ความสัมพันธ์ทางการเมือง ระหว่างกรุงศรีอยุธยากับล้านนา ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

สหภัส อินทรีย์ / Sahapat Insee

บทความวิชาการ สาขาประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างกรุงศรีอยุธยากับล้านนาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

Political Relations between the Kingdoms of Ayutthayaand Lanna in the Reign of King Narai the Great

สหภัส อินทรีย์ / Sahapat Insee
อาจารย์ประจำสาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา

บทคัดย่อ

สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่งในสมัยกรุงศรีอยุธยา พระองค์สามารถแผ่อำนาจทางการเมืองเข้าสู่อาณาจักรล้านนา ความสัมพันธ์ทางการเมืองดังกล่าวอยู่ในรัชกาลของพระองค์เพียงชั่วระยะไม่นาน ซึ่งมีการรบพุ่งระหว่างกันในช่วงแรกจากนั้นเมื่อกรุงศรีอยุธยาสามารถมีอำนาจเหนือดินแดนล้านนา ส่งผลทำให้ความสัมพันธ์ทางการเมืองเป็นประโยชน์ต่อการค้าระหว่างกรุงศรีอยุธยากับล้านนา อนึ่งสินค้าล้านนาเป็นที่ต้องการของกรุงศรีอยุธยา สามารถซื้อและนำไปขายต่อเพื่อทำกำไร ความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างกรุงศรีอยุธยากับล้านนาในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จึงเป็นไปในลักษณะการเมืองที่คานอำนาจพม่าในเขตล้านนาตลอดจนเอื้อประโยชน์ทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างกรุงศรีอยุธยากับล้านนา

คำสำคัญ: ล้านนา, กรุงศรีอยุธยา, กรุงรัตนะปุระอังวะ

Abstract

King Narai the Great was one of the great kings in the Ayutthaya period. He was able to expand his political power into the Lanna Kingdom although this remained only a short time. Series of warfare still occurred in the beginning before the Lanna Kingdom was completely dominated by the Kingdom of Ayutthaya. The political relations between the two kingdoms provided the benefits in trade for Ayutthaya. By the way, Lanna merchandise was on Ayutthaya’ demands for trading to make a profit. Therefore, this political relation between the kingdoms of Ayutthaya and Lanna in the reign of King Narai the Great was a vital counterbalance to the powers of Burma as well as a benefit to trading economy between the two kingdoms.

Keyword: Lanna, the Kingdom of Ayutthaya, the City of Rattanapura Angwa

๑.บทนำ

กรุงศรีอยุธยากับล้านนาเป็นชื่อของอาณาจักรที่มีอยู่ในยุคจารีต ซึ่งปัจจุบันนี้ดินแดนล้านนาส่วนใหญ่อยู่ในภาคเหนือของประเทศไทย ซึ่งเมืองเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางของดินแดนล้านนาตั้งแต่เริ่มสถาปนาอย่างเป็นทางการ ต่อมาล้านนาได้ตกเป็นประเทศราชของราชสำนักพม่า ส่งผลให้ล้านนากลายเป็นฐานกำลังที่ราชสำนักพม่าใช้รุกรานกรุงศรีอยุธยา ล้านนาก่อนรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เคยตกเป็นเมืองประเทศราชของกรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและสมเด็จพระเอกาทศรถ จากนั้นล้านนาได้กลับเข้าสู่การปกครองของพม่าภายใต้การปกครองจากราชวงศ์นยองยานหรือตองอูยุคฟื้นฟู จากนั้นล้านนาก็ตกเป็นประเทศราชในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

สมเด็จพระนารายณ์มหาราชผู้เป็นพระมหากษัตริย์ที่มีพระปรีชาสามารถในหลากหลายด้านด้วยกัน พระองค์ทรงเป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง พระองค์ร่วมมือกับพระศรีสุธรรมราชาผู้เป็นพระเจ้าอา ชิงราชย์สมบัติจากเจ้าฟ้าไชย (พระเชษฐาต่างพระมารดา)ที่ครองราชย์ได้เพียงเก้าเดือน (กรมศิลปากร,  ๒๕๔๘, หน้า ๑๓) เมื่อพระศรีสุธรรมราชาที่ขึ้นครองราชย์แทนเจ้าฟ้าไชย พระองค์ทรงดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) จากนั้นพระองค์จึงชิงราชย์สมบัติจากพระศรีสุธรรมราชา ขึ้นครองราชย์กรุงเทพทราวดีศรีอยุธยา พระนามว่าสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๓ หรือสมเด็จพระนารายณ์

ตลอด ๒๖ ปี แห่งการครองราชย์ (ดี.จี.อี. ฮอลล์, ๒๕๕๗, หน้า ๕๕๐)  พระองค์ส่งเสริมให้กรุงศรีอยุธยามีความเจริญก้าวหน้าในหลายด้าน มีความโดดเด่นจากพระราชกรณียกิจด้านการต่างประเทศ กล่าวคือในรัชสมัยพระองค์มีการรับชาวต่างชาติมาเป็นข้าราชการจำนวนมาก พระองค์ทรงส่งราชฑูตไปยังฝรั่งเศสในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ปี พ.ศ.๒๒๒๖ -๒๒๒๗ โดยประมาณ (ดี.จี.อี. ฮอลล์, ๒๕๕๗, หน้า ๕๕๖ เดือนกันยายน ค.ศ.๑๖๘๓ สมเด็จพระนารายณ์มหาราชจึงส่งข้าราชการชั้นผู้น้อย ๒ คนไปฝรั่งเศส พร้อมคำเชิญให้ฝรั่งเศสส่งทูตมาอยุธยาอีก และทูตคณะนี้ควรมีอำนาจทำสนธิสัญญาได้ อย่างไรก็ตาม มีข้อเท็จจริงที่สำคัญคือ เรือลำที่นำคณะฑูตไปในเดือนมกราคม ค.ศ. ๑๖๘๔ นั้นตรงไปยังอังกฤษก่อน โดยนำข่าวจากฟอลคอนไปถึงยอร์ช ไวท์และบริษัทอีสต์อินเดียของอังกฤษ พร้อมด้วยของขวัญมีค่ามากมาย ด้วยเหตุนี้คณะทูตไทยจึงต้องพักอยู่อังกฤษชั่วคราว ก่อนเดินทางต่อไปยังฝรั่งเศสพร้อมบาทหลวงวาเชต์”) ซึ่งแสดงถึงความเป็นพระมหากษัตริย์ที่มองการณ์ไกล การเจริญความสัมพันธ์กับชาติตะวันตกนั้นทำให้สามารถรับวิทยาการที่มีความก้าวหน้าและเป็นการส่งเสริมการค้ากับชาติตะวันตกเพิ่มขึ้น มีการนำความรู้จากชาติตะวันตกมาปรับใช้ในกรุงศรีอยุธยา จากการต่างประเทศที่มีความโดดเด่น ส่งผลให้คนรุ่นหลังอาจจะยังไม่ทราบว่านอกเหนือจากการต่างประเทศ ยังมี
พระราชกรณียกิจด้านอื่นๆ ในพระอาณาจักร ซึ่งรัชสมัยของพระองค์ กรุงศรีอยุธยามีความเข้มแข็งสามารถขึ้นไปทำสงครามถึงเมืองรัตนปุระอังวะราชธานีของพม่า ส่งผลให้กรุงศรีอยุธยาสามารถสถาปนาอำนาจเหนือดินแดนล้านนาบางส่วน(เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง) ความสัมพันธ์กรุงศรีอยุธยากับดินแดนล้านนาถึงแม้จะเป็นเพียงความสัมพันธ์ไม่นาน แต่ถือว่ามีความสำคัญมากทางการเมืองยุคนั้น

ล้านนา แต่เดิมก็คือ อาณาจักรล้านนาถูกสถาปนาขึ้นในสมัยพญามังราย (ปัจจุบันตำราเรียนบางสำนักพิมพ์ใช้คำว่าพ่อขุนมังราย) พญามังรายนี้เป็นพระโอรสของพญาเมง เชื้อสายราชวงศ์ลวจักรราชหรือราชวงศ์ลาว พญามังรายประสบความสำเร็จในการรวบรวมดินแดนตอนในของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พระองค์ยึดครองแคว้นหริภุณไชย (ลำพูน) พระองค์ทรงใช้หริภุณไชยเป็นฐานในการสร้างอาณาจักรล้านนาให้มีความสมบูรณ์ ทรงสถาปนาเชียงใหม่เป็นราชธานีของอาณาจักรล้านนา เชียงใหม่เป็นศูนย์กลางการปกครองของล้านนา เมื่อล้านนาตกเป็นเมืองประเทศราชของราชสำนักพม่า พม่าได้ใช้ล้านนาเป็นฐานกำลังเพื่อรุกรานกรุงศรีอยุธยาทางทิศเหนือ ดังนั้นพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาจึงต้องการยึดครองล้านนาเพื่อรักษาสมดุลทางการเมืองระหว่างกรุงศรีอยุธยากับราชสำนักพม่า อย่างไรก็ดีการยึดครองล้านนาจะต้องอาศัยปัจจัยอื่นๆเช่น การประสบปัญหาภายในราชสำนักพม่าและภัยคุกคามจากภายนอก ผู้ปกครองล้านน่าอ่อนแอ ตลอดจนกรุงศรีอยุธยามีความพร้อมทั้งด้านทหาร เสบียง เป็นต้น

๒.ความสัมพันธ์ระหว่างกรุงศรีอยุธยากับล้านนาก่อนรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

ความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างสองดินแดนเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ หรือ ขุนหลวงพะงั่ว (ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. ๑๙๑๓ – ๑๙๓๑) สามารถขยายอำนาจถึงแคว้นสุโขทัย เมื่อสุโขทัยตกเป็นเมืองประเทศราชแก่กรุงศรีอยุธยาแล้วพระองค์จึงรุกคืบเข้ามาทางตอนเหนือ จะสังเกตว่าเมื่อยึดครองสุโขทัยได้แล้วขุนหลวงพะงั่วผู้มีความสามารถในการรบหวังจะยึดครองดินแดนเพิ่มขึ้นนอกเหนือจากแคว้นสุโขทัยที่สามารถยึดครอง การที่พระองค์เข้าตีเมืองลำปางในพ.ศ. ๑๙๒๙ (สรัสวดี อ๋องสกุล, ๒๕๕๓, หน้า ๑๕๓) ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านที่สำคัญทางทิศใต้ของอาณาจักรล้านนาในขณะนั้น เหล่าบรรดาแม่ทัพนายกองของฝั่งกรุงศรีอยุธยาคงเกิดความหึกเหิม เพราะสามารถยึดครองอดีตราชธานีของไทยได้ อีกทั้งกองทัพกรุงศรีอยุธยาคงจะเกณฑ์เหล่าบรรดาแม่ทัพ นายกอง ไพร่พล ตลอดจนเสบียงอาหารจากสุโขทัยขึ้นมาทำศึกหมายจะยึดครองบางส่วนของล้านนาก็เป็นได้ อย่างไรก็ดีกองทัพกรุงศรีอยุธยาของพระองค์ไม่สามารถยึดครองเมืองลำปางได้ เพื่อไม่ให้เสื่อมเสียพระเกียรติกษัตริย์กรุงศรีอยุธยา พระองค์ส่งพระราชสาสน์ให้หมื่นนคร (กรมศิลปากร, ๒๕๔๘, หน้า ๕๙) เจ้าเมืองลำปางออกมาถวายบังคมเพื่อรักษาพระเกียรติ จากนั้นพระองค์จึงทัพกลับกรุงศรีอยุธยา ความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างทั้งสองดินแดนเกิดขึ้นอีกครั้งในรัชสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเกิดการทำศึกใหญ่กับล้านนา ตรงกับรัชสมัยของพระเจ้าติโลกราช (ครองราชย์ระหว่างพ.ศ.๑๙๘๔ – ๒๐๓๐) สงครามครั้งนี้ยาวนานถึง ๒๐ ปี (สรัสวดี อ๋องสกุล, ๒๕๕๓, หน้า ๑๖๐ ในที่สุดหลังจากสู้รบกันเป็นเวลานานกว่ายี่สิบปีแล้วก็ยุติสงครามใน พ.ศ. ๒๐๑๘) อนึ่งสาเหตุของสงครามครั้งนี้เกิดขึ้นอาจเป็นเพราะว่าพระเจ้าติโลกราชได้ยกกองทัพล่วงเข้ามาถึงเขตเมืองเชลียงซึ่งเป็นชื่อเดิมของเมืองศรีสัชนาลัย สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พระองค์ทรงสืบเชื้อสายทางพระมารดาจากเมืองเชลียงและถือเป็นเชื้อราชวงศ์พระร่วงหรือสุโขทัย ด้วยเชื้อสายบรรพบุรุษ และความผูกพันกับเมืองเหนือของกรุงศรีอยุธยาที่พระองค์ทรงประทับตั้งแต่ดำรงตำแหน่งพระมหาอุปราช ด้วยเหตุที่มีสงครามกับอาณาจักรล้านนาในรัชสมัยพระเจ้าติโลกราชทำให้พระองค์ทรงประทับอยู่เมืองพระพิษณุโลกเพื่อติดตามการรบอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ดีผลของสงครามในการบันทึกมีหลากหลายสาเหตุ ซึ่งผลสรุปว่าไม่มีฝ่ายไหนได้รับชัยชนะ และหลังจากสงครามครั้งนี้สิ้นสุดลงพระเจ้าติโลกราชได้สวรรคตลงไปส่งผลให้ล้านนาเริ่มอ่อนแออย่างเห็นได้ชัด ขุนนางมีอำนาจมากขึ้นส่งผลให้กษัตริย์ไม่สามารถควบคุมขุนนางได้จึงนับเป็นจุดเสื่อมถอยและเปิดโอกาสให้กรุงศรีอยุธยาก้าวขึ้นมามีบทบาทมากขึ้น ด้วยปัจจัยหลายประการ

จากความเสื่อมถอยของล้านนาส่งผลให้ในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ (ครองราชย์เมื่อพ.ศ. ๒๐๓๔ – ๒๐๗๒) กองทัพกรุงศรีอยุธยาตีเมืองลำปางแตกในพ.ศ. ๒๐๕๘ (กรมศิลปากร, ๒๕๑๕, หน้า๔๕๓) ซึ่งคงจะเป็นเพราะมีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีอานุภาพมากกว่า เพราะในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ พระองค์ทรงมีทหารรับจ้างชาวตะวันตกเข้ามารับราชการในตำแหน่งราชองครักษ์ ด้วยเหตุนี้ทำให้กองทัพของกรุงศรีอยุธยามียุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย มีการนำปืนไฟมาใช้ในกองทัพอย่างแพร่หลาย มีการเกณฑ์ไพร่พลแบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าในอดีต มีการแต่งตำราพิชัยสงครามเพื่อเป็นแบบแผนในการรบ อย่างไรก็ดีกองทัพสามารถตีเมืองลำปางได้แต่ก็ไม่สามารถตีเมืองเชียงใหม่ได้(การทำสงครามในยุคจารีต เมื่อสามารถยึดครองเมืองหลวงหรือสำเร็จโทษกษัตริย์ได้  ก็คือการยึดครองได้ทั้งแคว้นหรืออาณาจักร ซึ่งเชียงใหม่ถือเป็นเมืองหลวงของล้านนาดังนั้นชาวล้านนาจึงป้องกันอย่างสุดความสามารถ) ผลจากการที่กองทัพกรุงศรีอยุธยาสามารถตีเมืองลำปางแตก ถือเป็นจุดเสื่อมของล้านนาทางการทหาร เมืองลำปางหรือเขลางค์นครเป็นเมืองหน้าด่านที่สำคัญของล้านนา หากย้อนกลับไปยังครั้งแรกที่กองทัพกรุงศรีอยุธยายกขึ้นมาเพื่อจะยึดครองล้านนา ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ ทัพกรุงศรีอยุธยาไม่สามารถเข้าตีเมืองลำปางได้ กระทั่งถึงรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ แม้จะสามารถยกทัพถึงเมืองลำปางได้แต่ไม่สามารถตีให้แตกและหลังจากไม่สามารถตีเมืองลำปางแตกได้ กองทัพกรุงศรีอยุธยาของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถก็สู้รบอยู่บริเวณชายแดนระหว่างล้านนากับกรุงศรีอยุธยาเพราะล้านนาป้องกันดินแดนอย่างเข้มแข็ง ซึ่งหากวิเคราะห์ถึงบทบาททางทหารของล้านนาลดลงหรืออ่อนแอลงก็คงจะเป็นเพราะล้านนามีการใช้การปกครองระบบพันนา (สรัสวดี อ๋องสกุล, ๒๕๕๓, หน้า ๑๙๖) มาใช้ ซึ่งส่งผลให้เกิดความวุ่นวายทางการเมืองและขาดเอกภาพภายหลังที่พระเจ้าติโลกราชสวรรคตลง ขุนนางล้านนามีอำนาจและบทบาทเหนือกษัตริย์ (ยุคขุนนางล้านนา) ส่งผลให้ล้านนามีความอ่อนแอทางการเมือง ทหารด้อยประสิทธิภาพหากเทียบกับล้านนายุคต้นราชวงศ์มังราย (รัชสมัยพระเจ้าติโลกราชพระองค์สามารถควบคุมขุนนางได้อย่างเด็ดขาด ความวุ่นวายทางการเมืองจึงไม่เกิด)

หลังจากพระเจ้าติโลกราชสวรรคตลงไปนั้น บ้านเมืองในล้านนาก็เข้าสู่ยุคปลายแห่งราชวงศ์ที่พร้อมจะล่มสลายลงไปด้วยเพราะขุนนางก้าวขึ้นมามีอำนาจเหนือกษัตริย์ อย่างไรก็ดีจากการศึกษายุคขุนนางล้านนามีอำนาจเริ่มปรากฏอย่างเห็นได้ชัดเมื่อรัชสมัยพระเกษเมืองเกล้า ขุนนางสามารถแต่งตั้งกษัตริย์และสามารถสถาปนากษัตริย์ขึ้นเองได้โดยพระมหากษัตริย์พระองค์ก่อนยังไม่สวรรคต (เกิดขึ้นกับพระเกษเมืองเกล้า พระองค์ถูกขุนนางปลด แล้วขุนนางก็สถาปนาท้าวซ้ายขึ้นเป็นกษัตริย์แทนพระองค์ จากนั้นขุนนางได้ร่วมมือกันสำเร็จโทษท้าวซ้ายและสถาปนาพระเกษเมืองเกล้าขึ้นปกครองล้านนาอีกครั้งหนึ่ง) ขุนนางล้านนาไม่เพียงมีบทบาทต่อพระมหากษัตริย์อีกทั้งยังมีการแบ่งฝ่าย ส่งผลให้ราชสำนักล้านนาขาดความเป็นเอกภาพ จากผลดังกล่าวก่อให้เกิดสงครามขึ้นระหว่างกรุงศรีอยุธยากับล้านนาอีกครั้งในรัชสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราชครองราชย์เมื่อ พ.ศ.๒๐๗๗-๒๐๙๐ พระองค์เป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒

อนึ่งสงครามครั้งนี้เกิดขึ้นจากความขัดแย้งในกลุ่มขุนนางล้านนาถึงขั้นสำเร็จโทษพระเกษเมืองเกล้า(ครองราชย์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.๒๐๖๘-๒๐๘๑ ครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๐๘๖-๒๐๘๘) กษัตริย์ล้านนา สมเด็จพระไชยราชาธิราชทรงถือโอกาสเจริญสัมพันธไมตรีระดับราชวงศ์ พระองค์ยกทหารไปช่วยราชวงศ์มังรายซึ่งกำลังเกิดปัญหาการสืบราชย์สมบัติที่เชียงใหม่ ในพ.ศ. ๒๐๘๘(กรมศิลปากร, ๒๕๑๕, หน้า ๔๕๔) พระองค์ทรงยกทัพไปถึงล้านนาปรากฏว่าเหตุการณ์ในล้านนาโดยเฉพาะเมืองเชียงใหม่สงบเป็นปกติ พระองค์จึงเปลี่ยนท่าทีเป็นการเจริญสัมพันธไมตรีโดยไม่มีการรบพุ่ง เมื่อสมเด็จพระไชยราชาธิราชเสด็จกลับมายังกรุงศรีอยุธยาปรากฏว่าทางล้านนาได้อัญเชิญเจ้าไชยเชษฐา (สำนักนายกรัฐมนตรี, ๒๕๑๔, หน้า ๗๙ เรียก พระอุปเยาว์) พระโอรสพระเจ้าโพธิสารราชกษัตริย์ล้านช้างกับพระนางยอดคำทิพย์พระธิดาในพระเกษเมืองเกล้า เจ้าไชยเชษฐาจึงขึ้นครองราชย์ตามสายเลือดทางพระมารดาพระนามว่าพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช สมเด็จพระไชยราชาธิราชยกทัพขึ้นตีล้านนา อย่างไรก็ดีพระองค์ต้องกลับกรุงศรีอยุธยาเพราะทรงประชวรจากการรบพุ่ง จากนั้นในรัชสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ(พระอนุชาต่างพระมารดาของสมเด็จพระไชยราชา สมเด็จพระมหาจักรพรรดิครองราชย์ในระหว่าง พ.ศ.๒๐๙๑ – ๒๑๑๑) ปรากฏว่าล้านนาได้ตกเป็นเมืองประเทศราชของพระเจ้าบุเรงนองส่งผลให้ราชสำนักพม่าก้าวขึ้นมามีบทบาทในล้านนา ทางราชสำนักพม่าใช้ล้านนาเป็นฐานกำลังเพื่อทำสงครามกับกรุงศรีอยุธยาทางทิศเหนือ ซึ่งเป็นการปรับยุทธวิธีของพม่าในการเข้ามาทำสงครามกับกรุงศรีอยุธยา ซึ่งอดีตพม่าเข้ามาทำสงครามกับกรุงศรีอยุธยาทางด่านเจดีย์สามองค์เป็นเส้นทางหลัก เมื่อกองทัพพม่ารบกับกรุงศรีอยุธยาจะถูกกองทัพเมืองเหนือบุกมา กระหนาบทุกครั้ง พระเจ้าบุเรงนองจึงตีเมืองเหนือของกรุงศรีอยุธยาก่อน โดยใช้ล้านนาเป็นฐานเพื่อตัดกำลังทางทหารจากหัวเมืองทางเหนือของกรุงศรีอยุธยาประกอบด้วย เมืองพระพิษณุโลก กำแพงเพชร สุโขทัย พิชัยเป็นต้น เพื่อไม่ให้ยกกองทัพมาช่วยกรุงศรีอยุธยารบกับกองทัพพม่าส่งผลให้เกิด
การเสียกรุงครั้งที่ ๑  พ.ศ. ๒๑๑๒ ในรัชสมัยสมเด็จพระมหินทราธิราช

ผลของการเสียกรุงครั้งที่ ๑ ส่งผลให้กรุงศรีอยุธยาตกเป็นเมืองประเทศราชของพม่ายาวนานถึง๑๕ ปี ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๑๑๒ – ๒๑๒๗ จากนั้นสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (ปี พ.ศ. ๒๑๒๗ พระองค์ยังดำรงตำแหน่งพระมหาอุปราช) ซึ่งรัชกาลของพระองค์ครองราชย์ใน พ.ศ.๒๑๓๓ ถึง พ.ศ.๒๑๔๘ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชและความเข้มแข็งของทหารกรุงศรีอยุธยา พระองค์สามารถมีชัยชนะกองทัพพม่าในการทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชามังกยอชวา (มังสามเกียด)โอรสพระเจ้านันทบุเรง พระองค์ทรงขยายอำนาจของกรุงศรีอยุธยาให้กว้างใหญ่ไพศาลกว่าพระมหากษัตริย์พระองค์ใดที่ครองราชย์สมบัติกรุงศรีอยุธยา ทรงใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวเจรจากับพระเจ้านรธามังสอพระมหากษัตริย์เชียงใหม่ครองราชย์พ.ศ. ๒๑๒๑ – ๒๑๕๐ ซึ่งเป็นพระอนุชาพระเจ้านันทบุเรง ส่งผลให้ล้านนาเป็นเมืองประเทศราชของกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระนเรศวรมหาราชอาศัยดินแดนล้านนาเป็นฐานเพื่อเข้ายึดครองเมืองต่างๆ ของพม่า อย่างไรก็ดีล้านนาเป็นเมืองประเทศราชของกรุงศรีอยุธยาจนกระทั่งสิ้นสุดรัชสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถครองราชย์เมื่อ พ.ศ. ๒๑๕๓ พระเจ้าอนอคเปตลุนแห่งราชวงศ์นยองยานหรือตองอูยุคฟื้นฟู สามารถรวบรวมดินแดนพม่าที่ล่มสลายลงไปพร้อมกับการสวรรคตของพระเจ้านันทบุเรง ราชวงศ์นยองยานได้เข้ามาปกครองล้านนาอีกครั้งในฐานะเมืองประเทศราชเช่นในอดีต ต่อมาพระเจ้าตลุนพระโอรสของพระเจ้าอนอคเปตลุน ได้ส่งพระราชสาสน์ขอเป็นไมตรีกับกรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยของสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง (สรัสวดี อ๋องสกุล, ๒๕๕๓, หน้า ๒๘๑) เนื่องจากสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง (ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.๒๑๗๒ – ๒๑๙๙) เป็นแม่ทัพที่เก่งกล้าสามารถราชสำนักพม่าจึงเกรงว่าพระองค์จะขยายดินแดนเข้ามาในเขตพม่าจึงขอเป็นไมตรีเพื่อรักษาผลประโยชน์ และเสถียรภาพทางการเมืองในล้านนาไว้

๓.ความสัมพันธ์ระหว่างกรุงศรีอยุธยากับล้านนาในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

ความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างกรุงศรีอยุธยากับล้านนาครั้งแรกในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ในระยะนั้นเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางของล้านนาอยู่ ก่อนที่ราชสำนักพม่าแห่งราชวงศ์นยองยานจะให้ความสำคัญกับเมืองเชียงแสนมากกว่าในภายหลัง เมืองเชียงแสนก้าวขึ้นมามีบทบาทเหนือเชียงใหม่ก็เป็นด้วยเพราะเหตุผลทางการเมืองที่สามารถควบคุมได้ง่ายกว่าเพราะอยู่ใกล้กับกรุงรัตนปุระอังวะ ตลอดจนเชียงใหม่เกิดการกบฏขึ้นหลายครั้งส่งผลให้มีการหมุนเวียนของผู้ปกครองเชียงใหม่ (สรัสวดี อ๋องสกุล, ๒๕๕๓, หน้า ๒๙๖ ตำแหน่งเจ้าเมืองในช่วงหลังนี้ในทุกๆ แห่งมีการโยกย้ายสับเปลี่ยนกันอยู่เสมอ) ขุนนางที่ปกครองเชียงใหม่จะมีคำนำหน้าว่า “โป่” (สรัสวดี อ๋องสกุล, ๒๕๕๓, หน้า ๒๙๕ ตำแหน่ง โป่ หรือ แม่ทัพ) ซึ่งหมายความว่าแม่ทัพ เชียงใหม่จึงกลายเป็นเมืองที่แม่ทัพปกครองอยู่ เชียงแสนจึงกลายเป็นศูนย์กลางทางการปกครองแทน

สงครามระหว่างกรุงศรีอยุธยากับล้านนาดังกล่าวเกิดขึ้น พ.ศ. ๒๒๐๓  สงครามเกิดขึ้นมาจากผู้ครองเมืองเชียงใหม่และบรรดาผู้ครองแคว้นล้านนาไม่แน่ใจในความสามารถของกษัตริย์พม่าแห่งเมืองรัตนปุระอังวะที่กำลังทำสงครามกับกองทัพจีน เนื่องจากกองทัพจีนเป็นกองทัพที่มีอานุภาพมากเมืองต่างๆ ที่อยู่ตอนในของอุษาคเนย์จึงพากันหวาดกลัวกองทัพจีน ต่างก็หาที่พึงเพื่อต่อกรกับกองทัพจีน บรรดาผู้ปกครองเมืองในล้านนาคงจะคาดการณ์ว่า กองทัพจีนสามารถรบพุ่งชนะกองทัพพม่าอย่างเด็ดขาดและรวดเร็ว ส่งผลให้บรรดาผู้ปกครองเมืองในล้านนาเอาใจออกห่างราชสำนักพม่า โดยส่งพระราชสาสน์ถึงสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเพื่อขอกำลังสนับสนุนป้องกันดินแดนหากกองทัพจีนรุกราน ซึ่งหากกองทัพกรุงศรีอยุธยาสามารถขับไล่กองทัพจีนออกไปจากดินแดนล้านนาได้ ล้านนาก็พร้อมที่จะเป็นเมืองประเทศราชของกรุงศรีอยุธยา(กรมศิลปากร, ๒๕๔๘, หน้า ๒๖ จะได้เป็นขันฑสีมามณฑล ณ กรุงเทพมหานครบวรทราวดีศรีอยุธยา) สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงเตรียมกำลังทหารเพื่อช่วยเหลือล้านนา แต่สถานการณ์ได้เปลี่ยนไปเมื่อกองทัพพม่าสามารถต้านกองทัพจีนไว้ได้ในที่สุด ดังนั้นการที่ล้านนาส่งพระราชสาสน์ถึงกรุงศรีอยุธยาเท่ากับการเป็นกบฏต่อราชสำนักพม่า บรรดาผู้ปกครองล้านนาเกรงจะได้รับโทษกบฏต่อกษัตริย์พม่า จึงแสดงตัวเป็นศัตรูกับกองทัพกรุงศรีอยุธยา การยกกองทัพขึ้นมายังล้านนาครั้งนี้ของกองทัพของกรุงศรีอยุธยามีแม่ทัพ นายกองที่มีฝีมือเป็นที่ไว้พระราชหฤทัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เช่น พระยาสีหราชเดโช พระยาท้ายน้ำเป็นต้น

เมื่อล้านนาเปลี่ยนท่าทีจากมิตรกลายเป็นศัตรู สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงเสด็จพระราชดำเนินขึ้นมายังเมืองพระพิษณุโลกเพื่อติดตามดูการรบครั้งนี้ในคราวเดียวกันพระองค์ได้สักการะพระพุทธชินราช พระองค์มีพระราชโองการให้แม่ทัพนายกองเข้าต่อตีเมืองเถินและเมืองลำปาง กองทัพกรุงศรีอยุธยาสามารถยึดเมืองทั้งสองได้ตามลำดับ ผู้ปกครองเมืองเถินได้ทูลขอพึ่งพระบรมโพธิสมภารและได้ราษฎรเมืองเถินเข้าร่วมกองทัพอยุธยาเป็นจำนวนมาก ด้านเมืองลำปางได้เทครัวย้ายไปสมทบกับกองทัพในเมืองเชียงใหม่บางส่วนหนีเข้าป่า สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงให้พระยาพิชัยสงครามอยู่รักษาเมืองลำปาง และกวาดต้อนผู้คนชาวเมืองลำปาง ที่หนีภัยสงครามแยกย้ายหนีไปอยู่ตามป่าให้กลับมาอยู่ในเมืองดังเดิม จากนั้นเมื่อกองทัพได้พักฟื้นกำลังทหาร จึงเข้าตีเมืองลำพูนและเมืองเชียงใหม่ตามลำดับเพื่อให้แตกในเร็ววัน หากทำศึกยืดเยื้อกองทัพกรุงศรีอยุธยาจะเสียเปรียบ พระยาแสนหลวงเจ้าเมืองเชียงใหม่และพระยาลำพูนชัยเห็นว่ากองทัพกรุงศรีอยุธยามีแสนยานุภาพมากไม่สามารถต้านได้ เมืองเชียงใหม่และเมืองลำพูนจึงส่งสาสน์เพื่อชี้แจงว่าทางเมืองเชียงใหม่และบรรดาเมืองในล้านนาเกรงพระราชอาญาพระมหากษัตริย์พม่าจึงต้องเป็นศัตรูกับกรุงศรีอยุธยา ส่วนทางกองทัพกรุงศรีอยุธยาได้รับสาส์นดังกล่าวจากเจ้าเมืองเชียงใหม่ จึงส่งสาส์นนั้นให้กับสมเด็จพระนารายณ์มหาราชตัดสิน พระองค์ทรงไม่ถือโทษเพราะเกิดสงครามกับพม่า บริเวณชายแดนด้านเมืองกาญจบุรีทัพกรุงศรีอยุธยาจึงยกทัพลงมาเพื่อทำสงครามกับกองทัพพม่าที่ เมืองไชยโยค (น่าจะเมืองไทรโยค) จากเหตุการณ์ข้างต้นส่งผลให้ล้านนาตกเป็นเมืองประเทศราชของกรุงศรีอยุธยา (คาดว่าจะเป็นลักษณะเมืองสองฝั่งฟ้า เพื่อรักษาเมืองเอาไว้) ล้านนาเป็นเมืองประเทศราชของกรุงศรีอยุธยาไม่ทั้งหมด เพราะเมืองเชียงแสน เชียงรายยังอยู่ในการปกครองของราชสำนักพม่า ซึ่งมีความใกล้ชิดกับทางราชสำนัก

ในพ.ศ. ๒๒๐๔ สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงทำสงครามกับพม่า โดยเหตุการณ์ที่ส่งผลให้รบกับพม่าครั้งนี้กล่าวคือกองทัพพม่าได้ยกกองทัพเข้ามาในเขตอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา กองทัพพม่าตั้งทัพอยู่เมืองเมาะตะมะ (กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์, ๒๕๕๐,  หน้า ๒๓๒) เพื่อจะกวาดต้อนครัวมอญกลับไปยังพม่า อนึ่งชาวมอญหรือรามัญได้เข้ามาอาศัยอยู่ในกรุงศรีอยุธยามาช้านาน มีการตั้งบ้านเรือน ทำการค้า ตลอดจนรับราชการในกรุงศรีอยุธยาในตำแหน่งต่างๆ อย่างไรก็ดีการที่กองทัพพม่าเข้ามายังเขตกรุงศรีอยุธยา

สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงให้เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ขุนเหล็ก) เป็นแม่ทัพใหญ่ (กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์, ๒๕๕๐, หน้า ๒๓๔) โดยมีแม่ทัพนายกองชาวมอญเข้าร่วมศึก การยกทัพนั้นยกไปด้วยกันสองทางคือ เส้นทางแรกเดินทัพทางเมืองเมาะตะมะมีทหารชาวมอญเป็นทัพหน้า เส้นทางที่สองคือเส้นทางทิศเหนือมีการเกณฑ์ทหารเป็นจำนวน ๑๐,๐๐๐ นาย ทหารที่เกณฑ์มานั้นส่วนใหญ่เป็นทหารจากเมืองเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ซึ่งสงครามครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกที่กองทัพล้านนาได้เข้าร่วมกองทัพกรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช กองทัพกรุงศรีอยุธยาเคลื่อนทัพผ่านเมืองต่างๆ ระหว่างทางมีทั้งสู้รบกับทหารกรุงศรีอยุธยา และยินยอมให้เดินทัพผ่านแต่โดยดี การยกทัพมาในครั้งนี้ของกองกรุงศรีอยุธยาเป้าหมายอยู่ที่เมืองรัตนปุระอังวะ เมื่อกองทัพกรุงศรีอยุธยาเข้าถึงเขตเมืองรัตนปุระอังวะได้ทำการปลูกค่ายตั้งมั่นเพื่อรบพุ่งกับกองทัพพม่า การรบพุ่งระหว่างทัพกรุงศรีอยุธยากับกองทัพพม่าได้สู้รบกันเป็นสามารถ ใช้เวลาทำศึกแรมเดือน ผลของการรบพุ่งกันปรากฏว่ามีการสู้รบกันไม่รู้แพ้ชนะ จากการรบพุ่งกันเป็นระยะเวลานานส่งผลให้ทหารอ่อนล้า บาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก เสบียงก็เหลือน้อย เจ้าพระยาโกษาธิบดีจึงคิดหาวิธีถอยทัพเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเปรียบกองทัพพม่า การถอยทัพจึงจำเป็นต้องรัดกุมในการเดินทางกลับกรุงศรีอยุธยา จากศึกครั้งนี้กองทัพกรุงศรีอยุธยามีปัจจัยด้อยคือ กองทัพล้านนาไม่ได้ช่วยรบพุ่งอย่างเต็มความสามารถ ทหารกองทัพกรุงศรีอยุธยาไม่ชำนาญพื้นที่ ขัดสนเสบียงปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ เจ้าพระยาโกษาธิบดีต้องยกทัพกลับกรุงศรีอยุธยา

จากความล้มเหลวจากการรบในสมรภูมิกรุงรัตนปุระอังวะ ทหารล้านนาที่ร่วมทัพกรุงศรีอยุธยาล้วนพากันหนีกลับมายังเมืองของตน มีการเพิ่มทหารเวรยามเพื่อป้องกันประตูเมืองและบนกำแพง เพื่อป้องกันกองทัพกรุงศรีอยุธยา การหนีทัพของทหารล้านนาดังกล่าว เท่ากับเป็นการไม่ยอมรับอำนาจของกรุงศรีอยุธยาอีกต่อไป  อนึ่งล้านนาเป็นเมืองประเทศราชของกรุงรัตนปุระอังวะอยู่ก่อน และจากการล้มเหลวในศึกดังกล่าวกับกองทัพพม่าทำให้ล้านนาไม่เชื่อว่ากรุงศรีอยุธยาจะสามารถคุ้มครองล้านนาจากพม่าได้ จึงแยกตัวออกจากกรุงศรีอยุธยาจากเหตุผลดังกล่าว กองทัพกรุงศรีอยุธยา จึงโจมตีเมืองเชียงใหม่ที่เป็นศูนย์กลางของล้านนาทั้งกลางวันกลางคืน (กรมศิลปากร, ๒๕๔๘, หน้า ๔๕) ทหารบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก เจ้าพระยาโกษาธิบดีแม่ทัพใหญ่จึงยกทัพกลับกรุงศรีอยุธยาเนื่องจากทหารได้บาดเจ็บเป็นจำนวนมาก โดยทหารมีทั้งที่บาดเจ็บเมื่อคราวตีเมืองรัตนปุระอังวะและบาดเจ็บคราวโจมตีเมืองเชียงใหม่ คราวถอยทัพเจ้าพระยาโกษาธิบดีใช้ธนูเพลิงระดมยิงเข้าไปในเมืองเชียงใหม่ ส่งผลให้เมืองเชียงใหม่ย่อยยับเพราะไฟไหม้(กรมศิลปากร, ๒๕๔๘, หน้า ๒๖ ชาวเมืองเชียงใหม่ทั้งหลายเพลิงไหม้วุ่นวายไปสิ้นทั้งเมือง ได้ทุกขเวทนาลำบากเป็นอันมาก) กองทัพกรุงศรีอยุธยาจึงยกทัพกลับพระนคร เหตุการณ์นี้ส่งผลให้สถานะของล้านนาไม่ได้เป็นเมืองประเทศราชของกรุงศรีอยุธยาและกลับไปเป็นเมืองประเทศราชของพม่าอีกครั้ง (หม่องทินอ่อง, ๒๕๕๗, หน้า ๑๔๗)

ปีที่เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ขุนเหล็ก) ถึงแก่อสัญกรรม สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงดำริจะต้องตีเมืองเชียงใหม่ให้ได้ พระองค์เห็นว่าทหารล้านนากระทำการหลอกลวงกองทัพกรุงศรีอยุธยาหลายครั้ง ในการศึกครั้งนี้พระองค์ได้แต่งตั้งนายปานน้องเจ้าพระยาโกษาธิบดีที่ถึงแก่อสัญกรรมไปเป็นเจ้าพระยาโกษาธิบดี (กรมศิลปากร, ๒๕๔๘, หน้า ๔๗) เป็นแม่ทัพใหญ่ เมื่อกองทัพกรุงศรีอยุธยาเดินทางถึงเมืองเถินก็สามารถตีเมืองเถินแตกได้โดยไม่ยาก จากนั้นทัพกรุงศรีอยุธยาจึงเข้าตีบรรดาเมืองบริวารของเมืองลำปาง การสู้รบกับเมืองลำปางใช้เวลาสู้รบกันถึงสามวันทัพเจ้าพระยาโกษาธิบดีสามารถยึดเมืองลำปางได้ ทัพกรุงศรีอยุธยาจึงตีเมืองลำพูนนานถึงเจ็ดวันจึงได้เมืองลำพูน จะเห็นได้ว่าตั้งแต่เมืองเถิน ลำปาง ลำพูน ซึ่งเคยเป็นบรรดาเมืองที่เคยหักหลังกองทัพกรุงศรีอยุธยามาหลายครั้ง กองทัพกรุงศรีอยุธยาตีเมืองแตกอย่างง่ายจนผิดสังเกต อาจเป็นเพราะเมืองดังกล่าวไม่ได้ตั้งใจที่จะแสดงตนเป็นศัตรูกับกองทัพกรุงศรีอยุธยา เพียงแต่คล้อยตามพระยาแสนหลวงเจ้าเมืองเชียงใหม่เพราะถือว่าเป็นผู้นำล้านนา อย่างไรก็ดี สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงเสด็จพระราชดำเนินมายังเชียงใหม่เพื่อบัญชาการศึกด้วยพระองค์เอง

พระยาแสนหลวงเจ้าเมืองเชียงใหม่เห็นทัพกรุงศรีอยุธยายกทหารจำนวนมาก อีกทั้งสามารถตีเมืองเถิน ลำปาง ลำพูนแตก เกรงจะสู้ไม่ได้จึงมาส่งสาสน์ไปยังพระมหากษัตริย์พม่าที่เมืองรัตนปุระอังวะ ฝ่ายพม่าเมื่อได้รับสาสน์ก็รู้สึกว่าศึกระหว่างล้านนากับกรุงศรีอยุธยาครั้งนี้พม่าไม่พร้อมที่จะทำศึกกับกรุงศรีอยุธยา เนื่องด้วยแม่ทัพนายกองพม่าที่เคยรบกับกองทัพกรุงศรีอยุธยา เห็นว่ากองทัพพม่าไม่พร้อมที่จะต่อกรกับทัพกรุงศรีอยุธยา เนื่องด้วยกรุงศรีอยุธยาสามารถรบชนะเมืองต่างๆ อีกทั้งยังสามารถเกณฑ์ทหารจากเมืองต่างๆ มาเป็นทหาร เมื่อราชสำนักพม่าไม่ยกทัพมาช่วยล้านนาส่งผลให้กองทัพกรุงศรีอยุธยาสามารถตีเมืองเชียงใหม่ได้ ส่งผลให้ล้านนาตกเป็นเมืองขึ้นของกรุงศรีอยุธยาอีกครั้งหนึ่ง อนึ่งกองทัพสมเด็จพระนารายณ์มหาราชสามารถเข้ายึดครองเชียงใหม่ พร้อมกับจับกุมตัวพระยาแสนหลวงเจ้าเมืองเชียงใหม่ ตลอดจนครอบครัวของเหล่าบรรดาเสนาอำมาตย์ จากนั้นเจ้าพระยาโกษาธิบดีได้นำตัวบุตรีของเจ้าเมืองและเสนาอำมาตย์เมืองเชียงใหม่มาถวายตัวให้สมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระองค์ทรงเลือกธิดาของพระยาแสนหลวงเจ้าเมืองเชียงใหม่เป็นพระสนม ส่วนคนอื่นๆพระองค์ได้พระราชทานแจกจ่ายให้กับเหล่าบรรดาแม่ทัพนายกอง พระองค์ประทับที่เมืองเชียงใหม่อยู่ประมาณ ๑๕ วัน (กรมศิลปากร, ๒๕๔๘, หน้า ๒๕๒. เสด็จประทับยับยั้งอยู่ที่นั้นประมาณสิบห้าเวร) จึงพระราชดำเนินกลับมาประทับที่เมืองสุโขทัย จากนั้นพระองค์เสด็จพระราชดำเนินมายังเมืองพระพิษณุโลกเพื่อนมัสการพระพุทธชินราชแล้วเสด็จกลับกรุงศรีอยุธยา

ความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างกรุงศรีอยุธยากับล้านนาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเป็นเพียงช่วงระยะเวลาหนึ่งที่อำนาจของกรุงศรีอยุธยาแผ่ขยายไปถึงล้านนา พระองค์ได้ทำสงครามกับราชสำนักพม่า และล้านนา ทำให้รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชสามารถนำความได้เปรียบทางการเมือง เพื่อส่งผลประโยชน์ระบบเศรษฐกิจของกรุงศรีอยุธยา เพราะล้านนามีสินค้าหลายประเภทที่กรุงศรีอยุธยา ตลอดจนเป็นสินค้าที่ชาวต่างชาติต้องการ ราชสำนักกรุงศรีอยุธยาร่ำรวยเป็นอย่างมากด้วยระบบพระคลังสินค้า สินค้าต่างๆ ที่นำมาค้าขายไม่ได้มีแต่ของที่หาได้ภายในอาณาจักรเท่านั้น สินค้าบางอย่างต้องมีการซื้อจากดินแดนอื่นเช่นเวียงจันทน์ ละแวก เชียงทอง น่าน สุโขทัย และเชียงใหม่ ดังนั้นเมื่อล้านนาตกอยู่ภายใต้อำนาจของกรุงศรีอยุธยาจึงทำให้การค้าขายระหว่างกรุงศรีอยุธยากับล้านนามีเพิ่มมากขึ้น ทั้งในรูปแบบซื้อขายแลกเปลี่ยนกันในระบบปกติ ซึ่งผ่านพ่อค้าในการค้าขาย และรูปแบบบรรณาการที่ใช้สินค้าเป็นส่วนหนึ่งของบรรณาการ

กรุงศรีอยุธยาเป็นอาณาจักรที่มีการค้ามั่งคั่ง พ่อค้าจากดินแดนต่างๆ ทั้งในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เช่น พ่อค้าเชียงใหม่ พ่อค้าชาวมอญ พ่อค้าล้านช้าง ตลอดจนพ่อค้าจากเมืองละแวก พ่อค้าจากแดนไกลก็มี เช่น พ่อค้าชาวตะวันตกชาติต่างๆ (นิโกลาส์ แชรแวส, ๒๕๕๐, หน้า ๗๔ – ๗๖) พ่อค้าจีน พ่อค้าญี่ปุ่น พ่อค้าอินเดียตลอดจนพ่อค้าเปอร์เซีย กรุงศรีอยุธยาร่ำรวยจากการค้ากับต่างชาติจะใช้ระบบที่อยู่ภายใต้ระบบราชการ (ฉัตรทิพย์ นาถสุภา; สมภพ มานะรังสรรค์, ๒๕๒๗, หน้า ๓๙.) หรือพระคลังสินค้า การค้ารูปแบบนี้ทำให้ราชสำนักตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ ขุนนางระดับต่างๆ ที่ทำการค้ามีความร่ำรวยมาขึ้น ตลาดสินค้าภายในมีอยู่หลากหลาย พ่อค้าภายในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความต้องการสินค้าจากแดนไกล จำพวกสินค้าฟุ่มเฟือย และสามารถนำไปขายต่อให้กับราชสำนัก ขุนนาง คหบดีที่มีกำลังทรัพย์ที่จะซื้อหาได้ สินค้าที่ชาวต่างชาติให้ความสนใจก็มีข้าว ของป่านานาชนิด สมุนไพร เป็นต้น

ล้านนากับการค้าในช่วงที่อยู่ภายใต้การปกครองของกรุงศรีอยุธยา การค้าขายระหว่างกรุงศรีอยุธยากับล้านนามีอยู่สองเส้นทาง เส้นทางแรกคือ ค้าขายทางน้ำโดยเดินเรือผ่านแม่น้ำปิงลงมายังเมืองตากจากนั้นล่องไปถึงแม่น้ำเจ้าพระยาและสามารถนำสินค้าไปค้าขายยังกรุงศรีอยุธยา มีทั้งขาล่องลงมาจากล้านนาไปยังกรุงศรีอยุธยาและการล่องเรือทวนน้ำจากกรุงศรีอยุธยา นครสวรรค์ แต่การเดินทางทางน้ำนั้นข้อเสียคือช่วงเวลาที่น้ำในแม่น้ำปิงและแม่น้ำวังลดต่ำลง บริเวณเมืองตากแม่น้ำจะตื้นเขินส่งผลให้ล่องเรือสินค้าลำบาก อนึ่งเรือสินค้ามีขนาดใหญ่จึงเป็นอุปสรรคในช่วงน้ำลด เส้นทางที่สอง คือ การค้าทางบก ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าเพราะต้องใช้การเดินทางทางเท้า และต้องใช้สัตว์ต่างเช่นวัว ลา ล่อ ม้าเป็นต้น เส้นทางนี้เดินทางจากเชียงใหม่ ลำพูน ตาก สุโขทัย อุตรดิตถ์ (สมมะโน ณ เชียงใหม่, ๒๕๓๘, หน้า ๕๗) และลงมายังพิษณุโลก กรุงศรีอยุธยา แต่ข้อดีก็คือสามารถทำการค้าได้ทุกเมืองที่เดินทางผ่านมีการซื้อมาขายไป

ตัวอย่างสินค้าที่มีการค้าขายกันในระยะที่ล้านนาอยู่ภายใต้การปกครองของกรุงศรีอยุธยาสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช สินค้าที่สำคัญคือ หนังกวาง ญี่ปุ่นนิยมซื้อไปเป็นจำนวนมากเพราะนำไปแปรรูปเป็นเครื่องใช้ต่างๆ กรุงศรีอยุธยาได้มาจากการซื้อ จากการเก็บส่วย ซึ่งได้มาจากล้านนา โดยเฉพาะที่เชียงใหม่ (วรางคณา นิพัทธ์สุขกิจ, ๒๕๕๐, หน้า๒๘) และอีกหลายเมืองในเขตแดนของกรุงศรีอยุธยา นอกจากหนังกวาง หรือหนังสัตว์ก็ยังสินค้าประเภทเขาควาย เขาวัว เพื่อขายให้กับพ่อค้าชาวจีน สินค้าจำพวกกำยาน (สรัสวดี อ๋องสกุล, ๒๕๕๓, หน้า ๒๘๗) เป็นสินค้าที่หาได้จากป่าบริเวณภาคเหนือโดยเฉพาะเชียงใหม่ (วรางคณา นิพัทธ์สุขกิจ, ๒๕๕๐, หน้า ๓๙) และบางส่วนมาจากลาวล้านช้าง เครื่องปั้นดินเผาเป็นสินค้าส่งออกของกรุงศรีอยุธยา มีอยู่หลากหลายแหล่งที่ส่งมาขายในกรุงศรีอยุธยาเช่นเครื่องปั้นดินเผาช่างศรีสัชนาลัย ช่างอันนัม ช่างขอม และช่างสันกำแพงซึ่งอยู่ในเขตเชียงใหม่

สรุป

ความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างกรุงศรีอยุธยากับล้านนาในช่วงระยะที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชครองราชย์ ส่งผลต่อการเมืองในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะราชสำนักกรุงศรีอยุธยาและราชสำนักพม่า ที่แย่งชิงความเป็นใหญ่ในภาคพื้นทวีป เมื่อกรุงศรีอยุธยาสถาปนาอำนาจเหนือดินแดนล้านนาผลกระทบจึงตกอยู่กับราชสำนักพม่า ในช่วงปลายรัชกาลกรุงศรีอยุธยาเกิดเหตุการณ์วุ่นวายทางการเมือง ส่งผลให้ล้านนาแยกตัวออกจากกรุงศรีอยุธยาเพื่ออยู่กับพม่าเหมือนในอดีต  กอปรด้วยกรุงศรีอยุธยาขณะนั้นไม่สามารถมีอำนาจเหนือดินแดนล้านนาได้ทั้งหมด ยังมีฐานอำนาจของราชสำนักพม่าอยู่ที่เมืองเชียงแสน เชียงราย เชียงตุง ในที่สุดล้านนาจึงกลับไปอยู่ภายใต้อำนาจของราชสำนักพม่าอีกครั้ง ความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างกรุงศรีอยุธยากับล้านนาทำให้เกิดประโยชน์ทางการค้า ระหว่างล้านนากับกรุงศรีอยุธยามากขึ้น สินค้าหลากหลายชนิดจากล้านนาเป็นผลประโยชน์ที่มีค่าอันมหาศาลต่อกรุงศรีอยุธยา จากการศึกษาความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างกรุงศรีอยุธยากับล้านนา ผู้สนใจสามารถศึกษาความสัมพันธ์ด้านอื่นๆ หรือแม้แต่ศึกษาถึงบทบาทของแม่ทัพ พ่อค้า เส้นทางการค้า และนโยบายได้

บรรณานุกรม

กรมศิลปากร.  (๒๕๑๕).  คำให้การชาวกรุงเก่า คำให้การขุนหลวงหาวัด และ พระราชพงศาวดารกรุงเก่า   ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์.  (พิมพ์ครั้งที่ ๒). นครหลวง: โรงพิมพ์เจริญพิมพ์.

_______.  (๒๕๔๘).  พระราชพงศาวดาร ฉบับพระหัตถเลขา เล่ม ๑.  (พิมพ์ครั้งที่ ๑๐). นครปฐม: นครปฐมการพิมพ์.

_______.  (๒๕๔๘).  พระราชพงศาวดาร ฉบับพระหัตถเลขา เล่ม ๒.  (พิมพ์ครั้งที่ ๑๐). นครปฐม: นครปฐมการพิมพ์.

ฉัตรทิพย์ นาถสุภา, สมภพ มานะรังสรรค์.  (๒๕๒๗).  ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยจนถึง พ.ศ.๒๔๘๔.  กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

ดี.จี.อี. ฮอลล์.  (๒๕๕๗).  ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้: สุวรรณภูมิ – อุษาคเนย์ภาคพิสดาร ๑.  (พิมพ์ครั้งที่ ๓).  กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์.

นิโกลาส์ แชรแวส.  (๒๕๕๐).  ประวัติศาสตร์ธรรมชาติและการเมืองแห่งราชอาณาจักรสยาม (ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช).  (พิมพ์ครั้งที่ ๒.)  นนทบุรี: ศรีปัญญา.

นราธิปประพันธ์พงษ์, กรมพระ.  (๒๕๕๐).  พระราชพงศาวดารพม่า.  (พิมพ์ครั้งที่ ๒).  นนทบุรี: ศรีปัญญา.

วรางคณา นิพัทธ์สุขกิจ.  (๒๕๕๐).  หนังกวาง ไม้ฝาง ช้าง ของป่า การค้าอยุธยาสมัยพุทธศตวรรษที่ ๒๒ – ๒๓.  กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ.

สำนักนายกรัฐมนตรี.  (๒๕๑๔).  ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่.  ม.ป.พ.

สมมะโน ณ เชียงใหม่.  (๒๕๓๘).  ศูนย์กลางการค้าและเส้นทางการค้าในอาณาจักรล้านนาไทยช่วง พ.ศ. ๑๘๓๙ – ๒๔๔๒.  การศึกษาค้นคว้าอิสระวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาภูมิศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

สรัสวดี อ๋องสกุล.  (๒๕๕๓).  ประวัติศาสตร์ล้านนา.  (พิมพ์ครั้งที่ ๗).  กรุงเทพฯ: อัมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง.

หม่องทินอ่อง.  (๒๕๕๗).  ประวัติศาสตร์พม่า.  (พิมพ์ครั้งที่ ๕).  กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์.

Leave a Comment

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติ HTML เหล่านี้ได้: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>