บทความปริทัศน์ “การเมืองไทยสมัยพระนารายณ์”

บทความปริทัศน์ “การเมืองไทยสมัยพระนารายณ์”

Related Post

  • No related post.
บทความปริทัศน์

“การเมืองไทยสมัยพระนารายณ์” ของ นิธิ เอียวศรีวงศ์

กำพล จำปาพันธ์
นักศึกษาปริญญาเอก สาขาวิชาประวัติศาสตร์
คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ในจำนวนผลงานหลากหลายของนิธิ เอียวศรีวงศ์ นักประวัติศาสตร์คนสำคัญของไทย กล่าวได้ว่าหนังสือเล่มเล็กๆ ที่ชื่อ “การเมืองไทยสมัยพระนารายณ์” (ในที่นี้ผู้วิจารณ์ใช้ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๗ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๙ ใน นิธิ เอียวศรีวงศ์, ๒๕๔๙) นับเป็นเล่มที่ทรงอิทธิพลในวงวิชาการเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สมัยอยุธยา จัดอยู่ในเล่มที่ผู้สนใจศึกษาเรื่องราวของกรุงศรีอยุธยา โดยเฉพาะในด้านการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจการค้า และความสัมพันธ์กับต่างประเทศ จำเป็นต้องอ่านและทำความเข้าใจเพื่อเป็นฐานก่อนจะศึกษาในเรื่องที่เฉพาะเจาะจงไปไกลกว่าทั้งสามด้านดังกล่าว

“การเมืองไทยสมัยพระนารายณ์” เดิมเป็นเอกสารที่นิธิ เอียวศรีวงศ์ จัดทำขึ้นเพื่อประกอบการประชุมสัมนาหัวข้อประวัติศาสตร์เมืองลพบุรี เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๒ หลังจากนั้นถึง พ.ศ. ๒๕๓๗ จึงได้รับการตีพิมพ์อีกครั้งโดยสำนักพิมพ์มติชน เรื่อยมาจนถึง พ.ศ. ๒๕๔๙ ก็ได้พิมพ์อีก รวมจำนวนครั้งที่พิมพ์ถึง พ.ศ. ๒๕๔๙ ก็เป็น ๗ ครั้งในรอบสองทศวรรษ เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ค่อยเกิดเท่าไรนักสำหรับหนังสือวิชาการในไทย

ทั้งนี้สืบเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมการเมืองไทย ที่มีการรัฐประหารตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๙ เป็นจุดเลี้ยวระหว่างรอยต่อสำคัญของประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัย เป็นผลทำให้คนในสังคมให้ความสนใจกับเรื่องในประวัติศาสตร์ที่มีเรื่องราวคล้ายคลึงกัน นั่นคือเรื่องการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปลายรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ คำถามร่วมสมัยก็คือว่า เกิดอะไรขึ้นกับยุคสมัยที่ถือกันว่าเป็น “ยุคทองของกรุงศรีอยุธยา” (The Golden age of Ayutthaya)

เหตุใดยุคสมัยดังกล่าวจึงไม่มีผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ ราชวงศ์ปราสาททองกลับสิ้นสุดลงในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ นโยบายทางการค้าและการต่างประเทศที่คนในยุคหลังยกย่องถึงความสำเร็จครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์สมัยอยุธยานั้น ก็ถูกแทนที่ด้วยอีกนโยบายที่ต่างกันเกือบสิ้นเชิง ทายาทของสมเด็จพระนารายณ์หายไปไหน มีชะตากรรมอย่างไรในปลายรัชกาล เหตุใดจึงไม่ได้รับการยกย่อง คำถามในลักษณะข้างต้นล้วนบ่งบอกว่าอาจมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นในปลายรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ทั้งสิ้น

ทั้งหมดทั้งมวลดูเหมือนจะขมวดประเด็นคำอธิบายรวมศูนย์มาที่เหตุการณ์ทางการเมืองในปลายรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ ที่บันทึกของชาวยุโรปกล่าวขานกันในนาม “การปฏิวัติ ค.ศ.๑๖๘๘” (1688 Revolution in Siam) (Hutchinson, 1688 ; Turpin, 1908) ซึ่งชวนให้นึกถึงการปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ (The Great Revolution) ที่เกิดในเกาะอังกฤษปีเดียวกัน นั่นเพราะชาวตะวันตกต่างมองว่าการเปลี่ยนแปลงในสยามเมื่อปีดังกล่าว มองเหตุการณ์ทั้งสองโดยเปรียบเทียบกันในแง่ที่เผินๆ เหมือนต่างเป็นเหตุการณ์ยึดอำนาจกษัตริย์โดยขุนนาง (ศิลปากร, ๒๕๑๐; ศิลปากร, ๒๕๑๓)

แต่หากมองในระบบคิดมุมมองแบบพระราชพงศาวดาร ก็จะนิยามปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ว่า “การปราบดาภิเษก” หรือ “ยึดอำนาจ” “ยึดแผ่นดิน” หรือที่ศัพท์ทางรัฐศาสตร์สมัยใหม่เรียกว่า “รัฐประหาร” (Coup d’etat) นั่นเอง ขณะที่ความสนใจในเรื่องนี้เมื่อครั้งแรกเริ่มสมัยที่นิธิ นำเสนอเมื่อต้นทศวรรษ ๒๕๒๐ นั้น มักนำมาซึ่งการเปรียบเทียบระหว่างสมเด็จพระนารายณ์กับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโดยนัย ต่างกันตรงที่พระองค์แรกไม่ประสบผลสำเร็จ อย่างไม่อาจเทียบได้กับอีกพระองค์ ด้วยเงื่อนไขที่ต่างกัน การเอาคนในเงื่อนไขยุคสมัยหนึ่ง มาเป็นมาตรฐานสำหรับอีกเงื่อนไขยุคสมัยหนึ่ง เป็นเรื่องที่ไม่อาจกระทำได้สำหรับงานวิเคราะห์ทางประวัติศาสตร์

ทั้งๆ ที่สิ่งที่สมเด็จพระนารายณ์และกลุ่มขุนนางต่างชาติฝ่ายพระองค์ประพฤติปฏิบัติกันนั้น ก็เป็นแนวโน้มสำคัญของกรุงศรีอยุธยาอยู่ก่อนแล้ว นโยบายนิยมตะวันตกนั้น เกิดกับชนชั้นนำอยุธยาอยู่ก่อนเป็นระยะเวลานานตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น นับแต่ที่โปรตุเกสเข้ามาติดต่อสร้างสัมพันธไมตรีและแลกเปลี่ยนวิทยาการมาตั้งแต่สมัยรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ และได้มีการก่อตั้งค่ายชุมชนบ้านโปรตุเกสขึ้นมาตั้งแต่ในรัชสมัยสมเด็จพระไชยราชา ตามมาด้วยการเข้ามาของชาวสเปน ฮอลันดา (เนเธอร์แลนด์) ในรัชกาลสมเด็จพระนเรศวร อังกฤษในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม แล้วไฉนไยจึงเพิ่งเกิดมีเรื่องใหญ่โตขึ้นในช่วงรอยต่อระหว่างสมัยอยุธยาตอนกลางกับตอนปลาย

เมื่อมองย้อนรอยกลับไปยังข้อเสนอของนักวิชาการก่อนหน้านิธิ ที่มีต่อเหตุการณ์สมัยปลายสมเด็จพระนารายณ์ จะพบความแตกต่างระหว่างแนวทางการวิเคราะห์ของนิธิ และแบบก่อนหน้าโดยนักวิชาการท่านอื่น ซึ่งส่วนหนึ่งอยู่ในสายความเชี่ยวชาญทางด้านรัฐศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ดังนั้น จึงมุ่งเน้นอธิบายปรากฏการณ์ความเปลี่ยนแปลงในยุคสมัยดังกล่าว ผ่านสิ่งที่นิธินิยามในภายหลังว่า “ปัจจัยภายนอก” ซึ่งในที่นี้ก็คือสาเหตุปัจจัยความเปลี่ยนแปลงที่มาจากการเมืองระหว่างประเทศ แต่แนวทางของนิธิ จะมุ่งเน้นอธิบายในลักษณะตรงกันข้าม คือมุ่งเน้น “ปัจจัยภายใน” ในที่นี้คือ สภาพการเมืองภายในของชนชั้นนำอยุธยา ที่ดำเนินมาจนถึงจุดแตกหักในปลายรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์

นั่นคือสำหรับนิธิแล้ว ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในอยุธยาและลพบุรี เมื่อ พ.ศ. ๒๒๓๑/ค.ศ. ๑๖๘๘ มีรากฐานความขัดแย้งมาเป็นเวลานานก่อนหน้านั้นแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างกษัตริย์กับขุนนาง มิได้เป็นมาอย่างสงบราบเรียบ ขุนนางแม้เป็นกลุ่มชนชั้นนำที่จัดว่ามีสถานภาพสูงส่ง ได้รับการยอมรับจากคนในสังคมค่อนข้างมาก ที่สำคัญยังได้รับสิทธิพิเศษต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะการควบคุมกำลังคนในรูปมูลนาย แต่ขุนนางก็ถูกควบคุมเข้มงวดจากกษัตริย์ ขุนนางอุษาคเนย์แตกต่างจากขุนนางในวัฒนธรรมยุโรป ตรงที่ไม่สามารถสืบทอดอำนาจผ่านทางสายเลือดได้โดยอัตโนมัติ

กษัตริย์สยามทรงไว้ซึ่งอาญาสิทธิ์ที่จะแต่งตั้งบุคคลเข้าเป็นขุนนางตามความรู้ความสามารถ ดังนั้น หากขุนนางใดปรารถนาให้บุตรได้เป็นผู้สืบทอดอำนาจและตำแหน่งยศฐาบรรดาศักดิ์ของตน ก็ต้องแบ่งเวลาส่วนหนึ่งมาสอนถ่ายทอดความรู้ของตนให้แก่บุตร โดยไม่เป็นหลักประกันว่าพระเจ้าแผ่นดินจะทรงอนุญาตให้บุตรคนดังกล่าวได้สืบทอดบิดาแต่อย่างใด ขุนนางสยามในระยะแรกเริ่มจึงไม่มีอำนาจต่อรองเหมือนอย่างที่ขุนนางยุโรปในระบบฟิวดัลลิสต์มี ถึงแม้จะเป็นวิธีการควบคุมขุนนางที่ได้ผล แต่ก็ทำให้บังเกิดความไร้เสถียรภาพแก่การเมืองการปกครองทั้งระบบได้เช่นกัน (มานพ ถาวรวัฒน์สกุล, ๒๕๔๖) ระบบดังกล่าวนี้เช่นเดียวกับนักวิชาการยุคเดียวกัน นิธิในงานชิ้นนี้ยังนิยามเรียกว่า “ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์” (Absolute Monarchy) ภายหลังได้ปรับปรุงใหม่ในงานชิ้นอื่น ว่าสมบูรณาญาสิทธิราชย์เพิ่งมีในสมัยรัชกาลที่ ๕ (นิธิ เอียวศรีวงศ์, ๒๕๓๘) ก่อนหน้านั้นพระราชอำนาจถูกตรวจสอบและคานได้โดยกลุ่มขุนนางและคณะสงฆ์ตามขนบวัฒนธรรม จึงไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเหมือนอย่างที่เราเคยเข้าใจแต่อย่างใด

ขุนนางฝ่ายกลาโหมมีบทบาทมากขึ้นภายหลังการปฏิรูปในรัชกาลสมเด็จพระนเรศวร ที่ทรงนิยมแต่งตั้งเจ้าเมืองจากกลุ่มขุนนาง ซึ่งก่อนหน้านั้นตำแหน่งดังกล่าวมักแต่งตั้งจากบุคคลชั้นที่เป็น “เจ้า” ทั้งนี้เพราะราชวงศ์สุโขทัยเข้ามาปกครองราชอาณาจักร โดยไม่มีพื้นฐานทางเครือญาติเหมือนอย่างราชวงศ์สุพรรณภูมิ การแต่งตั้งขุนนางจากกลุ่มคนที่ไว้วางใจได้ ทำให้ราชวงศ์สุโขทัยมีเสถียรภาพในระบบราชการในระยะแรก กระทั่งชัยชนะที่มีต่อศึกพม่าในรัชกาลสมเด็จพระนเรศวรเอง ก็เป็นผลมาจากความเข้มแข็งของระบบราชการที่ปฏิรูปใหม่นี้ ขุนนางใหม่ที่มีศักดิ์เทียบเทียมเจ้า ย่อมกระตือรือล้นและจงรักภักดีต่อราชวงศ์ใหม่ที่เข้ามาปกครองอยุธยาหลังเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๑ พ.ศ. ๒๑๑๒

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อยามสงบปราศจากศัตรูภายนอก ระบบนี้กลับก็ก่อปัญหาให้กับราชวงศ์สุโขทัย ในที่สุดขุนนางที่มีอำนาจมากก็ปราบดาภิเษก ผลัดเปลี่ยนจากราชวงศ์สุโขทัยเป็นราชวงศ์ปราสาททอง สมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงมีพื้นฐานเติบโตในวงราชการมาจากขุนนาง แต่เมื่อขึ้นครองราชย์ พระองค์ก็จำกัดบทบาทขุนนาง หลายคนมองในแง่จิตวิทยาการเมือง ว่าเป็นเพราะทรงหวั่นเกรงว่าจะมีขุนนางบางคนริอ่านสวมรอยเดียวกับพระองค์ อย่างไรก็ตามการควบคุมกลุ่มขุนนางให้ได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ก็จัดเป็นศิลปะการปกครองของกษัตริย์กรุงศรีอยุธยาอยู่ในยุคสมัยอื่นๆ ด้วยเช่นกัน

เอกสารต่างชาติไม่ว่าจะเป็นบันทึกฮอลันดา (ฟาน ฟลีท, ๒๕๔๖) หรืออย่างเอกสารฝรั่งเศส (Turpin, 1908) กล่าวไว้ตรงกันว่า ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททองนั้น พระองค์ห้ามเด็ดขาดที่จะอนุญาตให้ขุนนางไปมาหาสู่กัน หรือประชุมพูดคุยกันเพียงเฉพาะกลุ่ม โปรดให้เรียกเข้าเฝ้าอยู่ตลอด ขุนนางระดับสูงอย่าง “ออกญา” หรือ “เจ้าพระยา” ถูกควบคุมตรวจสอบพฤติกรรมอย่างเข้มงวด ซึ่งทำให้ขุนนางระดับรองลงมาอย่างชั้น “ออกพระ” มีบทบาทแทนที่ระดับ “ออกญา” เพราะมีอิสรภาพและอำนาจที่เกิดจากการทำงานใกล้ชิดกำลังคนในสังกัดของตนได้มากกว่า และ “ออกพระ” ในชั้นหลังก็จึงไม่ปรารถนาจะเลื่อนขั้นเป็น “พระยา” และหรือ “เจ้าพระยา” ตามลำดับต่อไป ตัวอย่างที่เด่นชัดในเวลาต่อมาก็คือ “ออกพระเพทราชา” นั่นแหล่ะ ถึงจะได้รับยกย่องเทียบชั้นเท่า “ออกญา” อย่างไร ก็ไม่เลื่อนขึ้นไปเป็น “ออกญา” เสียเอง ซ้ำเมื่อถึงคราวต้องเลื่อนขั้นตามวาระ ออกพระเพทราชาก็ตัดสินใจลาราชการไปบวชอีก

ทั้งนี้การบวชของพระเพทราชาในช่วงเวลานั้น นักประวัติศาสตร์ในรุ่นหลังไม่ได้มองว่าเพราะบุคคลในประวัติศาสตร์ท่านนี้มีความปรารถนาแรงกล้าในพุทธภูมิแต่อย่างใด หากเพราะเป็นยุทธศาสตร์เพื่อการเปลี่ยนแปลงที่จะอิงอาศัยกรอบความเชื่อทางวัฒนธรรม สถานที่บวชที่เป็นวัดพระยาแมน ก็เห็นได้ว่าเป็นประโยชน์ต่อพระเพทราชาอย่างมาก เมื่อคิดอ่านทำการปฏิวัติยึดอำนาจ วัดนี้มีที่ตั้งอยู่ที่ริมคลองสระบัว ทิศเหนือของเกาะเมืองอยุธยา มีชื่อเรื่องความสงบเงียบสำหรับผู้ต้องการปลีกวิเวก แต่วัดและคลองในย่านนี้มีทางเชื่อมคมนาคมโบราณที่ไปถึงเมืองสุพรรณบุรีและลพบุรีได้อย่างรวดเร็ว ไม่แปลกที่เมื่อถึง พ.ศ. ๒๒๓๑/ค.ศ.๑๖๘๘ ออกพระเพทราชาจะสามารถระดมคนจากบ้านพลูหลวง แขวงเมืองสุพรรณบุรี อันเป็นบ้านเกิดของตน ไปบุกยึดพระราชวังกรุงละโว้ (พระนารายณ์ราชนิเวศน์ ลพบุรี) ได้ทันท่วงที

ขณะที่ในกลุ่มขุนนางเองก็มิได้มีเอกภาพ นอกจากแบ่งชั้นตามลำดับยศศักดิ์แล้ว ขุนนางอยุธยายังแบ่งอย่างกว้างๆ ออกเป็นขุนนางไทย-จีน กับขุนนางนานาชาติ เช่น ญี่ปุ่น, เปอร์เซีย, มัวร์, ยุโรป ซึ่งนิธิเรียกว่า “ขุนนางชำนัญการ” (ชำนาญการ) เพราะเป็นกลุ่มขุนนางที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น เป็นช่างฝีมือ เป็นพ่อค้า ทหารรับจ้าง แพทย์ ฯลฯ ไม่เหมือนขุนนางไทยเชื้อสายจีน ที่มุ่งเน้นความสามารถบุคคลในลักษณะพหูสูต (รู้ทุกเรื่องเก่งทุกอย่าง/จึงไม่ได้เรื่องจริงๆ สักอย่าง) ความโปรดปรานของพระเจ้าแผ่นดินที่มีต่อขุนนางนานาชาติ ส่วนหนึ่งเป็นความโปรดปรานที่สืบเนื่องมาจากประเด็นเรื่องความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่กลุ่มขุนนางดังกล่าวมี เพราะพระเจ้าแผ่นดินในฐานะผู้นำรัฐบาลย่อมปรารถนาความสำเร็จลุล่วงมีประสิทธิภาพของการปฏิบัติราชการ

ความโปรดปรานต่อขุนนางต่างชาติในลักษณะดังกล่าว ก็เป็นความสนพระทัยส่วนพระองค์ของสมเด็จพระนารายณ์มาแต่ครั้งยังทรงพระเยาว์ หลักฐานหลายชิ้นระบุถึงการมีพระสหายเป็นชาวต่างชาติ โปรดคบหาและแลกเปลี่ยนความรู้กับชาวต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นฮอลันดา, ฝรั่งเศส, อังกฤษ, โปรตุเกส, เปอร์เซีย, มัวร์, ญี่ปุ่น, จีน เป็นต้น การได้มาซึ่งพระราชอำนาจของพระองค์ก็เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนของชุมชนต่างชาติในอยุธยา จึงไม่เป็นที่น่าประหลาดใจแต่อย่างใด เมื่อขึ้นครองราชย์ก็โปรดแต่งตั้งขุนนางจากชาวต่างชาติ จนถึงระดับสูงอย่างอัครมหาเสนาบดีเช่น “ออกญาวิไชยเยนทร์” (คอนสแตนติน ฟอลคอน) นักแสวงโชคชาวกรีกที่เคยทำงานให้กับบริษัทการค้าของอังกฤษ ฟอลคอนได้แสดงให้เห็นว่าเขาเป็นผู้มีความรู้ความสามารถเหมาะสมกับตำแหน่ง จนเป็นที่ไว้วาง
พระราชหฤทัย (แบส, ๒๕๕๐ ; ขจร สุขพานิช, ๒๕๐๖)

จุดอ่อนของฟอลคอน แท้จริงมีสาเหตุมาจากการที่ชาติตะวันตก แม้จะเข้ามาติดต่อกับอยุธยามานานแล้ว แต่กลับไม่เป็นที่ยอมรับให้เป็นส่วนหนึ่งของสังคมอยุธยา ต่างกับชาวจีน, มอญ, ลาว, เขมร, แขกเปอร์เซีย ที่เข้ามาก่อนหน้า โดยเฉพาะชาวจีนซึ่งเกือบจะเป็นกลุ่มเดียวกับคนไทย แถมยังได้รับอภิสิทธิ์ต่างๆ เช่น การไม่ถูกสักเลขเป็นไพร่ จึงเดินทางค้าขายได้ทั่วราชอาณาจักร เป็นที่มาของความมั่งคั่งรุ่งเรืองในสยาม

แม้การมีอัครมหาเสนาบดีเป็นชาวชาติตะวันตก จะเป็นประโยชน์แก่รัฐบาลสมเด็จพระนารายณ์เป็นอย่างมาก เมื่อการค้าและการติดต่อกับฝั่งตะวันตก เจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด แต่การขึ้นสู่ตำแหน่งระดับสูงของฟอลคอน นอกจากเป็นบ่อเกิดของความอิจฉาริษยา ยังตกเป็นเป้าโจมตีได้ง่าย เมื่อฝ่ายตรงข้ามคิดอ่านกระทำรัฐประหารปราบดาภิเษก สมเด็จพระนารายณ์ทรงมีสถานะสูงส่งตามวัฒนธรรมความเชื่อ ทำให้ศัตรูแม้ไม่พอใจอย่างมากกับนโยบายการค้าของพระองค์ ก็ไม่กล้าเล่นงานพระองค์โดยเปิดเผย แต่สังคมไทยก็มีวิธีการอย่างการก่อเรื่องซุบซิบนินทา สร้างข่าวลือ เช่นหาว่าพระองค์เปลี่ยนศาสนาไปเป็นคริสต์บ้าง เป็นอิสลามบ้าง

แต่เข้าใจว่าประเด็นนี้ไม่เป็นผลโดยตรงต่อสมเด็จพระนารายณ์เท่าไรนัก เมื่อทรงแสดงองค์ผ่านพระราชพิธีเคร่งครัด ปรากฏแก่ชาวเมืองและชาวต่างชาติ ฟอลคอนจึงตกเป็นเป้าที่ง่ายกว่ามาก และฟอลคอนก็ถูกทำให้กลายเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อความไม่พอใจทั้งหลายที่เกิดขึ้น กระทั่งเรื่องที่ยังไม่เกิดหรือไม่น่าเป็นไปได้ เช่น ข่าวลือเรื่องกองทหารฝรั่งเศสที่ป้อมบางกอก เข้ามาเพื่อจะยึดครองสยาม ทั้งที่มีประกาศชัดแจ้งว่าเขาเหล่านั้นมาเพื่อเป็นราชองครักษ์ในสมเด็จพระนารายณ์ บันทึกของนายพลผู้คุมกองทหารฝรั่งเศสดังกล่าว (เดส์ฟาจ, ๒๕๕๒) ก็ยืนยันเจตนารมณ์เช่นนั้น ว่าเข้ามาเพื่อพิทักษ์รักษาและค้ำจุนราชบัลลังก์สมเด็จพระนารายณ์ แต่ข่าวลือที่ถูกก่อหวอดแพร่กระจายไป ก็ก่อภาพลักษณ์ที่ลบและดูแย่แก่อัครมหาเสนาบดีผู้ทำคุณแก่แผ่นดินสยามอย่างใหญ่หลวงคนหนึ่งไปได้อย่างเหลือเชื่อ

การใช้ประเด็นเรื่องการคุกคามของต่างชาติ มาสร้างสิทธิธรรมแก่ตนเอง ทำให้พระเพทราชากับหลวงสรศักดิ์ ดูเป็นนักชาตินิยมขึ้นมาทันใด แต่ดังที่เราทราบ แนวคิดเรื่องรัฐชาติยังไม่เกิดในสมัยนั้น หากแต่นโยบายการค้าที่พระเพทราชานำมาใช้นั้น ก็มีอะไรที่คล้ายคลึงกับนโยบายที่โชกุนโตกูกาว่า กระทำที่ญี่ปุ่น แม้พระเพทราชาจะไม่ถึงกับปิดประเทศแบบญี่ปุ่น ก็มีการผลักดันชาวฝรั่งเศสออกจากสยาม เปลี่ยนนโยบายการค้าที่เน้นฝั่งตะวันตก มาเป็นฝั่งตะวันออก ยุคสมัยของพระเพทราชาจึงเป็นยุคเริ่มต้นที่สยามกลับมาติดต่อสัมพันธ์กับจีน ส่งผลต่อการกลับมาเฟื่องฟูของบทบาทชาวจีนในสยามต่อเนื่องมาจนถึงต้นรัตนโกสินทร์ด้วย

ส่วนพ่อค้าฮอลันดา ถึงจะเป็นชาติตะวันตก แต่ได้รับยกเว้น ไม่ถูกต่อต้าน เนื่องจากฮอลันดาอยู่ฝ่ายสนับสนุนกลุ่มพระเพทราชาตั้งแต่ต้น อีกทั้งสถานะของฮอลันดาในอยุธยาสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ก็ดูง่อนแง่น กระทบกระทั่งกับราชสำนักบ่อยครั้ง โดยเฉพาะความขัดแย้งในเรื่องผลประโยชน์การค้าที่ญี่ปุ่นหลังปิดประเทศ เนื่องจากสมเด็จพระนารายณ์ได้ส่งเรือจีนไปติดต่อค้าขายกับญี่ปุ่น ซึ่งตามกฎหมายที่ญี่ปุ่นประกาศไว้ จะอนุญาตให้เฉพาะชาวจีนกับฮอลันดาเท่านั้น ที่สามารถติดต่อค้าขายกับญี่ปุ่นได้ที่เมืองท่านางาซากิ ฮอลันดาจึงวางตนเป็นตัวแทนการค้าระหว่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับญี่ปุ่น เมื่ออยุธยาสามารถค้าขายกับญี่ปุ่นได้โดยวิธีใช้ลูกเรือจีน ก็ทำให้ฮอลันดาไม่พอใจ ถึงกับประกาศสงครามและส่งเรือรบมาปิดปากแม่น้ำเจ้าพระยา (ธีรวัต ณ ป้อมเพชร, ๒๕๓๐, หน้า ๘๕-๙๑)

บันทึกฮอลันดาอ้างว่าในปี ค.ศ. ๑๖๘๘ ได้ส่งเรือรบมาปิดปากอ่าวช่วยสนับสนุนการรัฐประหารของพระเพทราชา ป้องกันไม่ให้ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นศัตรูทั้งของฝ่ายพระเพทราชาและฮอลันดาในขณะนั้น หลบหนีออกนอกราชอาณาจักร รัฐประหารของพระเพทราชานำเอาองคาพยพของสยามหลายส่วนมาเคลื่อนไหวทางการเมือง อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะสงฆ์และไพร่ราษฎร (จากบ้านพลูหลวง) นั่นเพราะนโยบายในรัฐบาลสมเด็จพระนารายณ์มีลักษณะสอดคล้องเป็นแนวโน้มของกรุงศรีอยุธยามาแต่เดิม และรัฐบาลสมเด็จพระนารายณ์ก็มีเครือข่ายการค้าระดับนานาชาติ แต่ก็มิใช่สิ่งผิดแปลกไปไกลจนคนในสังคมตามไม่ทันแต่อย่างใด

คณะสงฆ์มีความไม่พอใจนโยบายที่ให้ความสำคัญกับชาวต่างชาติ ซึ่งถูกมองเป็น “พวกนอกศาสนา” เรื่องซุบซิบนินทาว่าสมเด็จพระนารายณ์ทรงเปลี่ยนศาสนา ที่พิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นความจริง ก็ยังเป็นเรื่องที่ปลุกปั่นคนในวงการพุทธศาสนา ประกอบกับในท่ามกลางอิทธิพลของชาวคริสต์ที่มีต่อราชสำนัก ออกพระเพทราชาก็แสดงตัวเป็นขุนนางผู้เลื่อมใสศรัทธาในพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า โดยการลาราชการมาบวชอยู่วัดพระยาแมน อีกทั้งออกพระเพทราชายังสนิทสนมกับสังฆราชแห่งเมืองลพบุรี นิธิเขียนถึงบทบาทพระสงฆ์กลุ่มสนับสนุนพระเพทราชา ว่าเป็นผู้ชี้ชวนหรือปลุกระดมมวลชนให้ลุกฮือต่อต้านฟอลคอน โดยกล่าวหาว่าฟอลคอนควบคุมสมเด็จพระนารายณ์ ไพร่ที่ยังจงรักภักดีจึงเข้าร่วมก่อการกับพระเพทราชาเป็นอันมาก

เมื่อพิจารณาบริบทการนำเสนอผลงานชิ้นนี้ จะพบว่าช่วงปีนั้น (ทศวรรษ ๒๕๒๐) ยังเป็นปีที่สังคมไทยยังมีสงครามสู้รบในชนบท ระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) กับกำลังฝ่ายรัฐบาล จึงเหมือนนิธิซ่อนนัยยะหรือสร้างความเปรียบ (แล้วแต่จะนิยาม) บทบาทระหว่างพระสงฆ์ฝ่ายพระเพทราชากับนักปฏิวัติมวลชนของพคท. ดูเหมือนนิธิจงใจที่ใช้คำเรียก “ประชาชน” ต่อชาวบ้านพลูหลวงที่มาช่วยพระเพทราชายึดพระราชวังที่ลพบุรี เมื่อรวมกับพระสงฆ์และกลุ่มขุนนางฝ่ายหลวงสรศักดิ์ ก็เกิดเป็น ๓ ประสาน คือ “แนวร่วมพระสงฆ์-ขุนนาง-ประชาชน” คล้ายกับแนวคิด ๓ ประสานของขบวนการฝ่ายซ้าย ที่เป็น “แนวร่วมนักศึกษา-กรรมกร-ชาวนา” นั่นคือนิธิได้ใช้ศัพท์ภาษาทางการเมืองในสมัย ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๔ มาอธิบายเหตุการณ์อดีตและนิยามเรียกรัฐประหาร พ.ศ.๒๒๓๑/ค.ศ.๑๖๘๘ ว่า “การปฏิวัติของพระเพทราชา” สุดท้ายเมื่อพระเพทราชาได้รับชัยชนะ เข้าสู่พระบรมมหาราชวังและผ่านพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระเพทราชาก็ทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่ตามธรรมเนียมของกรุงศรีอยุธยา ดังที่นิธิสรุปไว้ในตอนท้ายดังนี้ :

“เมื่อทรงได้อำนาจแล้วก็มิได้ทรงเปลี่ยนสถานะความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกษัตริย์และประชาชนให้ผิดแผกไปจากกษัตริย์อยุธยาองค์อื่นๆ แต่การดำเนินการทางการเมืองของพระองค์เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจนั้น มีลักษณะที่แตกต่างไปกว่าการดำเนินการทางการเมืองซึ่งเกิดขึ้นมาก่อนหน้า กล่าวคือมิใช่เพียงการทำรัฐประหารในพระราชวังเท่านั้นที่ทำให้ออกพระเพทราชาได้ราชสมบัติ เพราะออกพระเพทราชาหาได้มีกำลังที่พร้อมจะช่วงชิงอำนาจมาไว้ในมือตนแต่ผู้เดียวในยามวิกฤตินั้นไม่ หากเป็นเพราะความเคลื่อนไหวของประชาชนซึ่งออกพระเพทราชามีส่วนในการปลุกระดมอยู่ด้วยนั้นต่างหาก ที่ให้โอกาสสำคัญแก่ออกพระเพทราชาในทางการเมือง การที่ประชาชนจำนวนมากเช่นนี้ได้มีส่วนร่วมในกระบวนการทางการเมืองระดับรัฐไม่เกิดขึ้นบ่อยๆ ในประวัติศาสตร์ไทย และทำให้การชิงอำนาจกันในปลายรัชสมัยพระนารายณ์แตกต่างจากการช่วงชิงอำนาจทุกครั้งที่ได้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอยุธยา การยึดอำนาจของพระเพทราชาจนถึงตั้งราชวงศ์ขึ้นใหม่ มิได้หมายถึงการเปิดศักราชใหม่ของประชาชนที่จะได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมือง เมื่อพระราชพิธีราชาภิเษกของกษัตริย์พระองค์ใหม่ได้ผ่านพ้นไปแล้ว ประตูพระราชวังที่อยุธยาก็ปิดลงขังพระองค์ไว้ภายในและกันประชาชนไว้ภายนอก ดังที่เคยเป็นมาด้วยเวลานับศตวรรษ” (นิธิ เอียวศรีวงศ์, ๒๕๔๙, หน้า ๙๑)

แน่นอนว่าการใช้ศัพท์และภาษาสมัยหลังไปเข้าใจเหตุการณ์อดีต โดยเฉพาะอดีตที่มีระยะเวลาห่างไกลจากปัจจุบันเป็นอันมากนั้น มีข้อจำกัดที่แทบไม่จำเป็นต้องอธิบายให้มากความ แต่นั่นก็นับเป็นสิ่งที่ทำให้ผลงานชิ้นนี้มีข้อเด่นอย่างมาก เมื่อเทียบกับงานชิ้นอื่นที่อธิบายเหตุการณ์เดียวกัน ด้วยมุมที่ต่างไปจากนิธิ เพราะถึงอย่างไรการสร้างคำอธิบายในประวัติศาสตร์ที่ปลอดพ้นจากภาษาปัจจุบัน ก็เป็นสิ่งที่ยากจนแทบเป็นไปไม่ได้ ในเมื่อภาระงานของนักประวัติศาสตร์ยังคงมุ่งที่การอธิบายอดีตด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการต่างๆ

เหตุที่คำอธิบายของนิธิต่อเหตุการณ์ปลายรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ ยังคงได้รับความสนใจ (หากเราจะถือยอดการตีพิมพ์เป็นดัชนีชี้วัด) ก็เพราะเป็นคำอธิบายที่สอดคล้องกับบริบทเหตุการณ์ในปัจจุบันของสังคมการเมืองไทย ที่มีการปฏิวัติรัฐประหารเป็นหัวเลี้ยวสำคัญของแต่ละช่วง ในแง่หนึ่งเท่ากับนิธิแสดงภาพในประวัติศาสตร์ ว่ารัฐประหารที่มีประชาชนมีส่วนร่วมนั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับการเมืองไทยแต่อย่างใด ประชาชนซึ่งถูกหลอมรวมด้วยมายาคติความเชื่อ ข่าวลือ ความหวัง และความจงรักภักดี ในที่สุดประชาชนหรือไพร่ในสมัยอยุธยาที่กลุ่มพระเพทราชาชักนำให้มากระทำรัฐประหารเพื่อปกป้องสมเด็จพระนารายณ์ ก็ล้มล้างราชวงศ์ของพระองค์ลงเป็นผลสำเร็จ คือเหตุการณ์ที่เอกสารบันทึกต่างชาติสมัยอยุธยา นิยามเรียกกันว่า “การปฏิวัติสยาม ค.ศ. ๑๖๘๘”

บรรณานุกรม

ขจร สุขพานิช. (๒๕๐๖). ออกญาวิไชยเยนทร์และการต่างประเทศในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์. กรุงเทพฯ: ก้าวหน้า.
เดส์ฟาจ, นายพล. (๒๕๕๒). ชิงบัลลังก์พระนารายณ์. แปลโดย ปรีดี พิศภูมิวิถี, กรุงเทพฯ: มติชน.
ธีรวัต ณ ป้อมเพชร. (๒๕๓๐). กรณีฮอลันดาปิดอ่าวไทย ค.ศ. ๑๖๖๓-๑๖๖๔ (พ.ศ. ๒๒๐๖-๒๒๐๗) ปัญหาในประวัติศาสตร์ไทย ๒, ๑ (ธันวาคม ๒๕๒๙-สิงหาคม ๒๕๓๐).
นิธิ เอียวศรีวงศ์. (๒๕๓๘). ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของไทย. ใน ชาติไทย, เมืองไทย, แบบเรียนและอนุสาวรีย์: ว่าด้วยรัฐและรูปการจิตสำนึก. กรุงเทพฯ: มติชน.
_______. (๒๕๔๙). การเมืองไทยสมัยพระนารายณ์. กรุงเทพฯ: มติชน.
แบส, โคลด เดอะ แปลโดย สันต์ ท. โกมลบุตร. (๒๕๕๐). บันทึกความทรงจำของบาทหลวงเดอะ แบส เกี่ยวกับชีวิตและมรณกรรมของก็องสตังซ์ ฟอลคอน. นนทบุรี: ศรีปัญญา.
มานพ ถาวรวัฒน์สกุล. (๒๕๔๖). ขุนนางอยุธยา. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
ศิลปากร, กรม. (๒๕๑๐). ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๓๖ เรื่องจดหมายเหตุของคณะบาทหลวงฝรั่งเศสซึ่งเข้ามาตั้งครั้ง
กรุงศรีอยุธยาจนถึงต้นแผ่นดินพระเพทราชา. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์กระทรวงมหาดไทย.
_______. (๒๕๑๓). ประชุมพงศาวดารภาคที่ ๗๖ เรื่องจดหมายเหตุของโยส เซาเต็น พ่อค้าชาวฮอลันดาผู้เข้ามากรุงศรีอยุธยา ในรัชสมัยพระเจ้าทรงธรรมและพระเจ้าปราสาททอง. กรุงเทพฯ: คุรุสภา.
_______. (๒๕๔๖). รวมบันทึกประวัติศาสตร์อยุธยาของฟาน ฟลีต (วัน วลิต). กรุงเทพฯ: สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์.
Hutchinson, E. W. (1968). 1688 Revolution in Siam. Hong Kong: Hong Kong University Press.
Turpin, F. H. (1908). History of the Kingdom of Siam and of the revolutions that have caused the overthrow of the empire, up to A.D. 1770 Translated from the original French by B. O. Cartwright. Bangkok: Printed at the American Presbyterian Mission Press.

วารสารวิชาการอยุธยาศึกษาออนไลน์

บทความนี้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการอยุธยาศึกษา ปีที่ ๗ ฉบับที่ ๒ / ๒๕๕๘ อ่านฉบับเต็มได้ที่ https://goo.gl/RBA2ac

Leave a Comment

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติ HTML เหล่านี้ได้: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>