การสำรวจและวิเคราะห์ศักยภาพของชุมชนเกาะลอย ตำบลหัวรอ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

บทความวิชาการ สาขาพัฒนาชุมชน

การสำรวจและวิเคราะห์ศักยภาพของชุมชนเกาะลอย ตำบลหัวรอ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

Exploration and SWOT Analysis of Koh Loy Community in Hua Raw Sub-district, Phranakhon Si Ayutthaya Province

คมลักษณ์ ไชยยะ/Komluck Chaiya
อาจารย์ประจำสาขาวิชาการพัฒนาชุมชน
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา

บทคัดย่อ

ชุมชนเกาะลอย หมู่ ๒ ตำบลหัวรอ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นชุมชนเมืองในเขตเทศบาลนครที่มีอายุไม่มากนัก การเข้ามาตั้งถิ่นฐานบนเกาะเริ่มขึ้นในช่วงระยะเวลาประมาณ ๘๐ ปีมานี้ หลังจากที่ผู้คนเริ่มขึ้นจากเรือนแพรอบเกาะมาอาศัยบนบกแทน จึงมีผู้คนเข้ามาอาศัยเพิ่มขึ้นเรื่อยมาและมีบ้านเรือนเพิ่มขึ้นโดยแทรกตัวทับพื้นที่วัดร้างเก่าแก่สมัยอยุธยาดังที่เห็นในปัจจุบัน ด้วยสภาพเกาะลอยที่เป็นเกาะมีแม่น้ำล้อมรอบ จึงทำให้ชุมชนเกาะลอยมีลักษณะทางกายภาพแยกออกจากเกาะเมือง ซึ่งเป็นทั้งลักษณะที่โดดเด่นน่าดึงดูดและอุปสรรคในการใช้ชีวิตของชาวบ้านในชุมชนเกาะลอยบางด้านไปพร้อมๆกัน

ข้อมูลส่วนใหญ่ในบทความนี้ ได้มาจากการการสืบค้นข้อมูลจากเอกสารและการสำรวจเก็บข้อมูลภาคสนาม (field work) ของนักศึกษาสาขาวิชาการพัฒนาชุมชนภาคพิเศษ หรือ กศ.บป.รุ่น ๒๕๕๔/จันทร์-พุธ-ศุกร์ ในช่วงระหว่างเดือนมีนาคม – กรกฎาคม ๒๕๕๘ ด้วยวิธีการเก็บข้อมูลจากการสังเกต การสัมภาษณ์ การเขียนอธิบายทางชาติพันธุ์วรรณา (ethnography) รวมไปถึงการวิเคราะห์ศักยภาพชุมชนโดยอาศัยเทคนิคการวิเคราะห์จุดแข็ง/จุดอ่อนและโอกาส/อุปสรรคของชุมชน (SWOT Analysis) ร่วมกับชาวบ้านเกาะลอย

จากการสำรวจและวิเคราะห์ศักยภาพของชุมชนเกาะลอยเบื้องต้นพบว่า ชุมชนเกาะลอยมีลักษณะเด่นที่เป็นศักยภาพของชุมชน คือ สภาพที่ตั้งชุมชนอยู่บนเกาะกลางแม่น้ำขนาดเล็ก ชุมชนมีความสงบเงียบไม่วุ่นวายและมีทัศนียภาพสวยงามน่าอยู่อาศัย, ในชุมชนเป็นที่ตั้งของโบราณสถานสมัยอยุธยาที่มีความน่าสนใจหลายแห่ง, คนในชุมชนมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดแบบเครือญาติและเพื่อนบ้าน ทำให้ชุมชนมีความเป็นปึกแผ่นค่อนข้างมาก, ผู้อาวุโสในชุมชนมีความเป็นผู้นำสามารถประสานงานเป็นผู้นำชุมชนได้เป็นอย่างดี ส่วนในประเด็นที่เป็นปัญหาหลักของชุมชนเกาะลอย คือชุมชนไม่มีที่ทิ้งขยะหรือวิธีการกำจัดขยะที่เหมาะสมเพียงพอ และปัญหาของแหล่งโบราณสถานในชุมชนอยู่ในสภาพทรุดโทรมขาดการบูรณะพัฒนา ซึ่งเสี่ยงต่อความเสียหายที่เพิ่มมากขึ้นในอนาคต

คำสำคัญ: การสำรวจชุมชน, ศักยภาพชุมชน, การวิเคราะห์จุดอ่อน/จุดแข็ง

 

Abstract

Located in Hua Raw Sub-district, Phranakhon Si Ayutthaya Province, Koh Loy is an urban community, established not so long ago, under the supervision of the Ayutthaya City Municipality. The settlement started around 80 years ago when people moved on land, from the nearby houseboats to the island.  Since then, the island has been crowded with a lot of houses built in the area of the old and abandoned temples.  As an island surrounded by the river and separated from the Ayutthaya City island Koh Loy is physically prominent while, at the same time, provides some difficulties for a living.

The information about Koh Loy Community were gathered from the documents concerned together with the field works conducted during March to July, 2015 by the 2011-school year students of the Community Development Program, Phranakhon Si Ayutthaya Rajabhat University. The SWOT analysis and the ethnographical technique were chosen for investigating the potentiality of Koh Loy Community.

It is found that Koh Loy Community has the outstanding characteristics which promote its potentiality.  One is its location as an island surrounded by the river, providing gorgeous scenery and a peaceful way of life.  There are also many interesting Ayutthaya historic sites on the island. Moreover, the tightly knit relationships among the members help unite the community.  The elders in the community are found to play the leader roles and can work well with the others.  In case of the difficulties facing Koh Loy Community, it is found that there are no adequate dumpsites and appropriate ways for waste disposal there.   Moreover, the historic sites in the community have been ruined without conservation and restoration, increasing the risk of more damage in the near future.

Key words: Exploration on community, Potentiality of the community, SWOT Analysis

 

บทนำ

เกาะลอยเป็นชุมชนหนึ่งในตำบลหัวรอ อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นย่านชุมชนตลาดเก่าฟากตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา ด้วยสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่มีแม่น้ำลพบุรีและแม่น้ำป่าสักโอบรอบด้านจึงเป็นที่มาของชื่อ “เกาะลอย” ที่เรียกกันทั่วไป อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าชุมชนเกาะลอยจะอยู่ในเขตพื้นที่ความรับผิดชอบของเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยาและใกล้ชิดกับย่านตลาดใจกลางเกาะเมืองมาก แต่ด้วยสภาพที่เป็นเกาะกลางน้ำที่แยกตัวออกไปจากแผ่นดินของเกาะเมือง ชุมชนเกาะลอยจึงไม่เป็นที่รู้จักสำหรับคนทั่วไปในปัจจุบันมากนัก แม้กระทั่งผู้ที่อาศัยอยู่ในย่านตลาดหัวรอที่อยู่ใกล้ชิดกันในฟากตรงข้ามแม่น้ำ หลายคนก็ยังไม่เคยนั่งเรือข้ามไปยังฝั่งบนพื้นที่เกาะลอยเลย ผู้เขียนเห็นว่าพื้นที่ของเกาะลอยมีความน่าสนใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในเรื่องของสภาพทางกายภาพที่เป็นชุมชนที่อยู่บนเกาะกลางน้ำขนาดเล็กในเขตเมือง และยังมีวัดโบราณหลายแห่งที่สำคัญตั้งอยู่บนเกาะกลางน้ำแห่งนี้ด้วย บทความ “การสำรวจและวิเคราะห์ศักยภาพของชุมชนเกาะลอย ตำบลหัวรอ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา” นี้เป็นผลจากการสำรวจเก็บข้อมูลชุมชน โดยผู้เขียนต้องการอธิบายให้เห็นภาพรวมของชุมชนเกาะลอย ทั้งในด้านบริบททางสังคม ประวัติความเป็นมาและสถานที่สำคัญของชุมชน สภาพทางกายภาพของชุมชน และสภาพปัญหาในชุมชนเกาะลอยด้วยวิธีการศึกษาจากเอกสาร (Document) และนำข้อมูลจากการวิเคราะห์ SWOT ของนักศึกษาการพัฒนาชุมชน ซึ่งได้ลงพื้นที่จัดประชุมระดมความคิดเห็นของชาวบ้านเกาะลอยเข้ามาประกอบด้วย โดยหวังว่าจะช่วยให้เกิดความเข้าใจสภาพปัญหาภายในชุมชนได้ชัดเจนกว่าการวิเคราะห์จากคนนอกชุมชนเพียงฝ่ายเดียว

 

ประวัติความเป็นมาของเกาะลอยและชุมชนบนเกาะลอย

จากข้อมูลประวัติศาสตร์พงศาวดารอยุธยาชี้ให้เห็นว่าสภาพภูมิประเทศในพื้นที่เกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา และรอบๆหลายแห่งล้วนมีความแตกต่างจากที่คนในปัจจุบันเข้าใจ เช่นเดียวกับพื้นที่บริเวณที่กลายมาเป็นเกาะลอยในปัจจุบัน ซึ่งเป็นแผ่นดินเดียวกับเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยามาก่อน หากแต่ได้มีการขุดคลองคูเมืองหรือที่เรียกว่า “คูขื่อหน้า” เชื่อมต่อระหว่างแม่น้ำลพบุรีกับลำคลองที่ขุดลัดจากแม่น้ำป่าสัก เพื่อเป็นคลองคูเมืองสำหรับป้องกันศัตรูและเหตุผลด้านการบริหารระบบน้ำภายในเกาะเมือง จึงทำให้ผืนดินบริเวณที่กลายเป็นเกาะลอยแยกห่างจากเกาะเมืองชัดเจนดังที่เห็นในปัจจุบัน ทั้งนี้คูขื่อหน้าถูกขุดขึ้นตั้งแต่เมื่อใดไม่มีหลักฐานชัดเจน ทว่าตั้งแต่ครั้นสมเด็จพระเจ้าอู่ทองสถาปนากรุงศรีอยุธยา คูขื่อหน้าก็กลายมาเป็นคลองคูเมืองด้านทิศตะวันออกแล้ว และปรากฏชื่อในพงศาวดารหลายครั้งในฐานะคลองขุดที่มีการปรับปรุงเพื่อใช้เป็นปราการต้านทานทัพของศัตรูเข้าสู่พระนครในหลายครั้ง (กรมศิลปากร, ๒๕๔๕, หน้า ๒๔-๒๖ ; วันลีย์ กระจ่างวี, ๒๕๕๘, หน้า ๖๑-๖๗)

นอกจากนี้บนพื้นที่เกาะลอย ยังเป็นพื้นที่ตั้งของโบราณสถานสมัยอยุธยาถึง ๕ แห่ง คือ วัดมณฑป วัดแค วัดสะพานเกลือ วัดข้าวสารดำ และวัดศรีจำปา ที่มีร่องรอยหลักฐานยืนยันได้อย่างชัดเจน แต่ปัจจุบันมีเพียงวัดแคและวัดมณฑปเท่านั้นที่ยังมีพระจำพรรษาอยู่  ที่ดินบนเกาะลอยส่วนใหญ่จึงเป็นที่ดินของวัดเก่าสมัยอยุธยาทั้งสิ้น กระทั่งในสมัยรัชกาลที่ ๕ ซึ่งได้เริ่มการฟื้นฟูสภาพเกาะเมืองหลังจากที่มีการจัดระเบียบการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลขึ้นมา โดยพระองค์เจ้าวัฒนานุวงศ์ กรมขุนมรุพงศ์สิริพัฒน์ ได้รับตำแหน่งเป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑลกรุงเก่าคนแรก แต่ต่อมาได้ย้ายไปดูแลมณฑลปราจีนบุรีในปี พ.ศ.๒๔๔๖ และได้ให้พระยาโบราณราชธานินทร์ทำหน้าที่แทน ในระหว่างที่กรมขุนมรุพงศ์สิริพัฒน์ยังดำรงตำแหน่งสมุหเทศาภิบาลมณฑลกรุงเก่าอยู่นั้น ท่านได้อาศัยอยู่ในตำหนักบนเกาะลอยมีชื่อเรียกกันว่า “ตำหนักสะพานเกลือ” ตามชื่อของวัดสะพานเกลือ ซึ่งเป็นวัดร้างสมัยอยุธยาที่ตั้งอยู่ติดกันนั่นเอง นอกจากนี้ ในสมัยรัชกาลที่ ๖ ชื่อของตำหนักสะพานเกลือยังปรากฏอยู่ในฐานะเป็นที่ประทับเมื่อเสด็จมาพระนครศรีอยุธยา เพื่อชมการแสดงละครชาตรีของคณะละครที่อาศัยอยู่ในบริเวณคลองทรายหน้าวัดสามวิหาร (ศูนย์บูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นจังหวัดพระนครศรีอยุธยา, ม.ป.ป.,)

ในช่วงสมัยรัชกาลที่ ๗ ได้มีการตั้งบริษัทผลิตไฟฟ้าบนเกาะลอยขึ้น ตั้งอยู่ในพื้นที่บริเวณที่กลายเป็นวิทยาลัยเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมการต่อเรือในปัจจุบัน ดังเห็นหลักฐานได้จากข้อความที่ “บริษัทไฟฟ้าจังหวัดพระนครศรีอยุธยาจำกัด” ได้จารึกไว้หน้าโบสถ์ของ “หลวงพ่อขาว”วัดศรีจำปา ในฐานะที่บริษัทไฟฟ้าจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นผู้บูรณะสร้างอาคารโบสถ์ขึ้นถวายตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๐ ชี้ให้เห็นว่าคงมีการเข้ามาพัฒนาบนพื้นที่เกาะลอยตั้งแต่ก่อนหน้านั้นแล้ว กล่าวได้ว่าเกาะลอยได้ถูกใช้เป็นพื้นที่ตั้งของวัดสมัยอยุธยาและต่อมาก็เป็นที่พักอาศัยหรือตำหนักที่ประทับของกษัตริย์และเจ้านายมาก่อน การใช้พื้นที่บนเกาะลอยเพื่อเป็นชุมชนอยู่อาศัยของชาวบ้านธรรมดา รวมไปถึงการเปลี่ยนพื้นที่เกาะลอยเพื่อประโยชน์ใช้สอยของประชาชนธรรมดามากขึ้น น่าจะเกิดขึ้นในช่วงใกล้เคียงหรือหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองปี พ.ศ.๒๔๗๕ เป็นต้นมา ดังที่พบว่าได้มีการก่อตั้งวิทยาลัยเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมการต่อเรือในบริเวณที่เคยเป็นตำหนักสะพานเกลือเก่าตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๘๔ ซึ่งทำให้นักเรียนจากฝั่งเกาะเมืองต้องข้ามไปเรียนบนฝั่งเกาะลอยมาตั้งแต่นั้น

การตั้งถิ่นฐานของชุมชนเกาะลอย เริ่มต้นในช่วงประมาณ ๘๐-๙๐ ปีที่ผ่านมา  ซึ่งจากคำบอกเล่าของนางอุไร ยุวนบุณย์ วัย ๗๕ ปี ที่ชาวบ้านบนเกาะลอยเรียกกันว่า “ป้าไร” เล่าว่าตัวเองเกิดบนเกาะลอยนี้ เตี่ยของป้าไรเป็นคนจีนทำงานเป็นช่างบัดกรีเครื่องใช้โลหะจำพวกตะเกียงแล้วส่งขาย ส่วนแม่เป็นคนไทยก็ยังอาศัยอยู่บนแพอยู่ในช่วงแรก เดิมทีบ้านแม่อาศัยอยู่บนแพริมน้ำคูขื่อหน้า แต่ต่อมาเตี่ยของป้าไรย้ายขึ้นมาอาศัยอยู่อาศัยในพื้นที่ของวัดสะพานเกลือ ซึ่งเป็นบริเวณที่ป้าไรและพี่น้องอยู่กันมาถึงปัจจุบันนี้ ป้าไรเล่าว่าในสมัยก่อนมีบ้านไม่กี่หลัง นอกจากจะเป็นที่ตั้งของวัดเก่าที่มีซากอิฐเจดีย์และพระพุทธรูปหลงเหลือมากกว่าในสมัยนี้ พื้นที่บนเกาะส่วนใหญ่จะเป็นป่าหญ้ารกร้าง คนรุ่นป้าไรจึงถือได้ว่าเป็นรุ่นแรกที่เกิดบนเกาะลอยนี้ ส่วนคนรุ่นพ่อแม่ขึ้นไปเป็นคนที่มาจากที่อื่นที่มาบุกเบิกตั้งถิ่นฐานใหม่ทั้งสิ้น

ความเปลี่ยนแปลงของชุมชนเกาะลอยเกิดขึ้นพร้อมๆกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมทั่วไปของอยุธยาหรือมณฑลกรุงเก่าในสมัยนั้น โดยเฉพาะหลังจากทศวรรษ ๒๔๘๐ เป็นต้นมา รัฐบาลได้ตัดถนนเข้ามายังเกาะเมืองโดยอาศัยสะพานปรีดี-ธำรงและมีการตัดถนนขึ้นหลายเส้นในพื้นที่เกาะเมือง ทำให้ความนิยมใช้รถยนต์สัญจรทางถนนเพิ่มมากขึ้น จึงทำให้ความการสัญจรทางน้ำค่อยๆ ลดบทบาทลงไป แม้ว่าในช่วงเวลานั้นจะยังคงมีเรือนแพในแม่น้ำอยู่มากก็ตาม โดยเฉพาะในย่านหัวรอก็ยังคงเต็มไปด้วยแพร้านค้าของชำ แพขายข้าว แพตัดเย็บเสื้อผ้า และแพอื่นๆ ที่ยังคงฐานะศูนย์กลางการค้าของเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยาก็ตาม (ดูใน พัฑร์ แตงพันธ์, ๒๕๕๗, หน้า ๓๙-๔๒) ลุงสมบัติวัย ๗๘ ปี อาศัยอยู่ที่บ้านตาลเอน อำเภอบางปะหัน เล่าถึงการเดินทางจากบางปะหันมายังตลาดหัวรอในช่วงประมาณ ๕๐ กว่าปีก่อนว่า “ไปอยุธยาต้องนั่งเรือไป เขาเรียกเรือหางยาวอะไรเนี่ย ขึ้นหน้าบ้านมันมีหลายลำ พอเวลาตีสี่ตีห้าเรือก็วิ่งขึ้นไปสุดหมู่บ้านแล้วก็ล่องมา เรือของคนในหมู่บ้าน ไล่ลงมาเรื่อยๆ รับคนไปตามท่าไปอยุธยา เรือหางยาวมันนั่งได้หลายคนเป็นสิบคนนั่นแหละ” (อ้างใน คมลักษณ์ ไชยยะ, ๒๕๕๗, หน้า ๕๑) การสัญจรโดยเรือประจำทางสิ้นสุดไปเมื่อใด ไม่เป็นที่แน่ชัดนัก แต่คาดว่าในช่วงประมาณปี พ.ศ. ๒๕๑๐ กิจการคมนาคมทางน้ำนี้น่าจะซบเซาลงมากแล้ว ดังที่ปรากฏในรายงานของคณะวิจัยที่ศึกษาสภาพเศรษฐกิจและสังคมในตำบลทับน้ำ อำเภอบางปะหันในช่วงต้นทศวรรษ ๒๕๑๐ ได้อธิบายถึงการติดต่อของชาวบ้านในตำบลทับน้ำที่เข้ามาซื้อของที่ตลาดหัวรอได้หันไปใช้การเดินทางด้วยรถโดยสารประจำทางจากตัวอำเภอบางปะหันแล้ว (บุญมา นครอินทร์ สุริยา เตชะโสภาพรรณ และสุพัชราชัยประภา, ๒๕๑๔, หน้า ๑๔๐-๑๔๓) การพัฒนาที่ขยายตัวในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาจึงเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้คนบนเรือนแพขึ้นมาอาศัยบนเกาะลอยมากขึ้นเช่นกัน ชาวบ้านเกาะลอยเล่าว่า ประมาณก่อนทศวรรษ ๒๕๐๐ เล็กน้อย มีคนจากกรุงเทพมาตั้งโรงงานผลิตน้ำแข็งในพื้นที่ติดกับวิทยาลัยเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมการต่อเรือตรงข้ามกับคลองทราย โรงงานน้ำแข็งบนเกาะลอยนี้ถือได้ว่าเป็นแห่งแรกในอยุธยา เมื่อผลิตแล้วก็จะขนส่งน้ำแข็งลงเรือนำไปจำหน่ายยังพื้นที่อื่นๆ จึงมีคนเข้ามาทำงานในโรงน้ำแข็งบนเกาะลอยเป็นจำนวนมาก มีบ้านพักคนงานเรียงรายหลายสิบห้อง ชาวบ้านเก่าแก่บางคนก็เคยทำงานในโรงงานน้ำแข็งสมัยนั้น โดยหลังจากที่โรงงานปิดกิจการไปแล้วก็อาศัยอยู่เรื่อยมาถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ในสมัยที่ชุมชนเริ่มก่อตัวขึ้นนั้น ชาวบ้านอาศัยน้ำจากแม่น้ำเพื่ออุปโภค-บริโภคเป็นหลักเพราะยังไม่มีระบบประปา บ้านเรือนจึงมักขยายตัวไปตามแนวยาวของตลิ่งริมน้ำ ถนนหนทางบนเกาะลอยยังเป็นทางดินแคบๆ ในแต่ละครัวเรือนก็ยังไม่มีห้องส้วม ชาวบ้านเกาะลอยอาศัยขับถ่ายตามป่าละเมาะลึกเข้าไปภายในเกาะ การพัฒนาเปลี่ยนแปลงในเกาะลอยเริ่มปรากฏชัดเจนในช่วงประมาณ ๓๐ ปีหลังมานี้ ซึ่งในปี พ.ศ. ๒๕๓๔ การประปาส่วนภูมิภาคก็ได้ต่อท่อส่งน้ำประปาจากฝั่งเกาะเมืองฝังท่อผ่านใต้แม่น้ำเข้ามาบนเกาะลอยครั้งแรก และในปีพ.ศ. ๒๕๔๖ ถนนภายในชุมชนได้ถูกปรับปรุงเป็นทางคอนกรีตเชื่อมต่อกันทั้งหมดจากการพัฒนาของหน่วยงานเทศบาล ตลอดหลายทศวรรษผ่านมาบ้านเรือนบนเกาะลอยจึงขยายตัวไปตามริมน้ำของเกาะและรุกพื้นที่เข้าไปบริเวณตอนกลางของเกาะมากขึ้นเรื่อยๆดังสภาพในปัจจุบัน

แผนที่เดินดินชุมชนเกาะลอยหมู่ ๒  (ที่มา: นักศึกษาสาขาวิชาการพัฒนาชุมชน กศ.บป. ๒๕๕๔)
แผนที่เดินดินชุมชนเกาะลอยหมู่ ๒
(ที่มา: นักศึกษาสาขาวิชาการพัฒนาชุมชน กศ.บป. ๒๕๕๔)

 

003

ภูมิทัศน์บริเวณท่าเรือข้ามหน้าวังจันทรเกษม-วัดมณฑป
ภูมิทัศน์บริเวณท่าเรือข้ามหน้าวังจันทรเกษม-วัดมณฑป
สะพานข้ามหน้าสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง
สะพานข้ามหน้าสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง

ชุมชนเกาะลอยที่เห็นและเป็นอยู่ในปัจจุบัน

ชุมชนเกาะลอยตั้งอยู่ในหมู่ที่ ๒ ของตำบลหัวรอ อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีสภาพภูมิประเทศเป็นเกาะรูปทรงคล้ายสามเหลี่ยมมุมมน ทุกด้านถูกโอบล้อมรอบด้วยแม่น้ำ ๒ สายที่ไหลมาบรรจบกันจากทางทิศเหนือของเกาะ คือ แม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำลพบุรี ซึ่งบนเกาะลอยมีพื้นที่ทั้งหมด ๑๔๗ ไร่ ๒ งาน ๕๐ ตารางวา บริเวณด้านทิศเหนือของเกาะอีกฝั่งแม่น้ำเป็นที่ตั้งของเกาะวัดช่องลม ซึ่งตั้งอยู่กลางแม่น้ำใกล้กับเกาะลอยแต่มีขนาดเล็กกว่าเกาะลอยหลายเท่า ถัดเลยขึ้นไปอีกบนฝั่งเป็นตั้งของวัดตองปุ ทิศตะวันออกติดต่อกับชุมชนปากคลองทรายโดยมีแม่น้ำป่าสักขวางกั้นกลาง ส่วนด้านทิศตะวันตกติดกับบริเวณพื้นที่ตำบลหัวรอมีวัดมหาโลกตั้งอยู่โดยมีแม่น้ำลพบุรีไหลผ่าน ส่วนทางทิศใต้ติดกับพระราชวังจันทรเกษม ซึ่งตั้งอยู่อีกฟากของคลองเมือง

การเดินทางจากเกาะเมืองไปยังเกาะลอยทำได้สองทาง คือ นั่งเรือรับส่งข้ามฟากกับการข้ามสะพานจากฝั่งเกาะเมือง ซึ่งมีท่าเรือข้ามฟากจอดรอรับคนอยู่บริเวณท่าน้ำตลาดหน้าวัง (พระราชวังจันทรเกษม) โดยเรือเล็กนั่งได้ลำละไม่เกิน ๕ คน ค่าบริการคนละ ๓ บาท ส่วนเรือติดเครื่องยนต์นั่งได้ ๗-๑๐ คน ค่าบริการคนละ ๕ บาท  โดยส่วนใหญ่ชาวบ้านนิยมนั่งเรือจากหน้าวังจันทรเกษมมาขึ้นฝั่งที่ท่าน้ำหน้าวัดมณฑปที่ฝั่งตรงข้าม ซึ่งจะใช้ท่าน้ำนี้ได้เฉพาะในช่วงเวลาประมาณ ๕.๐๐ – ๑๘.๐๐ น. เท่านั้น พอหลังหกโมงเย็นก็ยังมีเรือรับส่งไปจนถึงเที่ยงคืน แต่จะต้องไปขึ้นฝั่งที่ท่าอื่นของเกาะแทน ซึ่งจะมีท่าเรือหน้าบ้าน “ป้าเต่อ” (นางเพลินตา คงรอด) และท่าเรือหน้าบ้าน “ป้าไร” (นางอุไร ยุวนบุณย์) ผู้นำชุมชนที่ชาวบ้านบนเกาะลอยคุ้นเคยกันดี ส่วนอีกวิธีก็โดยการข้ามสะพานจากเกาะเมืองที่สำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง จะมีสะพานข้ามแม่น้ำมายังหน้าวิทยาลัยเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมการต่อเรือพอดี ซึ่งวิทยาลัยเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมการต่อเรือได้สร้างสะพานนี้ขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๐ เป็นสะพานเหล็กเชื่อมทุ่นลอยน้ำไว้ใต้สะพาน ตรงกลางสะพานสามารถออกจากกันได้ เพื่อใช้ปิด-เปิดใช้งานเป็นเวลาในช่วงระหว่าง ๐๕.๐๐-๑๘.๐๐ น. หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ของวิทยาลัยเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมการต่อเรือฯ จะแยกสะพานข้ามแยกออกเพื่อให้เรือใหญ่สามารถแล่นผ่านได้ในช่วงกลางคืนและช่วยให้สวะผักตบชวาสามารถไหลไปตามน้ำได้

บ้านเรือนที่อยู่อาศัยบนเกาะลอยจะปลูกเรียงรายหนาแน่นตามริมฝั่งแม่น้ำกระจายไปทุกด้านตามรูปทรงสามเหลี่ยมของเกาะ ในการประชุมเพื่อจัดทำโครงการพัฒนาศักยภาพหมู่บ้านและชุมชน (S.M.L.) ในวันที่ ๒๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๔ ได้ระบุว่า บนเกาะลอยมีบ้านเรือนทั้งสิ้นเป็นจำนวน ๑๒๗ หลังคาเรือน (เทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา, ๒๕๕๔) บริเวณที่อยู่อาศัยบนเกาะลอยจะแบ่งออกเป็น ๓ กลุ่มบ้านย่อยๆ (๑) กลุ่มบ้านท่าใต้ คือ บริเวณบ้านที่ติดกับวิทยาลัยเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมการต่อเรือฯ (๒) กลุ่มบ้านท่าเหลือ คือบริเวณบ้านที่อยู่ติดกับวัดมณฑป และ (๓) กลุ่มบ้านท้ายเกาะ คือบริเวณด้านโรงเจทางทิศเหนือของเกาะลอย ส่วนพื้นที่ตอนในของเกาะ มีลักษณะเป็นท้องกระทะในช่วงหน้าน้ำหรือฤดูฝนจึงมักเกิดน้ำท่วมขัง และเป็นพื้นที่ป่าหญ้าและต้นไม้ใหญ่ให้ร่มครึ้มอย่างต้นก้ามปูและต้นมะขามที่ขึ้นอยู่ในที่ดินรกร้างว่างเปล่า เพราะเจ้าของที่ดินบางรายเป็นคนต่างถิ่นซื้อที่ดินทิ้งไว้ โดยยังไม่ได้เข้ามาใช้ประโยชน์  ที่ดินบนเกาะลอยส่วนใหญ่แล้วเป็นที่ดินราชพัสดุ ไม่ก็เป็นที่ดินของวัดหรือธรณีสงฆ์ แต่ก็มีพื้นที่มีโฉนดปะปนอยู่ด้วยเช่นกัน ครัวเรือนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ราชพัสดุจะต้องไปจ่ายค่าเช่าที่อำเภอพระนครศรีอยุธยาโดยเสียค่าเช่ารายปี ส่วนครัวเรือนที่อยู่ในเขตวัดมณฑป ชาวบ้านจะจ่ายค่าเช่าให้กับทางวัดโดยตรง แต่ทางวัดไม่ได้กำหนดราคาค่าเช่าที่แน่นอน ขึ้นกับชาวบ้านจะจ่ายให้ตามศรัทธา ส่วนผู้ที่อาศัยในที่ดินของวัดแคจะเสียค่าเช่าให้วัดแคในอัตราที่กำหนดชัดเจนตามขนาดพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีผู้ที่อาศัยบนที่ธรณีสงฆ์ของวัดเก่าที่ร้างอย่างวัดสะพานเกลือด้วย ผู้อาศัยในกลุ่มนี้จะต้องเสียค่าเช่าให้กับกรมการศาสนาโดยไปเสียที่ศาลากลางจังหวัดทุกปี ทว่าเมื่อไม่กี่ปีมานี้เทศบาลนครพระนครศรีอยุธยาได้เริ่มอนุญาตออกโฉนดที่ดินบางแปลงให้แก่ชาวบ้านอาศัยอยู่มานานโดยมีการเสียค่าที่ดินออกโฉนดตามกฎหมาย (สัมภาษณ์ป้าอุไร ยุวณบุณย์) ดังนั้นบนเกาะลอยจึงมีทั้งผู้ที่อาศัยบนที่ราชพัสดุ ที่ธรณีสงฆ์ของวัด และที่ดินที่มีโฉนดปะปนกันไป

เนื่องจากอยู่ติดกับแม่น้ำทำให้เกิดน้ำท่วมอยู่บ่อยครั้ง ชาวบ้านจึงนิยมปลูกบ้านยกพื้นใต้ถุนสูงเพื่อป้องกันผลกระทบจากน้ำท่วม และใช้เป็นที่เก็บข้าวของเครื่องใช้หรือเก็บเรือพาย แต่ปัจจุบันหลายครัวเรือนได้สร้างต่อเติมเป็นบ้านสองชั้นมากขึ้น บ้านเรือนตั้งกระจุกตัวเรียงรายไปตามริมน้ำและถนนทางเดิน บ้านเก่าที่อยู่อาศัยมานานหน้าบ้านจะหันไปทางแม่น้ำ ส่วนบ้านที่อายุน้อยกว่า หน้าบ้านจะอยู่ติดถนนทางเดินของชุมชนแทน แต่ละบ้านปลูกเรียงกันไปโดยรั้วเตี้ยๆหรือแนวพุ่มไม้ประดับปลูกไว้รอบๆพื้นที่บ้านเป็นการบ่งบอกอาณาเขตของบ้านมากกว่าการป้องกันการบุกรุก ครัวเรือนที่อยู่ติดกันจะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดแบบเครือญาติพี่น้อง หลายครัวเรือนพื้นที่เปิดโล่งไม่มีรั้วกั้น  ทั้งนี้บ้านเรือนหลายหลังก็ยังมีสภาพไม่มั่นคงนักเพราะสร้างขึ้นจากวัสดุ เช่น ไม้แผ่น ไม้ไผ่สังกะสี เศษไม้อัดหรือลังกระดาษ ผ้าพลาสติกกันแดดฝน และอื่นๆเท่าที่หาได้ตามมีตามเกิด   โดยเฉพาะกลุ่มที่อาศัยในที่ดินของวัดมณฑปและวัดแค ซึ่งย้ายมาอาศัยอยู่ในที่ดินของวัดภายหลัง บ้านเรือนจะมีสภาพแออัดเรียงชิดติดกันเป็นแนวและไม่มีพื้นที่บริเวณบ้านมากนัก

006

สภาพบ้านเรือนและทางเดินในชุมชมเกาะลอย
สภาพบ้านเรือนและทางเดินในชุมชมเกาะลอย

ในสมัยก่อนที่จะมีการสร้างถนนคอนกรีตในชุมชนขึ้น ชาวบ้านต้องเดินไปบนทางพื้นดินแคบๆ สลับกับถนนทางเดินที่ปูด้วยอิฐแดงโบราณก้อนใหญ่แล้วนำมาเรียงต่อกันไปบนพื้นดินเพื่อทำเป็นถนนลัดเลาะไปตามบ้านและข้างทางเดินเป็นที่ว่างรกร้างมีหญ้าและไม้ใหญ่ขึ้นปกคลุมจนรกครึ้มสองข้างทาง ช่วงหน้าฝนการเดินทางสัญจรจะลำบากมาก กระทั่งในปี พ.ศ. ๒๕๔๖ เทศบาลนครพระนครศรีอยุธยาได้ดำเนินการจัดสร้างถนนคอนกรีตขนาดกว้างประมาณ ๒ เมตร ถนนยกสูงกว่าระดับผิวดินที่ชั้นล่างบ้าน ซึ่งจะอยู่ต่ำลงไปกว่าผิวถนนเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมในช่วงฤดูฝน ทั่วทั้งเกาะจึงเชื่อมโยงกันด้วยถนนคอนกรีตภายในชุมชน พอที่จะใช้จักรยานและจักรยานยนต์สวนกันได้ ส่วนบริเวณศูนย์กลางของชุมชนและถูกใช้เป็นพื้นที่จัดกิจกรรมต่างๆ ของหมู่บ้านจะอยู่ด้านวัดสะพานเกลือ ซึ่งเป็นกลุ่มบ้านที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานก่อนกลุ่มอื่น บ้านเรือนจึงค่อนข้างหนาแน่น และมีศาลาเอนกประสงค์ของชุมชนสำหรับใช้จัดประชุมหรือกิจกรรมของชุมชน และมีหอกระจายข่าวติดตั้งอยู่ในบริเวณนี้ด้วย ทั้งนี้บนเกาะลอยมีร้านค้าขายอาหารตามสั่งและร้านขายของจำแทรกอยู่ตามคุ้มบ้านต่างๆ กระจายอยู่รอบเกาะทั้งหมด ๙ ร้าน ร้านค้าเหล่านี้จะมีลูกค้า คือ ครูและนักเรียนจากวิทยาลัยเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมการต่อเรือ ปกติในช่วงกลางวันชุมชนเกาะลอยจะค่อนข้างเงียบ เพราะคนวัยทำงานจะออกไปทำงานนอกเกาะเหลือเพียงผู้สูงอายุและเด็กเล็กที่อยู่ตามบ้านเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจากการสำรวจจำนวนประชากรบนเกาะลอยปัจจุบัน พบว่ามีประชากรบนเกาะลอยทั้งหมด ๙๑๒ คน แบ่งเป็นชาย ๔๒๗ คน หญิง ๔๘๕ คน (เทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา, มีนาคม ๒๕๕๘)

ด้วยสภาพภูมิประเทศที่เป็นเกาะแยกโดดเดี่ยวจากผืนดิน บนชุมชนเกาะลอยจึงมีอุปสรรคบางอย่างที่เป็นปัญหาแตกต่างไปจากผู้อาศัยบนเกาะเมือง  ประการแรก คือ พวกเขาไม่สามารถนำรถยนต์ขึ้นมาใช้ได้เลย แม้แต่รถจักรยานยนต์ก็มีอยู่ไม่ถึง ๑๐ คัน  ในชุมชนใช้การเดินเท้าไปมาหาสู่กัน บ้างก็ใช้รถจักรยาน และหากจะนำรถจักรยานยนต์เข้ามาใช้ก็ต้องยกข้ามสะพานขึ้นที่หน้าวิทยาลัยเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมการต่อเรือขึ้นมาใช้ได้เฉพาะบนเกาะไม่สามารถนำข้ามไปมาได้สะดวกนัก ในฝั่งเกาะเมืองจึงมีจุดที่คนในชุมชนเกาะลอยอาศัยจอดหรือฝากรถจักรยานยนต์และรถยนต์อยู่หลายจุด เช่น หลังตลาดหัวรอ, โรงน้ำแข็งฝั่งคลองทราย, สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, วัดเขียนตลาดหัวรอ หน้าวังจันทรเกษม และที่ทำการศาลเจ้าพ่อจุ้ยในตลาดเจ้าพรหม เป็นต้น ขึ้นกับว่าบ้านใครอยู่ใกล้ตรงไหน โดยมีทั้งฝากจอดรถฟรีและเสียค่าฝากจอดเป็นรายเดือน (สัมภาษณ์นายดิเรก ไวโชติกา อายุ ๓๙ ปี) ประการที่สอง จากอุปสรรคของการเดินทางข้ามฝั่งจากเกาะเมืองไปยังเกาะลอยทำให้ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ บนเกาะลอยมักจะมีราคาสูงกว่าที่ขายบนเกาะเมืองเพราะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการขนส่งขึ้นไปบนเกาะอีกต่อหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุปกรณ์ก่อสร้าง เช่น อิฐ หิน ปูน ทราย ฯลฯ ที่ขนส่งขึ้นบนเกาะลอยจะมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นมาก  ประการที่สาม ในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินเร่งด่วน ดังเช่น กรณีเจ็บป่วยไม่สบายหรือเกิดอุบัติเหตุในชุมชน การช่วยเหลือก็อาจจะเข้าถึงได้ยากหรือเสียเวลามากกว่าปกติ ชาวบ้านบนเกาะลอยจึงต้องมีเบอร์โทรศัพท์ของคนขับเรือรับจ้างติดบ้านไว้เสมอเพื่อเรียกใช้ในกรณีฉุกเฉินเร่งด่วนได้ทันที เป็นต้น

วัดและโบราณสถานสำคัญบนเกาะลอย

เกาะลอยเป็นที่ตั้งของวัดเก่าสมัยอยุธยา ทั้งวัดที่มีพระจำพรรษาและวัดร้าง ซึ่งคนในชุมชนได้ให้ความเคารพนับถือมีการและมีการบูรณะดูแลกันเองในชุมชนเรื่อยมา จากคำบอกเล่าของชาวบ้านเกาะลอยบอกว่าในอดีตจะมองเห็นร่องรอยของโบราณสถาน โบราณวัตถุในวัดเก่าเหล่านี้ได้มากกว่าปัจจุบัน แต่จากการที่วัดโบราณสถานเหล่านี้ขาดการดูแลบูรณะรักษาจึงถูกทำลายทรุดโทรมลงทั้งจากธรรมชาติและน้ำมือมนุษย์ ซึ่งในอดีตเคยมีการขุดค้นพบเครื่องประดับทองคำของเก่าโบราณได้เป็นจำนวนมาก ทำให้คนรู้ข่าวเข้ามาขุดหาทองและของเก่ากันยกใหญ่ ชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็นสมบัติที่คนสมัยอยุธยานำไปทิ้งน้ำเอาไว้เพื่อให้พ้นจากทหารพม่าในสมัยเสียกรุงครั้งที่สอง คาดว่ากรุเจดีย์เก่าของวัดร้างบนเกาะลอยหลายแห่งก็ถูกขุดทำลายไปในลักษณะเดียวกันนี้ด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันวัดเก่าและโบราณสถานบนเกาะลอย ก็ยังคงเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจที่ชาวบ้านเกาะลอยให้ความเคารพนับถืออย่างสูง และยังคงคุณค่าในฐานะส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์อยุธยาทั้งสิ้น ดังเช่น  (๑) วัดมณฑป ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะลอยตรงข้ามกับพระราชวังจันทรเกษม ชื่อของวัดมณฑปมีปรากฏอยู่ในราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาในเหตุการณ์ที่กบฏธรรมเถียรปลอมเป็นเจ้าฟ้าอภัยทศ เพื่อทำศึกกับอยุธยาในสมัยสมเด็จพระเพทราชา (พ.ศ.๒๒๓๑-๒๒๔๖) โดยยกพลมาหยุดยืนช้างที่วัดมณฑป และ ช่วงสมัยเสียกรุงครั้งที่สองปีพ.ศ. ๒๓๑๐ เนเมียวสีหบดีแม่ทัพพม่ายกทัพมาหยุดทัพหน้าวัดมณฑปเพื่อโจมตีพระนคร เพราะเป็นยุทธภูมิที่เข้าโจมตีอยุธยาได้ง่ายกว่าด้านอื่น (ดูเพิ่มเติมในปวัตร์ นวะมะรัตน, ๒๕๕๗: ๒๒๓-๒๒๖) ปัจจุบันริมฝั่งคูขื่อหน้าฝั่งวังจันทรเกษมจะมีท่าเรือข้ามฟากและมีเรือหางยาวรับจ้างจอดคอยบริการชาวบ้านและนักท่องเที่ยวอยู่บริเวณนั้น

(๒) วัดแคหรือวัดราชานุวาส ตั้งอยู่บริเวณทิศเหนือของเกาะลอยติดกับแม่น้ำป่าสักใกล้กับเกาะช่องลม เป็นวัดเก่าแก่สมัยอยุธยาที่มีชื่อเสียงจากประวัติของพระเกจิชื่อดัง คือ “หลวงปู่ทวด” ที่เคยมาจำวัดอยู่ที่วัดแคเป็นวัดแรกในสมัยของสมเด็จพระเอกาทศรถ ทางวัดได้สร้างหุ่นหลวงปู่ทวดขนาดใหญ่ตั้งอยู่บริเวณริมน้ำหน้าวัด ซึ่งมีผู้ศรัทธาเดินทางมาสักการบูชาที่วัดอยู่เสมอ

(๓) วัดสะพานเกลือ เป็นวัดร้างตั้งอยู่ริมคูขื่อหน้าติดกับวิทยาลัยเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมการต่อเรือ ปัจจุบันยังคงมองเห็นซากอิฐปูนของหอระฆังและแนวกำแพงเก่าตามแบบดั้งเดิม ชาวบ้านเล่าว่าในอดีตจะมองเห็นฐานโบสถ์ของวัดสะพานเกลือ ซึ่งมีพระพุทธรูปเก่าประดิษฐานอยู่ และใกล้กับหอระฆังก็มีซากเจดีย์เก่าหลายองค์ ซึ่งในปัจจุบันไม่หลงเหลือให้เห็นแล้วและพื้นที่ของวัดเดิมได้มีบ้านเรือนเข้าไปปลูกสร้างแทน อย่างไรก็ตามยังคงเหลือสภาพของฐานโบสถ์เก่า ซึ่งมีองค์พระพุทธไร้เศียรหลงเหลือมาก่อนนี้ แต่ด้วยสภาพของโบสถ์และพระพุทธรูปเก่าทรุดโทรมมาก ถูกปล่อยปละละเลยไม่มีหน่วยงานไหนเข้ามาบูรณะซ่อมแซม ชาวบ้านในละแวกนั้นที่อาศัยอยู่บนพื้นที่วัดสะพานเกลือจึงช่วยกันบูรณะซ่อมสร้างขึ้นมาใหม่เมื่อหลายสิบปีก่อน ปัจจุบันองค์พระพุทธรูปเก่าจึงถูกคลุมทับปั้นขึ้นใหม่และมีการนำหินศิลาแลงบริเวณเดียวกันมาสร้างเป็นพระพุทธรูปเพิ่มเติมด้วย

(๔) วัดศรีจำปาหรือวัดอินทราวาส เป็นวัดร้างเก่าแก่สมัยอยุธยาตอนกลางร่วมสมัยเดียวกันกับวัดแค  ตั้งอยู่ภายในพื้นที่วิทยาลัยเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมการต่อเรือติดแม่น้ำป่าสักด้านทิศตะวันออก หลงเหลือเพียงพระพุทธรูปหลวงพ่อขาวที่เป็นพระประธานของโบสถ์เก่า แต่ไม่เหลือร่องรอยของโบสถ์เก่าให้เห็นแล้ว โดยบริษัทการไฟฟ้าจังหวัดพระนครศรีอยุธยาจำกัด ได้เข้ามาบูรณะสร้างอาคารโบสถ์ขึ้นใหม่ในปี พ.ศ.๒๔๗๐ และวิทยาลัยเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมการต่อเรือก็ได้สร้างอาคารอีกหลังต่อเติมมาทางด้านหน้าโบสถ์หลวงพ่อขาว เพื่อใช้เป็นห้องพระพุทธศาสนา ชาวบ้านเกาะลอยอธิบายว่าหลวงพ่อขาวน่าจะเป็นองค์เก่าดั้งเดิมแต่ได้ทาสีภายนอกให้ดูใหม่ขึ้น ทั้งนี้ในวงการพระเครื่องยังมีกล่าวถึงพระจากกรุวัดศรีจำปาในฐานะพระเครื่องเนื้อดินเผาที่มีศิลปะสกุลช่างสมัยอยุธยาที่โดดเด่น (อ้างถึงใน มโนมัย อัศวธีระนันท์, ๒๕๕๖)

(๕) วัดข้าวสารดำ เป็นวัดร้างไม่ทราบประวัติแน่ชัด ตั้งอยู่ตอนในของเกาะลอยบนพื้นที่รกเต็มไปด้วยหญ้าวัชพืช บริเวณโบสถ์เก่ามีลักษณะเป็นกองพูนสูงจากพื้นดิน ชาวบ้านได้บูรณะสร้างศาลาเปิดโล่งขนาดเล็ก สำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดเล็กสามองค์ภายในศาลา ซึ่งเป็นพระพุทธรูปเก่าที่ทรุดโทรมเสียหาย ชาวบ้านเกาะลอยจึงได้บูรณะซ่อมแซมสร้างกันเองเหมือนกับที่วัดสะพานเกลือ ปัจจุบันชาวบ้านเกาะลอยยังคงจัดงานทำบุญภายในกลุ่มบ้านใกล้เคียงในบริเวณวัดข้าวสารดำประจำทุกปี

พื้นที่ตั้งโบสถ์ที่บูรณะใหม่ (ซ้าย) และหอระฆังเก่าของวัดสะพานเกลือ (ขวา)
พื้นที่ตั้งโบสถ์ที่บูรณะใหม่ (ซ้าย) และหอระฆังเก่าของวัดสะพานเกลือ (ขวา)
วัดข้าวสารดำ (ซ้าย), หลวงพ่อขาววัดศรีจำปาในพื้นที่วิทยาลัยเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมการต่อเรือ (ขวา)
วัดข้าวสารดำ (ซ้าย), หลวงพ่อขาววัดศรีจำปาในพื้นที่วิทยาลัยเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมการต่อเรือ (ขวา)

บริบททางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของชุมชน

ย่านหัวรอและเรือนแพรอบเกาะลอยในอดีต ถือว่าเป็นย่านตลาดการค้าที่คึกคักมากที่สุดในบริเวณเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา แม้ในยุคที่ผู้คนเริ่มจะขึ้นจากแพมาอาศัยบนพื้นดินแล้ว ก็ยังพบว่ามีแพค้าขายอยู่ต่อมา จนกระทั่งการคมนาคมทางบกได้เข้ามาแทนที่ทางน้ำในช่วงทศวรรษ ๒๕๐๐ เป็นต้นมา คนบนเกาะลอยแต่เดิมอาศัยประกอบอาชีพค้าขายเป็นหลักในบริเวณริมฝั่งแม่น้ำป่าสัก ตลาดหัวรอ ซึ่งมีร้านขายข้าว ผักสด ขนมนางเล็ด ข้าวเกรียบทอด และสินค้าทางการเกษตรและสินค้าอื่นๆ บ้างก็พายเรือรับ-ส่งคนข้ามฟาก บ้างออกเรือจับปลาในแม่น้ำ บ้างก็ทำขนมหวานข้ามไปขายยังเกาะเมือง ซึ่งตั้งแต่ที่มีการตั้งวิทยาลัยเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมการต่อเรือขึ้น ชาวบ้านบางครอบครัวก็มีรายได้จากการขายอาหารบนเกาะลอยและในวิทยาลัยเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมการต่อเรือด้วย

ในช่วงที่กระแสการพัฒนาในช่วงทศวรรษ ๒๕๓๐ สภาพของเกาะเมืองเติบโตอย่างรวดเร็วตามการขยายตัวของเมืองและนิคมอุตสาหกรรมที่ผุดขึ้นในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาหลายแห่ง ชาวบ้านเกาะลอยสังเกตเห็นว่าในช่วงนั้นมีคนที่ทำงานในพื้นที่เกาะเมืองเข้ามาอาศัยบนเกาะลอยมากขึ้นด้วย เช่น ครู ลูกจ้างในสำนักงานผู้พิพากษาและอัยการ การซื้อขายที่ดินบนเกาะลอยที่เปลี่ยนมือไปเป็นกรรมสิทธิ์ของคนต่างถิ่น ก็ล้วนแสดงให้เห็นถึงการขยายตัวของเมืองที่เริ่มส่งอิทธิพลไปถึงเกาะลอยมากขึ้นเรื่อยมา ขณะเดียวกันลูกหลานชาวบ้านเกาะลอยก็เรียนหนังสือจบการศึกษาสูงขึ้น และมีอาชีพที่หลากหลาย เช่น รับราชการ รับจ้าง ค้าขาย และทำงานในโรงงานนิคมอุตสาหกรรม

เมื่ออำนาจบริหารจากส่วนกลางและส่วนภูมิภาคได้โอนถ่ายอำนาจบริหารปกครองมาสู่ท้องถิ่นตั้งแต่ทศวรรษ ๒๕๔๐ ได้มีการจัดตั้งโครงสร้างคณะกรรมการชุมชนขึ้นทำหน้าที่ติดต่อประสานงานกับหน่วยงานราชการเพื่อทำงานพัฒนาชุมชนด้านต่างๆ โดยมีคณะกรรมการชุมชนเป็นคณะทำงานรวมทั้งหมด ๑๐ คน  ปัจจุบันมีนายสรรคอนุพงษ์ จันทร์สุคนธ์เป็นประธานชุมชน ส่วนงานด้านสาธารณสุขจะมีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านหรืออสม. มีหน้าที่ประสานงานระหว่างชุมชนกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดโดยมีนางเพลินตา ทองรอด เป็นประธานกลุ่มอสม. นอกจากนี้ในชุมชนได้มีการจัดตั้งกลุ่มเพื่อดำเนินกิจกรรมทางสังคมด้านต่างๆ ทั้งรูปแบบที่จัดตั้งขึ้นโดยหน่วยงานรัฐและกลุ่มที่ชาวบ้านจัดตั้งขึ้นเอง ดังเช่น “กลุ่มกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง” หรือกองทุนหมู่บ้าน ๑ ล้านบาท  และมีการจัดตั้ง “กองทุนสวัสดิการชุมชน” เมื่อวันที่ ๗ เดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๑ โดยการสนับสนุนจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พ.อ.ช.) และสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และในพ.ศ.๒๕๕๕ มีการจัดตั้งกลุ่มอาชีพเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ของชุมชน ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเสริมรายได้และลดรายจ่ายในครัวเรือน ดังเช่น กลุ่มทำของชำร่วยเทียนหอม, กลุ่มน้ำหมักชีวภาพ, กลุ่มน้ำยาเอนกประสงค์ และกลุ่มดอกไม้จากต้นโสน เป็นต้น มีสมาชิกประมาณ ๓๐ คน แต่เนื่องจากกลุ่มประสบปัญหาจากการดำเนินที่ไม่จริงจัง รวมไปถึงขาดเงินทุนและตลาดรองรับผลิตภัณฑ์ต่างๆ กลุ่มอาชีพจึงได้ยุติบทบาทลงไป (ข้อมูลจากกองสวัสดิการสังคม, เทศบาลนครพระนคร-ศรีอยุธยา)

ส่วนกลุ่มชาวบ้านที่ดำเนินการกันเองจะมีชีวิตชีวาและเข้มแข็งมากกว่าที่จัดตั้งโดยหน่วยงานรัฐอย่างเห็นได้ชัด ดังเช่น กลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งมีการรวมตัวกันรำไทเก็กทุกเย็นวันจันทร์-ศุกร์ และการจัดงานประเพณีต่างๆ โดยเฉพาะงานทำบุญทางศาสนา นอกจากนี้ชาวบ้านเกาะลอยยังได้ตั้งกลุ่มฌาปนกิจที่ช่วยสนับสนุนค่าจัดงานศพขึ้นในชื่อ “กองทุนฌาปนกิจตำบลหัวรอ” ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกทั้งตำบลหัวรอราว ๒๐๐ คน แต่ได้เชื่อมเครือข่ายร่วมกับกองทุนฌาปนกิจของตำบลบางป่าโคและวัดมหาโลก จึงมีจำนวนสมาชิกรวมกว่า ๕๐๐ คน  กองทุนฌาปนกิจนี้ตั้งขึ้นจากความต้องการของคนในชุมชนเอง เริ่มมาได้ประมาณ ๗ ปีแล้ว ปัจจุบันนางอุไร ยุวบุณย์หรือป้าไรเป็นประธานกลุ่ม โดยมีข้อตกลงร่วมกันว่า เมื่อมีสมาชิกในกลุ่มเสียชีวิต ทางกลุ่มจะช่วยค่าจัดงานศพๆละ ๗,๐๐๐ บาท พร้อมกับพวงหรีด ซึ่งเงินที่ใช้ในกองทุนนี้มาจากเงินที่สมาชิกช่วยกันเก็บออมวันละ ๑ บาท หรือเดือนละ ๓๐ บาทนั่นเอง แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากเงินกองทุนช่วยเหลือค่าฌาปนกิจเป็นจำนวนไม่มากนัก ป้าไรจึงได้นำเงินส่วนตัวของตนเองจำนวน ๕๐,๐๐๐ บาท ตั้งเป็นเงินสำรองจ่ายตั้งต้นในอีกกองทุนหนึ่ง เพื่อสนับสนุนค่าทำศพเพิ่มเติมให้แก่ญาติผู้ตาย ซึ่งจะเก็บเงินจากสมาชิกกลุ่มเพิ่มเติมเมื่อมีคนตาย  ศพละ ๒๐ บาท จะได้เงินอุดหนุนเพิ่มอีกประมาณ ๑๐,๐๐๐ บาทต่อราย เพิ่มเติมจากค่าจัดงานศพที่กองทุนฌาปนกิจจ่ายให้ศพละ ๗,๐๐๐ บาท ดังนั้นท้ายที่สุดแล้วญาติผู้ตายจะได้เงินช่วยเหลือจากทั้ง ๒ กองทุน รวมเป็นเงินรวมประมาณ ๑๗,๐๐๐ บาทต่อราย (สัมภาษณ์นางอุไร ยุวบุณย์ อายุ ๗๕ ปี) ซึ่งถือว่าเป็นการดำเนินการที่เกิดขึ้นจากชาวบ้านภายในชุมชนเอง

แม้จะมีสภาพเป็นสังคมเมืองแต่ความสัมพันธ์แบบเครือญาติและกลุ่มเพื่อนบ้านยังคงเป็นพื้นฐานสำคัญของชุมชนเกาะลอย ภายในชุมชนโดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุจะรู้จักสมาชิกในชุมชนทุกบ้านและมีการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างสม่ำเสมอ ชาวบ้านในชุมชนก็สามารถจำแนกระหว่างคนในกับคนนอกชุมชนได้ชัดเจน ร้านค้าในละแวกบ้านจะเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารที่ชาวบ้านแวะเวียนมาสนทนา เช่นเดียวกับพื้นที่บริเวณละแวกบ้านที่สามารถเห็นชาวบ้านจับกลุ่มสนทนากันในช่วงตกเย็นและเวลาว่างอื่นๆ นอกจากนี้กิจกรรมสำคัญตามประเพณี เช่น การทำบุญในวันสำคัญทางศาสนาของวัดตามวาระต่างๆ ก็สะท้อนให้เห็นถึงความใกล้ชิดสัมพันธ์ของคนในชุมชนได้อย่างชัดเจน

นอกจากนี้ประเพณีที่ชาวบ้านเกาะลอยยึดถือปฏิบัติ ล้วนเป็นประเพณีเกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนาพุทธของคนไทยทั้งสิ้น เมื่อถึงวันพระหรือวันสำคัญของศาสนาพุทธ ชาวบ้านเกาะลอยก็จะไปที่วัดมณฑปและวัดแคเป็นหลัก แต่นอกจากวัดมณฑปและวัดแค ชาวบ้านก็ยังจัดงานทำบุญที่วัดร้างต่างๆบนเกาะลอยอย่างสม่ำเสมอทุกปีในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ใครอาศัยอยู่ใกล้หรือในพื้นที่ของวัดไหนก็จะทำบุญที่วัดนั้น ซึ่งจะมีวัดสะพานเกลือ วัดศรีจำปา และวัดข้าวสารดำ การทำบุญที่วัดร้างจะทำในกลุ่มเครือญาติและเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้ๆกันในกลุ่มบ้าน ส่วนการทำบุญรวมกันของคนทั้งชุมชนจะจัดขึ้นตามประเพณีทำบุญกลางบ้านที่ศาลาเอนกประสงค์ใกล้กับต้นมะขามใหญ่กลางชุมชน  แม้ชาวบ้านเกาะลอยจะมีเครือญาติสืบเชื้อสายจีนในรุ่นพ่อแม่หรือปู่ย่าตายายอยู่หลายครอบครัว แต่ในปัจจุบันหลายครอบครัวไม่ได้ให้ความสำคัญกับความเป็นจีน ไม่ว่าจะในด้านธรรมเนียมประเพณีปฏิบัติหรือความเชื่อแบบที่คนไทยเชื้อสายจีนในตลาดหัวรอยึดถือและไม่ได้เป็นสมาชิกในกลุ่มศาลเจ้าแต่อย่างใด ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างคนบนเกาะลอยกับคนคนเชื้อสายจีนในตลาดหัวรอก็มีอยู่ตามปกติทั่วไปในฐานะสมาชิกตำบลเดียวกัน ซึ่งมีบางครอบครัวที่ปฏิบัติตามประเพณีจีนตามเครือข่ายความสัมพันธ์ส่วนบุคคลที่ครอบครัวตนเองมีอยู่

อย่างไรก็ตามทางทิศเหนือของเกาะลอย เป็นที่ตั้งของโรงเจและมีศาลเจ้าที่คนจีนกราบไหว้บูชา ซึ่งปกติศาลเจ้านี้จะปิดเงียบไม่มีกิจกรรมหรือคนเข้าไปบ่อยนัก เว้นแต่ในช่วงงานเทศกาลทิ้งกระจาดหรือที่เรียกในภาษาจีนว่า “ซีโกว”  ในช่วงเดือนเจ็ดตามปฏิทินจันทรคติของจีน ซึ่งมักจะตรงกับช่วงประมาณเดือนกันยายน พื้นที่โรงเจจะถูกใช้สำหรับการจัดงานทิ้งกระจาดตามประเพณีความเชื่อของชาวจีน จะมีคนไทยเชื้อสายจีนที่เป็นเถ้านั๊งจากย่านหัวรอและกลุ่มศาลเจ้านอกเกาะมาร่วมพิธีที่เชื่อว่าประตูนรกจะเปิดออก ทำให้วิญญาณบรรพบุรุษ ผี สัมภเวสีต่างๆออกมาบนโลกมนุษย์ ชาวจีนจึงทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับบรรพบุรุษผู้ล่วงลับ สัมภเวสี ผีไม่มีญาติ ซึ่งจะมีการแจกข้าวสารอาหารให้กับคนยากไร้ด้วย ทำให้ในช่วงจัดงานมีคนจำนวนหลายร้อยเดินทางเข้ามารับของแจกที่โรงเจบนเกาะลอย ทั้งนี้เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่าแต่ละปี โรงเจเกาะลอยจะเป็นที่แรกในพื้นที่เกาะเมืองจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่จัดงานทิ้งกระจาด แล้วจึงจะเวียนไปยังศาลเจ้าอื่นๆรอบเกาะเมืองโดยครั้งสุดท้ายจะไปสิ้นสุดที่วัดพนัญเชิงวรวิหารเป็นประจำทุกปี (Stephen F. Tobiss, 1971, 66-68)

การวิเคราะห์ศักยภาพชุมชนบ้านเกาะลอย

ปาริชาติ วลัยเสถียร (๒๕๕๒, หน้า ๑๖๕) ได้กล่าวถึงการศึกษาวิเคราะห์ชุมชนว่า “การวิเคราะห์มีความจำเป็นต่อการสร้างขบวนการเข้าใจและเรียนรู้ชุมชนทั้งในเรื่องของคนและสังคมหมู่บ้าน สิ่งที่นักพัฒนาจะต้องวิเคราะห์ก็คือ สภาพความเป็นมาของหมู่บ้านตั้งแต่อดีต สภาพการดำรงอยู่ของชุมชนในปัจจุบันและการคาดการณ์แนวโน้มในอนาคตของชุมชนนั้น ซึ่งเป็นผลดีต่อการพัฒนาและการปฏิบัติงานในชุมชน ทั้งนี้เพื่อแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และสามารถตอบสนองความสมบูรณ์ของการปฏิบัติการนั้นๆมากที่สุด” ซึ่งหลังจากที่นักศึกษาสาขาวิชาการพัฒนาชุมชนภาคพิเศษรุ่น ๒๕๕๔ จันทร์-พุธ-ศุกร์ ได้ลงเก็บข้อมูลในพื้นที่ชุมชนเกาะลอยหลายครั้ง กระทั่งคุ้นเคยกับชาวบ้านและได้ข้อมูลชุมชนเกาะลอยเพียงพอในระดับหนึ่งแล้ว จึงได้นัดหมายชาวบ้านจัดการประชุมสนทนากลุ่ม (focus group) ในวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๕๘ เวลา ๙.๐๐-๑๒.๐๐ น. ณ อาคารอเนกประสงค์ของชุมชนเกาะลอย  ทั้งนี้เป้าหมายของการสนทนากลุ่มก็เพื่อให้ได้ข้อมูลจากมุมมองของคนในชุมชนสำหรับใช้ประกอบการวิเคราะห์ศักยภาพชุมชนเกาะลอยได้ชัดเจนขึ้น

การจัดประชุมกลุ่ม (focus group) เพื่อขอความคิดเห็นชาวบ้านเกี่ยวกับการวิเคราะห์ศักยภาพของชุมชนในครั้งนี้ กลุ่มนักศึกษาการพัฒนาชุมชน มรภ.พระนครศรีอยุธยาได้นัดหมายชาวบ้านไว้ก่อนล่วงหน้าแล้ว เนื่องจากเป็นวันที่หน่วยงานเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยามาให้บริการตรวจสุขภาพให้กับคนในชุมชนเกาะลอยพอดี จึงเป็นวันที่ชาวบ้านเกาะลอยจะมารวมตัวกันเพื่อรอตรวจสุขภาพจำนวนมากกว่าวันปกติ โดยกิจกรรมได้จัดขึ้นบริเวณศาลาส่งเสริมสุขภาพใจกลางชุมชน ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุอายุ ๖๐ ปีขึ้นไป แต่ก็มีคนวัยทำงานมาร่วมด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ในการจัดประชุมกลุ่มโดยทั่วไป จะเป็นการนั่งสนทนากันระหว่างผู้ให้สัมภาษณ์เป็นกลุ่มประมาณ ๖-๑๒ คน แต่บางกรณีอาจยกเว้นให้มีได้ประมาณ ๔-๕ คน ซึ่งในระหว่างการสนทนาจะมีผู้ดำเนินการสนทนาเป็นผู้คอยจุดประเด็นเพื่อเป็นการชักจูงใจให้แสดงความคิดเห็นต่อประเด็น (ปาริชาติ วลัยเสถียร: อ้างแล้ว, ๑๔๓) ซึ่งในการระดมความเห็นชาวบ้านเกาะลอยครั้งนี้ อาศัยการสุ่มขอความคิดเห็นจากชาวบ้านที่มารอรับบริการตรวจสุขภาพ ซึ่งได้ผู้ที่เข้ามาร่วมให้ข้อมูลทั้งหมด ๑๖ คน ทั้งหมดเป็นชาวบ้านเกาะลอยที่เข้ามารับบริการตรวจสุขภาพในเช้าวันนั้น นักศึกษาทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการ (facilitators) จัดประชุมสนทนากลุ่มได้เชิญชาวบ้านที่สะดวกให้ความเห็นเข้ามาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเป็นกลุ่มๆละ ๓-๕ คน นั่งล้อมวงคุยพร้อมๆกัน ชาวบ้านที่มาให้ความคิดเห็นต่างก็รู้จักกันดีเพราะเป็นคนในชุมชนด้วยกัน แต่ส่วนใหญ่ไม่รู้จักกับผู้จัดการประชุมกลุ่มมาก่อนยกเว้นผู้นำชุมชนบางคนที่ได้ติดต่อกันมาก่อนนี้

สำหรับการวิเคราะห์ศักยภาพชุมชนครั้งนี้ ได้ใช้เทคนิคการวิเคราะห์จุดแข็ง/จุดอ่อนและโอกาส/อุปสรรค (SWOT Analysis) เพื่อเป็นแนวทางในการรวบรวมความคิดเห็นของชาวบ้านที่มีต่อชุมชนของตนเองโดยอาศัยคำถามหลักที่แบ่งตามการวิเคราะห์ปัจจัยภายในชุมชน (จุดแข็ง/จุดอ่อน) และปัจจัยภายนอกชุมชน (โอกาส/อุปสรรค) ดังเช่น ท่านเข้าใจว่าจุดแข็งหรือข้อเด่นของชุมชนนี้คืออะไร, ท่านคิดว่าจุดอ่อนหรือปัญหาของชุมชนเกาะลอยคืออะไร, ท่านคิดว่าชุมชนเกาะลอยมีโอกาส(ปัจจัยภายนอก) ที่อย่างไรบ้าง และท่านคิดว่าชุมชนเกาะลอยมีอุปสรรคอะไรบ้านในการพัฒนา เป็นต้น  ในระหว่างสนทนากลุ่ม ชาวบ้านก็จะพูดคุยปรึกษากันก่อนแสดงความคิดเห็น ซึ่งเป็นการตรวจสอบข้อมูลความคิดเห็นของกันและกันด้วย ขณะที่ผู้ดำเนินการจัดประชุมกลุ่มทำหน้าที่ซักถามและจดบันทึกรวบรวมความคิดเห็นจากวงสนทนา เมื่อการถาม-ตอบในวงสนทนาแล้วเสร็จ ก็จะเริ่มกระบวนการสนทนากลุ่มกับชาวบ้านที่เข้ามากลุ่มใหม่ต่อไป

หลังจากที่ได้รวบรวมข้อมูลจากการแสดงความคิดเห็นในแต่ละกลุ่มสนทนาแล้ว ผลจากการประชุมกลุ่ม (focus group) พบว่าความคิดเห็นส่วนใหญ่มีแนวโน้มไปในทางเดียวกัน ผู้ดำเนินการได้สรุปความเห็นของผู้เข้าร่วมออกเป็นประเด็นตามหัวข้อจุดแข็ง, จุดอ่อน, โอกาส และอุปสรรค (SWOT Analysis) ลงบนกระดาษชาร์ท (chart) แผ่นใหญ่เพื่อให้ชาวบ้านที่มาร่วมแสดงความคิดเห็นรับรู้โดยทั่วกัน ถึงแม้ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นความเห็นของชาวบ้านที่รวบรวมจากการสนทนากลุ่ม แต่ก็ได้ผ่านการตีความแปลความหมายและจัดระเบียบจากผู้รวบรวมและสรุปข้อมูลมาแล้วชั้นหนึ่ง จึงอาจกล่าวได้ว่าข้อมูลจากการสนทนากลุ่มนี้ ได้ประกอบขึ้นจากความเห็นของคนในชุมชนส่วนหนึ่ง และจากคนนอกชุมชน นั่นคือนักศึกษาและผู้เขียนอีกส่วนหนึ่ง ถึงแม้ว่าเป็นข้อจำกัดในการกล่าวอ้างความเป็นตัวแทนหรือเสียงชาวบ้านในชุมชนได้ทั้งหมดได้ แต่อย่างน้อยก็น่าจะช่วยสะท้อนมุมมองที่ชาวบ้านเกาะลอยมีต่อชุมชนของตนเองและเติมเต็มการรับรู้เข้าใจในศักยภาพและปัญหาของชุมชนเกาะลอยที่เป็นอยู่ได้ไม่มากก็น้อย โดยผลสรุปประเด็นการวิเคราะห์ชุมชนเกาะลอยจากการสนทนากลุ่มด้วยมีดังต่อไปนี้

ผลการจัดทำ SWOT เพื่อวิเคราะห์ศักยภาพชุมชน

ปัจจัยภายในที่เป็นจุดแข็ง (Strength)

(๑) ผู้นำชุมชนและแกนนำชุมชนมีความเป็นผู้นำและมีศักยภาพในการทำงาน ชาวบ้านเกาะลอยรู้สึกมั่นใจในตัวผู้นำชุมชน ซึ่งทำให้การทำงานต่างๆประสบผลสำเร็จได้

(๒) คนในชุมชนมีความคุ้นเคยกันดีและมีการร่วมมือช่วยเหลือกันในกิจกรรมต่างๆของชุมชนและค่อนข้างเป็นชุมชนที่สงบ ดังที่เห็นได้จากการร่วมกันจัดงานทำบุญประเพณีต่างๆในชุมชน เพราะชาวบ้านคุ้นเคยกันดีไม่มีการทะเลาะวิวาททำร้ายร่างกายกัน ไม่มีคดีจี้ ปล้น ชิงทรัพย์ ชุมชนจะมีความสงบสุขเป็นชุมชนที่น่าอยู่

(๓) มีแหล่งโบราณสถานที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนในชุมชนหลายแห่ง เช่น วัดมณฑป และวัดแค ซึ่งชาวบ้านในชุมชนละแวกบ้านยังคงเข้าวัดทำบุญกันอยู่เสมอ แม้ว่าบางวัดจะเป็นวัดร้าง เช่น วัดสะพานเกลือ วัดข้าวสารดำ วัดศรีจำปา แต่ชาวบ้านก็ยังร่วมกันจัดทำบุญเป็นประจำทุกปี

(๔) ขนาดของเกาะลอยที่เล็กและร่มรื่น มีวิวทิวทัศน์ริมน้ำสวยงามและมีวัดสำคัญที่มีชื่อเสียง โดยเฉพาะวัดแค ซึ่งเคยเป็นที่พำนักของหลวงปู่ทวด ชาวบ้านให้เคารพนับถือมาก ขณะเดียวกันก็มีผู้ศรัทธาจากภายนอกเข้ามากราบไหว้บูชาเป็นจำนวนมาก

(๕) การจัดตั้งกลุ่มองค์กรชุมชน เช่น ออมทรัพย์เพื่อการผลิตกองทุนหมู่บ้าน และกลุ่มฌาปนกิจมีความเข้มแข็ง ช่วยให้สมาชิกกลุ่มผ่อนคลายภาระค่าใช้จ่ายในช่วงที่ครอบครัวประสบกับปัญหาได้

การจัดประชุมชาวบ้านเกาะลอยเพื่อประเมินศักยภาพชุมชนในวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๕๘
การจัดประชุมชาวบ้านเกาะลอยเพื่อประเมินศักยภาพชุมชนในวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๕๘

ปัจจัยภายในที่เป็นจุดอ่อน (Weak)

(๑) ในชุมชนไม่มีพื้นที่รองรับขยะเพียงพอกับปริมาณการทิ้ง และไม่มีระบบกำจัดขยะที่ได้มาตรฐาน กองขยะถูกกองทิ้งมีกลิ่นเหม็นและมีแมลงวันรบกวน บางคนก็ทิ้งขยะลงในแม่น้ำก็มี ชาวบ้านบางรายใช้วิธีกำจัดขยะโดยการเผา ซึ่งทำให้มีกลิ่นควันรบกวนและอาจเกิดปัญหาต่อสภาพแวดล้อมได้

(๒) นักศึกษาวิทยาลัยเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมการต่อเรือเข้ามาใช้พื้นที่ชุมชนมากขึ้น ซึ่งอาจก่อความวุ่นวายแก่ชุมชน เนื่องจากบนเกาะลอยมีร้านค้าที่ให้บริการโต๊ะสนุกเกอร์ จึงมีนักศึกษาที่เข้าไปเล่นกันเป็นกลุ่มๆ บางครั้งก็ทำให้วิตกว่าอาจมีการมั่วสุมในรูปแบบอื่นๆหรือเกิดทะเลาะวิวาทกันตามมาได้

(๓) ชาวบ้านยังขาดความรู้ความเข้าใจในการรวมกลุ่มอาชีพ เนื่องจากมีหลายคนอาศัยอยู่บนเกาะลอยไม่มีอาชีพเสริม แม้จะเคยมีหน่วยงานมาส่งเสริมแต่ก็ยังไม่สามารถจัดตั้งเป็นกลุ่มสร้างอาชีพขึ้นมาได้

(๔) ชาวบ้านในหลายครอบครัวอาศัยอยู่บนที่ดินราชพัสดุและธรณีสงฆ์ เพราะไม่มีกรรมสิทธิ์ที่ดินของตนเองแม้จะอยู่บนเกาะลอยมาเป็นเวลานานแล้วก็ตาม จึงขาดความจูงใจในการร่วมพัฒนาชุมชนให้เกิดประโยชน์ด้านอื่นๆได้อย่างเต็มที่ เช่น การปรับปรุงพื้นที่รกร้างรอบๆบ้านให้ดีขึ้นหรือการบูรณะวัดร้างที่อยู่ใกล้ๆบ้าน เป็นต้น

(๕) การเดินทางคมนาคมไม่สะดวก ชาวบ้านที่อาศัยบนเกาะลอยต้องจอดยานพาหนะ ทั้งรถยนต์และจักรยานยนต์ทิ้งไว้ที่ฝั่งเกาะเมือง ซึ่งบางพื้นที่ต้องเสียค่าเช่าฝากจอด ทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในแต่ละเดือน

ปัจจัยภายนอกที่เป็นโอกาส (Opportunity)

(๑) ชุมชนเกาะลอยตั้งอยู่ใกล้กับพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์ ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับพระราชวังจันทรเกษมมีย่านตลาดหัวรออยู่ใกล้ๆกัน ซึ่งทำให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางผ่านเข้ามาเป็นจำนวนมาก บางครั้งก็ข้ามแม่น้ำเข้ามาในเกาะลอยด้วยเพราะการเดินทางง่ายสะดวก หากมีการพัฒนาการท่องเที่ยวต่อยอดในชุมชน ก็จะสามารถทำให้นักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาเกาะลอยได้มากขื้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวในชุมชนได้

(๒) เนื่องจากบนเกาะลอยเป็นที่ตั้งของวิทยาลัยเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมการต่อเรือ ความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับสถานศึกษาสามารถสร้างประโยชน์กับชุมชนได้ ดังเช่น การที่มีครู อาจารย์ และนักศึกษาก็ทำให้ชาวบ้านบนเกาะลอยบางคนเปิดร้านค้าขายอาหารแก่ครู อาจารย์ และนักศึกษาในชุมชนได้ นอกจากนี้วิทยาลัยเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมต่อเรือก็มีโครงการบริการสังคม เช่น การให้บริการซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ซึ่งก็เกิดประโยชน์ต่อชุมชนเกาะลอยด้วยเช่นกัน หากมีการสานต่อโครงการเหล่านี้ก็จะทำให้เป็นโอกาสในการพัฒนาของชุมชนเกาะลอยได้มากขึ้น

ปัจจัยภายนอกชุมชนที่เป็นข้อจำกัด (Threat)

(๑) งบประมาณที่ได้รับจัดสรรจากหน่วยงานราชการทั้งในส่วนท้องถิ่นและจังหวัดมีค่อนข้างจำกัด ทำให้การพัฒนาท้องถิ่นในด้านต่างๆ ไม่เพียงพอต่อความต้องการของชาวบ้านในชุมชน

(๒) ในแง่ของการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวโบราณสถานและวัดสำคัญบนเกาะลอย ยังขาดการประชาสัมพันธ์อย่างเพียงพอ ไม่มีป้ายบอกเส้นทางและคำอธิบายประวัติศาสตร์โบราณสถานต่างๆ โดยเฉพาะวัดร้างเก่าแก่อย่างวัดสะพานเกลือ วัดข้าวสารดำ และวัดศรีจำปา หรือแม้แต่วัดแคที่มีคนภายนอกเข้ามาสักการะหลวงปู่ทวดองค์ใหญ่เป็นจำนวนมากก็ตาม การเดินทางเข้ามายังสถานที่ท่องเที่ยวในเกาะลอยก็ยังไม่มีการจัดการให้เป็นระบบที่ชัดเจน ซึ่งหากมีการทำป้ายแผนที่บอกเส้นทางและข้อมูลอธิบาย

(๓) โบราณสถานบนเกาะลอยอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของหน่วยงานราชการ เช่น กรมศิลปากรและกรมการศาสนา ชุมชนจึงไม่สามารถเข้าไปบูรณะพัฒนาหรือจัดการใดๆได้ ทำให้วัดร้างค่อนข้างทรุดโทรมลงมาก ขาดการดูแลจากหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบอย่างเพียงพอ

สรุปผลและข้อเสนอแนะจากการสำรวจและวิเคราะห์ศักยภาพชุมชนเกาะลอย

ข้อมูลจากการประชุมกลุ่มในภาพรวมเห็นได้ว่าชุมชนเกาะลอยมีต้นทุนทางสังคมและวัฒนธรรมค่อนข้างสูง จุดแข็งหรือจุดเด่นในชุมชนมีมากกว่าข้อจำกัดหรืออุปสรรคที่มีอยู่ ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชนในอนาคต ดังเช่น ลักษณะทางกายภาพของชุมชนที่เป็นเกาะขนาดเล็กตั้งอยู่กลางแม่น้ำลพบุรีและป่าสักที่มีทัศนียภาพสวยงาม การมีแหล่งโบราณสถานที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ตั้งอยู่หลายแห่ง และอยู่ไม่ไกลจากพื้นที่เกาะเมือง การมีผู้นำชุมชนเข้มแข็ง เป็นต้น ทั้งนี้ผู้เขียนได้นำข้อมูลที่ได้จากสำรวจ การสัมภาษณ์ และการประชุมกลุ่มชาวบ้านเพื่อรับฟังข้อมูลความคิดเห็นมาวิเคราะห์ศักยภาพของชุมชน มาสรุปถึงศักยภาพและข้อจำกัดของชุมชนเกาะลอยที่เห็นได้ชัด พร้อมให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมดังต่อไปนี้

ประการแรก แม้ว่าชุมชนเกาะลอยจะตั้งอยู่ในเขตเทศบาลนคร แต่ด้วยสภาพที่เป็นเกาะมีแม่น้ำกั้นกลางและมีช่องทางเข้าชุมชนที่จำกัด โดยปกติทั่วไปในชุมชนบนเกาะลอย จึงไม่มีผู้คนภายนอกเข้ามาพลุกพล่านมากนัก หรือมีอย่างค่อนข้างจำกัดในเวลากลางวัน ส่วนในเวลากลางคืนยิ่งมีน้อยหรือไม่มีเลย ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในชุมชนจึงรู้สึกใช้ชีวิตได้อย่างเงียบสงบและปลอดภัย ไม่ต้องวิตกกังวลจากความวุ่นวายที่อาจมาพร้อมกับคนต่างถิ่นภายนอกชุมชน และถึงจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาก็เฉพาะในเวลากลางวันเท่านั้น ในชุมชนไม่พบปัญหาการลักขโมย การทะเลาะวิวาท ความสับสนวุ่นวายหรือปัญหาสังคมอื่นๆ อย่างที่อาจจะพบในพื้นที่ชุมชนฝั่งเกาะเมือง ขณะที่ชาวบ้านยังคงความสัมพันธ์แบบเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ด้วยลักษณะดังกล่าว ชาวบ้านเกาะลอยจึงอยากให้ชุมชนสงบเรียบร้อยดังที่เป็นอยู่ต่อไป แม้จะไม่มีการพัฒนาความเจริญเข้ามาบนเกาะมากไปกว่านี้ก็ตาม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพวกเขาให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตอย่างสงบในชุมชนมากกว่าความสะดวกสบายหรือความเจริญทางวัตถุที่อาจนำความวุ่นวายตามเข้ามามากขึ้นด้วย

ประการที่สอง บนเกาะลอยมีโบราณสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เช่น วัดแค วัดมณฑป วัดสะพานเกลือ วัดศรีจำปา และวัดข้าวสารดำ แม้ว่าหลายวัดจะกลายเป็นวัดร้างไปแล้ว แต่ก็ยังคงมีร่องรอยโบราณวัตถุและโบราณสถานที่เห็นได้ชัดเจน ทว่าน่าเสียดายที่แหล่งโบราณสถานวัดร้างบนเกาะลอยส่วนใหญ่อยู่ในสภาพทรุดโทรมและมีแนวโน้มที่จะถูกทำลายโดยความเปลี่ยนตามธรรมชาติมากยิ่งขึ้น  จึงควรที่จะเร่งบูรณะพัฒนาและอนุรักษ์เพื่อไม่ให้เกิดความเสื่อมเสียหายไปมากกว่าที่เป็นอยู่ เนื่องจากโบราณสถานเหล่านี้มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ และก็ยังคงเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านในชุมชนด้วย ดังเห็นได้จากในปัจจุบันชาวบ้านก็ยังคงจัดพิธีทำบุญเลี้ยงพระขึ้นที่แหล่งโบราณสถานเหล่านี้เป็นประจำทุกปี แม้ว่าชาวบ้านจะทำหน้าที่ดูแลรักษาแหล่งโบราณสถานที่อยู่ใกล้บ้านตัวเองมาโดยตลอดแต่ก็ขาดการจัดการแหล่งโบราณสถานอย่างถูกต้องเป็นระบบตามหลักวิชาการ หากมีบูรณะพัฒนาและจัดทำป้ายข้อมูลแหล่งโบราณสถานเพื่อพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ ตลอดจนมีการส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนในการดูแลรักษาแหล่งโบราณสถานภายในชุมชนของตนเอง ก็จะช่วยให้ชุมชนเกิดความตระหนักถึงคุณค่าความสำคัญของโบราณสถานเหล่านี้มากยิ่งขึ้น นำไปสู่การอนุรักษ์และพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนต่อไป

ประการที่สาม ชุมชนเกาะลอยมีผู้นำชุมชนที่เข้มแข็ง มีกลุ่มคนทำงานอาสาสมัครในชุมชน ซึ่งช่วยประสานงานกับหน่วยงานจากภายนอกได้อย่างดี เช่น ประธานชุมชน อสม. และผู้อาวุโสในชุมชน ซึ่งเป็นผู้นำแบบไม่เป็นทางการที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือ กลุ่มผู้นำชุมชนเหล่านี้ช่วยให้ชุมชนสามารถดำเนินการกิจกรรมโครงการต่างๆที่เข้ามาได้ตามเป้าหมาย แต่อย่างไรก็ตามการขับเคลื่อนชุมชนก็จะขึ้นอยู่กับบทบาทความสามารถเฉพาะตัวของผู้นำชุมชนด้วยเช่นกัน ดังกรณีของกลุ่มออมทรัพย์ฌาปนกิจ ซึ่งเป็นกองทุนสวัสดิการชุมชนที่ชาวบ้านก่อตั้งขึ้นเองจนสามารถระดมกองทุนได้เติบโตและเข้มแข็งขึ้นมาเรื่อยๆ โดยไม่ต้องพึ่งพาหน่วยงานราชการภายนอก ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะบทบาทความเป็นผู้นำของป้าอุไร ยุวนบุณย์ วัย ๗๕ ปี ซึ่งเป็นผู้อาวุโสที่คนในชุมชนให้ความเคารพนับถือ รวมไปถึงกิจกรรมประเพณีการทำบุญประจำปีของวัดในชุมชนเกาะลอยที่ป้าอุไรยังคงเป็นเรี่ยวแรงสำคัญในการดำเนินงาน ขณะที่คนหนุ่มสาวส่วนใหญ่ออกไปเรียนหนังสือหรือทำงานนอกชุมชนไม่ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมของชุมชนมากนัก ดังนั้นหากขาดผู้นำที่ชาวบ้านให้การยอมรับนับถือ กิจกรรมของชุมชนก็อาจมีอุปสรรคหรือยุติลงก็เป็นได้ จึงควรต้องขยายการมีส่วนร่วมของชาวบ้านให้มากขึ้น ไม่จำกัดอยู่เฉพาะกับกลุ่มผู้อาวุโสในชุมชนเท่านั้น

ประการที่สี่ พื้นที่บนเกาะลอยในปัจจุบันเป็นที่ตั้งของวิทยาลัยเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมการต่อเรือ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่และนักศึกษาในช่วงเวลากลางวัน บางครั้งก็มีการใช้พื้นที่สาธารณะบนเกาะร่วมกัน จึงควรมีการสร้างความสัมพันธ์ร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับชุมชนในการช่วยกันพัฒนาและดูแลความสงบเรียบร้อยและการรักษาสภาพแวดล้อมบนเกาะ สถานศึกษาอาจสามารถให้การบริการทางวิชาการแก่ชุมชนตามที่ชาวบ้านต้องการ ดังเช่น การเปิดหน่วยบริการซ่อมอุปกรณ์ไฟฟ้าในชุมชน การจัดโครงการจิตอาสาพัฒนาชุมชนของนักศึกษาในวิทยาลัย เป็นต้น ก็จะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างชุมชนกับสถานศึกษาในพื้นที่ และนำไปสู่การพัฒนาไปแบบเสริมกันและกันและกันได้อย่างดี

ประการสุดท้าย ปัญหาหลักสำคัญของชุมชนเกาะลอย จากการประชุมสนทนากลุ่มชาวบ้านแสดงความเห็นตรงกันว่า “ปัญหาขยะในชุมชน” มีความสำคัญเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขปัญหาเป็นอันดับแรก ซึ่งหากไม่มีการกำจัดขยะที่ถูกต้องและรวดเร็วก็จะทำให้เกิดปัญหาอื่นตามมา เช่น เกิดมลภาวะทางอากาศและน้ำ, กลิ่นเหม็นรบกวน, โรคติดต่อจากแมลงวันที่เป็นพาหะ เป็นต้น แต่ทว่าจากสภาพพื้นที่เกาะลอยที่เป็นเกาะมีแม่น้ำกั้นขวาง การเดินทางจากฝั่งเกาะเมืองต้องใช้เรือหรือเดินข้ามสะพานหน้าวิทยาลัยเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมการต่อเรือ รถเก็บขยะของเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยาไม่สามารถเข้ามาจัดเก็บได้ นอกจากจะขนย้ายข้ามแม่น้ำออกไปเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ชาวบ้านบางส่วนใช้วิธีเผาและทิ้งขยะลงในแม่น้ำโดยตรง ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมาก ขยะจึงเป็นปัญหาใหญ่สำคัญเร่งด่วนที่อาจต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่ายในการแก้ปัญหา ซึ่งชุมชนเกาะลอยอาจจำเป็นต้องประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังเช่น เทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา วิทยาลัยเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมการต่อเรือ องค์การบริหารส่วนจังหวัด สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ร่วมกันวางแผนหาวิธีการกำจัดหรือลดปริมาณขยะในพื้นที่ชุมชนที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการรักษาสภาพแวดล้อมให้ยั่งยืนต่อไปในอนาคต

บทส่งท้าย

การสำรวจและวิเคราะห์ศักยภาพของชุมชนเกาะลอย ตำบลหัวรอ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาครั้งนี้ อาศัยข้อมูลจากการศึกษาชุมชน ด้วยวิธีการสังเกต สัมภาษณ์ และการประชุมกลุ่ม แม้ว่าจะเป็นการศึกษาชุมชนขนาดเล็กที่มีขอบเขตจำกัด แต่ก็ช่วยให้เข้าใจถึงบริบทความเป็นมาและความเปลี่ยนแปลงที่ชุมชนเกาะลอยเข้าไปเกี่ยวข้องและเป็นส่วนหนึ่งในโครงสร้างสังคมจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้ จากการศึกษาพบว่า ในอดีตสมัยอยุธยา พื้นที่เกาะลอยเป็นที่ตั้งของวัดสำคัญ เช่น วัดมณฑป วัดแค วัดศรีจำปา วัดสะพานเกลือ และวัดข้าวสารดำ ซึ่งมีชื่อปรากฏอยู่ในพงศาวดารอยุธยาในฐานะเส้นทางยุทธศาสตร์การตั้งทัพของพม่าเมื่อเข้ามาโจมตีพระนคร และต่อมาในสมัยรัชกาลที่๕ ได้มีการฟื้นฟูสภาพกรุงเก่า เกาะลอยได้ถูกใช้เป็นที่พำนักของเจ้านายสมัยมณฑลกรุงเก่า แต่ชุมชนเกาะลอยเกิดขึ้นอย่างแท้จริงประมาณช่วงสมัยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองปีพ.ศ.๒๔๗๕ เป็นต้นมา เนื่องจากนโยบายที่เริ่มอนุญาตให้ประชาชนขึ้นไปอาศัยอยู่บนบกได้ บ้านเรือนแพของผู้คนที่อาศัยอยู่ในแม่น้ำจึงเริ่มปรับเปลี่ยนไปอยู่บนบกแทน เกาะลอยก็เป็นพื้นที่หนึ่งในบริเวณย่านตลาดหัวรอที่เริ่มมีคนเข้ามาอาศัยเพิ่มขึ้นเรื่อยมาหลายยุคสมัยจนถึงวันนี้

ปัจจุบันชุมชนเกาะลอยอยู่ภายใต้การดูแลของเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา ซึ่งแม้จะอยู่ในเขตเมืองแต่ชุมชนก็ค่อนข้างเงียบสงบมาก ด้วยสภาพทางกายภาพที่เป็นเกาะ ทำให้การเดินทางติดต่อของชุมชนกับฝั่งเกาะเมืองจึงมีจำกัดด้วยการนั่งเรือข้ามฟากหรือเดินข้ามสะพานเฉพาะในช่วงเวลากลางวันเท่านั้น ขณะที่การขยายตัวของชุมชนจากการสร้างบ้านที่อาศัยขึ้นใหม่ก็ค่อนข้างยาก ชาวบ้านในชุมชนจึงรู้จักคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุในชุมชน ซึ่งเป็นกลุ่มหลักในการทำกิจกรรมต่างๆของชุมชน เนื่องจากกลุ่มวัยรุ่นและผู้ใหญ่วัยทำงานมักจะไม่อยู่ในเวลากลางวัน เนื่องจากการประกอบอาชีพของคนในเกาะลอยล้วนอยู่นอกชุมชนทั้งสิ้น บนเกาะลอยจะพบเพียงผู้ประกอบอาชีพค้าขายเล็กๆน้อยและอาชีพขับเรือรับจ้างเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ด้วยสภาพชุมชนที่เป็นเกาะกลางแม่น้ำมีทัศนียภาพสวยงาม มีโบราณสถานเก่าแก่อยู่บนเกาะหลายแห่ง และอยู่ตรงข้ามกับพระราชวังจันทรเกษม เกาะลอยจึงมักดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเข้าไปเยี่ยมชมอยู่เสมอ ดังนั้นหากมีการสนับสนุนให้ชุมชนสามารถดึงเอาศักยภาพชุมชนที่มีอยู่มาใช้ในอนุรักษ์แหล่งประวัติศาสตร์โบราณสถานและสภาพแวดล้อมควบคู่กับการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนก็น่าจะทำได้ไม่ยากนัก

เชิงอรรถ

จากข้อมูลคำบอกเล่าและเอกสาร ปรากฏชื่อของ “วัดงู”  อีกวัดหนึ่งในฐานะวัดร้างบนเกาะลอยด้วย แต่ไม่มีข้อมูลหลักฐานยืนยันชัดเจน ชาวบ้านเกาะลอยอธิบายถึงวัดงูแตกต่างกันใน ๒ ลักษณะ คือ ๑.อธิบายว่าวัดงูเป็นวัดร้างเก่าแก่อีกวัด ตั้งอยู่ในที่ดินที่กลายเป็นบ้านเรือนของชาวบ้านในที่ดินเก่าของผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ซึ่งในสมัยที่เขาบุกเบิกที่ดินได้ไถกลบร่องรอยของวัดงูไปหมดแล้ว  และ ๒. อธิบายว่าวัดงู ก็คือวัดเดียวกับวัดมณฑป แต่เป็นชื่อที่ชาวบ้านสมัยก่อนเรียกบริเวณที่กลายเป็นวัดมณฑป ซึ่งมีงูอาศัยอยู่อย่างชุกชุม

วิทยาลัยช่างต่อเรือ แต่เดิมคือโรงเรียนหัตถกรรมพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเริ่มจากการสอนต่อเรือพื้นเมืองทั่วไปที่ใช้ในแม่น้ำลำคลอง ต่อมาก็ได้มีการขยายและปรับปรุงหลักสูตรมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งภายหลังในช่วงปลายทศวรรษ ๒๔๙๐ นอกจากการสอนด้านการต่อเรือแล้ว ยังมีการเปิดสอนวิชาชีพช่างหลายสาขาวิชา โดยมีนักเรียนทั้งแบบไปเช้าเย็นกลับและแบบอาศัยอยู่ประจำ ตั้งแต่ทศวรรษ ๒๕๑๐ กระทรวงศึกษาธิการได้มีคำสั่งให้วิทยาลัยช่างต่อเรือปรับโครงสร้างที่ต้องยุบรวมบ้างแยกออกบ้างจากสถาบันการศึกษาอื่นในจังหวัดอยู่หลายครั้ง ครั้งล่าสุดในปีพ.ศ.๒๕๓๗ จึงเปลี่ยนชื่อมาเป็นวิทยาลัยเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมการต่อเรือพระนครศรีอยุธยาจนถึงปัจจุบัน

 

บรรณานุกรม

กรมการพัฒนาชุมชน.  (ม.ป.ป.).  เครื่องมือสำหรับการทำงานพัฒนาชุมชน.  กรุงเทพฯ: ทีบีเอส เพรส.

กรมศิลปากร.  (๒๕๔๕).  คลองและท่าเรือจ้างสมัยโบราณ กรุงศรีอยุธยา.  กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร.

คมลักษณ์ ไชยยะ.  (๒๕๕๗). วิถีชีวิตริมคลองกับการปรับตัวในช่วงฤดูน้ำหลากในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา. รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์: สถาบันวิจัยและพัฒนามหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา

บุญมา นครอินทร์ สุริยาเตชะโสภาพรรณ และสุพัชรา ชัยประภา.  (๒๕๑๔).  รายละเอียดของตำบลทับน้ำ จังหวัดอยุธยา.  ใน วารสารสังคมศาสตร์ฉบับพิเศษรายงานเบื้องต้นการวิจัย.  กรุงเทพฯ: สถาบันวิจัยทางสังคมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ปวัตร์ นวะมะรัตน.  (๒๕๕๗).  อยุธยาที่ไม่คุ้นเคย.  นนทบุรี: โรงพิมพ์มติชนปากเกร็ด.

ปาริชาติ วลัยเสถียร.  (๒๕๕๒).  กระบวนการและเทคนิคการทำงานของนักพัฒนา.  กรุงเทพฯ: ริชแมกซ์ อินเตอร์พริ้น.

______.  (๒๕๕๔).  คู่มือการทำงานพัฒนาชุมชน.  กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

พัฑร์ แตงพันธ์.  (๒๕๕๗).  การค้าในย่านหัวรอ อยุธยา: จากท้องน้ำสู่ถนน.  เมืองโบราณ,  ๔๐(๓),

มโนมัย อัศวธีระนันท์.  (๒๕๕๖, ๑๔ มีนาคม).  หนังสือพิมพ์คมชัดลึก.

วันลีย์ กระจ่างวี.  (๒๕๕๘).  สมเด็จพระมหาธรรมราชากับการเสริมศักยภาพตัวเมืองอยุธยาด้านทิศตะวันออกบริเวณคูขื่อหน้าภายหลังเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๑ พ.ศ.๒๑๑๒.  วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา,  ๗(๑),  ๖๑-๖๗.

Tobias Stephen.  (1971).  The Chinese in Ayutthaya.  ใน วารสารสังคมศาสตร์ฉบับพิเศษรายงานเบื้องต้นการวิจัย.  กรุงเทพฯ: สถาบันวิจัยทางสังคมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

รายชื่อผู้ให้สัมภาษณ์และประชุมกลุ่ม

นางสาวสมศรี  วินิจฉัย      อายุ ๗๒  ปี

นายวิเชียร  ผิวเผือก         อายุ ๖๖  ปี

นางเพชรรัตน์ ตรีพัฒน์      อายุ ๖๑ ปี

นายสมศักดิ์  วินิจฉัย        อายุ ๗๔  ปี

นางมานิตย์  วงศ์สุวรรณ    อายุ ๗๖ ปี

นางอุไร  ยุวนบุณย์          อายุ ๗๕  ปี

นายบุญเจิม ตรีพัฒน์        อายุ ๖๒ ปี

นางยุพิน  เชื้อแพทย์        อายุ ๖๒  ปี

นางสมสุข  คงรอด           อายุ ๔๘  ปี

นางอุษนีย์  คงกำนัน        อายุ ๕๗  ปี

นายเกรียงศักดิ์  ฟุ้งลัดดา   อายุ ๗๑  ปี

นางเพลินตา  คงรอด        อายุ ๖๓ ปี

นางสาวรัชนี เติมธนวัฒน์   อายุ ๓๙ ปี

นางแฉล้ม  ทับทอง          อายุ  ๘๗  ปี

นางละเอียด  ชูยศ           อายุ  ๘๔  ปี

นางทัศนีย์  ไหมสุข          อายุ ๕๘  ปี

นายดิเรก ไวโชติกา          อายุ ๓๙ ปี

วารสารวิชาการอยุธยาศึกษาออนไลน์

บทความนี้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการอยุธยาศึกษา ปีที่ ๘ ฉบับที่ ๑ / ๒๕๕๙ อ่านฉบับเต็มได้ที่ https://goo.gl/fNT6Vi

รับพิจารณาบทความเพื่อตีพิมพ์ในวารสารวิชาการอยุธยาศึกษา ศึกษารายละเอียดได้ใน http://jas.aru.ac.th/?page_id=2581

Leave a Comment

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติ HTML เหล่านี้ได้: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>