แนวทางการพัฒนาตลาดลาดชะโด อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

บทความวิจัย สาขาการจัดการมรดกทางวัฒนธรรม

แนวทางการพัฒนาตลาดลาดชะโด อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

A Development Plan for Ladchado Market in Pak-hai District, Phranakhon Si Ayutthaya Province

เกษรา ศรีวิเชียร / Kessara Sriwichien
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา

บทคัดย่อ

การวิจัยเรื่อง “แนวทางการพัฒนาตลาดลาดชะโด อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา” มีวัตถุประสงค์ ๓ ข้อ คือ ๑) เพื่อศึกษาประวัติตลาดลาดชะโดโดยสังเขป ๒) เพื่อค้นหาทุนทางวัฒนธรรมของชุมชนลาดชะโด และ ๓) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาตลาดลาดชะโด ให้เป็นตลาดมีชีวิต และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research)

ผลการวิจัยพบว่าตลาดลาดชะโดอยู่ในชุมชนลาดชะโด เป็นตลาดที่มีอายุยืนยาวมากว่าหนึ่งร้อยปี เดิมเป็นเรือนแพขายของอยู่ในคลองลาดชะโด ต่อมาอพยพขึ้นมาสร้างเป็นห้องแถวขายของบนบกบนพื้นที่ของวัดลาดชะโดและถูกลดบทบาทลงเนื่องจากการคมนาคมทางบกที่เข้ามาแทนที่ ทุนทางวัฒนธรรมที่โดดเด่นของลาดชะโดคือ การอนุรักษ์อาคารบ้านเรือนในชุมชน จนได้รับพระราชทานรางวัลอนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรมดีเด่น มีประเพณีที่สำคัญ คือ ประเพณีไหว้ศาลพ่อแก่พ่อศรีไพร ประเพณีแห่เทียนพรรษาทางน้ำ และประเพณีไหว้ศาลเจ้าลาดชะโดที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนลาดชะโด และแนวทางทางการพัฒนาตลาดลาดชะโดได้แก่ ๑) การพัฒนาโดยใช้กระบวนการการมีส่วนร่วม ๒) การส่งเสริมให้ตลาดลาดชะโดเป็นแหล่งเรียนรู้ ๓) การส่งเสริมการท่องเที่ยวในตลาดลาดชะโดและพื้นที่ใกล้เคียง ๔) การพัฒนาผลิตภัณฑ์และสินค้าภายในตลาดลาดชะโด

คำสำคัญ : แนวทางการพัฒนา, ตลาดลาดชะโด, ทุนทางวัฒนธรรม

Abstract

The research has three objectives: 1) to study a brief history of Ladchado Market; 2) to find out cultural assets of the community; and 3) to propose a development plan for the market in order to bring back its livelihood and create economic stability to the community. The study is based on a qualitative research method.

As a result, it is found that the market is in the Ladchado community which can be dated back to more than 100 years. The market used to be located on a make-shift raft in Ladchado Canal. It then moved ashore with commercial buildings in the area of Ladchado Temple. The market’s importance had decreased due to land transportation, which had replaced the rivers and canals transport systems. One of Ladchado’s outstanding cultural assets is the community’s well-preserved historical houses, which won the excellent architectural conservation award from H.M. the King. The community’s important traditions are the ceremony for paying homage to the shrine of Poh Kae Poh Sri Prai (ancestor and protector’s spirits), the ceremony for aquatic candle procession after the Buddhist lent, and the ceremony for paying homage to the Ladchado shrine, which is the community’s spiritual center. The proposed development plan for Ladchado Market includes: 1) encouraging participation in the community; 2) promoting the market as a learning center; 3) promoting the market and the surrounding areas as tourism attractions; and 4) developing local products for sale in the market.

Key words:  Development plan, Ladchado Market, cultural asset

ภาพประกอบ ๑ ด้านหน้าตลาดด้านริมคลองลาดชะโด

บทนำ

ชุมชนลาดชะโดมีอายุเก่าแก่ราวสมัยหลังเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ หรือ ราวปี พ.ศ. ๒๓๑๐ ก่อตั้งขึ้นโดยชาวกรุงเก่าที่อพยพหนีศึกสงครามมาในครั้งนั้น พื้นที่บริเวณที่ตั้งชุมชนแต่เดิม เรียกว่า “บ้านจักราช” แต่การที่หมู่บ้านนี้มีชื่อว่า “บ้านลาดชะโด” น่าจะมีที่มาจากสภาพพื้นที่ ที่เป็นที่ลาดริมน้ำ และความอุดมสมบูรณ์ของคูคลองที่มีอยู่มากมายและอุดมไปด้วยปลาชนิดต่างๆ โดยเฉพาะปลาชะโด การตั้งบ้านเรือนนิยมทำเลริมน้ำ อาชีพหลักของชาวบ้านคือทำนา เพราะหมู่บ้านอยู่ใกล้ทุ่งลาดชะโด ซึ่งเป็นพื้นที่ดินตะกอนปากแม่น้ำที่อุดมสมบูรณ์ มีคลองลาดชะโดซึ่งเชื่อมต่อกับจังหวัดสุพรรณบุรีเป็นทางน้ำสำคัญนับว่าเป็นหมู่บ้านที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำในแถบนี้ (สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา, ๒๕๕๕, ayutthaya. mots.go.th)

ตลาดลาดชะโดก่อตั้งมาเป็นเวลากว่า ๑๐๐ ปี โดยพัฒนามาจากตลาดน้ำ ที่เดิมชุมชนชาวจีนสร้างแพทรงไทยค้าขายสองฝั่งคลอง เกิดเป็นรูปแบบตลาดน้ำ ต่อมาได้ใช้พื้นที่ริมน้ำ ซึ่งเป็นของวัดลาดชะโดสร้างตลาดไม้ ใต้ถุนสูงพ้นน้ำทำการค้าขาย แล้วได้ค่อยๆ ขยายตัวและพัฒนาตามลำดับ จนเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนนับร้อยคูหา ในอดีตตลาดลาดชะโดมีความเจริญ เฟื่องฟูเป็นอย่างมากในตลาดนอกจากร้านค้าที่จำนวนสรรพสินค้ามากมายแล้วยังมีร้านขายทอง ร้านขายยาจีน ร้านขายรูป โรงหนัง-ละคร เป็นต้น จนกระทั่งปี ๒๕๑๗ การคมนาคมทางบกเริ่มขยายเครือข่ายเพิ่มขึ้น จึงส่งผลกระทบต่อชาวตลาดลาดชะโด การค้าเริ่มซบเซา เพราะการคมนาคมสะดวก ทำให้ผู้คนสามารถเข้าตัวเมืองจับจ่ายสินค้าได้มากขึ้น ประกอบกับรุ่นลูกส่วนมากจะไม่ได้สืบทอดการค้าจากบรรพบุรุษ โดยมุ่งที่จะเข้ากรุงเทพมหานครเพื่อศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น ภายหลังพ่อ-แม่ ก็จะย้ายตามไปอยู่กับลูกๆ นั้น ร้านค้าในตลาดจึงเริ่มปิดตัวลงโดยปริยายแล้วปรับเป็นเรือนพักอาศัย ซึ่งปัจจุบันเหลือเพียงร้านดั้งเดิมอยู่บางส่วนเท่านั้นที่ยังคงปักหลักอยู่อย่างเหนียวแน่น (เทศบาลตำบลลาดชะโด, ๒๕๕๕, www.nmt.or.th)

ผู้วิจัย ซึ่งมีชีวิตวัยเด็กอยู่กับชุมชนริมแม่น้ำท่าจีน ในจังหวัดสุพรรณบุรี มีประสบการณ์เกี่ยวข้องกับตลาดชุมชนริมแม่น้ำ เนื่องจากมีลุงซึ่งเป็นแพทย์ประจำตำบล และเปิดร้านขายยาอยู่ในตลาดบางแม่หม้าย ซึ่งเป็นตลาดชุมชนริมแม่น้ำท่าจีน ในอำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี ได้รับรู้และซึมซับเสน่ห์ของตลาดชุมชนแบบดั้งเดิมมาเป็นช่วงระยะเวลาที่ยาวนานพอสมควร นอกจากนี้ การซื้อข้าวของเครื่องใช้ เครื่องอุปโภค บริโภคจากตลาด ก็ยังต้องนั่งเรือไปซื้อจากตลาดริมแม่น้ำทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นตลาดเก้าห้อง ตลาดคอวัง หรือตลาดสุพรรณบุรี เมื่อได้มีโอกาสไปเที่ยวที่ตลาดลาดชะโด ทำให้พบกับบรรยากาศที่เคยได้สัมผัสในวัยเด็ก ซึ่งมีเสน่ห์และเรียบง่าย สะท้อนภาพความเป็นตลาดชุมชนของชนบทไทย จึงมีความประสงค์ที่จะศึกษาบริบทของตลาดชุมชนลาดชะโด เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาตลาดลาดชะโด ให้กลับมาเป็นตลาด ที่มีชีวิตชีวาอีกครั้ง อย่างยั่งยืน หลังจากที่ตลาดซบเซามาจนถึงปี พ.ศ. ๒๕๕๒ ที่เทศบาลตำบลลาดชะโดร่วมกับชาวตลาด และ ชาวชุมชนลาดชะโด ประชาสัมพันธ์ และร่วมมือกันฟื้นฟูตลาดให้กลับมาคึกคัก มีชีวิตชีวา แต่หลังจากน้ำท่วมใหญ่ในปี พ.ศ. ๒๕๕๔ ตลาดได้กลับมาสู่ภาวะซบเซาอีกครั้ง

เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

๑.มโนทัศน์เกี่ยวกับวัฒนธรรมชุมชน

๑.๑ ความหมายของวัฒนธรรม

วัฒนธรรม เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของคน เป็นแบบแผนพฤติกรรมที่ยอมรับว่าเป็นความดี ความงาม สะท้อนภูมิปัญญาที่ผ่านการคัดสรรแล้ว สืบทอดผ่านรุ่นสู่รุ่น สังคมหนึ่งไปสู่อีกสังคมหนึ่ง กระบวนการเกิดวัฒนธรรม เกิดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ มนุษย์กับสังคม และมนุษย์กับธรรมชาติ การทำความเข้าใจวัฒนธรรมนั้นต้องทำความเข้าใจเนื้อหาของวัฒนธรรม หรือระบบคุณค่า ที่อยู่ภายใต้รูปแบบของวัฒนธรรม ซึ่ง ส่วนหนึ่งสามารถแสดงออกผ่าน ดนตรี วรรณกรรม จิตรกรรม ประติมากรรม การละครและภาพยนตร์ แม้บางครั้งอาจมีผู้กล่าวว่าวัฒนธรรมคือเรื่องที่ว่าด้วยการบริโภคและสินค้าบริโภค นักมานุษยวิทยาจึงรวมความหมายของวัฒนธรรมไปถึงเทคโนโลยี ศิลปะ วิทยาศาสตร์รวมทั้งระบบศีลธรรมเข้าไปด้วย (สำราญ ผลดี,  www.thonburi-u.ac.th) ในขณะที่พระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ให้ความหมายว่า วัฒนธรรม (Culture) หมายถึง ผลรวม แห่งการสั่งสมสิ่งสร้างสรรค์ และภูมิธรรม ภูมิปัญญา ที่ถ่ายทอดสืบต่อกันมาของสังคม เป็นวิถีชีวิตของคนในสังคม เป็นแบบแผนการประพฤติปฏิบัติ และการแสดงออกซึ่งความรู้สึกนึกคิดในสถานการณ์ต่างๆ ที่สมาชิกในสังคมเดียวกันจะซาบซึ้ง ยอมรับ และใช้ปฏิบัติร่วมกัน อันจะนำไปสู่คุณภาพชีวิตของคนในสังคมนั้นๆ สำหรับความหมายในเชิงปฏิบัติการ วัฒนธรรม หมายถึง ความเจริญงอกงาม ที่เป็นผลมาจากระบบความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ มนุษย์กับสังคม และมนุษย์กับธรรมชาติ จำแนกเป็น ๓ ด้าน คือ จิตใจ สังคม และวัตถุ ที่มีการสั่งสมและสืบทอดจากคนรุ่นหนึ่ง ไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง จากสังคมหนึ่งไปสู่อีกสังคมหนึ่ง จนกลายเป็นแบบแผนที่สามารถเรียนรู้ และก่อให้เกิดผลิตกรรม และผลิตผลทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม (พระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตฺโต), ๒๕๓๖, หน้า ๖) ทั้งนี้ องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติหรือองค์การยูเนสโก (UNESCO) จำแนกวัฒนธรรมออกเป็น ๕ สาขา คือ ๑) สาขาศิลปะ (The Arts) ได้แก่ ภาษา วรรณคดี ฟ้อนรำ วิจิตรศิลป์ สถาปัตยกรรม ละคร ประติมากรรม ฯลฯ ๒) สาขามนุษยศาสตร์ (The Humanities) ได้แก่ ขนบธรรมเนียมประเพณี ปรัชญา ค่านิยมในสังคม ฯลฯ ๓) สาขากีฬาและนันทนาการ (The Sports and Recreation) ได้แก่ การละเล่น มวยไทย ฟันดาบ ว่าวไทย กระบี่กระบอง ตระกร้อ ฯลฯ ๔) สาขาช่างฝีมือ (The Practical Craft) ได้แก่ การเย็บปักถักร้อย การแกะสลัก การทอผ้า การจักสาน การทำเครื่องเงิน เครื่องทอง เครื่องปั้นดินเผา ฯลฯ และ ๕) สาขาคหกรรมศิลป์ (Domestic Arts) ได้แก่ ความรู้เรื่องอาหาร เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย ความรู้เรื่องบ้าน เรื่องผ้า การต้อนรับแขก การดูแลเด็ก ฯลฯ

๑.๒ วัฒนธรรมชุมชนกับการพัฒนา

ประสบการณ์การพัฒนาของประเทศไทยในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นความล้มเหลวของการ “นำเข้า” แนวทางการพัฒนาจากต่างประเทศ และการ “ส่งออก” โครงการพัฒนาจากส่วนกลางคือ กรุงเทพ ฯ ไปยังส่วนต่างๆ ของประเทศ แนวทางพัฒนาชนบทที่ว่างอยู่บนสถาบันหมู่บ้าน ชุมชน ไม่ได้พัฒนาจากความเข้าใจในโครงสร้างและพลวัตภายในหมู่บ้าน หลายครั้งที่ การพัฒนากลับสร้างปัญหาให้กับชาวบ้าน (ภัคพัฒน์ ทิพยประไพ, ๒๕๔๐, หน้า ๓๒) ซึ่ง กาญจนา แก้วเทพ (๒๕๓๘, หน้า ๑๐) ได้วิเคราะห์แนวทางการพัฒนาประเทศของไทยไว้ว่า มีแนวทางหลักในการพัฒนา ๒ แนวทาง คือ แนวพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อการกินดี อยู่ดี งานคือเงิน เงินคืองานบันดาลสุข พัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า ทันสมัย และพัฒนาด้านการเมือง ที่แสดงออกโดยการรวมกลุ่มต่อรองประท้วงด้านอำนาจตัดสินใจ แนวทางในการพัฒนาเศรษฐกิจนี้ เป็นแนวทางที่สหรัฐอเมริกาในฐานะประเทศผู้นำค่ายโลกเสรี ในช่วงสงครามเย็น คือหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ ๒ เสนอให้ ประเทศโลกที่สามใช้ในการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า โดยมีความเชื่อว่า บรรดาวัฒนธรรม ธรรมเนียมประเพณีพื้นบ้านต่างๆ ที่เคยมีอยู่ในชุมชนล้วนแต่เป็นอุปสรรคขัดขวางความเจริญ ก้าวหน้า และทันสมัย แม้แต่การพัฒนาในแถบของเอเซีย Gunnar Myrdal (อ้างใน Jiang Shixue . orpheus.ucsd.edu /las/studies/pdfs/jiang.pdf) สรุปไว้ในหนังสือชื่อ Asia Drama : An Inquiry into the Poverty of Nations ว่า “องค์ประกอบหลักของวัฒนธรรมเป็นอุปสรรคหลักของการทำให้ทันสมัย ไม่เพียงแต่เข้ามาสู่หนทางของกรรมของผู้ประกอบการเท่านั้น แต่ยังซึมเข้าไปอย่างแข็งแกร่งและมีอำนาจเหนือระบบของชาติทั้งหมดในทุกมิติทางสังคม เศรษฐกิจและนโยบาย” ซึ่งในระยะแรกการพัฒนาตามแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจดูเหมือนจะได้ผล เพราะมีการเกิดขึ้นของความเจริญทางโครงสร้าง

ในระยะแรกของการเกิดแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจนั้น มีกระแสการพัฒนาที่ให้ความสำคัญกับวัฒนธรรม ที่เห็นว่า “สิ่งที่เรามีอยู่ ทำให้เราเป็นตัวของตัวเอง มีเอกลักษณ์ มีพลังสร้างสรรค์” แต่แนวทางนี้ไม่สามารถค้านกระแสแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจได้ แต่ในระยะถัดมา กลับมีคนจนเพิ่มมากขึ้น เกิดความเสื่อมโทรมทางสังคมและสิ่งแวดล้อม กระแสการพัฒนาในแนวทางวัฒนธรรมถูกปลุกขึ้นอีกครั้ง เพราะเห็นว่า การพัฒนาแต่เศรษฐกิจจะไม่มีทางแก้ปัญหาสังคมได้ ทั้งนี้องค์การยูเนสโก (UNESCO) ได้สรุปปัญหาของการพัฒนาตามแนวทางเศรษฐกิจว่า การพัฒนาแนวเศรษฐกิจเป็นการพัฒนาที่นำจากภายนอกเข้าไป ทั้งความต้องการที่จะพัฒนา แนวคิด และวิธีการทำงานพัฒนา รวมทั้งแบบจำลองต่างๆ นอกจากเป็นการนำเข้าแล้ว ยังใช้วิธีการส่งผ่านจากบนลง สู่ล่าง (Top – down) อีกด้วย การพัฒนาแนวนี้ ทำให้ผู้วางแผนพัฒนาละเลยความสำคัญของวัฒนธรรมชุมชน ดังนั้น ในอนาคต จำเป็นต้องปรับทัศนะการมอง และการประเมินวัฒนธรรมชุมชน ไปพร้อมๆ กับการปรับ การมองเศรษฐกิจเสียใหม่ โดยต้องหาข้อดี และข้อบกพร่องของทั้งสองฝ่าย หาทางประสานข้อดีเข้าด้วยกัน และพยายามลดข้อบกพร่องให้เหลือน้อยที่สุด

๒. ทฤษฎีนิเวศวิทยาวัฒนธรรม (Cultural Ecology Theory)

นิเวศวิทยาวัฒนธรรม หมายถึง วิธีการศึกษาหาหลักเกณฑ์ทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นผลกระทบมาจากการปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมของมนุษย์แต่ละสังคม นักมานุษยวิทยาในกลุ่มนิเวศวิทยาวัฒนธรรม คนสำคัญ ได้แก่ จูเลียน สต๊วท (Julian H. Steward) และ เลสลี่ ไวท์ (Leslie A. White) โดยจูเลียน สต๊วท เห็นว่านิเวศวิทยาวัฒนธรรมเป็นความพยายาม ที่จะเสาะแสวงหากฎเกณฑ์ที่จะนำมาสู่คำอธิบายถึงที่มาของลักษณะและแบบแผนของวัฒนธรรมที่มีอยู่ในแต่ละสภาพแวดล้อม โดยสิ่งสำคัญที่สุด คือ “แก่นวัฒนธรรม” (Cultural Core) ซึ่งหมายถึงแบบแผนทางวัฒนธรรมที่มีความสัมพันธ์กับกิจกรรมในการดำรงชีวิต และการจัดการทางเศรษฐกิจ และเขาเสนอว่าในการทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมนั้นต้องวิเคราะห์วัฒนธรรมที่เกี่ยวกับระบบเทคนิควิทยาในการผลิตหรือใช้ประโยชน์จากสิ่งแวดล้อม และพฤติกรรมของมนุษย์ซึ่งเป็นผู้ใช้เทคนิคเหล่านั้น ส่วนเลสลี่ ไวท์ เสนอว่าวัฒนธรรม ประกอบด้วย ๓ องค์ประกอบ คือ๑) ระบบเทคโนโลยี ซึ่งรวมถึงทรัพยากรธรรมชาติและเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ที่มนุษย์ประดิษฐ์คิดค้นขึ้น ๒) ระบบสังคม ซึ่งเป็นการรวมตัวกันขององค์กรทางสังคม (Social Organization) และ ๓) ระบบความคิด (Ideology) ซึ่งรวมถึงความรู้ ความเชื่อ ทัศนคติ และค่านิยมต่างๆ ระบบเทคโนโลยีเป็นโครงสร้างส่วนล่าง (Infrastructure) หรือพื้นฐานสำคัญของวัฒนธรรม เพราะชีวิตมนุษย์จำเป็นต้องพึ่งพาระบบนี้ในการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม ส่วนองค์กรสังคมและระบบความคิดเป็นโครงสร้างส่วนบน (Superstructure) ของวัฒนธรรม (อ้างใน ยศ สันตสมบัติ, ๒๕๔๐, หน้า ๓๖)

๓. แนวคิดเรื่องทุนทางวัฒนธรรม

กระแสการพัฒนาในยุคปัจจุบัน ให้ความสำคัญกับทุนทางวัฒนธรรมมากขึ้น โดยเห็นว่า การใช้ประโยชน์จากทุนทางวัฒนธรรม เป็นคุณค่าที่ช่วยให้สังคมดำรงอยู่อย่างสมดุล พึ่งพาอาศัยกันในการผลิต และบริการ (ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์ และคนอื่นๆ, ๒๕๔๗) ดังนั้น ผู้วิจัยจึงได้ศึกษาความหมาย องค์ประกอบ และประเภทของทุนทางวัฒนธรรม เพื่อทำความเข้าใจ และนำไปใช้ประโยชน์ในการศึกษาทุนทางวัฒนธรรมของชุมชนลาดชะโด

ความหมายของทุนทางวัฒนธรรม

ทุนทางวัฒนธรรม (Cultural Capital) และ ทุนทางสังคม (Social Capital) เป็นคำสองคำที่แทบจะแยกออกจากกันไม่ได้ จึงมักใช้คู่กันเสมอ หรือบางครั้งใช้แทนกันก็มี โดยแนวคิดเรื่องทุนทางวัฒนธรรมนี้ มีพัฒนาการมาจากแนวคิดของ มาร์กซ์ (มปป. อ้างถึงในกาญจนา แก้วเทพ และสมสุข หินวิมาน, ๒๕๕๑, หน้า ๖๙-๗๐) ที่ว่า ทรัพย์สิน เงิน ทอง จะแปรสภาพไปเป็นทุน เมื่อเข้าสู่กระบวนการผลิต และทำให้เกิดมูลค่าส่วนเกิน หรือกำไร ซึ่งต่อมา นักคิดที่ได้รับอิทธิพลทางความคิดของมาร์กซ์ ได้เพิ่มมิติของการให้ความหมายในเรื่องทุน และการประยุกต์ศึกษาปรากฏการณ์ทางสังคม หรือศึกษาองค์การในประเด็นที่หลากหลาย เช่น แนวคิดเรื่องทุนทางการเงิน (Financial Capital) ที่พูดถึงบทบาททางเศรษฐกิจ ที่มีต่อพลังการผลิต ทุนประเภทอื่นไปสู่การเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตและการค้า

John Story ซึ่งเป็นนักวิชาการด้านวัฒนธรรมศึกษา มีความเห็นว่า ทุนทางวัฒนธรรม เป็นการสะสมความรู้ ความคุ้นเคย และความรู้สึกของแต่ละบุคคลในเรื่องภูมิหลังของครอบครัว การศึกษาสถานภาพทางสังคม ทุนทางวัฒนธรรมของแต่ละบุคคล จะมีอิทธิพลต่อการรับรู้วัฒนธรรมที่ครอบงำ หรืออำนาจที่มีอิทธิพลในสังคม ดังนั้น ทุนทางวัฒนธรรม จึงหมายถึงทุนที่มิใช่ทรัพย์สิน เงินทอง แต่เป็นทุนที่เป็นความรู้ ภูมิปัญญา ถ่ายทอดต่อๆกันมา ทั้งในระบบครอบครัวและระบบการศึกษา โดยทุนทางวัฒนธรรม จะมีส่วนสนับสนุนทุนทางเศรษฐกิจ ช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ ทั้งนี้ กรมส่งเสริมวัฒนธรรมของกระทรวงวัฒนธรรม ให้นิยามว่า ทุนทางวัฒนธรรม คือ มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติซึ่งกำหนดไว้มี ๗ สาขา คือ ๑) ภาษา ๒) วรรณกรรมพื้นบ้าน ๓) ศิลปะการแสดง ๔) แนวทางปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรม และงานเทศกาล ๕)งานช่างฝีมือดั้งเดิม ๖) ความรู้และแนวปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล และ ๗) กีฬา ภูมิปัญญาไทย (อ้างใน สหวัฒน์ แน่นหนา, ม.ป.ป.) แต่สำหรับในงานวิจัยนี้ ผู้วิจัยแบ่งประเภทของทุนวัฒนธรรมตามที่ยูเนสโกจำแนกสาขาวัฒนธรรมเป็น ๕ สาขา คือ สาขาศิลปะ สาขามนุษยศาสตร์ สาขากีฬาและนันทนาการ สาขาช่างฝีมือ และสาขาคหกรรมศิลป์ มาเป็นกรอบในการรวบรวมทุนทางวัฒนธรรมของชุมชนลาดชะโด เนื่องจากพิจารณาเห็นว่ามีความชัดเจนง่ายต่อการทำความเข้าใจ

๔. แนวคิดเกี่ยวกับการท่องเที่ยว

เนื่องจากในปัจจุบัน กระแสการท่องเที่ยวในประเทศไทยเกิดการขยายตัวเป็นอย่างมาก มีการตั้งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่เกี่ยวกับการส่งเสริมสนับสนุน และพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การกีฬา การศึกษาด้านกีฬา นันทนาการ และราชการอื่นตามที่กฎหมายกำหนดให้อำนาจหน้าที่ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ การท่องเที่ยวประเภทหนึ่งที่ได้รับความนิยมคือการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ (การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, ๒๕๓๙) และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมซึ่งแนวคิดที่ถูกใช้ในแวดวงการท่องเที่ยวอย่างหลากหลายความหมาย บ้างก็หมายถึงโฮมสเตย์ บ้างก็หมายถึงการชมการแสดงแสงสีเสียงอลังการในโบราณสถานแห่งชาติ บ้างก็หมายถึงการชมการแสดงทางวัฒนธรรมบ้างก็หมายถึงการไปตลาดน้ำบ้างก็หมายถึงการไปเที่ยวหมู่บ้านชาวไทยภูเขาฯลฯ ไม่ว่าจะในความหมายใดก็ตามการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมกำลังได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวซึ่งทำให้องค์กรภาครัฐหลายองค์กรได้หันมาให้ความสำคัญในการใช้ทุนทางวัฒนธรรมของแต่ละชุมชนมาพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวขึ้น (โครงการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเกาะเกร็ด, www.m-culture.go.th)

กาญจนา แสงลิ้มสุวรรณ และศรันยา แสงลิ้มสุวรรณ (www.bu.ac.th) เสนอแนวความคิดในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงมรดกทางวัฒนธรรม ว่าการวางแผนการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงมรดกทางวัฒนธรรมเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ที่ต้องพัฒนาในประเทศไทย เพราะนอกจากการท่องเที่ยวจะเป็นอุตสากรรมหลักที่จะสร้างรายได้ให้กับประเทศแล้ว ยังก่อให้เกิดอาชีพอันสืบเนื่องมาจากการท่องเที่ยว เช่น การผลิตหัตกรรมพื้นฐาน รวมถึงการให้บริการด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหัวใจสำคัญในการวางแผนพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมให้มีการเติบโตอย่างยั่งยืน คือการรักษาสมดุลระหว่างการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม และการส่งเสริมพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ซึ่งจะสำเร็จได้ ต้องเกิดจากความร่วมมือจากภาครัฐ เอกชน องค์กรอิสระและชุมชน โดยขั้นตอนของการจัดการแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เพื่อนำไปสู่การพัฒนาท่องเที่ยวที่ยั่งยืนนั้น จะต้องประกอบด้วยการตลาดที่ตอบสนองความต้องการและสร้างความพึงพอใจให้นักท่องเที่ยว การวางแผนโครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม รวมถึงการวางแผนการใช้พื้นที่ การวางแผนการขนส่ง การประเมินผลกระทบและศักยภาพในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม รวมไปถึงการจัดการโครงสร้างองค์กรและการจัดการที่เหมาะสมต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว การจัดการแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โครงสร้างพื้นฐาน และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม พร้อมกับการอนุรักษ์และพัฒนาวัฒนธรรมให้ยั่งยืนในระยะยาว

ระเบียบวิธีวิจัย

๑. ขอบเขตของการวิจัย

๑.๑ ขอบเขตด้านเนื้อหา

กำหนดเนื้อหาที่จะศึกษาออกเป็น ๓ ประเด็นหลัก ดังนี้

๑.๑.๑ ประวัติของตลาดชุมชน เพื่อให้สามารถมองเห็นภาพของการเริ่มต้นการเป็นตลาดว่าเกิดขึ้นด้วยปัจจัยและเงื่อนไขใด

๑.๑.๒ ประเภทและที่มาของสินค้าภายในตลาดลาดชะโด เพื่อใช้อธิบายภาพรวมของระบบเศรษฐกิจของชุมชนในอดีต และปัจจุบัน

๑.๑.๓ ทุนทางวัฒนธรรมของชุมชนลาดชะโด เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการนำเสนอแนวทางการพัฒนาตลาดลาดชะโด ภายใต้ทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่

๑.๒ วิธีวิจัย

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเพื่อพัฒนา (Research and Development) ในมุมมองของมิติทางวัฒนธรรม ผู้วิจัยเลือกใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) มาใช้ในการตอบคำถามการวิจัยว่า ตลาดลาดชะโดมีประวัติความเป็นมาอย่างไร และ แนวทางการพัฒนาตลาดลาดชะโด ให้เป็นตลาดมีชีวิต และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจเป็นอย่างไร

๑.๓ ระยะเวลา

ดำเนินการระหว่างเดือนตุลาคม ๒๕๕๕ – ธันวาคม ๒๕๕๗

๑.๔ พื้นที่

ดำเนินการ ณ ตลาดลาดชะโด และชุมชนลาดชะโด อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

๑.๕ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ แบ่งเป็น ๔ กลุ่ม คือ

๑.๕.๑ กลุ่มผู้นำชุมชน ได้แก่ กำนัน หรือผู้ใหญ่บ้าน ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

๑.๕.๒ กลุ่มผู้รู้ หรือผู้อาวุโสที่อยู่ในตลาด หรือหมู่บ้านใกล้เคียง ที่เห็นพัฒนาการของตลาดลาดชะโด

๑.๕.๓ พ่อค้าหรือแม่ค้าภายในตลาดลาดชะโด

๒. วิธีดำเนินการวิจัย

๒.๑ เครื่องมือและเทคนิคที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่

๒.๑.๒ แนวคำถามเพื่อการสัมภาษณ์ (interview guide)

๒.๑.๓ การสังเกต (observation) โดยใช้การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม (non-participant) ทุกๆ ครั้งที่เข้าสู่พื้นที่วิจัย

๒.๑.๔ แบบบันทึกในสนาม (Field Note) ผู้วิจัยจึงสร้างแบบบันทึกในสนาม (Field Note) ขึ้นเพื่อบันทึกข้อมูลต่างๆ ซึ่งได้จากการสัมภาษณ์และการสังเกต

๒.๑.๕ เครื่องมือช่วยในการรวบรวมข้อมูล ได้แก่ กล้องถ่ายรูป และเครื่องบันทึกเสียงระบบดิจิตอล

กรอบแนวคิดในการวิจัย

002

 

สรุปและอภิปรายผลการวิจัย

ผลการวิจัย

๑.ประวัติตลาดลาดชะโดโดยสังเขป

จากการศึกษาประวัติของตลาดลาดชะโด โดยใช้วิธีการศึกษาจากการสัมภาษณ์ผู้รู้ตามแนวทางการศึกษาประวัติศาสตร์บอกเล่า และศึกษาจากเอกสารพบว่า ตลาดลาดชะโดมีอายุประมาณ ๑๐๐ ปี เดิมตลาดลาดชะโดเป็นตลาดเรือนแพลักษณะแยกเป็นห้องๆ หลังคาเป็นแบบทรงไทย ที่จอดเรียงรายในคลองลาดชะโด สินค้าที่ขายในร้านค้าเรือนแพจึงได้แก่ น้ำมันที่ใช้สำหรับเติมเครื่องเรือ เติมตะเกียง สินค้าอุปโภค บริโภคอื่นๆ

ในช่วงหน้าน้ำ ตลาดลาดชะโดจะมีลักษณะเป็นตลาดเรือ เพราะลูกค้าส่วนใหญ่จะพายเรือมาซื้อของกันแต่เช้ามืด ส่วนหน้าแล้ง ร้านค้าจะพากันอพยพจากแพขึ้นมาตั้งขายบนบกทำเป็นแผง มีหลังคา

ต่อมาราวปี พ.ศ. ๒๔๙๐ พ่อค้า แม่ค้าที่ค้าขายอยู่ในแพ ได้รวมตัวกันไปขออนุญาตใช้ที่ดินวัดดุสิตมัจฉา ที่อยู่ริมคลองถัดขึ้นไปจากแพที่ทำการค้าขึ้นมาประมาณ ๑๐๐ เมตร เพื่อสร้างเป็นตลาดบก ซึ่งจะทำให้การซื้อขายและการเดินทางไปทำบุญที่วัดสะดวกขึ้น ซึ่งเมื่อได้รับอนุญาตให้ใช้พื้นที่ของวัดสร้างตลาด ชาวแพจึงขยับขยายขึ้นมาสร้างห้องแถวเป็นตลาดบก ลักษณะของตลาดเป็นห้องแถวไม้หันหน้าเข้าหากัน เว้นทางเดินไว้ตรงกลาง มีจำนวนห้องประมาณ ๕๐ ห้อง ประกอบด้วย โรงภาพยนตร์ ร้านทอง โรงตีเหล็ก ตีเคียว ร้านถ่ายรูป ร้านอาหาร โรงฝิ่น โรงเหล้า โรงสี

สินค้าเด่นของตลาดลาดชะโด จึงได้แก่ ผลิตภัณฑ์จากปลาแล้ว ผลิตผลทางการเกษตรที่ชาวบ้านผลิตเอง และนำมาขาย ส่วนสินค้าอุปโภค บริโภคอื่นๆ เช่น สบู่ ยาสีฟัน ผงซักฟอก ผ้า เสื้อผ้า นั้น ส่งมาจากกรุงเทพฯ โดยทางเรือ กับอีกบางส่วนที่พ่อค้า แม่ค้านำบรรทุกเรือเอี้ยมจุ๊นมาขาย เช่น พริกแกง มะพร้าว ที่มาจากทางบางช้างและมหาชัย

ส่วนสินค้าที่ชาวลาดชะโดส่งไปขายที่กรุงเทพฯ ได้แก่ปลาที่หาได้จากคลองลาดชะโด บรรทุกเรือไปส่งที่สะพานปลา ซึ่งเลยท่าเตียนไปทางคลองหัวลำโพง

เมื่อกาลเวลาผ่านไป การพัฒนาเส้นทางคมนาคมทางบกขยายตัวขึ้น การคมนาคมทางน้ำหมดความสำคัญลง ตลาดลาดชะโดจึงค่อยๆ ซบเซาลง ร้านค้าทยอยปิดตัวลงเช่นเดียวกับตลาดชุมชนริมน้ำอื่นๆ

ภาพประกอบ ๒ ภายในตลาดลาดชะโด เป็นห้องแถวไม้ หันหน้าเข้าหากัน
ภาพประกอบ ๒ ภายในตลาดลาดชะโด เป็นห้องแถวไม้ หันหน้าเข้าหากัน
ภาพประกอบ ๓ ด้านหน้าตลาดด้านริมคลองลาดชะโดมองจากสะพานข้ามคลองลาดชะโด
ภาพประกอบ ๓ ด้านหน้าตลาดด้านริมคลองลาดชะโดมองจากสะพานข้ามคลองลาดชะโด

๒. ทุนทางวัฒนธรรมของชุมชนลาดชะโด

การศึกษาทุนทางวัฒนธรรมของชุมชนลาดชะโดเป็นการศึกษาเพื่อเสนอแนวทาง การพัฒนาตลาดลาดชะโดโดยใช้ทุนทางวัฒนธรรมเป็นตัวขับเคลื่อน พบว่า ชุมชนลาดชะโดมีทุนทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจใน ๓ สาขา คือ สาขาศิลปะ สาขามนุษยศาสตร์ และสาขาคหกรรมศิลป์

๒.๑ สาขาศิลปะ

ชุมชนลาดชะโดมีทุนทางวัฒนธรรม ในสาขาศิลปะที่เด่นชัด คือ ด้านสถาปัตยกรรม ซึ่งชาวชุมชนลาดชะโดได้ร่วมกันอนุรักษ์อาคารบ้านเรือนในชุมชน จนได้รับพระราชทานรางวัลอนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรมดีเด่น ประเภทชุมชนพื้นถิ่น คัดเลือกโดย สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๙ และอาคารเรียนไม้ใต้ถุนสูง รูปตัว E ที่สร้างขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ. ๒๕๐๓ ซึ่งเป็นอาคารที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ของ โรงเรียนวัดลาดชะโด (ประกาศวิทยาคาร) ซึ่งเป็นโรงเรียนประถมศึกษา ที่อยู่ติดกับตลาดลาดชะโด และวัดลาดชะโด

๒.๒ สาขามนุษยศาสตร์

ทุนวัฒนธรรมในสาขามนุษยศาสตร์นี้ ได้แก่ ขนบธรรมเนียม ประเพณี ปรัชญา ค่านิยม สังคม ซึ่งชุมชนลาดชะโด มีทุนวัฒนธรรมในสาขามนุษยศาสตร์ ที่น่าสนใจ คือ

๑) ประเพณีไหว้ศาลพ่อแก่พ่อศรีไพร ซึ่งเป็นพิธีกรรมที่จัดเป็นประจำปีทุกปี สืบทอดกันมานานกว่าร้อยปี โดยมีความเชื่อว่า ถ้าจะขอสิ่งใดให้สำเร็จจะต้องไปขอจากพ่อแก่ศรีไพรให้ช่วยเหลือ โดยจุดธูป ๑๖ ดอก บอกเล่าเปล่งวาจาหรืออธิษฐานจิตบอกกับพ่อแก่ศรีไพร ว่าถ้าสำเร็จตามสิ่งที่จะนำสิ่งของที่บอกเล่า หรือบนไว้ มาแก้บนกับพ่อแก่ศรีไพร การแก้บนจะทำได้ในช่วงเวลาออกพรรษาแล้ว คนที่มาร่วมพิธีจะเป็นลูกหลานของชาวบ้านลาดชะโด หรือคนที่เลื่อมใสศรัทธา ถึงแม้ว่าจะย้ายไปอยู่ ณ ที่แห่งใด เมื่อถึงประเพณีไหว้ศาลเจ้าพ่อแก่พ่อศรีไพร จะมาร่วมพิธีกันทุกคน ศาลเจ้าพ่อแก่พ่อศรีไพรสมัยโบราณจะใช้ที่นาของชาวบ้านเป็นที่ตั้งศาล ต่อมาย้ายขยับไปเรื่อยๆ ตามความเหมาะสม โดยการเชิญร่างทรงมาบอกว่าจะใช้สถานที่ใดเป็นที่ตั้งศาลถึงจะเหมาะสม ปัจจุบันขอใช้สถานที่ของทางราชการเป็นที่ตั้งศาล สถานที่ตั้งศาลเจ้าพ่อแก่พ่อศรีไพร ตั้งอยู่ริมถนนผักไห่-ลาดชะโด หมู่ที่ ๕ ตำบลหนองน้ำใหญ่

๒) ประเพณีแห่เทียนพรรษาทางน้ำลาดชะโดเป็นชุมชนที่อยู่ริมน้ำ ซึ่งในนอดีตชาวลาดชะโด แห่เทียนพรรษาทางน้ำมาตลอด โดยใช้คลองลาดชะโดเป็นเส้นทางในการแห่เทียนผ่านบ้านเรือน ผ่านตลาดลาดชะโด จนกระทั่งถึงวัดลาดชะโด แต่ต่อมาราวปีพ.ศ. ๒๕๒๒-๒๕๒๙ ได้มีการสร้างถนนสาย ลาดชะโด – ผักไห่ ขึ้น ตลาดลาดชะโดเริ่มซบเซาลง ชาวบ้านก็เริ่มหันมาใช้รถแทนเรือ ประเพณีแห่เทียนพรรษา ก็เริ่มเลือนหายไป ชาวบ้านหันมาใช้ทางบกในการแห่เทียนพรรษาแทน

ต่อมา ในปี พ.ศ. ๒๕๕๒ นายเกรียงศักดิ์ พิมพ์พันธุ์ดี นายกเทศมนตรีตำบลลาดชะโด มีแนวคิดในการฟื้นฟูประเพณีการแห่เทียนพรรษาทางน้ำ จึงได้ประสานงานความร่วมมือกันระหว่าง เทศบาลตำบลลาดชะโด ชาวตลาดลาดชะโด และชาวบ้านลาดชะโด จัดงานประเพณีแห่เทียนพรรษาทางน้ำขึ้นมาอีกครั้ง โดยได้รับการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานพระนครศรีอยุธยา

ภาพประกอบ ๔ การแห่เทียนพรรษาทางน้ำในปัจจุบัน
ภาพประกอบ ๔ การแห่เทียนพรรษาทางน้ำในปัจจุบัน

๓) ศาลเจ้าลาดชะโด เนื่องจากคนในชุมชนตลาดลาดชะโดโดยส่วนใหญ่เป็นคนเชื้อสายจีนจึงมีศาลเจ้าประจำตลาด ซึ่งแต่เดิมนั้นประวัติการเกิดศาลเจ้านั้นมาจากความเชื่อในสมัยที่มีการขุดคลองลาดชะโดนั้น หลังจากขุดเสร็จสิ้นมักเกิดเหตุเพลิงไหม้อยู่เสมอๆ ชาวชุมชนจึงได้เชิญซินแสชาวจีนมาดูเพื่อหาสาเหตุ ได้ความว่าจะต้องสร้างศาลเจ้าขึ้นริมน้ำเพื่อไม่ให้เกิดเหตุขึ้นอีก ซินแซได้บอกว่าคลองขุดที่ตัดตรงจากลาดชะโดไปออกแม่น้ำน้อย ที่บริเวณหน้าวัดชีโพน อำเภอ ผักไห่ ระยะทางประมาณ ๕ กิโลเมตรนั้น คล้ายเป็นปล่องไฟตรงมาหมู่บ้านลาดชะโด ดังนั้นจึงได้มีก่อสร้างศาลเจ้าเป็นอาคารไม้ขึ้นที่ฝั่งตรงข้ามอยู่เยื้องกับตลาด และได้ทำการอัญเชิญเทพเจ้า โดยการอัญเชิญควันธูป มาจากศาลเจ้าใหญ่ในจังหวัดสุพรรณบุรี ตั้งแต่นั้นมา ก็ไม่เคยเกิดเพลิงไหม้ขนาดใหญ่ในเขตพื้นที่ลาดชะโดอีกเลย

แต่เนื่องจากศาลเจ้าริมน้ำมักจะใช้ประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อไม่ได้ในช่วงเวลาน้ำท่วม รวมถึงความไม่สะดวกในการเดินทาง สมาชิกชุมชนตลาดลาดชะโดจึงได้ร่วมกันสร้างศาลเจ้าขึ้นอีกแห่งอยู่ติดกับตัวตลาด ศาลเจ้าลาดชะโดแห่งใหม่นี้ใช้จัดงานหรือประกอบกิจกรรมของชุมชน อาทิ งานงิ้วซึ่งจัดเป็นประจำทุกปี และใช้เป็นพื้นที่ออกกำลังกายเต้นแอโรบิกอีกด้วย หากมีการไหว้เจ้าหรือประกอบพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับศาลเจ้า จะมีตัวแทนไปอัญเชิญควันธูปมาจากศาลริมคลอง แล้วจึงอัญเชิญกลับเมื่อการประกอบพิธีเสร็จสิ้น

๒.๓ สาขาคหกรรมศิลป์

ชาวลาดชะโดมีภูมิปัญญาและความสามารถในการประกอบอาหารหลายอย่าง โดยเฉพาะอาหารที่ทำจากปลาและพืชผักพื้นถิ่น เช่น ปลารมควัน ปลากระดี่วง แกงบอน แกงขี้เหล็ก ขนมดอกโสน นอกจากนี้ยังมีการทำนากระจับ ซึ่งเป็นพืชน้ำพื้นถิ่นอีกด้วย

ภาพประกอบ ๕ ภูมิปัญญาและความสามารถในการประกอบอาหาร

ภาพประกอบ ๕ ภูมิปัญญาและความสามารถในการประกอบอาหาร

แนวทางการพัฒนาตลาดลาดชะโด ให้เป็นตลาดมีชีวิต และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

จากการศึกษาประวัติและทุนทางวัฒนธรรมของชุมชนลาดชะโด ผู้วิจัยได้เสนอแนวทางในการพัฒนาตลาดลาดชะโดไว้ดังนี้

๑.การพัฒนาโดยใช้กระบวนการการมีส่วนร่วม

ผู้วิจัย ร่วมกับคณะกรรมการพัฒนาตลาดลาดชะโด ได้ร่วมกันไปศึกษาดูงาน และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์การพัฒนาตลาด ที่ตลาดสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๕๖ ได้ข้อสรุปที่เป็นแนวปฏิบัติว่าความสำเร็จของการพัฒนาตลาดสามชุก เกิดจากคนใน ได้แก่ พ่อค้า แม่ค้าในตลาดสามชุก ส่วนนักวิชาการ ภาครัฐ เป็นองค์ประกอบที่จะช่วยหนุนเสริม ดังนั้น คณะกรรมการพัฒนาตลาดลาดชะโด และเทศบาลตำบลลาดชะโดจึงควรมีการร่วมกันหารือ และกำหนดภาพอนาคตของตลาดลาดชะโดร่วมกัน เพื่อใช้เป็นเป้าหมายหลักของการพัฒนา แล้วจึงแสวงหาแนวทางในการทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ทั้งนี้ในการทำงานตามแนวทางที่กำหนด จะต้องมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง หมั่นพูดคุย ให้กำลังใจกันอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับตลาดอื่นๆ

๒.การส่งเสริมให้ตลาดลาดชะโดเป็นแหล่งเรียนรู้

การจัดให้ตลาดเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านวัฒนธรรม เช่น ประสานกับสถานศึกษา ในการมอบหมายให้นักเรียน ได้สืบค้นประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมดั้งเดิม เรื่องเล่าพื้นบ้าน ความเชื่อของชาวตลาด สูตรอาหารสร้างชื่อของตลาด สร้างเป็นหลักสูตรท้องถิ่น ซึ่งจะส่งผลให้เด็กและเยาวชน รู้ประวัติความเป็นมา รากเหง้าของตนเอง ร่วมสืบสานวัฒนธรรมพื้นถิ่นของตนเอง โดยผ่านกระบวนการสืบทอดวัฒนธรรมจากรุ่นสู่รุ่น นอกจากนี้ การจัดกิจกรรมต่างๆภายในตลาดลาดชะโด เช่น การประกวดวาดภาพ การประกวดภาพถ่าย การแสดงของเด็กๆ เป็นต้น อย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้ตลาดลาดชะโด เป็นตลาดที่มีชีวิตชีวา โดยเฉพาะกิจกรรมสำหรับเด็ก เพราะเมื่อเด็กมาร่วมกิจกรรม พ่อ แม่ ผู้ปกครองก็จะตามมาด้วย เด็ก๑ คน อย่างน้อยจะมีผู้ปกครองมาด้วย ๑ คน เมื่อมีคนเข้ามาร่วมกิจกรรมมาก โอกาสที่จะขายสินค้าได้ก็จะเพิ่มขึ้นด้วย

๓.การส่งเสริมการท่องเที่ยวในตลาดลาดชะโดและพื้นที่ใกล้เคียง

จากการสำรวจชุมชนลาดชะโด โดยการนั่งเรือไปตามลำคลองลาดชะโด พบว่า ศักยภาพในการดำรงรูปแบบสถาปัตยกรรม จนได้รับพระราชทานรางวัลอนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรมดีเด่น ประเภทชุมชนพื้นถิ่น และรูปแบบวิถีชีวิตริมคลองลาดชะโด น่าจะเป็นอีกจุดเด่นหนึ่งที่หากมีการประชาสัมพันธ์อย่างจริงจัง ต่อเนื่อง จะช่วยกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวที่ตลาดลาดชะโดเพิ่มขึ้น ซึ่งเทศบาลตำบลลาดชะโดเองมีการจัดเรือสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีความประสงค์จะเยี่ยมชมวิถีชีวิตริมคลองลาดชะโดอยู่แล้ว สำหรับกิจกรรมแห่เทียนพรรษาทางน้ำนั้น ถือเป็นกิจกรรมหลักที่ทำให้ชื่อของตลาดลาดชะโดติดหูนักท่องเที่ยว และนับเป็นความสำเร็จในการสร้างชื่อเสียง เป็นทางเลือกสำหรับนักท่องเที่ยว โดยคณะผู้วิจัยได้มีโอกาสไปเข้าร่วมกิจกรรมการแห่เทียนพรรษาทางน้ำที่จัดโดยเทศบาลตำบลลาดชะโด ร่วมกับการท่องเที่ยวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบว่า ในวันงาน มีปริมาณการซื้อ ขายสูงมาก ภายในตลาดคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยว แต่เป็นเพียงวันเดียวในรอบปี ดังนั้น ข้อเสนอในเรื่องของการดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่องข้างต้น น่าจะเป็นทางออกของการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในตลาดลาดชะโดวิธีหนึ่ง

นอกจากนี้ ชุมชนลาดชะโดยังมีความพร้อมในการจัดการท่องเที่ยวแบบพักค้าง เนื่องจากมีบ้านที่จัดเป็นที่พักแบบโฮมสเตย์ ทั้งที่ตลาด และบ้านริมน้ำในชุมชนลาดชะโด รวมถึงเรือนแพที่จอดอยู่หน้าตลาดอีกด้วย

๔.การพัฒนาผลิตภัณฑ์และสินค้าภายในตลาดลาดชะโด

การค้าภายในตลาดลาดชะโด แบ่งออกเป็น ๒ ส่วน คือ ส่วนที่ทำการค้าโดยเปิดค้าขายเป็นประจำตามปกติทุกวัน ขายของชำ เครื่องสังฆภัณฑ์ และเครื่องใช้ภายในบ้าน และ ส่วนที่ค้าขายเฉพาะวันหยุด เสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เน้นหนักการขายอาหาร โดยผู้วิจัยมองเห็นว่าเป็นโอกาสในการพัฒนาตลาดลาดชะโด และเศรษฐกิจของชาวชุมชนลาดชะโด คือการพัฒนาฝีมือด้านการทำอาหารทั้งอาหารหวานและอาหารคาว ที่เป็นอาหารพื้นถิ่นของคนลาดชะโด ให้มีความหลากหลาย โดยเน้นการผลิตจากคนลาดชะโด ขายโดยคนลาดชะโด ไม่ใช่สินค้าจากท้องที่อื่น ขายโดยพ่อค้า-แม่ค้า ต่างถิ่น

อภิปรายผล

จากการศึกษาประวัติความเป็นมาของตลาดลาดชะโด และทุนทางวัฒนธรรมในชุมชนลาดชะโด ในครั้งนี้ มีประเด็นที่ควรนำมาอภิปราย ดังนี้

๑. การปรับตัวของตลาดชุมชน

จากการศึกษาประวัติของตลาดชุมชนลาดชะโด มาจนถึงสภาพปัจจุบันของตลาดลาดชะโด ทำให้เห็นพัฒนาการของตลาด ซึ่งพบว่าตลาดลาดชะโดมีความพยายามในการปรับตัวให้เข้ากับกระแสขอบริบททาง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม โดยการสร้างจุดขายของความเป็นตลาดเก่าอยู่ในที่ตั้งที่ยังมีความเป็นชุมชน ชนบทภาคกลาง ให้ผู้คนได้เข้ามาท่องเที่ยว ซึมซับความเป็นชนบทไทย และการรื้อฟื้นประเพณีแห่เทียนพรรษาทางน้ำ ขึ้นมาเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวในห้วงระยะเวลาที่กระแสการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมกำลังได้รับความนิยมอย่างในปัจจุบัน ซึ่งไบรอล (Biral) ได้ศึกษา เรื่อง วิธีการที่เป็นทางเลือกใหม่สำหรับการวิเคราะห์ตลาดค้าขายแบบดั้งเดิม โดยเขาได้ทำการศึกษากรณีของบาลิเคเซอร์ (Balikesir) ในการวิจัยครั้งนั้น ไบรอล ได้ชี้ให้เห็นถึงลักษณะที่เด่นที่สุดของตลาดค้าขายแบบดั้งเดิมว่า เป็นความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างของเมืองกับโครงสร้างทางสังคม แต่ในปัจจุบันตลาดค้าขายแบบดั้งเดิมเหล่านั้น กำลังถูกทำให้แปรสภาพไปเป็นศูนย์การค้าใหม่ๆ ย่านบ้านเมือง ดังนั้น ตลาดค้าขายที่อยู่ใจกลางเมืองมาแต่เดิมจึงถูกละเลยและสูญเสียคุณค่าที่เคยมีมา ในการเป็นสถานที่ที่ประชาชนได้มาพบปะกัน และอยู่ในสภาพที่เสื่อมโทรมลงเรื่อยๆ แลพผลการศึกษาพบว่า ลักษณะทางโครงสร้างของตลาดค้าขายแบบดั้งเดิม ได้สูญเสียความสำคัญที่เคยมีมาแต่เดิมไปเกือบจะสิ้นเชิง จนเกือบจะไม่มีใครมองเห็น การเปลี่ยนสถานที่ค้าขายให้เข้ากับลักษณะทางสังคม จะต้องเปลี่ยนให้เป็นไปตามลักษณะที่จะช่วยกระชับความสัมพันธ์ทางสังคม ระหว่างส่วนประกอบต่างๆ ที่มีอยู่ในสังคม ในการเปลี่ยนบริเวณตลาดค้าขายแบบดั้งเดิม ให้มีลักษณะแบบดั้งเดิมที่เคยมีมา โดยให้ตลาดสามารถช่วยสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมให้มากขึ้นนั้น จะต้องมีการจัดระบบถนนหนทาง (paths) และจัตุรัสหรือสี่แยกต่างๆ (nodes) ใหม่ ให้มีสภาพที่จะเดินพบปะกันได้ง่าย โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการกีดขวางทางจราจรของยวดยานพาหนะ จัดให้มีดุลยภาพระหว่างบริเวณที่จะซื้อขาย กับบริเวณที่ผู้คนจะมาพบปะกันทางสังคม (Gaye Biral, 2003 : 63-74)

ดังนั้น จึงเป็นประเด็นที่คณะกรรมการพัฒนาตลาดลาดชะโด เทศบาลตำบลลาดชะโดและชาวชุมชนลาดชะโดจะต้องขบคิดร่วมกันว่า กระบวนการในการปรับตัวของตลาดลาดชะโดในอนาคตจะเป็นอย่างไร เพื่อให้ตลาดและชุมชน ยังอยู่ได้ภายใต้บริบทของความเปลี่ยนแปลง

ทั้งนี้เบญจา จันทร ศึกษาแนวทางการพัฒนาตลาดดอนหวาย อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน พบว่าตลาดดอนหวายมีศักยภาพในการเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน เพราะมีความพร้อมด้านสิ่งอำนวยความสะดวกและความสามารถในการเข้าถึง มีการบริหารจัดการในรูปคณะกรรมการซึ่งเป็นคนท้องถิ่น และเสนอแนวทางในการพัฒนาตลาดดอนหวายว่าควรมีการพัฒนาใน ๓ ด้าน คือ ๑) ด้านสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นสูง ควรเพิ่มสิ่งที่ยังไม่เพียงพอให้กับนักท่องเที่ยว ๒) ด้านบุคลากร ควรมีการจัดการอบรมประชาชนในท้องถิ่นให้มีความรู้ด้านการบริหารจัดการ การให้บริการ และการต้อนรับนักท่องเที่ยว และ ๓) ด้านความพร้อมของชุมชน ในการดูแลสิ่งแวดล้อมให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสมกับการเป็นแหล่งท่องเที่ยว

๒.การใช้ทุนทางวัฒนธรรมในการพัฒนา

จากการลงพื้นที่วิจัย ได้มีโอกาสได้รับรู้ประวัติศาสตร์ของตลาดลาดชะโดและทุนทางวัฒนธรรมในชุมชนลาดชะโด พบว่าตลาดลาดชะโดมีทุนทางวัฒนธรรมค่อนข้างสูง หากมีการบริหารจัดการที่เหมาะสม จะสามารถนำตลาดและชุมชนลาดชะโดไปสู่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ซึ่งพรศิริ กองนวลและคณะ วิจัยเรื่อง “การจัดการความรู้การอนุรักษ์ทรัพยากรการท่องเที่ยวตลาดคลองสวน ๑๐๐ ปี จังหวัดสมุทรปราการ” พบว่า ทรัพยากรการท่องเที่ยวตลาดคลองสวน ๑๐๐ ปี จังหวัดสมุทรปราการ แบ่งได้เป็น ๓ ประเภท คือ ๑) ทรัพยากรการท่องเที่ยวธรรมชาติ ๒) ทรัพยากรประวัติศาสตร์ โบราณสถาน โบราณวัตถุและศาสนา ๓) ทรัพยากรวัฒนธรรมประเพณี เทศกาลปรากฏการณ์สำคัญ โดยมีกิจกรรมการท่องเที่ยวที่สำคัญ คือ เทศกาลและปรากฏการณ์สำคัญ อาหาร ของฝากของที่ระลึก และการเดินชมตลาดและบริการเรือชมวิถีชีวิต สำหรับองค์ประกอบในการอนุรักษ์ทรัพยากรการท่องเที่ยวที่สำคัญคือ เทศบาลตำบลคลองสวน ที่ให้การสนับสนุน ส่งเสริม ในรูปแบบต่างๆ มีระบบการจัดการที่ดี มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ประชาชน มีความตระหนัก และภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของตลาดคลองสวนร้อยปี และนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวในกลุ่มท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

๓. กระบวนการมีส่วนร่วมของชาวลาดชะโด

การพัฒนาที่จะเกิดผลดี ควรเป็นการพัฒนาที่เกิดจากกระบวนการมีส่วนร่วมของสมาชิกตลาดและชุมชนลาดชะโด ซึ่งจะเป็นแรงเกาะเกี่ยวภายในชุมชน และมีอิสระที่จะคิดหาแนวทางไปสู่อนาคตที่ชุมชนคาดหวัง ซึ่งเรื่องของกระบวนการมีส่วนร่วมนี้ สักรินทร์ แซ่ภู่ ณัฐวุฒิ อัศวโกวิทย์วงศ์ และมนต์ทวี จิระวัฒน์ทวี ที่ศึกษาเรื่อง “กระบวนการขับเคลื่อนโดยชุมชนท้องถิ่นในมิติของการอนุรักษ์ ประวัติศาสตร์ : กรณีย่านตลาดร้อยปีสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี” (๒๕๕๐, หน้า ๙-๘๕) ซึ่งพบว่า กลไกที่เอื้อให้เกิดการตัดสินใจต่อแนวทางการอนุรักษ์และฟื้นฟูย่านตลาดคือ การร่วมมือกันของสมาชิกในชุมชน และความร่วมมือของหลายๆฝ่ายทั้งชุมชน หน่วยงานรัฐท้องถิ่น หน่วยงานระดับจังหวัด และภาคีความร่วมมืออื่นๆ และทุกฝ่ายสามารถตรวจสอบกันได้

ข้อเสนอแนะ

จากผลการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะใน ๒ ประเด็น คือ

๑. ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์

๒. ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป

๑. ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์

จากผลการวิจัยทำให้ได้แนวทางในการพัฒนาตลาดชุมชนลาดชะโด ให้เป็นตลาดมีชีวิตและมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ดังนี้

๑.๑ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ควรมีการกำหนดนโยบายและจัดสรรงบประมาณที่จะเข้าไปหนุนเสริมการพัฒนาตลาด ทั้งด้านการประกอบอาชีพ การประชาสัมพันธ์ และช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างเป็นเนื้อเดียวกับชาวตลาด

๑.๒ สถานศึกษา ควรส่งเสริมให้มีการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ทั้งในแนวประวัติศาสตร์บอกเล่า และการสืบค้นจากเอกสาร จัดทำเป็นหลักสูตรท้องถิ่น

๑.๓ หน่วยงานด้านการท่องเที่ยวควรเข้ามาให้ความรู้ และสนับสนุนการให้บริการด้านการท่องเที่ยว รวมถึงการจัดการท่องเที่ยวในเชิงอนุรักษ์ และเป็นพี่เลี้ยงให้กับชาวตลาด รวมถึงการจัดฝึกอบรมให้เด็กและเยาวชนสามารถเป็นผู้นำชมได้

๒. ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป

 ควรมีการทำวิจัยในพื้นที่ตลาดและชุมชนลาดชะโดอีกครั้ง หลังจากการพัฒนาตลาดโดยแนวทางการพัฒนาที่นำเสนอในงานวิจัยนี้ เพื่อศึกษาความเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจของคนในชุมชนลาดชะโด

บรรณานุกรม

กาญจนา แก้วเทพ.  (๒๕๓๘).  การพัฒนาแนววัฒนธรรมชุมชน: โดยถือมนุษย์เป็นศูนย์กลาง.  กรุงเทพฯ: สภาคาทอลิกแห่งประเทศไทยเพื่อการพัฒนา.

กาญจนา แสงลิ้มสุวรรณ และศรันยา แสงลิ้มสุวรรณ.  (๒๕๕๗).  การท่องเที่ยวเชิงมรดกวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน.  ค้นเมื่อ  ๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๗ จาก www.bu.ac.th/ knowledgecenter/executive_journal/oct _dec_12/pdf/aw๐19.pdf>

ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์ และคนอื่นๆ.  (๒๕๕๗).  การสํารวจสถานะองค์ความรู้และแนวทางการพัฒนาทุนวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์: รายงานความก้าวหน้าการวิจัย ครั้งที่ ๑.  พิษณุโลก: คณะวิทยาการจัดการและสารสนเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร.

เทศบาลตำบลลาดชะโด.  (๒๕๕๕).  ประวัติตลาดลาดชะโด.  ค้นเมื่อ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๕, จาก www.nmt. or.th/ayutthaya/latchado/Lists/List35/AllItems.aspx

เบญจา จันทร.  (๒๕๔๕).  แนวทางการพัฒนาตลาดดอนหวายอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน.  (การศึกษาค้นคว้าแบบอิสระ ศศ.ม.).  เชียงใหม่: มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

พระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตฺโต).  (๒๕๓๖).  ตัวอย่างข้อเขียนที่น่าสนใจของพระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมกับการพัฒนา.  คณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร พิมพ์เผยแพร่เนื่องในโอกาสการ ประชุมสมัชชาศิลปวัฒนธรรมไทย เรื่อง “ทิศทางศิลปะและวัฒนธรรมไทย” วันที่ ๑๖ – ๑๗ สิงหาคม ๒๕๓๖ ณ ห้องประชุมรัฐสภา.

ภัคพัฒน์ ทิพยประไพ.  (๒๕๔๐).  แนวคิดวิถีการผลิตแบบเอเชียกับการอธิบายหมู่บ้านไทย.  กรุงเทพฯ: บริษัทคอมแพคท์พริ้นท์ จำกัด.

ยศ สันตสมบัติ.  (๒๕๔๐).  มนุษย์กับวัฒนธรรม.  (พิมพ์ครั้งที่ ๒).  กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

สักรินทร์ แซ่ภู่, ณัฐวุฒิ อัศวโกวิทวงศ์ และมนต์ทวี จิระวัฒน์ทวี.   ย่านตลาด ๑๐๐ ปีสามชุกกับกลไกชุมชนในมิติการอนุรักษ์.  โครงการปฏิบัติการชุมชนและเมืองน่าอยู่ มูลนิธิชุมชนไทย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์กรมหาชน).

สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา.  (๒๕๕๕).  สืบค้นเมื่อ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๕ จาก ayutthaya.mots.go.th/index.php?lay=show&ac=article&Id=53882870&Ntype=2

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนนทบุรี.  (๒๕๕๗).  สืบค้นเมื่อ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๗.  http://www.m-culture.go.th/ ewtadmin/ewt/nonthaburi/ ewt_news.php?nid=101&filename=index

สำราญ ผลดี.  ศิลปวัฒนธรรม.  จาก www.thonburi-u.ac.th/ce/artandculture.doc>

Jiang Shixue. (2008).  Cultural Factors and Economic Performance in East Asia and Latin America. From  orpheus.ucsd.edu/las/ studies/ pdfs/jiang.pdf

Story, John.  (1999).  Cultural Consumption and Everyday Life.  London: Aruold.

Gaye Biral.  (2008).  An Alternative Approch for Analysis of Traditional Shopping Spaces and a  Case Study on Balikesir. From www.trakya.edu.tr/Enstituler/FenBilimleri /fenbilderi/index.php

 

วารสารวิชาการอยุธยาศึกษาออนไลน์

บทความนี้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการอยุธยาศึกษา ปีที่ ๘ ฉบับที่ ๑ / ๒๕๕๙ อ่านฉบับเต็มได้ที่ https://goo.gl/fNT6Vi

รับพิจารณาบทความเพื่อตีพิมพ์ในวารสารวิชาการอยุธยาศึกษา ศึกษารายละเอียดได้ใน http://jas.aru.ac.th/?page_id=2581

 

 

Leave a Comment

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติ HTML เหล่านี้ได้: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>