อุณาโลมตามความเชื่อทางพุทธ ฮินดูและจีน

บทความสารคดี

อุณาโลมตามความเชื่อทางพุทธ ฮินดูและจีน

โดย ชนิกานต์ ผลเจริญ
รองผู้อำนวยการสถาบันอยุธยาศึกษา

ผู้เขียนมีความสนใจเรื่องอุณาโลมพระพุทธรูปมาตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นนักเรียนเพราะได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการโจรกรรมพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ รวมไปถึงการค้าชิ้นส่วนพระพุทธรูป โดยเฉพาะการขโมยอัญมณีจากกลางพระนลาฏ (หน้าผาก) ของพระพุทธรูปหลายแห่ง ความสนใจของผู้เขียนนี้ได้รับการกระตุ้นอีกครั้ง เมื่อได้รับของขวัญวันขึ้นปีใหม่ ๒๕๕๓ เป็นเข็มกลัดที่ระลึกสัญลักษณ์อุณาโลมของหลวงพ่อโต หรือพระพุทธไตรรัตนนายก วัดพนัญเชิงวรวิหาร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สืบเนื่องจากทางวัดได้บูรณะปิดทององค์หลวงพ่อโตรวมทั้งบูรณะอุณาโลมมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ และเมื่อวันเสาร์ที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฏราชกุมาร ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงอัญเชิญพระอุณาโลมประดิษฐานที่พระนลาฏของหลวงพ่อพระพุทธไตรรัตนนายกหลังจากทำการบูรณะเสร็จสมบูรณ์

พระอุณาโลมทองคำประดับพลอยสี ประดับพระนลาฏของพระพุทธไตรรัตนนายก.  จาก plus.google.com
พระอุณาโลมทองคำประดับพลอยสี ประดับพระนลาฏของพระพุทธไตรรัตนนายก. จาก plus.google.com

จากพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ๗ ลักขณสูตร (๓๐) ได้กล่าวถึงมหาปุริสลักษณะเรียงลำดับไว้ทั้ง ๓๒ ประการ ซึ่งมหาปุริสลักษณะ ลำดับที่ ๓๑. คือมีพระอุณาโลมบังเกิด ณ ระหว่างพระขนง มีสีขาวอ่อน ควรเปรียบด้วยนุ่นฯ (อ้างแล้ว, ๔๒๖-๔๒๗)

Wikipedia (๒๐๑๖) อธิบายว่า ในทางศิลปะวัฒนธรรมของพระพุทธศาสนา อุณาโลม หมายถึง วงกลมที่มีลักษณะคล้ายก้นหอย หรือจุดวงกลมที่อยู่บนหน้าผากของพระพุทธรูป แสดงถึงการตรัสรู้ เป็นสัญลักษณ์ของดวงตาที่สาม จุดที่เปิดให้เห็นโลกแห่งความทุกข์ของทุกสรรพสิ่ง ถือเป็นลักษณะสำคัญ ๑ ใน ๓๒ ประการของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดมผู้เป็นมหาบุรุษ อุณาโลมเป็นลักษณะลำดับที่ ๓๑ ของมหาบุรุษคือ อุณาโลมมีลักษณะเป็นจุดที่ส่องแสงสีขาวออกมาจากบริเวณระหว่างคิ้วทั้งสองข้าง อุณาโลมปรากฏอยู่บนงานปะติมากรรมตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๒ เป็นต้นมา  

อุณาโลมตามความเชื่อฮินดู

สรุปความจากเว็บไซด์ lotussculpture.com ชาวฮินดูเชื่อว่า ตาที่สามนี้เป็นของพระอิศวรหรือพระศิวะ เทพผู้สร้างและผู้ทำลาย ตาข้างขวาของพระศิวะเปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ ตาข้างซ้ายเปรียบเสมือนดวงจันทร์ ส่วนตาที่สาม เรียกว่า “ตรีโลจนะ” หรือ “ไตรยัมพก” เป็นดวงตาของความหยั่งรู้และญาณปัญญา เชื่อว่าพระศิวะสามารถใช้ตาที่สามมองเห็นมากกว่าสิ่งที่ปรากฏ และใช้คุ้มครองคนดีให้ปลอดภัยจากความชั่วร้าย

“นอกจากเป็นมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่แล้ว พระศิวะยังเป็นเจ้าแห่งขุนเขาและเจ้าแห่งโยคีผู้บำเพ็ญพรตทั้งปวง มีลักษณะเด่น คือมีพระเนตรที่สามหลับอยู่กลางพระนลาฏ หากลืมพระเนตรคราวใดก็จะบังเกิดเปลวไฟทำลายล้างสิ่งต่างๆ พระองค์มีพระเกศาเป็นทรงชฎามกุฏ มีพระจันทร์เสี้ยวประดับ มักแต่งองค์แบบฤษี” (อรุณศักดิ์ กิ่งมณี, ๒๕๕๕ : ๗๖)

หลวงพ่อโต วัดพนัญเชิง  บันทึกภาพเมื่อ ๒๓ เมษายน ๒๕๕๖
หลวงพ่อโต วัดพนัญเชิง
บันทึกภาพเมื่อ ๒๓ เมษายน ๒๕๕๖
พระศิวะ บันทึกภาพจากงานวัดแขก (สีลม) เมื่อ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๕๘
พระศิวะ บันทึกภาพจากงานวัดแขก (สีลม) เมื่อ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๕๘

ประเพณีฮินดูยังเชื่อว่าตาที่สามนี้คือ อัจนะ หรือจักระตำแหน่งที่ ๖ ของร่างกายมนุษย์ที่เปิดความคิดที่ทรงพลัง ช่วยให้มนุษย์มีความสามารถสื่อสารกับโลก รับข้อมูลข่าวสารจากอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ตาที่สามนี้มีบริเวณตั้งแต่ระหว่างคิ้วไปจนถึงกึ่งกลางหน้าผาก ตาที่สามไม่ได้อยู่เพียงแค่บนหน้าผากเท่านั้น แต่อยู่ลึกเข้าไปถึงต่อมพิทูอิตารี และอัจนะยังเกี่ยวข้องกับต่อมไพนีลอีกด้วย ดวงตาที่สามนี้เป็นช่องทางของพลังอำนาจที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในสมองของมนุษย์ (Wikipedia, ๒๐๑๖) ดังนั้นชาวฮินดูจึงได้รับการแต้มจุดบริเวณกึ่งกลางหน้าผากอยู่บ่อยครั้ง ตามคติฮินดู สตรีที่แต่งงานแล้วจะแต้มสีแดงที่อาจทำมาจากชาด รากไม้ หรือมูลโคไว้ที่หน้าผากเพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าแต่งงานแล้ว จุดแดงนี้เรียกว่า “พินทิ” มาจากคำว่า “พินทุ” ที่แปลว่าจุด ชาวฮินดูไม่ได้รังเกียจมูลโคแต่ถือว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์ เพราะถือว่าโคเป็นพาหนะของพระศิวะ หรืออีกกรณีหนึ่งไม่ว่าใครก็ตามที่เข้าไปสักการะเทวาลัยก็จะได้รับการแต้มจุดแดงนี้เช่นกัน ถ้าผู้ชายได้รับการแต้มจะเรียกจุดนี้ว่า “ติกะ”

อุณาโลมตามความเชื่อของจีน

ประเพณีดั้งเดิมของจีนเชื่อว่า ถ้าฝึกสมาธิร่วมกับพลังชี่กงโดยเพ่งจิตไปที่ตำแหน่งตาที่สามของร่างกายจะทำให้ผู้ฝึกสามารถเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพลังจักรวาลและยกระดับสมาธิได้ (Wikipedia, ๒๐๑๖) ลัทธิเต๋าเชื่อว่าตาที่สามนี้ตรงกับตำแหน่งจักระที่ ๖ ของร่างกายมนุษย์ เป็นศูนย์แห่งสมองส่วนหลัง ระบบประสาทส่วนกลาง ดวงตา และจมูก ซึ่งจุดกึ่งกลางตาที่สามนี้จะแบ่งร่างกายออกเป็นด้านซ้ายและขวาได้พอดี 

ชาวจีนนับถือเทพเจ้าสามตาหลายองค์ หนึ่งในนั้นคือ เทพเอ้อร์หลางหรือเอ้อหลางเสิน (Erlang Shen) ผู้เป็นเทพเจ้าแห่งความบริสุทธิ์ และความถูกต้อง ตำนานหนึ่งเล่าว่าเทพเอ้อร์หลางเป็นบุตรชายคนที่สองของหลี่ปิงผู้ปราบมังกรร้าย(เทพนที) ที่ออกมาอาละวาดลงได้ ในช่วงปลายสมัยราชวงศ์ถัง ชาวเมืองจึงสร้างศาลหลี่ปิง และศาลเอ้อร์หลางขึ้น (บริเวณอำเภอก้วนเซี่ยน มณฑลซื่อชวนในปัจจุบัน) (อู่ลี่ว์ชิง, ๒๕๕๔ : ๓๒-๓๔) อีกตำนานหนึ่งเชื่อว่าเทพเอ้อร์หลางเป็นเทพเจ้าจากต่างแดน เพราะเป็นบุตรชายคนที่สองของเทพเจ้าอินเดียองค์หนึ่ง ที่มีนามว่า “ผีซาเหมินเทียนหวัง” หรือเจ้าแห่งทิศอุดร(ท้าวเวสสุวัณ) ผู้เป็นเทพแห่งการรบ ถือเจดีย์ศักดิ์สิทธิ์ไว้ในมือ ตำนานจากสมัยราชวงศ์ถัง (รัชศกเทียนเป่า) ค.ศ.๗๔๒-๗๕๖ เล่าว่า ครั้งหนึ่งเมืองอันซี (บริเวณขู้เชอ มณฑล ซินเจียงในปัจจุบัน) ตกอยู่ในวงล้อมของทหาร ขณะที่ทัพของราชสำนักถังอยู่ไกล ไม่สามารถไปช่วยได้ ขณะที่พระจักรพรรดิทรงกังวลพระทัยอยู่นั้น ได้ปรากฏเทวดา ๒๐๐-๓๐๐ องค์  โดยมีเทพเอ้อร์หลางเป็นนายทัพออกมาช่วยเหลือ นับแต่นั้นมาจึงมีศาลบูชาเทพเอ้อร์หลางมากมายในประเทศจีน

อย่างไรก็ตามชาวจีนไม่ค่อยยอมรับความเชื่อเทพเจ้าจากต่างแดน จึงปรับแต่งตำนานในยุคต่อมาว่าเทพเอ้อร์หลางเป็นบุตรชายที่เกิดจากน้องสาวของเทพเจ้าหยก มารดาของเทพเอ้อร์หลางถูกจองจำอยู่ใต้หุบเขาเต๋าเพราะนางได้ละเมิดกฎสวรรค์ไปแต่งงานกับมนุษย์ ต่อมาเทพเอ้อร์หลางปีนขึ้นจากหุบเขาเพื่อช่วยปลดปล่อยมารดาของตนให้เป็นอิสระ แต่ไม่ทันการเพราะบุตรชายของเทพเจ้าหยกมาเผานางตายไปเสียก่อน ด้วยความแค้นเทพเอ้อร์หลางจึงตามไล่ล่าฆ่าเทพเจ้าตายไปถึง ๙ องค์และท้ายที่สุดได้แต่งงานกับเจ้าหญิงมังกร (อ้างแล้ว, ๓๔)

รูปลักษณ์ของเทพเจ้าเอ้อร์หลางเป็นบุรุษหนุ่ม ใบหน้าขาว มีสามตา สวมเกราะทองและหมวกสามยอด มีหอกสองคมสามปลายเป็นอาวุธคู่กาย มีสุนัขสวรรค์เป็นบริวาร ดวงตาที่สามของเทพเอ้อร์หลางเป็นที่รู้จักกันว่าเป็น “ดวงตาสวรรค์ (heavenly eye)” ที่มองเห็นความจริงเท่านั้น ไม่มีอะไรที่สามารถปลอมแปลง ปิดบังหรือหลอกลวงได้ รวมทั้งยังมีพลังอำนาจรุนแรงสามารถทำลายภูเขาขนาดใหญ่ให้กลายเป็นผุยผงได้

นอกจากนี้ชาวจีนยังมีความเชื่อเกี่ยวกับเทพเจ้าองค์อื่นๆที่มีสามตา (จิตรา ก่อนันทเกียรติ, ๒๕๔๔ : ๒๐๐-๒๐๓) ได้แก่

๑) เจ้าแม่งั้งกวงเนี่ยเนี้ย เป็นเทพที่ช่วยให้สายตาดี และยังเป็นพระแม่ธรณี เป็นเทพประทานบุตร และเป็นแม่ซื้อคุ้มครองเด็กๆด้วย

๒) เทพอัคนีหรือเจ้าไฟ หรือบางท้องถิ่นเรียกท่านว่า น่ำฮึงฮ่วงเต็กแชกุง เพราะถือเป็นเทพเจ้าประจำทิศใต้ด้วย

๓) ฮั้วกวงไต้ตี่ หรือเทพเจ้าแห่งแสงสว่างผู้ทรงพลังและมีหูทิพย์ และยังเป็นเทพผู้ควบคุมลูกน้องในการนำของกงเต็กที่ลูกหลานได้เผาส่งให้ไปถึงมือบรรพบุรุษด้วย

กล่าวโดยสรุปจากความเชื่อทางพุทธ ฮินดูและจีน “อุณาโลม” จึงเป็นเครื่องหมายแสดงถึงนิมิตรหมายที่ดี สำหรับชาวพุทธได้มีการสร้างพระพุทธรูปขึ้นเป็นจำนวนมากและให้ความสำคัญกับการทำอุณาโลมกันอย่างจริงจังเพื่อประดับพระพุทธรูป จากการที่ผู้เขียนได้สำรวจตามท้องตลาดพบว่าอุณาโลมที่ทำจากเงินรูปทรงหยดน้ำขนาดประมาณ๓ x ๕ เซนติเมตร ฝังพลอยนพเก้าแท้ มีราคาสองถึงสามหมื่นบาท เคยพบฝังทับทิมแท้หนึ่งเม็ด มีราคาสูงถึงห้าหมื่นบาท ถือว่าการสร้างพระพุทธรูปและการถวายอุณาโลมนั้นเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยธำรงพระพุทธศาสนาให้มั่นคงสืบต่อไป

เทพเอ้อร์หลาง  จาก en.wikipedia.org/ wiki/Erlang_Shen
เทพเอ้อร์หลาง
จาก en.wikipedia.org/ wiki/Erlang_Shen

เอกสารอ้างอิง

จิตรา ก่อนันทเกียรติ. (๒๕๔๔). ทำเนียบเทพเจ้าของจีน. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง.

ลี่ว์ชิง, อู่. (๒๕๕๔). ๑๐๐ เทพและเซียนจีน/ อู่ลี่ว์ชิง : เขียน ; หลูเหยียนกวง : วาดภาพประกอบ ; ส.สิริวิทย์ : แปล จาก Bai Xian Tu. กรุงเทพฯ : อมรินทร์.

ศักดิ์ชัย สายสิงห์. (๒๕๕๔). พระพุทธรูปสำคัญและพุทธศิลป์ในดินแดนไทย. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ.

อรุณศักดิ์ กิ่งมณี. (๒๕๕๕). ทิพยนิยายจากปราสาทหิน. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ.

Erlang Shen สืบค้นเมื่อ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๕๘ จาก en.wikipedia.org/ wiki/Erlang_Shen

The third eye in Hinduism & Buddhism สืบค้นเมื่อ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๕๘ จากwww.lotussculpture.com/blog/third-eye-hinduism- buddhism/

The 32 Signs of a Great Man สืบค้นเมื่อ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๕๘ จาก en.wikipedia.org/wiki/Physical_characteristics_ of_the_Buddha

Third eye สืบค้นเมื่อ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๕๘ จาก en.wikipedia.org/wiki/

Third eye Urna สืบค้นเมื่อ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๕๘ จาก en.wikipedia.org/wiki/Urna

 

วารสารวิชาการอยุธยาศึกษาออนไลน์

บทความนี้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการอยุธยาศึกษา ปีที่ ๘ ฉบับที่ ๑ / ๒๕๕๙ อ่านฉบับเต็มได้ที่ https://goo.gl/fNT6Vi

รับพิจารณาบทความเพื่อตีพิมพ์ในวารสารวิชาการอยุธยาศึกษา ศึกษารายละเอียดได้ใน http://jas.aru.ac.th/?page_id=2581

Leave a Comment

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติ HTML เหล่านี้ได้: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>