สมเด็จพระเพทราชา กับการแทรกแซงทางการเมืองภายในราชอาณาจักรล้านช้าง

บทความวิชาการ สาขาประวัติศาสตร์

สมเด็จพระเพทราชา กับการแทรกแซงทางการเมืองภายในราชอาณาจักรล้านช้าง

Political Interference of King Phet Raja
within the Kingdom of Lan Xang

ธีระวัฒน์ แสนคำ / Teerawatt Sankom
อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์เลย

บทคัดย่อ

ในรัชสมัยสมเด็จพระเพทราชา กรุงศรีอยุธยามีบทบาทอย่างมากในการแทรกแซงและแก้ไขปัญหา
ความขัดแย้งภายในราชอาณาจักรล้านช้างที่เกิดขึ้นจากเจ้ากิ่งกิจแห่งเมืองหลวงพระบางและพระไชยองค์เว้แห่งเมืองเวียงจันทน์ โดยสามารถยุติสงครามความขัดแย้งระหว่างเมืองหลวงพระบางกับเมืองเวียงจันทน์ได้อย่างสันติวิธี และผลของการแทรกแซงทางการเมืองภายในราชอาณาจักรล้านช้างของสมเด็จพระเพทราชา ทำให้ราชอาณาจักร
ล้านช้างต้องแยกอาณาเขตการปกครองออกเป็นสองราชสำนัก คือ ราชสำนักเมืองเวียงจันทน์และเมืองหลวงพระบาง พระไชยองค์เว้ยังได้ถวายพระราชบุตรีเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรี สร้างความสัมพันธ์ทางเครือญาติ และตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเพทราชาที่ส่งกองทัพขึ้นไปช่วยต้านทัพเมืองหลวงพระบางตามที่มีพระราชสาส์นส่งมาอีกด้วย

คำสำคัญ: สมเด็จพระเพทราชา, กรุงศรีอยุธยา, ราชอาณาจักรล้านช้าง, การแทรกแซงทางการเมือง

Abstract

In the reign of King Phet Raja, the Kingdom of Ayutthaya played a critical role within the Kingdom of Lan Xang concerning political interference and conflict resolution caused by Chao King Kit, the king of Luang Prabang, and Phra Chai Ong Whe, the king of Vientiane.  After King Phet Raja could peacefully end the wars and conflicts between the two kingdoms, the Kingdom of Lan Xang had been divided into 2 governing royal courts: Vientiane Royal Court and Luang Prabang Royal Court.  Phra Chai Ong Whe also gave his daughter to be a wife of King Phet Raja in order to show gratitude and tie of blood relationship between the kingdoms of Vientiane and Ayutthaya.

Keywords:  King Phet Raja, Kingdom of Ayutthaya, Kingdom of Lan Xang, political interference


 ความนำ

สมเด็จพระเพทราชาทรงเป็นพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา ทรงครองราชย์เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ.๒๒๓๑ หลังสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเสด็จสวรรคต อย่างไรก็ตามได้ทรงยึดอำนาจทางการเมืองไว้เรียบร้อยแล้วตั้งแต่เดือนพฤษภาคมขณะเมื่อสมเด็จพระนารายณ์มหาราชยังมีพระชนม์ชีพอยู่ ด้วยการเข้ายึดพระราชวังที่เมืองลพบุรีซึ่งในขณะนั้นเป็นที่ประทับของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช สมเด็จ
พระเพทราชาทรงเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์บ้านพลูหลวง ด้วยเหตุที่ทรงเป็นชาวบ้านพลูหลวงในสุพรรณบุรีตามที่ระบุไว้ในพระราชพงศาวดาร (ธีรวัต ณ ป้อมเพชร, ๒๕๕๕, หน้า ๑๕๘)

ในรัชสมัยของพระองค์ ได้มีเหตุการณ์ปรากฏในพระราชพงศาวดารซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างกรุงศรีอยุธยากับราชอาณาจักรล้านช้างว่า พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต (เวียงจันทน์) แห่งราชอาณาจักรล้านช้าง ทรงขอกองทัพกรุงศรีอยุธยาไปช่วยรบเมืองหลวงพระบาง สมเด็จพระเพทราชาจึงมีพระบรมราชโองการให้พระยานครราชสีมาเป็นแม่ทัพนำกำลังไปช่วยฝ่ายเมืองเวียงจันทน์ เมื่อฝ่ายเมืองหลวงพระบางรู้ว่ามีกองทัพกรุงศรีอยุธยามาถึงเมืองเวียงจันทน์ก็ยอมประนีประนอมยุติปัญหาสงครามกับเมืองเวียงจันทน์ พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตจึงส่งพระราชบุตรีมาถวายถึงกรุงศรีอยุธยา ซึ่งสมเด็จพระเพทราชาก็ได้พระราชทานต่อให้แก่พระมหาอุปราชตามที่ทรงขอ (ธีรวัต ณ ป้อมเพชร, ๒๕๕๕, หน้า ๑๖๐)

จากเหตุการณ์ในพระราชพงศาวดารของไทยมีความสอดคล้องกับพงศาวดารของลาว ซึ่งหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวได้ทำให้ราชอาณาจักรล้านช้างต้องแยกออกเป็นสองราชสำนัก คือ ราชสำนักเวียงจันทน์และหลวงพระบาง มีความเป็นอิสระทางการปกครอง และยังเกิดการแบ่งอาณาเขตการปกครองกันอย่างชัดเจน สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของกรุงศรีอยุธยาที่มีส่วนแทรกแซงการเมืองภายในราชอาณาจักรล้านช้าง จนทำให้เกิดการแบ่งอาณาเขตปกครองภายในราชอาณาจักรล้านช้าง

ในบทความนี้ ผู้เขียนจึงพยายามที่จะนำเสนอปัญหาความขัดแย้งภายในราชอาณาจักรล้านช้าง และการแทรกแซงการเมืองภายในของราชอาณาจักร
ล้านช้างของกรุงศรีอยุธยาในรัชกาลสมเด็จพระเพทราชา โดยการร้องขอจากพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต (เวียงจันทน์) จนส่งผลเกิดการแบ่งอาณาเขตปกครองภายในราชอาณาจักรล้านช้าง จากหลักฐานพระราช-
พงศาวดารไทยและพงศาวดารลาว เพื่อแสดงให้เห็นมิติความสัมพันธ์ระหว่างกรุงศรีอยุธยากับล้านช้างที่มีความน่าสนใจอีกเหตุการณ์หนึ่ง

ปัญหาความขัดแย้งในราชอาณาจักรล้านช้าง

ราชอาณาจักรล้านช้างเกิดขึ้นในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๙ โดยพระเจ้าฟ้างุ้มได้ทำการรวบรวมบ้านเล็กเมืองน้อยในลุ่มน้ำโขงและลุ่มน้ำสาขามีชื่อว่า “กรุงศรีสัตตนาหนหุต” หรือ “ราชอาณาจักรล้านช้าง” มีราชสำนักอยู่ที่เมืองหลวงพระบาง (สุรศักดิ์ ศรีสำอาง, ๒๕๔๕, หน้า ๔๙)

ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ความพยายามขยายอำนาจจากเมืองหลวงพระบางลงมาตามลุ่มแม่น้ำโขง เริ่มมีความเด่นชัดในรัชสมัยพระเจ้าโพธิสาลราช (พ.ศ.๒๐๖๓-๒๐๙๐) ครั้นถึงรัชสมัยพระเจ้าไชยเชษฐา
ธิราช (พ.ศ.๒๐๙๑-๒๑๑๔) พระราชโอรสของพระเจ้าโพธิสาลราชได้ทรงย้ายเมืองหลวงจากเมือง
หลวงพระบางลงมายังเมืองเวียงจันทน์ในปี พ.ศ.๒๑๐๓ (พงศาวดารล้านช้างตามถ้อยคำในฉบับเดิม, ๒๕๐๖, หน้า ๑๖๓)

การย้ายมาที่เมืองเวียงจันทน์จึงอยู่ใกล้กับกรุงศรีอยุธยาซึ่งต่อมาพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชได้ทรงทำสัญญาเป็นไมตรีกับสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ (กรมศิลปากร, ๒๕๒๙, หน้า ๒๗๙-๒๘๕) อีกทั้งบริเวณเมืองเวียงจันทน์มีประชากรอยู่จำนวนมาก เพราะมีทำเลเหมาะสมแก่การทำเกษตรกรรมมากกว่า เนื่องจากมีที่ราบกว้างขวาง อุดมด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร สามารถเลี้ยงดูไพร่พลจำนวนมากได้ (สุรศักดิ์ ศรีสำอาง, ๒๕๔๕, หน้า ๘๘) และเกิดการขยายตัวทางการค้าภายในภาคพื้นทวีปในช่วงเวลาดังกล่าว เมืองเวียงจันทน์มีความเหมาะสมที่จะเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญมากกว่าเมืองหลวงพระบาง (โยซิยูกิ มาซูฮารา, ๒๕๔๖, หน้า ๙๑-๙๘) อย่างไรก็ดี หลังจากย้ายศูนย์กลางการปกครองลงมาอยู่ที่เมืองเวียงจันทน์แล้ว เมืองหลวงพระบางซึ่งเคยเป็นเมืองหลวงก็ยังคงมีเชื้อพระวงศ์ปกครองอยู่

จนถึงรัชสมัยพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช (พ.ศ.๒๑๘๑-๒๒๓๘) พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงตั้งมั่นอยู่ในทศพิธราชธรรม ทรงเคารพในพระราชกำหนดกฎหมายอย่างเคร่งครัดที่สุด จึงเป็นที่เคารพยำเกรงและนับถือของราษฎรทั้งหลาย พระองค์ทรงปกครองราชอาณาจักรล้านช้างให้อยู่เย็นเป็นสุข ไม่มีข้าศึกศัตรูใดๆ ทั้งภายในและภายนอกมาราวีรบกวนตลอดระยะเวลาอันยาวนานในรัชสมัยของพระองค์ (สิลา วีระวงส์, ๒๕๔๙, หน้า ๑๒๕) แต่หลังจากสิ้นรัชสมัยของพระองค์ก็เกิดความขัดแย้งขึ้นภายในราชสำนักเมืองเวียงจันทน์ จนทำให้ช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๓ ภายในราชอาณาจักรล้านช้างได้แยกการปกครองออกเป็น ๓ ราชสำนักตามหัวเมืองใหญ่ ได้แก่ เมืองเวียงจันทน์ เมืองหลวงพระบางและเมืองจำปาศักดิ์ โดยผู้ปกครองทั้งสามเมืองต่างก็มีสถานะเป็นพระมหากษัตริย์ตามรูปแบบการปกครองของรัฐจารีต แม้ผู้ปกครองจะมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติพระราชวงศ์เดียวกัน แต่ก็เป็นอิสระทางการเมืองการปกครองต่อกัน

ดังนั้น คำว่า “ราชอาณาจักรล้านช้าง” ในบทความนี้จึงมีหมายถึงอำนาจและพื้นที่การปกครองทั้งของราชสำนักเมืองเวียงจันทน์ เมืองหลวงพระบางและเมืองจำปาศักดิ์ ซึ่งเคยอยู่ภายใต้การปกครองของพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวกันมาก่อน ผู้ปกครองมีความสัมพันธ์กันทางเครือญาติและมีรูปแบบวัฒนธรรมร่วมกัน แต่มีเมืองเวียงจันทน์เป็นราชสำนักที่มีอำนาจและความสำคัญที่สุดในความสัมพันธ์กับกรุงศรีอยุธยา

๑. การแย่งชิงราชสมบัติหลังรัชกาลพระยาสุริยธรรมิกราช

หลังพระเจ้าสุริยวงษาธรรมิกราชเสด็จสวรรคตในปี พ.ศ.๒๒๓๘ พระองค์ไม่มีพระราชโอรสที่จะครองราชย์สืบต่อเนื่องจากต้องพระราชอาญาประหารชีวิต มีเพียงเจ้ากิ่งกิจและเจ้าอินทโสมซึ่งเป็นพระนัดดา ส่วนพระนางสุมังคละซึ่งเป็นพระราชบุตรีของพระองค์นั้น ทรงมีพระโอรสอยู่ ๑ องค์ คือ เจ้าองค์หล่อขณะนั้นมีพระชันษาได้ ๑๓ ปี และทรงครรภ์ได้ ๖-๗ เดือน พระยาเมืองจันซึ่งเป็นขุนนางผู้ใหญ่ได้ทำการยึดอำนาจ และต้องการให้พระนางสุมังคละเป็นมเหสี แต่พระนางไม่สมัครใจจะร่วมสังวาสด้วย จึงหนีไปพึ่งพระครูยอดแก้ววัดโพนสะเม็ก และพาไพร่พลประมาณ ๓,๐๐๐ คนหนีราชภัยลงไปยังบ้านงิ้วลำพันโสมสนุกตามลำแม่น้ำโขง ต่อมาพระนางประสูติพระโอรสมีพระนามว่าเจ้าหน่อกษัตริย์ ภายหลังทรงมีพระนามใหม่ว่าเจ้าสร้อยศรีสมุทรพุทธางกูร ทรงเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชสำนักนครจำปาศักดิ์ ซึ่งเป็นนครรัฐหนึ่งของราชอาณาจักรล้านช้างในเวลาต่อมา (สุรศักดิ์ ศรีสำอาง, ๒๕๔๕, หน้า ๓๓๓ ; สิลา วีระวงส์, ๒๕๔๙, หน้า ๑๓๕)

พระยาเมืองจันครองเมืองมาได้ ๖ เดือนก็ถูกพรรคพวกของเจ้าองค์หล่อยกกองทัพมาชิงเมืองและจับประหารชีวิต จากนั้นก็อภิเษกเจ้าองค์หล่อขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ (สุรศักดิ์ ศรีสำอาง, ๒๕๔๕, หน้า ๒๐๖)

เจ้าองค์หล่อขึ้นครองราชย์ในช่วงเวลาสั้นๆ ก็ถูกเจ้านันทราช ผู้เป็นพระโอรสของเจ้าปุ ซึ่งหนีไปอยู่เมืองนครแต่ก่อนนั้นยกทัพมาตีเมืองเวียงจันทน์ จับเจ้าองค์หล่อได้ก็ฆ่าเสีย แล้วจึงขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ในปลาย พ.ศ.๒๒๓๘ เจ้านันทราชครองราชย์ได้ ๓ ปี ก็ถูกเจ้าไชยองค์เว้จับได้และประหารชีวิตในปี พ.ศ.๒๒๔๑ (สุรศักดิ์ ศรีสำอาง, ๒๕๔๕, หน้า ๒๐๗. ; สิลา วีระวงส์, ๒๕๔๙, หน้า ๑๓๕-๑๓๖)

พงศาวดารเมืองหลวงพระบางและพงศาวดารเมืองหลวงพระบางตามฉบับที่มีอยู่ในศาลาลูกขุนกล่าวถึงเรื่องราวของพระไชยองค์เว้ (พระไชยเชษฐา-
ธิราชที่ ๒ บางเอกสารเรียกพระไชยองค์เวียต) ว่า เมื่อพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราชสวรรคตก็เกิดความวุ่นวายขึ้นราชสำนักเมืองเวียงจันทน์ หลังจากเจ้านันทราชได้ราชสมบัติแล้วพระไชยองค์เว้ก็ขอกำลังกองทัพญวนยกมาตีเมืองเวียงจันทน์ จับเจ้านันทราชฆ่าเสีย จากนั้นก็เสด็จขึ้นครองราชย์ และส่งท้าวนองซึ่งเป็นพระอนุชาต่างพระบิดาไปรักษาเมืองหลวงพระบาง (พงศาวดารเมืองหลวงพระบาง, ๒๕๐๗, หน้า ๑๙๓-๑๙๔; พงศาวดารเมืองหลวงพระบาง : ตามฉบับที่มีอยู่ในศาลาลูกขุน, ๒๕๔๕, หน้า ๖๖)

๒. การยึดครองเมืองหลวงพระบางของเจ้ากิ่งกิจ

หลังจากเกิดความวุ่นวายขึ้นในราชสำนักเมืองเวียงจันทน์ เจ้ากิ่งกิจและเจ้าอินทโสม พระนัดดาของพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราชกับเจ้าองค์นก (พงศาวดารล้านช้างตามถ้อยคำในฉบับเดิมเรียกว่า หม่อมน้อยหรือเจ้าองค์คำ) ก็คิดเกรงกลัวพระไชยองค์เว้ จึงพากันเสด็จหนีไปเมืองแสนหวีสิบสองปันนา เจ้ากิ่งกิจและเจ้าองค์นกเข้าพักอาศัยอยู่เมืองล่า เมืองพง ส่วนเจ้าอินทโสมขึ้นไปพำนักอยู่เมืองแผกับพวกข่า จึงเป็นเหตุให้พระไชยองค์เว้ต้องส่งท้าวนองซึ่งเป็นพระอนุชาขึ้นไปรักษาเมืองหลวงพระบาง (พงศาวดารเมืองหลวงพระบาง, ๒๕๐๗, หน้า ๑๙๔ ; พงศาวดารล้านช้างตามถ้อยคำในฉบับเดิม, ๒๕๐๖, หน้า ๑๗๕-๑๗๖)

 ต่อมาเจ้ากิ่งกิจและเจ้าองค์นกก็เกลี้ยกล่อมเอาไพร่พลเมืองล่า เมืองพง และบ้านเล็กเมืองน้อยใกล้เคียงเมืองหลวงพระบางยกลงมาตีเมืองหลวงพระบาง แต่ท้าวนองเมื่อรู้ว่าเจ้ากิ่งกิจและเจ้าองค์นกยกทัพมาก็ทิ้งเมืองกวาดครัวลงมาเมืองเวียงจันทน์ พงศาวดารล้านช้างตามถ้อยคำในฉบับเดิมปรากฏข้อความว่า “…จัดแจงเอารี้พลกำลังทั้งหลายขอบแขวงเมืองหลวง ได้คน ๖๐,๐๐๐ ลงมารบท้าวนองในเมืองหลวงหั้นแล แต่นั้นท้าวนองกลัวเดชะแห่งเจ้ากิ่งกิจแลเจ้าองค์คำ ดังนั้นจึงกวาดเอาครอบครัวข้อยไพร่ทั้งหลาย และพระแก้ว พระบาง พระแซกคำ ลงไว้ในเวียงจันทน์ปางนั้นแล” (พงศาวดารล้านช้างตามถ้อยคำในฉบับเดิม, ๒๕๐๖, หน้า ๑๗๖)

จากนั้นสมณะพราหมณาจารย์เสนาพฤฒามาตย์ราชปุโรหิตทั้งหลาย ก็พร้อมใจกันอัญเชิญเอาเจ้ากิ่งกิจขึ้นครองราชสมบัติในเมืองหลวงพระบางเป็น “พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาว” ถวายพระนามว่า “พระเจ้ากิ่งกิศรธรรมิกราช” (พงศาวดารเมืองหลวงพระบาง, ๒๕๐๗, หน้า ๑๙๕.) ส่วนพงศาวดารล้านช้างตามถ้อยคำในฉบับเดิมบันทึกเหตุการณ์เดียวกันนี้ว่า “เมื่อนั้น เจ้ากิ่งกิจและหม่อมน้อยก็พาข้อยไพร่มาตั้งอยู่เมืองหลวง เจ้ากิ่งกิจลวดขึ้นนั่งเมืองเป็นเจ้าแผ่นดินทรงนามว่า พระธรรมกิจล้านช้างร่มขาวบรมบพิตรราชธานี กรุงศรีสัตนาคนหุตอุดมราชธานีบุรีรมย์ยมจักรพรรดิราชเจ้า ทรงนามกรดังนี้แล” (พงศาวดารล้านช้างตามถ้อยคำในฉบับเดิม, ๒๕๐๖, หน้า ๑๗๖)

การขึ้นครองเมืองหลวงพระบางของเจ้ากิ่งกิจหากพิจารณาตามหลักฐานประวัติศาสตร์แล้ว ก็จะเห็นได้ว่าเป็นการฟื้นฟูเมืองหลวงพระบางให้เป็นที่ตั้งของราชสำนักอีกครั้ง ซึ่งเป็นราชสำนักที่มีอำนาจซ้อนทับกับอำนาจของราชสำนักเมืองเวียงจันทน์ที่มีเจ้าไชยองค์เว้เป็นพระมหากษัตริย์อยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้สรรพนามที่เรียกว่า “พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาว” สะท้อนให้เห็นถึงอำนาจที่ซ้อนทับกันอยู่ของราชสำนักล้านช้างทั้งสองแห่ง

๓. เจ้ากิ่งกิจต้องการยกทัพมาตีเมืองเวียงจันทน์

ในเอกสารประวัติศาสตร์ของราชสำนักล้านช้างไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าเจ้ากิ่งกิจต้องการที่จะยกทัพมาตีเมืองเวียงจันทน์ (ยกเว้นพงศาวดารเมืองหลวงพระบางตามฉบับที่มีอยู่ในศาลาลูกขุน ซึ่งเป็นเอกสารที่มีการเพิ่มความในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาลงไป) พบแต่เพียงว่าราษฎรแยกกันเป็นสองฝ่าย คือฝ่ายที่ขึ้นกับเจ้ากิ่งกิจเมืองหลวงพระบาง และฝ่ายที่ขึ้นกับพระไชยองค์เว้เมืองเวียงจันทน์ ทำให้ต้องมีการปักปันเขตแดนระหว่างกันขึ้น (พงศาวดารล้านช้างตามถ้อยคำในฉบับเดิม, ๒๕๐๖, หน้า ๑๗๖)

แต่พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ปรากฏเหตุการณ์ในช่วงปลายรัชสมัยสมเด็จพระเพทราชาว่า มีพระราชสาส์นจากกรุงศรีสัตนาคนหุต (เวียงจันทน์) ลงมาเพื่อขอให้กรุงศรีอยุธยายกทัพขึ้นไปช่วยรับศึกที่ยกลงมาจากเมืองหลวงพระบาง ฝ่ายอัครมหาเสนาธิบดีจึงเอาศุภอักษรกราบบังคมทูลพระกรุณาสมเด็จพระเพทราชา มีใจความว่า “พระเจ้ากรุงศรีสัตนา-คนหุตขอถวายพระราชบุตรีพระองค์หนึ่ง พระชันษาได้ ๑๔ พระวษา ขอถวายมาให้เป็นบาทบริจา ด้วยกรุงศรีสัตนาคนหุต กับเมืองหลวงพระบางเป็นอริกัน ฝ่ายเมืองหลวงพระบางจะยกกองทัพมาตีชิงเอากรุงศรีสัตนาคนหุต บัดนี้จะขอเอาพระเดชเดชานุภาพพระบาทสมเด็จบรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ขอกองทัพไปช่วย” (พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม), ๒๕๔๒, หน้า ๔๒๕)

แต่เหตุการณ์ดังกล่าวนี้ปรากฏในพระราชพงศาวดารระบุว่าเกิดขึ้น ณ ปีกุน ศักราช ๑๐๕๗ ซึ่งตรงกับปี พ.ศ.๒๒๓๘ (พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม), ๒๕๔๒, หน้า ๔๒๕) ซึ่งเป็นปีเดียวกันกับปีที่พระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราชเสด็จสวรรคต

สุรศักดิ์ ศรีสำอาง อดีตผู้อำนวยการสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร ผู้ศึกษาเรื่องลำดับกษัตริย์ลาววิเคราะห์ว่าปี พ.ศ.๒๒๓๘ ที่ระบุนี้น่าจะคลาดเคลื่อนเพราะตรงกับปลายรัชสมัยพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช พระธรรมกิจล้านช้างร่มขาว (เจ้ากิ่งกิจ) ยังประทับอยู่ในนครเวียงจันทน์ ส่วนพระไชยองค์เว้ (พระไชยเชษฐาธิราชที่ ๒) ทรงยกกองทัพจากเมืองเว้เข้ามายึดนครเวียงจันทน์เมื่อ พ.ศ.๒๒๔๑ เจ้ากิ่งกิจจึงทรงหนีราชภัยไปยังภาคเหนือ แล้วรวบรวมไพร่พลกลับมายึดเมืองหลวงพระบางเมื่อราว พ.ศ.๒๒๔๖ หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริงน่าจะล่วงมาถึง พ.ศ.๒๒๔๖ ที่ทรงได้ราชสมบัติในนครหลวงพระบางแล้ว และตรงกับปีสุดท้ายของรัชสมัยสมเด็จพระเพทราชาพอดี (สุรศักดิ์ ศรีสำอาง, ๒๕๔๕, หน้า ๒๒๒)

การแทรกแซงการเมืองภายในราชอาณาจักรล้านช้างของกรุงศรีอยุธยา

ราชสำนักกรุงศรีอยุธยากับราชสำนักล้านช้างทั้งช่วงที่มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองหลวงพระบางและเมืองเวียงจันทน์ถือว่ามีความสัมพันธ์กันมาช้านานแล้ว เช่น ในกรณีที่พระยาไชยจักรพรรดิแผ่นแผ้วจะประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกเมื่อ พ.ศ.๑๙๙๒ สมเด็จพระอินทราชาก็ได้ส่งเครื่องมงคลราชบรรณาการมาช่วยสมโภชเป็นอันมาก (สิลา วีระวงส์, ๒๕๔๙, หน้า ๖๘) และมีความสัมพันธ์ทางการค้าที่มีการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกันอย่างมากในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๒-๒๓ ทั้งในระดับราชสำนักและราษฎรทั่วไป (ฟาน ฟลีต, ๒๕๔๘, หน้า ๕๒-๕๓)

นอกจากนี้ ยังพบว่ามีวังเจ้าลาวอยู่ติดกับตลาดคลองผ้าลายริมวัดป่าแดง และยังมีกรมลาวอาสาอยู่ในราชสำนักกรุงศรีอยุธยาด้วย (ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, ๒๕๕๐, หน้า ๑๓๙-๑๔๐) การพบข้อมูลเกี่ยวกับ
วังเจ้าลาวในกรุงศรีอยุธยาสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างกรุงศรีอยุธยากับราชอาณาจักรล้านช้างเป็นอย่างดี

แต่อย่างไรก็ตาม บางครั้งก็เกิดความขัดแย้งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจระหว่างราชสำนักกรุงศรีอยุธยากับราชอาณาจักรล้านช้างเป็นระยะ เช่น ในช่วงรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองที่มีการกดขี่พ่อค้าล้านช้าง ทำให้พ่อค้ากลุ่มนี้ต้องไปค้าขายที่เมืองพิษณุโลกแทน จนต้องมีการส่งราชทูตไปยังล้านช้างเพื่อแก้ไขปัญหาและขอให้พระมหากษัตริย์ล้านช้างส่งพ่อค้ามายังกรุงศรีอยุธยาเหมือนในกาลก่อน และทรงสัญญาว่าพวกพ่อค้าล้านช้างจะได้รับสิทธิพิเศษมากมายและมีเสรีภาพมาก (ฟาน ฟลีต, ๒๕๔๘, หน้า ๕๒-๕๓) เป็นต้น

หลังความขัดแย้งภายในราชอาณาจักรล้านช้างที่เกิดขึ้นระหว่างพระไชยองค์เว้แห่งเมืองเวียงจันทน์กับเจ้ากิ่งกิจแห่งเมืองหลวงพระบางเริ่มรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากเจ้ากิ่งกิจยกกองทัพลงไปตีเมืองเวียงจันทน์ จนทำให้พระไชยองค์เว้ต้องส่งพระราชสาส์นขอความช่วยเหลือไปยังกรุงศรีอยุธยา และกรุงศรีอยุธยาก็ถือโอกาสนี้เข้าแทรกแซงการเมืองภายในราชอาณาจักรล้านช้าง โดยเฉพาะการแสดงตัวเป็นคนกลางแก้ปัญหาความขัดแย้งภายในจนประสบความสำเร็จ

๑. พระไชยองค์เว้ขอความช่วยเหลือจากกรุงศรีอยุธยาในการต้านกองทัพหลวงพระบาง

พงศาวดารเมืองหลวงพระบางตามฉบับที่มีอยู่ในศาลาลูกขุน ซึ่งผู้เขียนสันนิษฐานว่ามีการเพิ่มความในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาลงไปเนื่องจากมีวิธีการบันทึกสอดคล้องกับข้อความในพระราชพงศาวดาร
กรุงศรีอยุธยา แต่มีปีศักราชที่ต่างกันเล็กน้อยซึ่งอาจเกิดจากความคลาดเคลื่อนในการคัดลอกก็เป็นได้ ดังปรากฏข้อความว่า “…จุลศักราช ๑๐๕๗ (พ.ศ.๒๒๓๘-ผู้เขียน) พระยากิงกิสะเจ้าเมืองหลวงพระบางราชธานีศรีสัตนาคนหุตเกณฑ์กองทัพยกไปตีเมืองเวียงจันทบุรีศรีสัตนาคนหุต เจ้าเมืองเวียงจันทบุรีศรีสัตนาคนหุตมีศุภอักษรลงมายังกรุงศรีอยุทธยาขอกองทัพขึ้นไปช่วย…” (พงศาวดารเมืองหลวงพระบาง : ตามฉบับที่มีอยู่ในศาลาลูกขุน, ๒๕๔๕, หน้า ๖๖) โดยมีข้อแลกเปลี่ยนคือการขอส่งพระราชบุตรีลงมาถวายเป็นบาทบริจาริกา (พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม), ๒๕๔๒, หน้า ๔๒๕)

ความในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาระบุว่า พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตให้แสนสุพจนาไมตรีเป็นราชทูตจำทูลพระราชสาส์น คุมเครื่องมงคลราชบรรณาการลงมายังกรุงศรีอยุธยา เพื่อขอถวายพระราชบุตรี ขอพระราชทานกองทัพไปช่วยป้องกันกรุงศรีสัตนาคนหุต และจะขอเป็นข้าขอบขัณฑสีมากรุงศรีอยุธยาไปตราบเท่ากัลปาวสาน (พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา (ภาคจบ), ๒๕๐๕, หน้า ๑๕๖)

จากข้อความในเอกสารประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าในขณะนั้นไพร่พลของเมืองเวียงจันทน์อาจมีน้อยกว่าหรือรู้สึกครั่นคร้ามต่อกองทัพของเมืองหลวงพระบาง จึงทำให้พระไชยองค์เว้ต้องโปรดให้แสนสุพจนาไมตรีอัญเชิญพระราชสาส์นลงมาถวายสมเด็จพระเพทราชา เพื่อขอความช่วยเหลือให้ยกกองทัพไปต้านกองทัพเมืองหลวงพระบาง

๒. สมเด็จพระเพทราชาโปรดให้พระยานครราชสีมาเป็นแม่ทัพยกไปเวียงจันทน์

เมื่อสมเด็จพระเพทราชาทรงทราบความในพระราชสาส์นแล้ว ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยานครราชสีมาเป็นแม่ทัพ ยกพล ๑๐,๐๐๐ คน ไปยังเมืองเวียงจันทน์ ดังปรากฏความในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ความว่า

“ครั้นพระบาทสมเด็จบรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ได้ทรงทราบแล้วจึ่งมีพระราชโองการมา ณ พระบัณฑูรสุรสิงหนาท ดำรัสเหนือเกล้าเหนือกระหม่อม สั่งอัครมหาเสนาธิบดีให้เกณฑ์กองทัพไปช่วย ให้เกณฑ์เอาพระยานครราชสีมาเป็นแม่ทัพ ผู้รั้งเมืองนครนายกเป็นเกียกกาย ผู้รั้งเมืองสระบุรีเป็นยกรบัตร แล้วเกณฑ์ไพร่พล ๑๐,๐๐๐ สรรพไปด้วยเครื่องสาตราวุธ…” (พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม), ๒๕๔๒, หน้า ๔๒๕)

พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาได้ขยายความให้เห็นเพิ่มเติมว่า ยังมี “…พระรามคำแหงเป็นกองหน้า พระยาลพบุรีเป็นทัพหลัง ถือพลฉกรรจ์ลำเครื่อง ๑๐,๐๐๐ ช้างเครื่อง ๓๐๐ ม้า ๔๐๐ สรรพด้วยนานาสรรพาวุธปืนใหญ่ปืนน้อยกระสุนดินประสิวพร้อมเสร็จ ให้ยกไประงับศึกเมืองหลวงพระบาง ซึ่งยกมาตีกรุงศรีสัตนาคนหุตนั้น” (พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา (ภาคจบ), ๒๕๐๕, หน้า ๑๕๗-๑๕๘)

เมื่อกองทัพพระยานครราชสีมายกไปถึงก็หาได้ทำสงครามรบพุ่งกันไม่ หากแต่พอใกล้ถึงเมืองเวียงจันทน์ก็ยั้งทัพ แล้วพระยานครราชสีมาก็แต่งหนังสือส่งไปว่ากล่าวแก่กองทัพเมืองหลวงพระบาง เพื่อให้เลิกทัพกลับโดยดี ถ้ามิเชื่อฟังยังองอาจจะต่อรบ จึงจะให้พลทหารเข้าโจมตีแตกหักต่อไป แล้วให้ทหารถือไปให้แม่ทัพเมืองหลวงพระบาง (พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา (ภาคจบ), ๒๕๐๕, หน้า ๑๕๘)

ผลการแทรกแซงการเมืองภายในราชอาณาจักรล้านช้างของกรุงศรีอยุธยา

การยกทัพขึ้นไปของกรุงศรีอยุธยาซึ่งมีพระยานครราชสีมาเป็นแม่ทัพนั้น ไม่ได้เกิดการทำสงครามรบพุ่งกับกองทัพเมืองหลวงพระบางเพื่อช่วยเหลือเมืองเวียงจันทน์ เนื่องจากกองทัพกรุงศรีอยุธยาได้ทำการไกล่เกลี่ยให้ทั้งสองฝ่ายคืนดีกันสำเร็จ (เติม วิภาคย์พจนกิจ, ๒๕๔๐, หน้า ๘๐-๘๑) การเข้าแทรกแซงการเมืองภายในราชอาณาจักรล้านช้างของสมเด็จพระเพทราชาครั้งนี้ ทำให้ฝ่ายกรุงศรีอยุธยามีแต่ได้มากกว่าเสีย และยังคงความสัมพันธ์อันดีกับรัฐข้างเคียงเอาไว้ได้ดังเดิม

๑. หลวงพระบางยอมเป็นมิตรสันถวไมตรีกับเวียงจันทน์

การที่กองทัพกรุงศรีอยุธยายกขึ้นไปช่วยพระไชยองค์เว้แห่งเมืองเวียงจันทน์เพื่อต่อต้านทัพเมืองหลวงพระบาง แต่พระยานครราชสีมากลับให้ส่งหนังสือไปว่ากล่าวกองทัพเมืองหลวงพระบางให้ยกคืนและเป็นไมตรีกันกับราชสำนักเมืองเวียงจันทน์ดังเดิมนั้น มีใจความปรากฏในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา ความว่า

“…เป็นใจความกล่าวโดยไมตรี เพื่อจะให้ประนีประนอมเป็นมิตรสันถวะกับกรุงศรีสัตนาคนหุตดังกาลก่อน มิให้เป็นเวรไพรีอาฆาตกันสืบไป ครั้นแสนท้าวเสนาลาวแม่ทัพเมืองหลวงพระบางได้แจ้งในหนังสือ และทราบว่ากองทัพกรุงเทพมหานครยกมาช่วยกรุงศรีสัตนาคนหุตดังนั้นแล้ว ก็เข็ดขามครั่นคร้ามเดชานุภาพยิ่งนัก จึงแต่งหนังสือให้เพี้ยกว้านมีชื่อถือมาแจ้งแก่แม่ทัพไทยรับยินยอมประนีประนอมเพื่อจะเป็นมิตรสันถวไมตรี มิได้มีเวรอาฆาตกับกรุงศรีสัตนาคนหุตสืบไป ก็เลิกทัพกลับคืนไปเมือง” (พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา (ภาคจบ), ๒๕๐๕, หน้า ๑๕๘)

พงศาวดารเมืองหลวงพระบางตามฉบับที่มีอยู่ในศาลาลูกขุนได้ปรากฏข้อความสอดคล้องกันว่า “…ครั้นนายทัพนายกองเมืองหลวงพระบางแจ้งในหนังสือนายทัพนายกองกรุงศรีอยุทธยาแล้ว ก็มีความครั่นคร้ามเกรงพระเดชานุภาพสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรุงศรีอยุทธยา จึงยอมเป็นไมตรีกับเมืองจันทบุรีศรีสัตนาคนหุตสืบไป ไม่มีความอาฆาตซึ่งกันและกัน ฝ่ายกองทัพกรุงศรีอยุทธยาและกองทัพเมืองหลวงพระบางต่างคนต่างเลิกทัพกลับไปบ้านเมือง…” (พงศาวดารเมืองหลวงพระบาง : ตามฉบับที่มีอยู่ในศาลาลูกขุน, ๒๕๔๕, หน้า ๖๖)

จากข้อความในเอกสารพงศาวดารแสดงให้เห็นว่า สาเหตุที่กองทัพเมืองหลวงพระบางยอมที่จะเป็นมิตรสันถวไมตรีกับเมืองเวียงจันทน์และเลิกทัพกลับไปนั้น มาจากการแทรกแซงของกองทัพกรุงศรีอยุธยาอย่างชัดเจน ก่อนกองทัพกรุงศรีอยุธยาจะเลิกกลับ พระยานครราชสีมาก็ได้ส่งหนังสือไปถวายพระไชยองค์เว้ พระองค์ทรงดีพระทัยและยังให้เลี้ยงดูเหล่ากองทัพให้อิ่มหนำสำราญ พระราชทานรางวัลแก่ท้าวพระยาแม่ทัพนายกองทั้งปวงเป็นอันมากอีกด้วย (พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา (ภาคจบ), ๒๕๐๕, หน้า ๑๕๘-๑๕๙)

๒. พระไชยองค์เว้ถวายพระราชบุตรีแก่สมเด็จพระเพทราชา

หลังจากกองทัพกรุงศรีอยุธยาเลิกกลับแล้ว พระไชยองค์เว้ก็ได้ส่งพระราชบุตรีซึ่งมีพระนามว่า “พระแก้วฟ้า” ซึ่งมีพระชันษาได้ ๑๕ พรรษา (พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา (ภาคจบ), ๒๕๐๕, หน้า ๑๕๗) ลงมาถวายเป็นบาทบริจาริกาสมเด็จพระเพทราชาตามที่พระองค์ได้ระบุในพระราชสาส์นที่ส่งลงมาขอกองทัพขึ้นไปช่วยเหลือตั้งแต่ต้น แล้วสมเด็จพระเพทราชาก็ทรงพระราชทานพระแก้วฟ้าแก่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอกรมพระราชวังบวรสถานมงคลตามคำกราบบังคมทูลขอพระราชทาน ดังความในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ว่า

“…ฝ่ายพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตจึงสั่งให้จัดแจงแต่งราชบุตรี และเสนาธิบดีกรุงศรีสัตนาคนหุต ๓ คนให้มาส่งราชบุตรี และนายทัพนายกองมาถึงพระนครหลวงแล้ว จึ่งทรงพระกรุณาดำรัสเหนือกระหม่อม สั่งอัครเสนาธิบดีแต่งเรือออกไปรับเป็นหลายลำ ครั้นราชบุตรีลงเรือแล้ว ก็มาตามทางคลองโพเรียง ครั้นมาถึงวัดกระโจมจะเลี้ยวขึ้นไปรอทำนบ จึงมีพระบัณฑูรสมเด็จพระเจ้าลูกเธอกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ให้รับราชบุตรีขึ้นไว้ ณ พระราชวังบวรสถานมงคล แล้วสมเด็จพระเจ้าลูกเธอกรมพระราชวังบวรสถานมงคล เสด็จเข้ามาเฝ้า ณ พระราชวังหลวง กราบทูลพระกรุณาว่า ราชบุตรีพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตนั้น จะขอพระราชทานไว้ ณ พระราชวังบวรสถานมงคล ก็ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานให้ตามกราบทูลพระกรุณานั้น” (พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม), ๒๕๔๒, หน้า ๔๒๕)

พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาได้ขยายความให้เห็นกลุ่มชาวลาวที่ลงมาด้วยพระแก้วฟ้าเพิ่มเติมว่า พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต “…ก็จัดแจงตกแต่งพระราชธิดาพร้อมด้วยพระพี่เลี้ยงนางกำนัล และทาสกรรมกรชายหญิงสิ่งละ ๑๐๐ เป็นบริวาร สรรพด้วยเครื่องอุปโภคบริโภคทั้งปวงพร้อมเสร็จ และให้แสนท้าวพระยาลาวสามนายถือพล ๑,๐๐๐ ช้างม้าโดยสมควร ให้อัญเชิญเสด็จราชบุตรีขึ้นสู่สีวิกากาญจนยานวิจิตร
ลงไปยังกรุงเทพมหานคร…” (พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา (ภาคจบ), ๒๕๐๕, หน้า ๑๕๙)

จากข้อความในพระราชพงศาวดารยังสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของพระไชยองค์เว้ที่จะอาศัยความสัมพันธ์ทางเครือญาติในการสร้างสัมพันธไมตรีเป็นการถาวรกับกรุงศรีอยุธยา ทั้งนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอกรมพระราชวังบวรสถานมงคลต่อมาได้ขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาทรงมีพระนามว่า สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๘ (พระเจ้าเสือ) หลังสมเด็จพระเพทราชาเสด็จสวรรคตอีกด้วย

๓. เกิดการแบ่งอาณาเขตปกครองระหว่างราชสำนักเวียงจันทน์และหลวงพระบาง

เมื่อเจ้ากิ่งกิจได้สถาปนาพระองค์เองขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์และสถาปนาราชสำนักเมืองหลวงพระบางขึ้น โดยมีอิสระจากการปกครองของราชสำนักเมืองเวียงจันทน์ จะเห็นได้ว่าในช่วงเวลาดังกล่าวแผ่นดินราชอาณาจักรล้านช้างได้ถูกแบ่งออกเป็น ๒ ราชสำนัก ผู้ปกครองทั้งสองราชสำนักต่างก็มีสถานะเป็นพระมหากษัตริย์ตามรูปแบบการปกครองของรัฐจารีต แม้ผู้ปกครองจะมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติพระราชวงศ์เดียวกัน แต่ก็เป็นอิสระทางการเมืองการปกครองต่อกัน และหลังการประนีประนอมเป็นมิตรสันถวไมตรีระหว่างกันของเจ้ากิ่งกิจกับพระไชยองค์เว้ โดยการแทรกแซงของสมเด็จพระเพทราชาแห่งกรุงศรีอยุธยา ได้ทำให้เกิดการแบ่งเขตการปกครองระหว่างกันอย่างชัดเจนขึ้น

พงศาวดารเมืองหลวงพระบางตามฉบับที่มีอยู่ในศาลาลูกขุนได้ระบุไว้ว่า “…ฝ่ายกองทัพกรุงศรีอยุทธยาและกองทัพเมืองหลวงพระบางต่างคนต่างเลิกทัพกลับไปบ้านเมือง พระยากิงกิสะเจ้าเมืองหลวงพระบาง พระไชยองแว้เจ้าเมืองจันทบุรี พร้อมกันแบ่งปันเขตแดน…” (พงศาวดารเมืองหลวงพระบาง : ตามฉบับที่มีอยู่ในศาลาลูกขุน, ๒๕๔๕, หน้า ๖๗)

ส่วนพงศาวดารเมืองหลวงพระบางได้ให้ข้อมูลวันเวลาการแบ่งเขตและขอบเขตพื้นที่ของทั้งสองราชสำนักซึ่งเกิดขึ้นหลังการเข้าแทรกแซงการเมืองภายในของกรุงศรีอยุธยาว่า

“ลุศักราช ๑๐๖๑ (พ.ศ.๒๒๔๒-ผู้เขียน) ปีเถาะเอกศก ณ วันเดือน ๘ ขึ้น ๑๔ ค่ำ พระเจ้ากิงกิศรธรรมิกราช พระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาวหลวงพระบาง พระไชยองค์เวียด พระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างเวียงจันทน์ จึงทรงผูกทางพระราชไมตรีแบ่งปันพระราชอาณาเขตให้แก่กันและกัน อาณาเขตพระเจ้าล้านช้างเวียงจันทน์ น้ำของฝ่ายตะวันตก กำหนดเอาปากน้ำเหืองเหนือเมืองเชียงคาน น้ำของฝ่ายตะวันออก กำหนดเอาปากน้ำมี้ใต้เมืองเชียงคานลงไปถึงเมืองแก่งลีผี เป็นพระราชอาณาเขตของพระเจ้าล้านช้างเวียงจันทน์ อาณาเขตของพระเจ้าล้านช้างหลวงพระบาง น้ำของฝ่ายตะวันออก กำหนดเอาปากน้ำมี้ต่อพรมแดนเวียงจันทน์ น้ำของฝ่ายตะวันตก กำหนดเอาปากน้ำเหืองพรมแดนเมืองเวียงจันทน์ ต่อกันขึ้นไปจนถึงผาบันไดให้เมืองเชียงของ ฝ่ายซ้ายพรมแดนต่อแขวงกรุงศรีอยุธยา กำหนดเอาภูเขาไม้ประดู่สามต้นอ้นสามขอยขึ้นไป ฝ่ายขวาพรมแดนต่อแขวงพระเจ้าเวียตนาม กำหนดเอาต้นสารสามง่าน้ำน่าสามแควหัวพันทั้งหกและสิบสองหน้าด่านจุไท เป็นพระราช
อาณาเขตของพระเจ้าล้านช้างร่วมขาวหลวงพระบาง…” (พงศาวดารเมืองหลวงพระบาง, ๒๕๐๗, หน้า ๑๙๕-๑๙๖)

จากหลักฐานดังกล่าวได้แสดงให้เห็นว่า หลังการแทรกแซงทางการเมืองภายในราชอาณาจักรล้านช้างของกรุงศรีอยุธยาได้ทำให้ราชอาณาจักรล้านช้างได้แยกออกเป็นสองราชสำนักอย่างชัดเจน หากเอาตาม
ลำแม่น้ำโขงเป็นแกนหลักของพื้นที่ก็จะพบว่า ทางตะวันตกเหนือปากน้ำเหืองทางฝั่งขวา (ในเขตชายแดนบ้านท่าดีหมี อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลยในปัจจุบัน) และทางตะวันตกเหนือปากน้ำมี้ทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง (เหนือเมืองสานะคาม สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวปัจจุบันขึ้นมาเล็กน้อย) ขึ้นไปจนถึงผาบันไดหรือผาได (ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย) เป็นเขตของราชสำนักเมืองหลวงพระบาง และทางตะวันออกใต้ปากน้ำเหือง ทางฝั่งขวา และทางตะวันออกใต้ปากน้ำมี้ทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ลงไปจนถึงแก่งหลี่ผี (ปัจจุบันอยู่ในเขตแขวงจำปาศักดิ์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว) เป็นเขตของราชสำนักเมืองเวียงจันทน์

บทส่งท้าย

กล่าวโดยสรุปจากที่ผู้เขียนนำเสนอข้อมูลจากหลักฐานประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องมาข้างต้นจะเห็นได้ว่า กรุงศรีอยุธยามีบทบาทอย่างมากในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งภายในราชอาณาจักรล้านช้างที่เกิดขึ้นจากเจ้ากิ่งกิจแห่งเมืองหลวงพระบางและพระไชยองค์เว้แห่งเมืองเวียงจันทน์ สามารถยุติสงครามและความเสียหายที่กำลังจะเกิดขึ้นที่เมืองเวียงจันทน์จากการโจมตีของกองทัพเมืองหลวงพระบางได้อย่างสันติวิธี เหตุการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการแทรกแซงปัญหาการเมืองภายในราชอาณาจักรล้านช้างของสมเด็จพระเพทราชาแห่งกรุงศรีอยุธยาอย่างชัดเจน

ผลของการแทรกแซงทางการเมืองภายในราชอาณาจักรล้านช้างของสมเด็จพระเพทราชา ได้ทำให้เกิดการแบ่งอาณาเขตการปกครองออกเป็นสองส่วนภายในราชอาณาจักรล้านช้าง มีราชสำนัก ๒ แห่ง คือ เมืองเวียงจันทน์และเมืองหลวงพระบาง ผู้ปกครองทั้งสองเมืองต่างก็มีสถานะเป็นพระมหากษัตริย์ตามรูปแบบการปกครองของรัฐจารีต แม้ผู้ปกครองจะมีความ
สัมพันธ์ทางเครือญาติพระราชวงศ์เดียวกัน แต่ก็เป็นอิสระทางการเมืองการปกครองต่อกัน และพบว่าผลจากการแทรกแซงทางการเมืองดังกล่าว ยังทำให้พระไชยองค์เว้ได้ถวายพระราชบุตรีเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรี สร้างความสัมพันธ์ทางเครือญาติ และตอบแทนพระกรุณาของสมเด็จพระเพทราชาที่ส่งกองทัพขึ้นไปช่วยต้านทัพเมืองหลวงพระบางตามที่มีพระราชสาส์นส่งมาอีกด้วย

บรรณานุกรม

กรมศิลปากร.  (๒๕๒๙).  จารึกในประเทศไทย เล่ม ๕ อักษรขอม อักษรธรรม และอักษรไทย พุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๔.  กรุงเทพฯ: หอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร.

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ.  (๒๕๕๐).  อยุธยา.  กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์.

เติม วิภาคย์พจนกิจ.  (๒๕๔๐).  ประวัติศาสตร์ลาว.  กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์.

ธีรวัต ณ ป้อมเพชร.  (๒๕๕๕).  สมเด็จพระเพทราชา.  ใน มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา.  
นามานุกรมพระมหากษัตริย์ไทย.  (หน้า ๑๕๘-๑๖๐).  กรุงเทพฯ: มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา.

พงศาวดารเมืองหลวงพระบาง.  (๒๕๐๗).  ใน ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๑๐ (ประชุมพงศาวดารภาคที่ ๑๐ ตอนปลาย ภาคที่๑๑-๑๒).  (หน้า ๑๔๙-๒๓๖).  พระนคร: องค์การค้า
ของคุรุสภา.

พงศาวดารเมืองหลวงพระบาง: ตามฉบับที่มีอยู่ในศาลาลูกขุน.  (๒๕๔๕).  ใน ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๙.  (หน้า ๕๖-๘๔).  กรุงเทพฯ: กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร.

พงศาวดารล้านช้างตามถ้อยคำในฉบับเดิม.  (๒๕๐๖).  ใน ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๒ (ประชุมพงศาวดารภาค ๑ ตอนปลายและภาค ๒).  (หน้า ๑๓๔-๑๔๘).  พระนคร: องค์การค้าของคุรุสภา.

พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา (ภาคจบ).  (๒๕๐๕).  พระนคร: โอเดียนสโตร์.

พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม).  (๒๕๔๒).  ใน ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๓.  (หน้า ๑๐๓-๔๕๒).  กรุงเทพฯ: กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร.

ฟาน ฟลีต เขียน นันทา วรเนติวงศ์ แปล.  (๒๕๔๘).  รวมบันทึกประวัติศาสตร์อยุธยาของ ฟาน ฟลีต (วัน วลิต).  กรุงเทพฯ: กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร.

โยซิยูกิ มาซูฮารา.  (๒๕๔๖).  ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของราชอาณาจักรลาวล้านช้าง สมัยคริสต์ศตวรรษที่ ๑๔-๑๗ จาก “รัฐการค้าภายในภาคพื้นทวีป” ไปสู่ “รัฐกึ่งเมืองท่า”.  กรุงเทพฯ: มติชน.

วินัย พงศ์ศรีเพียร.  (๒๕๕๑).  พรรณนาภูมิสถานพระนครศรีอยุธยา เอกสารจากหอหลวง
(ฉบับความสมบูรณ์).  
กรุงเทพฯ: อุษาคเนย์.

สิลา วีระวงส์ เขียน สมหมาย เปรมจิตต์ แปล.  (๒๕๔๙).  ประวัติศาสตร์ลาว.  กรุงเทพฯ: มติชน.

สุรศักดิ์ ศรีสำอาง.  (๒๕๔๕).  ลำดับกษัตริย์ลาว.  กรุงเทพฯ: สำนักโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร.

วารสารวิชาการอยุธยาศึกษาออนไลน์

บทความนี้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการอยุธยาศึกษา ปีที่ ๘ ฉบับที่ ๑ / ๒๕๕๙ อ่านฉบับเต็มได้ที่ https://goo.gl/fNT6Vi

Leave a Comment

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติ HTML เหล่านี้ได้: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>