป็นเพียงการวิเคราะห์จากวิวัฒนาการทางด้านรูปแบบ จึงจำเป็นที่จะต้องตรวจสอบกับหลักฐานทางด้านเอกสารอื่นๆ โดยเพราะหลักฐานจากพระราชพงศาวดาร รวมถึงคติที่มีผลต่อการก่อสร้างอาคารดังกล่าว โดยในที่นี้ผู้ศึกษาได้สืบค้นจนสามารถแยกแนวทางของการสร้างปรางค์ประธานและอาคารประกอบได้เป็นสองแนวทางดังนี้

แนวทางแรก เป็นแนวทางที่จะตรวจสอบว่าลักษณะการทำปรางค์ที่มีปรางค์ประจำมุมทั้ง ๔ ด้านเป็นวิวัฒนาการที่รับเอาแนวความคิดและคติการสร้างรวมถึงรูปแบบแผนผังบางส่วนจากหัวเมืองเหนือ
อันได้แก่ ล้านนา สุโขทัย และพิษณุโลก  โดยหากเชื่อว่าปรางค์ประธานและอาคารประกอบนั้นสร้างขึ้นในสมัยต้นอยุธยาตอนปลาย ก็น่าจะอยู่ในช่วงของพระเจ้าปราสาททองถึงสมเด็จพระนารายณ์ หรือล่าลงไปเล็กน้อย  เนื่องจากในช่วงเวลาสมัยอยุธยาตอนปลายนั้นมีเพียงรัชกาลเดียวที่เสด็จไปทรงบัญชาการรบกับล้านนา คือในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ซึ่งการที่ทรงไปรบกับล้านนานั้นตามพระราชพงศาวดารได้กล่าวในรายละเอียดไว้ว่าเสด็จไปบัญชาการรบอยู่ ณ เมืองพิษณุโลก และสุโขทัย ก่อนที่จะทรงเป็นพระราชไมตรีกับล้านนา (พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม ๒, หน้า ๘๑-๘๔) และการเสด็จไปหัวเมืองเหนือครั้งนี้ได้มีการบูรณะซ่อมแซมที่วัดจุฬามณี ดังมีจารึกปรากฏอยู่ ณ ที่สร้าง (หวน พินธุพันธ์, ๒๕๑๔, หน้า ๗๖) และคงจะมีช่างที่ตามเสด็จไปด้วยซึ่งน่าจะได้เห็นรูปแบบการสร้างสิ่งก่อสร้างต่างๆ  ของทางเมืองเหนือ รวมถึงเทคนิคการสร้างปรางค์แบบเมืองเหนือด้วยเช่นกัน

เมื่อพิจารณาจากรูปแบบการทำยอดปรางค์ให้มี ๕ ยอด อยู่บนฐานยกสูงเป็นอย่างมาก ของปรางค์ประธานวัดเชิงท่าทำให้นึกถึงระเบียบการทำปราสาทยอดที่นิยมในศิลปะล้านนา รวมถึงสุโขทัย  ความจงใจออกแบบให้มียอดปรางค์ ๕ ยอดอยู่บนฐานสูงคล้ายกับเรือนธาตุเช่นนี้น่าจะมีความเกี่ยวข้องกับคติเรื่องการทำเจดีย์ทรงปราสาทยอดของล้านนาก็เป็นได้

นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตอีกประการที่สำคัญคือ การเลือกที่จะนำเอาพระพุทธรูปลีลามาประดับไว้ในซุ้มเรือนแก้วขนาบพระประธานในอาคารทั้ง ๔ ทิศ (ภาพที่ ๑๐) แม้ว่าพุทธลักษณะจะเป็นลีลาแบบอยุธยาแต่ก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามีความเกี่ยวข้องกับศิลปะสุโขทัยที่นิยมการสร้างพระพุทธรูปลีลาเป็นอย่างมาก ซึ่งพระพุทธรูปในอยุธยาเมื่อเทียบความนิยมการสร้างแล้วไม่นิยมสร้างพระพุทธรูปลีลาเท่ากับสุโขทัย และที่สำคัญไปกว่านั้นคือ ลักษณะของการทำพระพุทธรูปลีลาข้างพระประธานในวิหาร ซึ่งเคยปรากฏมาแล้วใน วิหารหลวงของวัดมหาธาตุเชลียง (แม้ว่าปัจจุบันจะเหลือเพียงแค่พระลีลาด้านขวาของพระประธานแต่ก็สันนิษฐานได้ว่า อีกด้านที่พังลงไปแล้วควรจะเป็นพระลีลาเช่นเดียวกันด้วยเหตุผลของความสมมาตร) (ภาพที่ ๑๑)  ทั้งหมดอาจจะเกี่ยวข้องกับการที่อยุธยายกทัพไปรบกับล้านนาในสมัยสมเด็จ
พระนารายณ์ ทั้งนี้ยังต้องหาข้อมูลสนับสนุนต่อไป

แนวทางที่สอง ปรางค์ประธานของวัดเชิงท่าน่าจะได้แรงบันดาลใจจากรูปแบบที่มีวิวัฒนาการในปรางค์ของอยุธยาบริเวณเกาะเมืองอยู่แล้ว  โดยจากการวิเคราะห์รูปแบบเบื้องต้น ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าปรางค์ประธาน
วัดเชิงท่าควรมีอายุอยู่ในช่วงอยุธยาตอนกลางต่อต้นตอนปลาย หรือราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๒ ซึ่งในส่วนของสาเหตุและแรงบันดาลใจในการทำมุขยื่นออกมาอย่างมากจนคล้ายกับอาคารจัตุรมุขที่มียอดเป็นปรางค์ น่าจะได้รับรูปแบบมาจากปรางค์และมุขปรางค์ประธานของวัดมหาธาตุกลางเมืองอยุธยาที่เป็นวัดสำคัญอย่างมากวัดหนึ่ง ที่มีหลักฐานชัดเจนว่ามีการซ่อมสร้างปรางค์ที่พังทลายลงใหม่ในสมัยพระเจ้าปราสาททอง พ.ศ. ๒๑๗๖ ปีระกา เบญจศก ทรงพระกรุณาให้สถาปนาพระปรางค์วัดมหาธาตุอันทำลายลงเก่าขึ้นใหม่ ทรงมีพระราชดำรัสว่า “องค์เดิมเก่าล่ำ ก่อใหม่ให้สูงเส้น ๒ วา ให้เอาไม้มะค่ามาแทรกตามอิฐเอาปูนบวก ๙ เดือนเสร็จ”(พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม ๒, หน้า ๑๒) โดยรูปแบบที่สร้างใหม่นั้นจากภาพถ่ายเก่า (ภาพที่ ๑๒) และหลักฐานในปัจจุบันร่วมกัน ปรากฏว่ามีจัตุรมุขยื่นออกมาทั้ง ๔ ทิศ และมีเจดีย์ยอดเป็นปรางค์ประดับตรงสันหลังคา ซึ่งลักษณะดังกล่าวนี้ได้มีการกล่าวถึงในบันทึกของราชทูตลังกาที่เข้ามาในสมัยพระเจ้าบรมโกศ ดังนี้ “และมีวิหารหลังคา ๒ ชั้นทั้ง ๔ ทิศ ในวิหารมีพระพุทธรูปนั่งใหญ่จรดถึงเพดาน ภายในที่ซึ่งพระเจดีย์และวิหารทั้ง ๔ ล้อมอยู่นั้น ตรงศูนย์กลางเป็นองค์พระมหาธาตุ (พระปรางค์) ๕ ยอด” (สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, ๒๕๐๓, หน้า ๑๒๕-๑๒๘) จากบันทึกนี้ซึ่งร่วมสมัยกับพระบรมโกศ แสดงว่าปรางค์ประธานวัดมหาธาตุควรจะมีรูปแบบเช่นที่กล่าวมาก่อนหน้ารัชกาลของพระองค์แล้ว

จากหลักฐานทางเอกสารและหลักฐานของปรางค์วัดมหาธาตุที่เหลืออยู่ในปัจจุบันน่าเชื่อได้ว่า การสร้างจัตุรมุขชิดกับฐานขององค์ปรางค์น่าจะมีแล้วในสมัยพระเจ้าปราสาททองเป็นต้นมา ซึ่งรูปแบบการทำจัตุรมุขของวัดเชิงท่าก็น่าจะมีความเกี่ยวของสัมพันธ์กับอายุสมัยที่ไม่น่าจะต่างกันมากกับปรางค์วัดมหาธาตุที่ได้รับการซ่อมแซมในสมัยพระเจ้าปราสาททอง และในส่วนของการทำยอดปรางค์  ๕ ยอดก็น่าจะมีความสัมพันธ์กันทางรูปแบบและแนวความคิดด้วยเช่นกัน แม้ว่าการประดับเจดีย์ยอดปรางค์จะต่างกัน คือ เจดีย์ยอดปรางค์ วัดมหาธาตุจะประดับบริเวณสันหลังคามุข แต่เจดีย์ยอดปรางค์วัดเชิงท่า ประดับอยู่บริเวณมุมก็ตาม

ภาพที่ ๙ อาคารประกอบฐานปรางค์ประธาน
ภาพที่ ๙ อาคารประกอบฐานปรางค์ประธาน
ภาพที่ ๑๐ พระลีลาวัดเชิงท่า
ภาพที่ ๑๐ พระลีลาวัดเชิงท่า
ภาพที่ ๑๑ พระลีลาวัดมหาธาตุเชลียง
ภาพที่ ๑๑ พระลีลาวัดมหาธาตุเชลียง
ภาพที่ ๑๒ ปรางค์วัดมหาธาตุ อยุธยา
ภาพที่ ๑๒ ปรางค์วัดมหาธาตุ อยุธยา

สรุป

จากการกำหนดอายุของปรางค์วัดเชิงท่าในงานศึกษาที่ผ่านมามีแนวโน้มที่จะกำหนดให้ส่วนขององค์ปรางค์ประธานที่ปรากฏในปัจจุบันมีอายุอยู่ในช่วงอยุธยาตอนต้นถึงตอนกลาง ซึ่งมักจะใช้รูปแบบหลักบางส่วนเป็นตัวกำหนด เช่น การทำมุมขนาดใหญ่หรือมุมประธานของเรือนธาตุ การที่มีจิตรกรรมฝาผนังอยู่ภายในกรุปรางค์เป็นต้น ขณะที่ผลการศึกษาในครั้งนี้ได้ชี้ให้เห็นว่าปรางค์วัดเชิงท่าองค์เดิมน่าจะมีอายุอยู่ในสมัยอยุธยาตอนต้น แต่องค์ที่เห็นในปัจจุบันน่าจะมีอายุอยู่ในสมัยอยุธยาตอนปลาย ราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๒ โดยพิจารณาจากรายละเอียดที่อยู่แวดล้อมปรางค์ประธานซึ่งมีความสัมพันธ์กับปรางค์ประธานอย่างไม่สามารถแยกได้

บรรณานุกรม

ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จฯ กรมพระยา.  (๒๕๐๓).  เรื่องประดิษฐานพระสงฆ์สยามวงศ์ในลังกาทวีป.  พระนคร: โรงพิมพ์การศาสนา.

น. ณ ปากน้ำ (นามแฝง).  (๒๕๔๐).  ห้าเดือนกลางซากอิฐซากปูนที่อยุธยา.  (พิมพ์ครั้งที่ ๓).  กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ.

โบราณราชธานินทร์, พระยา.  (๒๕๐๙).  อธิบายแผนที่พระนครศรีอยุธยากับคำวินิจฉัยของพระยาโบราณราชธานินทร์ ฉบับชำระครั้งที่ ๒ และเรื่องศิลปะและภูมิสถานอยุธยาของกรมศิลปากร.  กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภา.

ปัฐยารัช ธรรมวงษา.  (๒๕๔๖).  การศึกษาพัฒนาการทางรูปแบบสถาปัตยกรรมวัดเชิงท่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา.  วิทยานิพนธ์หลักสูตรปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม, บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร.

ประภัสสร์  ชูวิเชียร.  (๒๕๕๒).  วัดวรเชษฐ์เทพบำรุง แบบอย่างงานช่างของอยุธยาในพุทธศตวรรษที่ ๒๒.  วิทยานิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะไทย,  บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร.

พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม ๒.  (๒๕๑๖).  กรุงเทพฯ: คลังวิทยา.

ศักดิ์ชัย สายสิงห์.  (ม.ป.ป.).  รายงานวิจัย พระพุทธรูปในประเทศไทยฯ: ศิลปะสมัยอยุธยา (ระหว่างปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๙ – ต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๓).  (รายงานวิจัย).  กรุงเทพฯ: ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร.

_______.  (๒๕๔๙).  พัฒนาการศิลปกรรมสมัยก่อนอยุธยาและสมัยอยุธยา (พุทธศตวรรษที่ ๑๘ – ๒๓).  (รายงานวิจัย).  กรุงเทพฯ: สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยศิลปากร .

สันติ เล็กสุขุม.  (๒๕๓๒).  ลวดลายปูนปั้นแบบอยุธยาตอนปลาย (พ.ศ. ๒๑๗๒-๒๓๑๐).  กรุงเทพฯ: อมรินทร์ปริ้นติ้งกรุ๊พ.

_______.  (๒๕๕๐).  ศิลปะอยุธยา: งานช่างหลวงแห่งแผ่นดิน.  พิมพ์ครั้งที่ ๓.  กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ.

สุรชัย จงจิตงาม.  (๒๕๔๙).  คู่มือท่องเที่ยว – เรียนรู้ล้านนา: เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง.  กรุงเทพฯ: อมรินทร์ปริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง.

หวน พินธุพันธ์.  (๒๕๑๔).  พิษณุโลกของเรา.  พระนคร: กรุงสยามการพิมพ์.

Leave a Comment

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติ HTML เหล่านี้ได้: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>