เส้นทางการค้าระหว่างกรุงศรีอยุธยา กับอาณาจักรล้านช้าง ในพุทธศตวรรษที่ ๒๒ – ๒๓

ธีระวัฒน์ แสนคำ / Teerawatt Sankom

เส้นทางการค้าระหว่างกรุงศรีอยุธยา กับอาณาจักรล้านช้าง ในพุทธศตวรรษที่ ๒๒ – ๒๓

Trade Routes between the Kingdoms of Ayutthaya and Lan Xang During the 16th17th Centuries

ธีระวัฒน์ แสนคำ / Teerawatt Sankom
อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
วิทยาลัยสงฆ์เลย

บทคัดย่อ

กรุงศรีอยุธยากับอาณาจักรล้านช้างมีเส้นทางคมนาคมที่ติดต่อกัน ๒ เส้นทางหลัก ผ่านทางเมืองนครไทย และเมืองเพชรบูรณ์ และมีความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างกัน ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๒ – ๒๓ พ่อค้าล้านช้างมักจะเดินทางมาซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าที่กรุงศรีอยุธยา แต่เมื่อมีปัญหาก็มักจะหันไปซื้อขายที่เมืองพิษณุโลกแทน สินค้าที่พ่อค้าล้านช้างต้องการจากกรุงศรีอยุธยา คือ ผ้าทอชั้นดีและของฟุ่มเฟือย สินค้าที่พ่อค้ากรุงศรีอยุธยาต้องการจากล้านช้าง คือของป่าและแร่ธาตุสำคัญบางประเภท เช่น ทองคำ เงิน เหล็ก ตะกั่ว และ ดีบุก เป็นต้น การค้าระหว่างกรุงศรีอยุธยากับอาณาจักรล้านช้างทำให้ราชสำนักกรุงศรีอยุธยามีความมั่งคั่ง เพราะนำสินค้าจากล้านช้างส่งขายต่อให้กับพ่อค้าชาวตะวันตกคำ

สำคัญ: เส้นทางการค้า, สินค้า, กรุงศรีอยุธยา, พ่อค้าล้านช้าง

Abstract

Two main transport routes, which ran through Muang Nakhonthai and Muang Phetchaboon, connected the kingdoms of Ayutthaya and Lan Xang, leading to the trade relations between the two kingdoms. During the 16th – 17th century, merchants from Lan Xang often travelled to Ayutthaya for trade but, in case of any problems, they would go to Muang Phitsanulok instead. The most wanted merchandise for Lan Xang merchants was finely woven fabric and luxury goods while forest products and some essential minerals such as gold, silver, iron, lead, and tin, etc., were required by Ayutthaya merchants. The trade between the two kingdoms, Ayutthaya and Lan Xang, brought wealth to the court of Ayutthaya as a middleman who bought the merchandise from Lan Xang and resold it to the western merchants.

Keywords : trade route, merchandise, the Kingdom of Ayutthaya, Lan Xang merchants

บทนำ

กรุงศรีอยุธยาเป็นศูนย์อำนาจรัฐขนาดใหญ่ตั้งอยู่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีอำนาจการปกครองบ้านเมืองน้อยใหญ่จำนวนมาก ทำให้ในอาณาเขตของกรุงศรีอยุธยามีสภาพพื้นที่อุดมสมบูรณ์ เพราะครอบคลุมลุ่มน้ำสำคัญหลายสาย ที่สำคัญคือ กรุงศรีอยุธยายังมีทางออกทะเลบริเวณอ่าวไทยได้อย่างสะดวก จึงทำให้กรุงศรีอยุธยามีฐานะเป็นเมืองท่าสำคัญที่ชาวต่างชาติ เช่น จีน ญี่ปุ่น อินเดีย อาหรับและชาติตะวันตก เดินทางเข้ามาติดต่อค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าอยู่ตลอดเวลา (ศรีศักร วัลลิโภดม, ๒๕๕๓, หน้า ๖๘-๗๘)

ในขณะเดียวกันกรุงศรีอยุธยายังมีอาณาเขตติดต่อกับอาณาจักรล้านช้างซึ่งเป็นรัฐอยู่ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงศรีอยุธยา ทำให้มีเส้นทางคมนาคมที่ผู้คนใช้ในการเดินทางติดต่อหากัน โดยเส้นทางนี้ไม่เพียงแต่ผู้คนทั่วไปเท่านั้นที่เดินทางไปมาหากแต่มีกลุ่มพ่อค้าล้านช้างเป็นกลุ่มคนสำคัญที่สัญจรไปมาบนเส้นทางนี้ เนื่องจากพ่อค้าล้านช้างได้มีการเดินทางขนสินค้ามาทำการค้าที่กรุงศรีอยุธยา อาณาจักรล้านช้างเป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยของป่า ของป่าบางอย่างเป็นสินค้าที่ต้องการของพ่อค้าชาวต่างชาติ เช่น หนังกวาง เขากวาง ไม้ฝาง เป็นต้น สินค้าของป่าเหล่านี้จึงเป็นสินค้าสำคัญที่พ่อค้าล้านช้างนำมาค้าขายกับกรุงศรีอยุธยา และเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้กรุงศรีอยุธยามีความรุ่งเรืองทางการค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๒ – ๒๓

ที่ผ่านมาการศึกษาความสัมพันธ์ทางด้านการค้าระหว่างกรุงศรีอยุธยากับอาณาจักรล้านช้างถือว่ามีผู้ศึกษาอยู่บ้าง (วรางคณา นิพัทธ์สุขกิจ, ๒๕๕๐, หน้า ๒๗-๔๒; ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, ๒๕๕๐, หน้า ๑๓๙-๑๔๐) แต่ก็ไม่ได้อธิบายถึงเส้นทางการค้าที่พ่อค้าใช้เดินทางไปมาระหว่างกันทั้งที่มีข้อมูลที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์กันอยู่หลายประการ และยังพบว่าเมื่อใดที่ราชสำนักกรุงศรีอยุธยามีปัญหาภายในหรือกดขี่พ่อค้าล้านช้างพ่อค้าเหล่านี้ก็มักที่จะมาทำการค้าที่เมืองพิษณุโลกซึ่งเป็นหัวเมืองใหญ่ใกล้กับเมืองเวียงจันทน์แทนกรุงศรีอยุธยาเสมอ ดังนั้น ผู้เขียนจึงได้ศึกษาข้อมูลทางด้านเส้นทางการค้าระหว่างกรุงศรีอยุธยากับอาณาจักรล้านช้างเพื่อเปิดประเด็นการศึกษาความสัมพันธ์ของรัฐแบบจารีตร่วมสมัยกรุงศรีอยุธยาให้กว้างขวางยิ่งขึ้น

เส้นทางคมนาคมระหว่างกรุงศรีอยุธยา
กับอาณาจักรล้านช้าง

เส้นทางคมนาคมของผู้คนระหว่างกรุงศรีอยุธยากับอาณาจักรล้านช้างหรือระหว่างลุ่มน้ำเจ้าพระยากับลุ่มน้ำโขงนั้น เป็นเส้นทางเก่าแก่มีการพบร่องรอยการเดินทางเคลื่อนไหวของผู้คนจากลุ่มน้ำโขง
สู่ลุ่มน้ำน่านไม่น้อยกว่า ๒,๐๐๐ ปีมาแล้ว โดยผ่านทางลุ่มแม่น้ำน่านเมืองพิษณุโลก (ศรีศักร วัลลิโภดม, ๒๕๕๒, หน้า ๑๒๕)

จากการศึกษาเส้นทางคมนาคมของผู้คนระหว่างสองอาณาจักรนี้ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๒ – ๒๓พบว่ามีอยู่ ๒ เส้นทางหลัก คือ เส้นทางที่ผ่านเมืองพิษณุโลกกับเมืองนครไทย และเส้นทางที่ผ่านทางเมืองเพชรบูรณ์หลักฐานสมัยอยุธยาที่แสดงให้เห็นว่าเส้นทางนี้เป็นเส้นทางคมนาคมระหว่างกรุงศรีอยุธยากับอาณาจักรล้านช้าง อย่างเช่นในกรณีปี พ.ศ.๒๑๒๗ กองทัพพม่านำโดยนันทสูกับราชสงครำได้ตามจับครอบครัวชาวไทยใหญ่ที่หนีมาจากฝั่งพม่าที่เมืองกำแพงเพชร สมเด็จพระนเรศวรได้นำกำลังมาช่วยเหลือชาวไทยใหญ่ในขณะที่ชาวไทยใหญ่ก็มุ่งหน้าหนีไปทางเมืองพิษณุโลก พระองค์เกรงว่าชาวไทยใหญ่เหล่านี้จะหนีออกจากอาณาเขตกรุงศรีอยุธยาข้ามไปยังอาณาเขตล้านช้างผ่านทางเมืองเพชรบูรณ์ เมืองนครไทยและเมืองชาติตระการ ดังปรากฏความในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ว่า “…ก็ให้ม้าเร็วไปบอกแก่หลวงโกษาและลูกขุนอันอยู่รักษาเมืองพระพิศณุโลกว่า ไทยใหญ่ซึ่งหนีมานั้นเกลือกจะไปเมืองอื่นให้แต่งออกอายัดด่านเพชรบุรร์ณเมืองณครไทชาตระการแสเซาให้มั่นคงไว้ อย่าให้ไทยใหญ่ออกไปรอด…” (กรมศิลปากร, ๒๕๔๒, หน้า๒๘๐) เป็นต้น

เส้นทางแรก เริ่มต้นที่บริเวณปากโทก เหนือเมืองพิษณุโลกขึ้นไปประมาณ ๗ กิโลเมตร ซึ่งเป็นจุดที่แม่น้ำแควน้อยไหลไปบรรจบกับแม่น้ำน่านในเขตตำบลปากโทก อำเภอเมืองพิษณุโลก แล้วอาศัยที่ราบหุบเขาลุ่มน้ำแควน้อยผ่านเขตเมืองชาติตระการและเมืองนครไทย จากนั้นก็ข้ามเขตเทือกเขาเพชรบูรณ์ไปทางทิศเหนืออาศัยที่ราบลุ่มน้ำหมันในเขตเมืองด่านซ้าย และที่ราบหุบเขาลุ่มน้ำเหือง ผ่านเมืองแก่นท้าวและออกสู่แม่น้ำโขงบริเวณปากเหือง ในเขตบ้านท่า-ดีหมี อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย

เส้นทางนี้จะผ่านเขตเมืองชาติตระการซึ่งอยู่ในเขตอำเภอชาติตระการ ตั้งอยู่ใกล้กับลำน้ำที่ไหลมาบรรจบกับลำน้ำแควน้อยภายในเมืองพบเศษภาชนะดินเผาเคลือบแบบสังคโลกสุโขทัย ภาชนะจีนสมัยราชวงศ์เหม็ง ภาชนะแบบเผาแกร่งที่เรียกว่าไหหิน และเศษภาชนะดินเผาแบบธรรมดา โดยเฉพาะภาชนะประเภทไหหินนั้นพบมากตามทุ่งชายลำน้ำ และบริเวณรอบนอกของชุมชนด้วยสีสันและรูปแบบที่พบคล้ายคลึงกันกับของที่พบในบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน (ศรีศักร วัลลิโภดม, ๒๕๔๖, หน้า ๑๒๕-๑๒๖) ถัดขึ้นมาก็จะเป็นที่ตั้งเมืองนครไทยซึ่งเป็นเมืองโบราณชายขอบของกรุงศรีอยุธยาที่ต่อแดนกับอาณาจักรล้านช้าง มีคูน้ำล้อมสองชั้นและกำแพงดินสามชั้นอยู่ติดกับลำน้ำแควน้อยลักษณะผังเมืองเป็นแบบไม่สม่ำเสมอ พบโคกเนินที่เป็นวัดร้างหลายแห่งแต่โบราณวัตถุสำคัญๆ ได้ถูกเคลื่อนย้ายมาเก็บรักษาไว้ในวัดปัจจุบันหมด เช่น แผ่นเสมาหินมีภาพสลักพระสถูปแบบทวารวดีในภาคอีสาน พระพุทธรูปหินปางนาคปรกแบบลพบุรี เป็นต้น ภายในเขตเมืองพบเศษภาชนะดินเผาเคลือบแบบสุโขทัยและเศษภาชนะแบบเผาแกร่งทั้งที่เป็นของเตาแม่น้ำน้อยและของพวกลาวที่มาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ทั่วไป (ศรีศักร วัลลิโภดม, ๒๕๕๒, หน้า ๓๗๓-๓๗๔)

เสมาหินมีภาพสลักพระสถูปแบบทวารวดีในภาคอีสาน  พบที่วัดหน้าพระธาตุ เมืองนครไทย
ภาพที่ ๑ เสมาหินมีภาพสลักพระสถูปแบบทวารวดีในภาคอีสาน พบที่วัดหน้าพระธาตุ เมืองนครไทย

เมื่อพิจารณาจากหลักฐานทางโบราณคดีและข้อมูลทางประวัติศาสตร์ของเมืองนครไทยทำให้พบว่า เมืองนครไทยต้องเป็นเมืองสำคัญเมืองหนึ่งในสมัยกรุงศรีอยุธยา ลา ลูแบร์ซึ่งเป็นราชทูตที่พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ แห่งฝรั่งเศส โปรดให้มาเจริญสัมพันธไมตรีกับกรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเมื่อปี พ.ศ.๒๒๓๐ ได้บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับเมืองนครไทยไว้ในจดหมายเหตุของเขาว่าเมืองนครไทยเป็นถิ่นฐานเดิมของพระมหากษัตริย์ผู้ครองกรุงศรีอยุธยาด้วย (ลา ลูแบร์, ๒๕๕๒, หน้า ๔๒) จากหลักฐานที่กล่าวถึงเหตุการณ์ในปีพ.ศ.๒๑๐๘ ที่สมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชได้ยกทัพมาตีเมืองพิษณุโลกนั้น ก็ระบุว่าพระองค์ทรงยกทัพจากเมืองเวียงจันทน์มาทางเมืองนครไทย (กรมศิลปากร, ๒๕๔๒, หน้า ๒๕๗)

จากเมืองนครไทยไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือจะมีด่านโบราณที่ช่องเขาบ้านโคกคล้ายตำบลบ่อโพธิ์ อำเภอนครไทย ด่านโบราณอยู่บนเนินเขามีการพบแนวกำแพงหินเป็นแนวยาวสันนิษฐานว่าเป็นกำแพงและป้อมรบโบราณ ในบริเวณใกล้เคียงยังพบเศษภาชนะดินเผาแบบสังคโลกและแบบดินเผาไม่เคลือบ สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นที่ตั้งด่านนครไทยตามที่ปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา (ธีระวัฒน์ แสนคำ, ๒๕๕๔,
หน้า ๔๘)

เส้นทางแรกนี้เมื่อพ้นเขตบ้านโคกค่ายจะอาศัยหุบเขาขึ้นไปทางตะวันออกสู่ลุ่มน้ำหมัน บริเวณลุ่มน้ำหมันเป็นที่ตั้งของพระธาตุศรีสองรักซึ่งสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นเขตแดนกรุงศรีอยุธยาและเมืองเวียงจันทน์ในรัชสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิกับสมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช การสร้างใช้เวลาทั้งหมด ๓ ปี คือเริ่มสร้างในปี พ.ศ. ๒๑๐๓ แล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๑๐๖ (วินัย พงศ์ศรีเพียร, ๒๕๕๔, หน้า ๑๔-๒๙)

ภาพที่ ๒ พระธาตุศรีสองรัก อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นหลักแดนและพยานความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างสมเด็จพระมหาจักรพรรดิแห่ง กรุงศรีอยุธยากับสมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชแห่งอาณาจักรล้านช้าง พระธาตุศรีสองรักจึงตั้งอยู่บนเส้นทางคมนาคมโบราณระหว่างกรุงศรีอยุธยากับอาณาจักรล้านช้าง

ภาพที่ ๒ พระธาตุศรีสองรัก อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย
ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นหลักแดนและพยานความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างสมเด็จพระมหาจักรพรรดิแห่ง กรุงศรีอยุธยา
กับสมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชแห่งอาณาจักรล้านช้าง พระธาตุศรีสองรักจึงตั้งอยู่บนเส้นทางคมนาคมโบราณระหว่างกรุงศรีอยุธยากับอาณาจักรล้านช้าง

จากนั้นก็อาศัยที่ราบลุ่มน้ำหมันลงไปยังที่ราบลุ่มน้ำเหือง ผ่านเขตเมืองแก่นท้าวซึ่งเป็นเมืองด่านสำคัญของรัฐล้านช้างตั้งแต่ต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๐ (กรมศิลปากร, ๒๕๔๕, หน้า ๑๕๖) ถัดจากเมืองแก่นท้าวลงไปจะเป็นบริเวณปากน้ำเหืองซึ่งเป็นบริเวณที่แม่น้ำเหืองไหลมาบรรจบกับแม่น้ำโขงจะเป็นที่ตั้งของเมืองปากเหือง ข้อความในพงศาวดารเมืองหลวงพระบางตามฉบับที่มีอยู่ในศาลาลูกขุนระบุว่า ตั้งแต่หลังปี พ.ศ.๒๒๓๘ มีการใช้บริเวณปากน้ำเหืองเป็นจุดแบ่งเขตการปกครองระหว่างเมืองหลวงพระบางกับเมืองเวียงจันทน์ (กรมศิลปากร, ๒๕๔๕, หน้า ๖๗) จากเมืองปากเหืองหากเดินทางทวนลำแม่น้ำโขงขึ้นเหนือก็จะผ่านเขตเมืองปากลายเมืองไชยะบุรีขึ้นไปถึงเมืองหลวงพระบางได้ แต่ถ้าหากล่องลำแม่น้ำโขงลงทางใต้ก็จะผ่านเขตเมืองเชียงคานลงไปจนถึงเมืองเวียงจันทน์ซึ่งเป็นศูนย์อำนาจรัฐล้านช้างได้

003
ภาพที่ ๓ บริเวณที่ตั้งเมืองปากเหือง ซึ่งเป็นจุดที่แม่น้ำเหืองไหลมาบรรจบกับแม่น้ำโขง

ถือเป็นเชื่อมต่อกับกลุ่มบ้านเมืองในลุ่มน้ำโขงที่สำคัญบนเส้นทางการค้าระหว่างกรุงศรีอยุธยากับอาณาจักรล้านช้าง (ที่มา : Google earth)
004
ภาพที่ ๔ เรือโบราณในแม่น้ำป่าสักสมัยรัตนโกสินทร์ (กลางพุทธศตวรรษที่ ๒๕)

สะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบการคมนาคมในลุ่มแม่น้ำป่าสักในสมัยอยุธยา
ซึ่งเป็นเส้นทางการค้าระหว่างกรุงศรีอยุธยากับอาณาจักรล้านช้างอีกเส้นทางหนึ่ง
(ที่มา : หอประวัติศาสตร์เพชบุระ จังหวัดเพชรบูรณ์)

เส้นทางที่สอง เป็นเส้นทางจากเมืองเพชรบูรณ์โดยอาศัยที่ราบลุ่มน้ำป่าสักเป็นหลัก ผ่านเมืองเพชรบูรณ์ซึ่งเป็นหัวเมืองสำคัญของกรุงศรีอยุธยาเมืองหนึ่งที่คุมแนวชายแดนทางด้านอาณาจักรล้านช้าง (ธีระวัฒน์ แสนคำ, ๒๕๕๗, หน้า ๙) จากนั้นก็จะใช้เส้นทางที่ราบลุ่มน้ำป่าสักขึ้นมาทางทิศเหนือมาจนถึงเขตเมืองหล่มสักซึ่งอยู่ในบริเวณอำเภอหล่มเก่าจังหวัดเพชรบูรณ์ปัจจุบัน

เมืองหล่มสัก สันนิษฐานว่าน่าจะก่อรูปเมืองขึ้นโดยการอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานของชาวลาวจากเมืองหลวงพระบางและเมืองเวียงจันทน์ในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๓ ด้วยภายในรัฐล้านช้างได้เกิดความขัดแย้งทำให้อาณาจักรถูกแบ่งออกเป็น ๓ นครรัฐ คือ หลวงพระบาง เวียงจันทน์และจำปาศักดิ์ มีความเป็นไปได้ที่จะมีเจ้านายขุนนางและชาวเมืองลาวกลุ่มหนึ่งอพยพหนีภัยมาทางเมืองทรายขาว ข้ามเขตเทือกเขาลงมายังที่ราบลุ่มแม่น้ำป่าสักตอนบนเหนือเมืองเพชรบูรณ์ซึ่งเป็นพื้นที่สุญญากาศทางการเมืองการปกครอง เพราะเป็นเขตต่อแดนระหว่างรัฐสุโขทัยกับรัฐล้านช้างทำให้ชาวเมืองหล่มสักมีวัฒนธรรมเหมือนกับชาวลาวสองฝั่งโขงทุกประการ (ธีระวัฒน์ แสนคำ, ๒๕๕๖, หน้า ๓๖-๓๗)

ถัดจากเมืองหล่มสักขึ้นไปทางทิศเหนือไม่ไกลนัก ก็จะเป็นหุบเขารอยต่อระหว่างอำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ กับอำเภอภูหลวง จังหวัดเลย ผ่านบริเวณช่องเขาภูเวียงซึ่งเป็นช่องเขาสำคัญในเส้นทางนี้ ช่องเขานี้เคยเป็นที่ตั้งด่านของกองทัพเจ้าราชวงษ์ (เหง้า) พระโอรสเจ้าอนุวงศ์เมื่อครั้งศึกเจ้าอนุวงศ์ พ.ศ.๒๓๗๐ (ธีระวัฒน์ แสนคำ, ๒๕๕๖, หน้า ๑๑๗-๑๑๘) ก่อนที่จะเข้าสู่บริเวณที่ราบลุ่มน้ำเลย

ในลุ่มน้ำเลยตอนต้นจะผ่านบริเวณที่ตั้งเมืองทรายขาวในเขตตำบลทรายขาว อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ซึ่งเป็นชุมชนโบราณขนาดใหญ่และมีความสำคัญของรัฐล้านช้างในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๐โดยเป็น
เมืองด่านชายแดนสำคัญ (กรมศิลปากร, ๒๕๔๕, หน้า ๑๕๖) ทั้งยังเป็นเมืองที่พระมหากษัตริย์ล้านช้างหลายพระองค์เคยมาปกครองก่อนที่จะขึ้นครองราชย์ในนครหลวงพระบาง เช่น พระเจ้าไชยจักรพรรดิแผ่นแผ้ว พระเจ้าสุวรรณบัลลังก์ เป็นต้น (สุรศักดิ์ ศรีสำอาง, ๒๕๔๕, หน้า ๖๕-๗๑) เมืองทรายขาวถือว่าเป็นเมืองสำคัญของอาณาจักรล้านช้างที่ควบคุมเส้นทางคมนาคมในเส้นทางที่ผ่านเมืองเพชรบูรณ์

จากนั้นก็อาศัยที่ราบลุ่มน้ำเลยไปทางทิศเหนือ (แม่น้ำเลยเป็นแม่น้ำที่ไหลไปทางทิศเหนือ) ผ่านบริเวณตัวจังหวัดเลยปัจจุบัน ผ่านเขตอำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย และออกสู่แม่น้ำโขงบริเวณบ้านคกมาด อำเภอ
เชียงคาน จังหวัดเลย หรือสามารถอาศัยที่ราบทางทิศตะวันออกของแม่น้ำเลยไปออกสู่แม่น้ำโขงบริเวณเมืองเชียงคานได้ จากปากน้ำเลยหากเดินทางทวนลำแม่น้ำโขงขึ้นเหนือก็จะผ่านเขตเมืองปากเหืองเมืองปากลาย เมืองไชยะบุรีขึ้นไปถึงเมืองหลวงพระบางได้ แต่ถ้าหากล่องลำแม่น้ำโขงลงทางใต้ก็จะลงไปจนถึงเมืองเวียงจันทน์ได้

เส้นทางนี้ปรากฏหลักฐานความเป็นเส้นทางคมนาคมระหว่างบ้านเมืองในกรุงศรีอยุธยากับอาณาจักรล้านช้าง เช่นในปี พ.ศ.๒๑๑๒ สมเด็จพระมหินทราธิราชแต่งให้ขุนราชเสนาและขุนมหาวิไชยกับทหารราว ๕๐ คนไปส่งศุภอักษรให้แก่สมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชเพื่อให้ยกทัพมาช่วยรับศึกพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง ด้วยเหตุผลที่ว่าถ้าพม่าได้กรุงศรีอยุธยาแล้วก็คงจะยกทัพไปตีกรุงเวียงจันทน์ ดังนั้นการที่มาช่วยกันรับศึกที่กรุงศรีอยุธยาก็เป็นการป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นได้ดีที่สุด ฝ่ายสมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชเห็นว่าพระเจ้ากรุงหงสาวดีมิได้ตั้งอยู่ในขัตติยราชประเพณีจึงยกพล ๕๐,๐๐๐ คน ช้าง ๓๐๐ เชือก และม้า ๓,๐๐๐ ตัว ลงมาทางเมืองเพชรบูรณ์ เมืองสระบุรีหมายจะเข้าตีขนาบด้านหลังทัพพระเจ้าหงสาวดีแต่ถูกกองทัพพระเจ้าหงสาวดีตีแตกกลับไป (กรมศิลปากร, ๒๕๔๒, หน้า ๒๖๙) เป็นต้น

สิ่งที่ผู้เขียนยกมากล่าวในข้างต้นนั้นก็เพื่อจะแสดงให้เห็นถึงบทบาทและความสำคัญของเส้นทางคมนาคมระหว่างกรุงศรีอยุธยากับอาณาจักรล้านช้างจากหลักฐานทางด้านประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ยังได้พบเครื่องปั้นดินเผาและกล้องยาสูบของลาวทั่วไปในเขตอำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก และเขตอำเภอหล่มเก่าและหล่มสักในจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งคงเกิดจากการติดต่อค้าขายการเดินทัพจับศึกหรือการอพยพเข้ามาอยู่อาศัยแต่สมัยโบราณ (สงวน รอดบุญ, ๒๕๔๕,หน้า ๑๒๑)

นอกจากนี้ยังมีเส้นทางที่พ่อค้าล้านช้างสามารถเดินทางลงไปทำการค้ากับกรุงศรีอยุธยาได้อีก เช่นทางด้านเมืองนครราชสีมาแต่ดูเหมือนว่าเส้นทางเมืองพิษณุโลกและเมืองเพชรบูรณ์จะเป็นเส้นทางที่สะดวกและเป็นที่นิยมมากกว่า เนื่องจากเส้นทางเดินทางข้ามภูเขาไม่มากและมีความอันตรายน้อยกว่าข้ามภูเขาดงพระยาไฟเขตเมืองนครราชสีมา (ธีระวัฒน์ แสนคำ, ๒๕๕๓, หน้า ๗๒) อย่างไรก็ตาม ยังมีพ่อค้าชาวเมืองนครราชสีมาใช้เส้นทางนี้นำขบวนเกวียนบรรทุกน้ำรัก ขี้ผึ้ง ปีกนก ครั่ง ไหม กำยาน ดีบุก หน่องา และของป่าต่างๆ ลงมาค้าขายที่กรุงศรีอยุธยา (วินัย พงศ์ศรีเพียร, ๒๕๕๑, หน้า ๘๙)

005
ภาพที่ ๕ แผนที่แสดงเส้นทางการค้าในพุทธศตวรรษที่ ๒๒-๒๓ ระหว่างกรุงศรีอยุธยา

กับอาณาจักรล้านช้าง ซึ่งมีเมืองเวียงจันทน์เป็นเมืองหลวง เส้นทางแรกผ่านทางเมืองพิษณุโลก เมืองนครไทย
และเมืองปากเหือง เส้นทางที่สองผ่านเมืองเพชรบูรณ์และเมืองทรายขาว ก่อนออกสู่แม่น้ำโขง (ที่มา : ปรับปรุงจาก Google maps)

หลักฐานความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างกรุงศรีอยุธยากับอาณาจักรล้านช้าง

การค้าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กรุงศรีอยุธยามีความเจริญรุ่งเรือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๒-๒๓ สินค้าจากภายในภาคพื้นทวีปหรือจากหัวเมืองและอาณาจักรต่างๆ ด้านในจึงเป็นที่ต้องการอย่างมากของราชสำนักกรุงศรีอยุธยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าจากอาณาจักรล้านช้างซึ่งมีหลายอย่างที่เป็นที่ต้องการของพ่อค้าต่างชาติอย่างอินเดีย จีนและญี่ปุ่น

ลักษณะการค้าระหว่างกรุงศรีอยุธยากับอาณาจักรล้านช้างไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าเป็นการค้าระหว่างรัฐหรือไม่ แต่จากบันทึกของชาวตะวันตกที่เดินทางเข้ามาในกรุงศรีอยุธยาในช่วงเวลานั้นได้บันทึกถึงพ่อค้าล้านช้างในลักษณะที่มีอิสระทางการค้ามากกว่าลักษณะที่เป็นผู้แทนราชสำนักล้านช้างที่ได้รับมอบหมายให้มาค้าขายกับราชสำนักกรุงศรีอยุธยาโดยตรง หากจะมีการค้าระหว่างราชสำนักโดยตรงนั้น น่าจะเป็นลักษณะการถวายบรรณาการหรือถวายสิ่งของในวาระหรือโอกาสสำคัญของราชสำนักมากกว่าเช่น ในกรณีที่พระยาไชยจักรพรรดิแผ่นแผ้วจะประกอบพระราชพิธีราชาภิเษก สมเด็จพระอินทราชาก็ได้ส่งเครื่องมงคลราชบรรณาการมาช่วยสมโภชเป็นอันมาก (สิลา วีระวงส์, ๒๕๔๙, หน้า ๖๘)

แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยากที่จะเรียกกรณีดังกล่าวว่าการค้าได้ซึ่งแตกต่างไปจากกรณีของพ่อค้าล้านช้างที่ลงมาติดต่อค้าขายที่กรุงศรีอยุธยา โดยในช่วงที่เหตุการณ์ภายในกรุงศรีอยุธยาปกติพ่อค้าล้านช้างก็จะเดินทางลงไปทำการค้าและเจริญสัมพันธไมตรีกับราชสำนักที่กรุงศรีอยุธยาผ่านทางเมืองพิษณุโลก“…สำหรับในการไปกรุงศรีอยุธยานั้นพวกเขาต้องนำเกวียนข้ามภูเขาหลายลูกขึ้นไปยังพิษณุโลกและจากที่นั่นพวกเขาต้องลงเรือล่องลงมายังกรุงศรีอยุธยาเมืองหลวง…”(ฟานฟลีต, ๒๕๔๘, หน้า ๓๙-๔๐)

แต่เมื่อใดที่ราชสำนักกรุงศรีอยุธยามีปัญหาภายในหรือกดขี่พ่อค้าล้านช้าง พ่อค้าเหล่านี้ก็มักที่จะมาทำการค้าที่เมืองพิษณุโลกแทนกรุงศรีอยุธยาเสมอแล้วพ่อค้าเมืองพิษณุโลกก็จะนำสินค้าลงไปขายที่กรุงศรีอยุธยาอีกทอดหนึ่ง จากบันทึกของชาวตะวันตกที่เดินทางเข้ามากรุงศรีอยุธยากล่าวว่า พ่อค้าล้านช้างบางส่วนไม่พอใจในวิธีการค้าของราชสำนักกรุงศรีอยุธยาสมัยพระเจ้าปราสาททอง และ “…พวกเขารู้สึกรำคาญใจอย่างมากในเรื่องการค้าอันเกิดจากเอกสิทธิ์ทุกชนิดและการปฏิบัติอย่างเลวๆ ของตัวแทนการขายของพระเจ้าแผ่นดินจนพวกเขาไม่กลับมาประเทศสยามอีกในภายหลังพระเจ้าแผ่นดินทรงเห็นว่าการที่พวกที่ราบสูงไม่มาติดต่อค้าขายเป็นข้อเสียหลายสำหรับพระองค์และประเทศของพระองค์ จึงมีพระบรมราชโองการให้ออกญาพิษณุโลกและพระคลังส่งราชทูตหลายคนไปล้านช้างเพื่อเชื้อเชิญให้คนเหล่านั้นกลับมา และทรงสัญญาว่าจะปฏิบัติต่อพวกเขาให้ดีกว่าที่แล้วมาและให้เสรีภาพมากกว่าเมื่อพวกเขามาครั้งที่แล้วแต่ไม่มีพวกที่ราบสูงปรากฏให้เห็นในกรุงศรีอยุธยาเลย (ที่ยังเป็นอย่างนี้เพราะยังไม่ไว้วางใจ) บางคนนำสินค้าไปค้าขายที่พิษณุโลกในเดือนกันยายนที่แล้ว พระเจ้าแผ่นดินส่งราชทูตผู้หนึ่งไปยังล้านช้างเพื่อขจัดความขัดข้องทั้งหลาย และขอให้พระเจ้าแผ่นดินล้านช้างทรงส่งไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินของพระองค์มาประเทศสยามอีกเหมือนในกาลก่อนๆ และทรงสัญญาว่าพวกเขาจะได้รับสิทธิพิเศษมากมายและมีเสรีภาพมากจวบจนถึงปัจจุบันนี้ยังไม่ทราบว่าผลลัพธ์ของคณะทูตนี้เป็นเช่นไร” (ฟานฟลีต, ๒๕๔๘, หน้า ๕๒-๕๓)

ลักษณะการปกครองยุคจารีตราชสำนักกรุงศรีอยุธยาไม่สามารถเข้ามาควบคุมเรื่องการบริหารภายในเมืองต่างๆ ได้อย่างละเอียดด้วยความจำกัดของอำนาจที่ราชสำนักเองมีอยู่ ราชสำนักจึงพยายามที่จะสร้างความสัมพันธ์กับเมืองต่างๆ ในลักษณะการทำให้ยอมรับอำนาจเพียงเท่านั้น ทำให้เกิดการสร้างสมดุลระหว่างอำนาจกันเกิดขึ้นเมืองพิษณุโลกเป็นหัวเมืองใหญ่เมืองหนึ่งที่ราชสำนักกรุงศรีอยุธยาต้องยอมรับในการบริหารงานปกครองภายใน ในขณะที่เจ้าเมืองพิษณุโลกก็มีความพยายามที่จะรักษาเสถียรภาพของเมืองเอาไว้ให้ได้มากที่สุด จึงทำให้เมืองพิษณุโลกเป็นเมืองชุมทางการค้าและเมืองศูนย์กลางการค้าทางบกที่สำคัญเมืองหนึ่งของกรุงศรีอยุธยา มีพ่อค้าเดินทางค้าขายผ่านไปมามาก เจ้าเมืองจึงพยายามที่จะสร้างความมั่งคั่งจากการยักยอกทรัพย์ของหลวงและการลักลอบค้าขายโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพ่อค้าล้านช้าง(ธีระวัฒน์ แสนคำ, ๒๕๕๓, หน้า ๗๓.)

จุดที่พ่อค้าล้านช้างนำสินค้ามาค้าขายที่กรุงศรีอยุธยานั้น ปรากฏหลักฐานในเอกสารพรรณนาภูมิสถานพระนครศรีอยุธยา เอกสารจากหอหลวงว่ามีตลาดลาวอยู่บริเวณตอนเหนือวัดคูหาสวรรค์ (วินัย พงศ์ศรีเพียร, ๒๕๕๑, หน้า ๘๔) นอกจากนี้ยังพบว่ามีชุมชนลาวอยู่บริเวณถนนบ้านลาวหรือตลาดดอกไม้ มีวังเจ้าลาวอยู่ติดกับตลาดคลองผ้าลายริมวัดป่าแดง และยังมีกรมลาวอาสาอยู่ในราชสำนักกรุงศรีอยุธยาด้วย (ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, ๒๕๕๐, หน้า ๑๓๙-๑๔๐) การพบข้อมูลเกี่ยวกับตลาดลาวและชุมชนลาวในกรุงศรีอยุธยาสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทางการเมืองและการค้าระหว่างกรุงศรีอยุธยากับอาณาจักรล้านช้างได้เป็นอย่างดี

สินค้าแลกเปลี่ยนของราชสำนักกรุงศรีอยุธยาและพ่อค้าล้านช้าง

การเดินทางมาค้าขายของพ่อค้าล้านช้างที่กรุงศรีอยุธยาไม่เพียงแต่จะนำสินค้าจากล้านช้างมาขายแต่เพียงฝ่ายเดียว พ่อค้าล้านช้างเหล่านี้ยังนำสินค้าจากกรุงศรีอยุธยาทั้งที่เป็นสินค้าซึ่งชาวต่างชาตินำมาขายและสินค้าที่มีอยู่ในกรุงศรีอยุธยากลับไปยังอาณาจักรล้านช้างด้วย สินค้าที่พ่อค้าล้านช้างและราชสำนักกรุงศรีอยุธยานำมาทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนกันนั้นมีหลายประเภท ซึ่งมีทั้งสินค้าที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตสินค้าที่ตลาดภายนอก มีความต้องการและสินค้าประเภทของฟุ่มเฟือย

สินค้าจากกรุงศรีอยุธยาที่ล้านช้างต้องการ มีทั้งสินค้าที่ผลิตหรือมีอยู่ในเขตกรุงศรีอยุธยาและสินค้าที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ ซึ่งมีกลุ่มพ่อค้าที่เข้ามาทำการค้านำเข้ามาจากการศึกษาของโยซิยูกิ มาซูฮารา พบว่าสินค้าที่พ่อค้าล้านช้างต้องการก็จะเป็นของฟุ่มเฟือย ที่ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์สิ่งทออย่างดีเป็นหลัก ซึ่งไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของชาวบ้านทั่วไปเท่าไรนัก แต่สำหรับชนชั้นผู้ปกครองแล้วการใช้ผลิตภัณฑ์สิ่งทออย่างดีของต่างประเทศนั้น เป็นสิ่งแสดงฐานะอย่างหนึ่งจึงมีประโยชน์ไม่น้อยในการแยกตัวจากชาวบ้านทั่วไปอย่างเด่นชัด และสร้างพระบารมีในฐานะผู้มีอำนาจยิ่งใหญ่ นอกจากนี้ยังมีพวกเครื่องประดับตกแต่งที่มีราคาสูงและหายากในท้องถิ่น เช่น ของแปลกและแก้ว (โยซิยูกิ มาซูฮารา, ๒๕๔๖, หน้า ๑๒๑) สินค้าเหล่านี้พ่อค้าชาวต่างประเทศจะนำมาขายที่กรุงศรีอยุธยา (ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, ๒๕๕๐, หน้า ๒๖๘-๒๖๙) แล้วก็จะถูกส่งมาขายต่อโดยราชสำนัก กลุ่มขุนนางและพ่อค้าชาวต่างประเทศบางกลุ่ม

สินค้าจากอาณาจักรล้านช้างที่กรุงศรีอยุธยาต้องการ สินค้าส่วนใหญ่ที่กรุงศรีอยุธยาต้องการนั้นล้วนแต่ขึ้นอยู่กับสินค้าที่พ่อค้าต่างประเทศต้องการ เนื่องจากว่าสินค้าที่พ่อค้าล้านช้างนำมาขายให้กับราชสำนักกรุงศรีอยุธยา จากนั้นราชสำนักก็จะทำการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้ากับพ่อค้าต่างประเทศอีกชั้นหนึ่ง จากการศึกษาของโยซิยูกิ มาซูฮาราพบว่า สินค้าที่ราชสำนักกรุงศรีอยุธยาต้องการจากอาณาจักรล้านช้างมีอยู่ ๒ ประเภทใหญ่ๆ คือ ของป่าและแร่ธาตุ ของป่าในที่นี้หมายถึงสัตว์และพืชที่มีอยู่ในป่าหรือผลผลิตที่ได้จากสิ่งเหล่านั้นซึ่งมีคุณค่าทางเศรษฐกิจ แต่ไม่รวมต้นไม้ในฐานะที่เป็นวัสดุก่อสร้าง (โยซิยูกิ มาซูฮารา, ๒๕๔๖, หน้า ๑๑๒)

ของป่าที่เป็นสินค้าสำคัญส่งไปยังกรุงศรีอยุธยาของล้านช้าง ได้แก่ กำยาน ซึ่งเป็นยางของไม้ที่มีกลิ่นหอมมากชาวอินเดียและชาวตะวันออกกลาง มักนำไปใช้ผลิตเครื่องหอมธูป แป้งกระแจะและยาไล่ยุง, ครั่ง เป็นยางสีเหลืองซึ่งแมลงครั่งขับถ่ายบนกิ่งไม้เพื่อเป็นเกราะห่อหุ้มตัวป้องกันอันตรายจากภายนอก ครั่งเป็นที่รู้จักกันดีในประเทศอินเดียและจีนซึ่งใช้ทำยาสมุนไพรใช้ย้อมไหมและหนังสัตว์, นอแรด เป็นสินค้าที่มีคุณค่าสูงและมีความต้องการของตลาดอย่างมาก ใช้เป็นเครื่องรางและมีการซื้อขายในราคาที่สูงมาก, งาช้าง ล้านช้างเป็นดินแดนที่มีช้างอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากงาช้าง เป็นเครื่องประดับที่ได้รับความนิยมชมชอบเป็นพิเศษของพ่อค้าจีนญี่ปุ่นและอินเดีย, หนังกวาง เป็นสินค้าที่พ่อค้าญี่ปุ่นต้องการมาก เพื่อนำไปผลิตชุดทหารถุงเท้าถุงปืนและอื่นๆ และชะมดเชียง เครื่องหอมชนิดหนึ่งที่ได้จากกวางชะมดตัวผู้ซึ่งพ่อค้าล้านช้างนำมาจากตอนใต้ของจีน แล้วลำเลียงมาขายที่เมืองท่าต่างๆ เพื่อนำออกไปยังอินเดียและตะวันออกกลาง (โยซิยูกิ มาซูฮารา, ๒๕๔๖, หน้า ๑๑๒-๑๑๙ ; วรางคณา นิพัทธ์สุขกิจ, ๒๕๕๐, หน้า ๒๗-๔๐)

แร่ธาตุ ประกอบไปด้วย ทองคำ เงิน เหล็ก ตะกั่วและดีบุก ซึ่งได้จากการขุดเหมืองและร่อนแร่ตามริมฝั่งแม่น้ำในล้านช้าง สินค้าทั้งหมดที่กล่าวมานี้ล้วนแต่ถือว่าเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของอาณาจักรล้านช้างที่นำความมั่งคั่งให้แก่ราชสำนักเป็นอย่างมาก ในเอกสารพรรณนาภูมิสถานพระนครศรีอยุธยาเอกสารจากหอหลวง (ฉบับความสมบูรณ์) ได้มีความตอนหนึ่งกล่าวถึงเรือสินค้าจากหัวเมืองฝ่ายเหนือที่นำสินค้าลงไปขายที่กรุงศรีอยุธยา ว่า

“อนึ่ง เรือระแหงแขวงเมืองตาก แลเรือหางเหยี่ยวเมืองเพชรบูรณ์นายมบรรทุกครั่ง กำยานเหลกหางกุ้ง เหลกล่มเลย เหลกน้ำภี้ ใต้ หวาย ชัน น้ำมันยาง ยาสูบ เขา หนัง หน่องา อนึ่ง เรือใหญ่ท้ายแกว่งชาวเมืองสวรรคโลกย์แลหัวเมืองฝ่ายเหนือบันทุกสินค้าต่างๆ ฝ่ายเหนือมาจอดเรือฃายริมแม่น้ำแลในคลองใหญ่วัดมหาธาตุในเทศกาลน่าน้ำ ๑” (วินัย พงศ์ศรีเพียร, ๒๕๕๑, หน้า ๙๐)

คำว่า “เหลกล่มเลย” ในเอกสารข้างต้นนั้นหมายถึง เหล็กที่นำมาจากเมืองหล่มซึ่งก็คือเมืองหล่มสัก และเมืองเลย ที่เรียกชื่อต่อกันนั้นเนื่องจากเมืองหล่มสักและเมืองเลยอยู่ใกล้กัน แต่จากหลักฐานทางประวัติและโบราณคดีปรากฏชัดเจนว่า เมืองหล่มสักและเมืองเลยในช่วงเวลานั้นอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรล้านช้าง (ธีระวัฒน์ แสนคำ, ๒๕๕๖, หน้า ๓๖-๓๗) ดังนั้น เหล็กจากเมืองหล่มสักและเมืองเลยจึงถือว่าเป็นสินค้าที่พ่อค้าล้านช้างนำลงไปขายที่กรุงศรีอยุธยา เวลาที่นำสินค้าลงไปขายที่กรุงศรีอยุธยาก็จะนำสินค้าลงไปทางเดียวกันคือ ล่องเรือไปตามแม่น้ำป่าสักแล้วจอดเรือขายสินค้าอยู่บริเวณริมแม่น้ำและคลองหน้าวัดมหาธาตุ

บทสรุป

จากที่ผู้เขียนได้ทำการศึกษาและนำเสนอมาข้างต้นนั้นทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่ากรุงศรีอยุธยากับอาณาจักรล้านช้างได้มีความสัมพันธ์ทางด้านการค้าเป็นอย่างมาก กรุงศรีอยุธยาต้องการของป่าและแร่ธาตุจากอาณาจักรล้านช้าง แต่พ่อค้าล้านช้างดูเหมือนว่าจะต้องการสินค้าที่มาจากต่างประเทศซึ่งไม่ใช่ของที่ผลิตขึ้นในกรุงศรีอยุธยา และพ่อค้าล้านช้างสามารถที่จะเลือกสถานที่ซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าได้เองหาใช่เพียงที่
กรุงศรีอยุธยาที่เดียวไม่ เมืองพิษณุโลกเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่พ่อค้าล้านช้างเลือกที่จะทำการค้าด้วยนอกเหนือจากกรุงศรีอยุธยา

สินค้าที่สินค้าที่ราชสำนักกรุงศรีอยุธยาต้องการจากอาณาจักรล้านช้างมีอยู่ ๒ ประเภทใหญ่ๆ คือ ของป่าและแร่ธาตุ ของป่าสำคัญ ได้แก่ กำยาน ครั่ง นอแรด งาช้าง หนังกวางและชะมดเชียง ส่วนแร่ธาตุสำคัญ ได้แก่ ทองคำ เงิน เหล็ก ตะกั่วและดีบุก
ในขณะเดียวกันสินค้าที่พ่อค้าล้านช้างต้องการจากกรุงศรีอยุธยามักจะเป็นของฟุ่มเฟือย ที่ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์สิ่งทออย่างดีเป็นหลัก และพวกเครื่องประดับตกแต่งที่มีราคาสูงและหายากในล้านช้าง เช่น
ของแปลกและแก้ว เป็นต้น

ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างกรุงศรีอยุธยากับอาณาจักรล้านช้างน่าจะมีการดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง จนถึงก่อนหน้าที่กองทัพพม่าจะนำกองทัพเข้ามาโจมตีและล้อมกรุงศรีอยุธยาจนนำไปสู่การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ ในปี พ.ศ.๒๓๑๐ การสงครามดังกล่าวคงทำให้การค้าระหว่างกรุงศรีอยุธยากับอาณาจักรล้านช้างต้องสะดุดลงพ่อค้าล้านช้างคงเลือกที่จะเดินทางไปค้าขายยังกัมพูชาและเวียดนามแทน ในขณะเดียวกันระยะหลังความต้องการของป่าก็ลดลงสินค้าของป่าที่เคยเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศก็หมดความสำคัญลง เส้นทางการค้าระหว่างกรุงศรีอยุธยากับอาณาจักรล้านช้างดังที่กล่าวมาในข้างต้นก็สิ้นสุดความสำคัญลงพร้อมกับการเสียกรุงศรีอยุธยาในครานี้เอง

บรรณานุกรม

กรมศิลปากร. (๒๕๔๒). ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๓. กรุงเทพฯ:
กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์กรมศิลปากร.
_______. (๒๕๔๕). ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๙. กรุงเทพฯ: กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์กรมศิลปากร.
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ. (๒๕๕๐). อยุธยา. กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์
และมนุษยศาสตร์.
ธีระวัฒน์ แสนคำ. (๒๕๕๓). ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างเมืองพิษณุโลกกับอาณาจักรล้านช้าง. วารสารศิลปศาสตร์ปริทัศน์, ๕(๑๐), หน้า ๖๖-๗๘.
_______. (๒๕๕๔). ประวัติศาสตร์โบราณคดีในลุ่มน้ำบนเส้นทางโขง-น่านตอนล่าง. วารสาร
อารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน, ๒(๒), หน้า ๔๘.
_______. (๒๕๕๖). เมืองเพชรบูรณ์และเมืองหล่มสักกับศึกเจ้าอนุวงศ์. เพชรบูรณ์:
ไทยมีเดียเพชรบูรณ์.
_______. (๒๕๕๗). ศักดิ์เมืองเพชรบูรณ์ภายใต้ศูนย์อำนาจรัฐกรุงศรีอยุธยา.
วารสารศิลปวัฒนธรรมเพชบุระ, ๔(๗), หน้า ๕-๑๑.
นิโกลาส์ แชรแวส เขียน สันต์ ท.โกมลบุตร แปล. (๒๕๕๐). ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ
และการเมืองแห่งราชอาณาจักรสยาม. กรุงเทพฯ: ศรีปัญญา.
ฟานฟลีต เขียน นันทา วรเนติวงศ์ แปล. (๒๕๔๘). รวมบันทึกประวัติศาสตร์อยุธยาของ
ฟาน ฟลีต (วัน วลิต). กรุงเทพฯ: กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์กรมศิลปากร.
โยซิยูกิ มาซูฮารา. (๒๕๔๖). ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของราชอาณาจักรลาวล้านช้าง
สมัยคริสต์ศตวรรษที่ ๑๔-๑๗ จาก “รัฐการค้าภายในภาคพื้นทวีป” ไปสู่
“รัฐกึ่งเมืองท่า”.กรุงเทพฯ: มติชน.
ลา ลูแบร์ เขียน สันต์ ท.โกมลบุตร แปล. (๒๕๕๒). จดหมายเหตุลา ลูแบร์ ราชอาณาจักรสยาม. กรุงเทพฯ: ศรีปัญญา.
วรางคณา นิพัทธ์สุขกิจ. (๒๕๕๐). หนังกวาง ไม้ฝาง ช้าง ของป่า: การค้าอยุธยาสมัย
พุทธศตวรรษที่ ๒๒-๒๓. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ.
วินัย พงศ์ศรีเพียร. (๒๕๕๑). พรรณนาภูมิสถานพระนครศรีอยุธยาเอกสารจากหอหลวง
(ฉบับความสมบูรณ์). กรุงเทพฯ: อุษาคเนย์.
_______. (๒๕๕๔). จารึกพระธาตุศรีสองรัก: มรดกความทรงจำแห่งจังหวัดเลยว่าด้วยสัญญา
ทางไมตรีศรีอโยธยา-ศรีสัตนาคนหุต พ.ศ.๒๑๐๓. ใน วินัยพงศ์ศรีเพียร (บก.)
๑๐๐ เอกสารสำคัญ : สรรพสาระประวัติศาสตร์ไทย ลำดับที่ ๖. (หน้า ๕-๒๘). กรุงเทพฯ: โครงการวิจัย “๑๐๐เอกสารสำคัญเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย”
ในความสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.).
ศรีศักร วัลลิโภดม. (๒๕๔๖). ลุ่มน้ำน่านประวัติศาสตร์โบราณคดีของพิษณุโลก “เมืองอกแตก”. กรุงเทพฯ: มติชน.
_______. (๒๕๕๒). เมืองโบราณในอาณาจักรสุโขทัย. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ.
_______. (๒๕๕๓). กรุงศรีอยุธยาของเรา. กรุงเทพฯ: มติชน.
สงวน รอดบุญ. (๒๕๔๕). พุทธศิลปลาว. กรุงเทพฯ: สายธาร.
สิลา วีระวงส์ เขียน สมหมาย เปรมจิตต์ แปล. (๒๕๔๙). ประวัติศาสตร์ลาว. กรุงเทพฯ: มติชน.
สุรศักดิ์ ศรีสำอาง. (๒๕๔๕). ลำดับกษัตริย์ลาว. กรุงเทพฯ: สำนักโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร.

COMMENTS

  • อีกหนึ่งการค้าสมัยกรุงศรีอยุธยาการค้าแบบ #ผูกขาด อาณาจักรอยุธยาเป็นแหล่งเพาะปลูกที่สำคัญนอกจากนี้การมีทำเลที่ตั้งที่เหมาะสมกับการค้าขายกับเมืองต่างๆ ที่อยู่ภายในตามเส้นทางแม่น้ำและการค้าขายกับภายนอกทางเรือสำเภาทำให้เศรษฐกิจอยุธยามีพื้นฐานสำคัญอยู่ที่การเกษตรและการค้ากับต่างประเทศ
    #การค้า #อยุธยา #เศรษฐกิจ #ผูกขาด
    อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/633315

ส่งความเห็นที่ supachot ยกเลิกการตอบ

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติ HTML เหล่านี้ได้: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>