ภูมิวัฒนธรรม หัวใจของการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม: บรรยาย /
อภิญญา นนท์นาท : สรุปความ

เมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๗ อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ได้เป็นวิทยากรบรรยายเรื่องภูมิวัฒนธรรม หัวใจของการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เนื่องในโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “การวิจัยทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่น กรณีศึกษาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา” ณ สถาบันอยุธยาศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

อดีตพระนครศรีอยุธยามีแต่วัดร้าง บ้านเรือนอยู่ริมน้ำด้านฟากตะวันออก ตรงคลองคูขื่อหน้า  มีตลาดเป็นระยะ ๆ  ย่านตลาดเจ้าพรหมเป็นสถานีรถไฟ  มีเรือนไม้ เรือนแพ แล้วมีโรงพยาบาล ศาล คุก แล้วถึงย่านหัวรอ

อีกแห่งหนึ่งที่เป็นย่านชุมชนคือ หัวแหลม  และในอดีตมีช่วงฤดูน้ำหลาก น้ำแล้งซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสภาพความเป็น
อยุธยาเก่าที่สืบเนื่องมา

การศึกษาภูมิวัฒนธรรมท้องถิ่นเช่นนี้ เป็นประวัติศาสตร์ที่มีชีวิตต่างกับประวัติศาสตร์สมัยสุโขทัย สมัยอยุธยาที่ตายไปหมดแล้ว ซึ่งการสร้างประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเราเน้นที่คนในท้องถิ่น  ศึกษาความสัมพันธ์ของคนกับพื้นที่
อันประกอบด้วยผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ที่เกิดสำนึกในท้องถิ่นร่วมกัน โดยมีความสัมพันธ์ทางสังคมและวัฒนธรรมร่วมกัน  เมื่อคุณเข้าไปอยู่ในชุมชนหนึ่ง อาจต่างศาสนา ชาติพันธุ์ แต่เมื่ออยู่อาศัยนานเข้า มีการแต่งงานปะปนกัน
และมีประเพณีร่วมกัน ในที่สุดจะเกิดสำนึกร่วมกลายเป็นส่วนหนึ่งในท้องถิ่นนั้นๆ เช่นกลายเป็นคนอยุธยา

ศรีศักร

คนอยุธยาในอดีตมีคนหลากหลายชาติพันธุ์เข้ามา คนร้อยพ่อพันแม่ ซึ่งเกิดสำนึกร่วมของคนอยุธยาท่ามกลางความหลากหลายทางชาติพันธุ์และศาสนาการติดต่อค้าขายทางทะเลทำให้อยุธยาเป็นเมืองท่า (Port City) ที่สำคัญ ซึ่งเมื่อมีคนหลายชาติพันธุ์เข้ามารวมกัน จึงต้องมีกลไกที่ทำให้เกิดการบูรณาการทางวัฒนธรรม

สิ่งที่เป็นภูมิทัศน์ของอยุธยาที่สำคัญคือ วัดมหาธาตุก่อนที่พระบรมไตรโลกนาถจะสร้างพระบรมมหาราชวัง วัดมหาธาตุเป็นวัดที่สำคัญที่สุดอยู่ทางตอนใต้ของหนองโสน (ปัจจุบันเรียกว่าบึงพระราม) เมื่อพระเจ้าอู่ทองสร้างพระนครศรีอยุธยาในระยะแรก ความเป็นบ้านเมืองเกิดขึ้นรอบๆ
หนองโสน เมืองต้องมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งในบริเวณนี้มุมหนึ่งคือวัดมหาธาตุ อีกมุมหนึ่งคือวัดพระราม นอกจากนั้นก็เป็นวัดเล็ก ๆ

วัดพระรามเป็นวัดที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง)ขณะที่วัดมหาธาตุสร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ขุนหลวงพะงั่ว) ในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดี ๑ เป็นสมัยที่บ้านเมืองเริ่มก่อตั้งและสมเด็จพระรามาธิบดี ๑ มีความสัมพันธ์เป็นบุตรเขยของกษัตริย์ราชวงศ์สุพรรณภูมิ (สุพรรณบุรี)สองราชวงศ์นี้รวมกันเกิดเป็นกรุงศรีอยุธยา เป็นนครรัฐอิสระที่รวมกันเป็นอยุธยา และราชวงศ์ต่อมาคือ ราชวงศ์สุพรรณภูมิได้ขึ้นครองราชสมบัติ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ขุนหลวงพะงั่ว) ก็ได้สร้างพระบรมธาตุ (วัดมหาธาตุ) ถึงได้พูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา

เมื่อผมอายุได้ประมาณ ๑๒ ปี ตอนนั้นมีการขุดค้นที่วัดราชบูรณะและวัดมหาธาตุพบพระบรมธาตุบรรจุอยู่ภายใน  นับจากยุคของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ มาถึงยุคของสมเด็จเจ้าสามพระยา กรุงศรีอยุธยามีความมั่งคั่งมาก ดังที่ปรากฏหลักฐานภายในกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะพบสมบัติแบบจีนอยู่จำนวนมาก ซึ่งน่าจะเกี่ยวข้องกับการเข้ามาของเจิ้งเหอ นอกจากนี้มีพวกเครื่องทองพระแสงขรรค์ชัยศรี เครื่องราชกกุธภัณฑ์ต่าง ๆ และที่สำคัญพบสถูปจำลอง ซึ่งคือพระบรมธาตุ

พระบรมธาตุ เป็นหลักของบ้านเมืองเขาไม่ได้ขุดมาให้นั่งชมอยู่ในพิพิธภัณฑ์หรือไม่ได้เอามาให้สรงน้ำ แต่พระบรมธาตุเป็นหลักของจักรวาล
เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เขามีกาลเทศะ แล้วทีนี้คนมันไม่มีกาลเทศะ ขุดเสร็จก็เอามาใส่พิพิธภัณฑ์ ผมเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของกระทรวงวัฒนธรรมพยายามจะเอาพระบรมธาตุที่พิพิธภัณฑ์กลับไปบรรจุที่วัดราชบูรณะ เพื่อฟื้นในเรื่องจิตใจของคนขึ้นมา

ในยุคนี้ต้องรื้อฟื้นประวัติศาสตร์ที่มีชีวิตโดยภาคประชาชน  ตอนนี้คนอยุธยามีร้อยพ่อพันแม่อีกทั้งมีการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ไปจากเดิม เช่น ทุ่งพระอุทัย ที่กลายเป็นนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ เพราะไม่เข้าใจสภาพภูมิประเทศที่บริเวณนั้นเป็นที่รับน้ำจากแม่น้ำป่าสัก

กรุงศรีอยุธยามีแม่น้ำป่าสักและแม่น้ำลพบุรี เป็นคูพระนครทางด้านเหนือ ด้านตะวันตก และด้านใต้ ส่วนด้านตะวันออกมีการขุดคูน้ำขึ้นคือ คลองคูขื่อหน้า ซึ่งชุมชนเกิดขึ้นตรงนี้ นอกจากนี้มีขนอนอยู่หลายจุดมีทั้งขนอนขนาดใหญ่และขนาดเล็ก  ผันน้ำเข้ามาทางคลองหันตรา ซึ่งคลองหันตราเป็นย่านขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของอยุธยา เป็นชุมชนท้องถิ่นที่มีสำนึกร่วมกัน

ชุมชนอยุธยาเกิดขึ้นริมแม่น้ำ ชุมชนริมน้ำเรียกว่า“บาง” ถือเป็นท้องถิ่นหนึ่ง มีชุมชน มีหมู่บ้าน มีสำนึกร่วมกัน มีวัด พระธาตุ พิธีกรรม ประเพณี เช่น การแข่งเรือ ซึ่งเป็นตัวเชื่อมบูรณาการผู้คนเข้าด้วยกัน มีความสัมพันธ์ขึ้นมา วัฒนธรรมของอยุธยานี้ เราไปยึดติดเรื่องศิลปวัฒนธรรมที่ร้างไม่มีผู้คน สิ่งที่ควรสืบต่อคือประเพณี วัฒนธรรม

ทีนี้เกิดปัญหาขึ้นเมื่อคิดไม่เป็น แล้วเอาประเพณีวัฒนธรรมไปขาย ซึ่งต้องระวังให้มาก เพราะการค้นคว้าของพวกคุณมันจะไปเติมการขายวัฒนธรรม ถ้าไม่รู้กาลเทศะและไม่รู้ปัญหา ฉะนั้นสิ่งที่ผมอธิบายว่าความหมายประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ต้องให้ความสำคัญกับคนในพื้นที่ที่มีหลากหลายชาติพันธุ์ หลายชุมชนเล็กๆ ที่เป็นบ้าน  ซึ่งรู้ว่าอยู่กันมากี่ชั่วคน มีสำนึกร่วมกัน และเขาอยู่มีชีวิตรอดร่วมกันได้อย่างไรนี่คือสิ่งที่สำคัญ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นนี้ มันไม่ขึ้นอยู่กับยุคสมัย ช่วงเวลา แต่ขึ้นอยู่กับชั่วอายุคน

สมัยก่อนเขาบูรณาการคนต่างถิ่นด้วยวิธีการให้อยู่ในพื้นที่เดียวกันแล้วสร้างสำนึกร่วม เหตุที่พระมหากษัตริย์สร้างวัดมากเพราะวัดเป็นศูนย์กลางของชุมชน  เมื่อย้ายไปอยู่ถิ่นใดถิ่นหนึ่งจะต้องสร้างพิธีกรรมร่วมกัน อย่างน้อยนิมนต์พระสงฆ์ไปจำวัดที่นั่น เช้าก็มาถวายอาหารร่วมกัน มีประเพณีร่วมกัน แล้วต่อมาพื้นที่นั้นกลายเป็นวัด บางวัดก็เป็นศูนย์กลางของชุมชน ชื่อของวัดเป็นชื่อเดียวกันกับชุมชน เพื่อแสดงให้รู้ว่าขอบเขตของเขาอยู่แค่ไหน นอกจากนี้วัดเป็นสถานที่ให้เรียนหนังสือแต่ขณะนี้มีปัญหาว่าเราไม่รู้เรื่องท้องถิ่น เพราะว่าเราสืบทอดโดยพื้นที่ที่เป็นการบริหาร สืบมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ ที่แบ่งเป็นหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ เป็นพื้นที่การบริหารราชการของแต่ละท้องถิ่น

เช่นเดียวกับเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินของวัดแต่เดิมเจ้าอาวาสไม่ได้เป็นเจ้าของวัด แต่เพราะมีกฎหมายสงฆ์ขึ้นพวกเถรสมาคม เจ้าอาวาสจึงมีสิทธิ์ในที่ดิน  แต่เดิมตอนที่เขาสร้างวัดจะให้ชุมชนดูแลกันเอง ทำมาหากินที่นั่น มีสิทธิ์แต่ว่าไม่มีกรรมสิทธิ์ แล้วเมื่อกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นของวัด พวกเจ้าอาวาสอ้างกรรมสิทธิ์เพื่อขายที่ดิน

ที่ราบลุ่มระหว่างลำน้ำเป็นท้องทุ่ง ซึ่งเป็นแหล่งอาหารสำคัญและเป็นศูนย์กลางของสังคมดังเช่น ทุ่งภูเขาทองเป็นส่วนหนึ่งของทุ่งมะขามหย่องอยู่ระหว่างลำน้ำลพบุรีกับลำน้ำเจ้าพระยา มีวัดภูเขาทองเป็นศูนย์กลางมีงานเทศกาลไหว้วัด มีการเล่นสักวา

ปากน้ำบางกะจะ เป็นจุดที่มีน้ำวนเกิดตำนานความรักลอยวนเหมือนบางกะจะเช่นเดียวกับบริเวณป้อมเพชรที่มีน้ำวนและน้ำแรงมาก ตอนที่ยังไม่มีเขื่อนภูมิพล ย่านป้อมเพชร เป็นย่านนานาชาติ  เติบโตขึ้นในสมัยที่เรือค้าขายต่างประเทศมาจอดทอดสมอที่นี่  แม่น้ำเจ้าพระยาเกิดขึ้นจากบริเวณนี้ เป็นที่รวมของลำน้ำหลายสาย ฝรั่งเรียกแม่น้ำเจ้าพระยาว่า “แม่น้ำ”  ช่วงสมัยอยุธยาตอนปลายเจริญมาก เป็นเมืองนานาชาติ  มีกล่าวถึงในเอกสารฝรั่งทั้งนั้น

 

ย่านนี้เคยคึกคัก เป็นแหล่งผู้หญิงหากินมีย่านเจ้าพรหม ย่านในไก่โดยเฉพาะ รอบ ๆ ชานพระนครมีเรือนแพหนาแน่นมาก เพราะในอดีตคนไม่อยู่บนบก แต่อยู่บนน้ำ เช่นเดียวกับแถวป้อมมหากาฬกรุงเทพฯ ที่เป็นพื้นที่ชานพระนครเหมือนกัน อีกย่านหนึ่งที่สำคัญคือ ย่านหัวรออยุธยามีภูมิประเทศเป็นเกาะ ถ้าจะเอาช้าง ม้าข้ามมา ต้องมาที่ทำนบรอ ซึ่งเป็นเขื่อนดินตรงจุดสบกันระหว่างแม่น้ำป่าสักกับแม่น้ำลพบุรี  เพื่อชะลอน้ำ บริเวณที่มีจุดสบกันของลำน้ำ เป็นย่านคึกคัก มีตลาด มีชุมชน

อยุธยามีพื้นที่เป็นดินดอนสามเหลี่ยม (Delta) มีลำน้ำแตกออกเป็นแพรก แต่ละแพรกจะมีทุ่ง และมีการขุดคลองลัด ซึ่งสลับซับซ้อนมาก ทั้งนี้เพื่อการคมนาคมและการอยู่อาศัย แต่ไม่ได้ขุดเพื่อการชลประทาน อีกทั้งยังเป็นการชะลอน้ำ ดังนั้น  ถ้ารู้จักคลองลัดและรู้ว่ามีชุมชนอย่างไร โดยดูจากโบราณสถานหรือร่องรอยต่างๆ ก็จะสามารถมองเห็นภาพอดีตของอยุธยาได้ ซึ่งมีรายละเอียดมาก แต่ก็ถูกทำลายลงไปมากในปัจจุบัน

อย่างเช่น ลำน้ำป่าสักที่ไหลอ้อมไปเป็นคลองหันตรา แล้วไปออกด้านข้างวัดพนัญเชิง บริเวณนี้เกิดเมืองอโยธยาขึ้น และมีการขุดคลองคูขื่อหน้า เพราะฉะนั้นตัวอยุธยาอยู่ฝั่งนี้ เป็นเมืองรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาว ช่วงท้ายต่อกับวัดพนัญเชิงเกิดย่านการค้าขึ้นมา วัดเก่าๆ หลายวัด อยู่ในย่านนี้ เช่น วัดพนัญเชิงที่สร้างขึ้น ๒๖ ปี ก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยา มีพระประธานขนาดใหญ่ อโยธยาเป็นเมืองคู่กับสุวรรณภูมิ และมีโบราณสถานตั้งกระจายอยู่ตามจุดต่างๆ  เช่น วัดขุนเมืองใจ วัดสร้อย นอกนั้นมีเจดีย์อยู่กลางทุ่ง เช่น วัดกระช้าย วัดจงกรม เป็นรูปแบบศิลปกรรมสมัยอโยธยา แต่ถูกบูรณะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม  เช่นเดียวกับบริเวณคลอง
สระบัว ที่ถูกทำลายสภาพเดิมไปมากเช่นกัน

ย่านหัวรอ มีความสำคัญเพราะชุมทางการค้า และยังเป็นจุดอ่อนที่เข้ามาอยุธยาได้ ดังเช่นครั้งที่พม่ายกทัพมาตีอยุธยาก็มาอยู่ที่วัดสามวิหาร นอกจากนี้ยังเป็นจุดที่มีชุมชนหนาแน่น มีวัดเก่าหลายแห่ง เช่น วัดแม่นางปลื้ม มีเจดีย์แบบมีสิงห์ล้อม แล้วมีวัดแค (ร้าง) มีเจดีย์แบบล้านนาขนาดใหญ่ เพราะในสมัยสมเด็จพระนารายณ์นำคนจากเมืองเหนือลงมา

ตั้งเป็นชุมชน  และมีกลุ่มคนลาว คนมอญ

เพราะฉะนั้นงานค้นคว้าของศูนย์ประวัติศาสตร์อยุธยาต้องมีข้อมูลเชิงลึก ไม่ใช่ดูแค่โบราณสถานอย่างเดียว ต้องดูจากคำให้การของ
ขุนหลวงประดู่ทรงธรรม มาตีความ แล้วนำการค้นคว้าของพระยาโบราณราชธานินทร์มาเป็นตัวตั้ง และศึกษาเปรียบเทียบกับเอกสารของฝรั่งที่เข้ามา จะได้เรื่องราวประวัติศาสตร์ที่ไม่มีอยู่ในการจดบันทึกตามพงศาวดาร

ภูมิวัฒนธรรม (Culture Landscape)หมายความว่า พื้นที่ที่คนอยู่ สร้างบ้านแปงเมืองจะกำหนดว่าพื้นที่นั้นเป็นอะไร อยู่ในกาละ เวลาใด หมายความว่ามีพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ มีกิจกรรมในช่วงเวลาต่างๆ และมีการกำหนดชื่อเรียกพื้นที่ซึ่งรู้จักกันหมด และรู้ว่าพื้นที่ตรงนั้นเราจะใช้อย่างไร

หากมองอยุธยาในเชิงภูมิวัฒนธรรม ต้องดูว่าทั้งเกาะเมืองรอบๆ ว่าประกอบด้วยอะไรบ้าง สถานที่ การคมนาคม ประเพณีพิธีกรรม เช่น บริเวณทุ่ง
ภูเขาทอง มีงานไหว้ภูเขาทอง เป็นต้น เช่นเดียวกับเรื่องอาหาร อยุธยาเป็นเมืองที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมาก มีต้นไม้ พืชผัก สัตว์ต่างๆ นานาชนิดซึ่งเขาจะรู้ว่าบริเวณไหนมีอะไรบ้าง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของภูมิวัฒนธรรม แต่ส่วนมากเราจะมองสิ่งที่เป็น
อัตลักษณ์ของท้องถิ่นโดยดูสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ อย่างเช่นทุ่งภูเขาทองมีเจดีย์ภูเขาทองเป็นศูนย์กลางของคนทุ่งภูเขาทอง คนท้องถิ่นนั้นรู้จักและมาทำพิธีกรรมร่วมกัน

ทุ่งแก้ว ทุ่งขวัญที่มีตำนานเรื่องขุนช้างขุนแผน ขุนไกร ถ้าท่านอยากจะรู้ว่าพื้นที่ตรงนั้นว่าเป็นอย่างไร ให้ดูเรื่องราวของขุนช้างขุนแผนเกิดขึ้นใน
สมัยรัชกาลที่ ๒ ในช่วงต้นกรุงเทพฯ ก็สืบเนื่องมาจากสมัยอยุธยาตอนปลาย เรื่องขุนช้างขุนแผนถือว่าเป็นตำนานประวัติศาสตร์สังคมที่ดี อยู่ในช่วงสมัยรัชกาลที่ ๒ ลงมา ปรากฏเป็นชื่อบ้านนามเมือง (place name) ต่างๆ ซึ่งมีความสำคัญมากในการศึกษาภูมิวัฒนธรรม

การที่คุณจะสร้างประวัติศาสตร์ท้องถิ่น
มันสร้างจากความทรงจำของคนในท้องถิ่น ซึ่งต้องไปรื้อฟื้นจากคนหลายยุค ถึงจะสร้างภาพอดีตขึ้นมาได้  อย่างเช่น การเก็บประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่หัวรอ
พวกคนที่อยู่วัด บ้าน มีร้านค้าเก่าแก่ ให้เขามาเล่ามันก็เป็นการสร้างประวัติศาสตร์โดยคนในที่เขามีส่วนร่วม เพราะข้อมูลคุณจะไปค้นคว้าในเอกสารไม่มีหรอก
มาจากความทรงจำทั้งนั้น

ในอดีตย่านหัวรอ เป็นย่านการค้า สมัยที่ผมอยู่มันมีตึกแถว มีโรงลิเก โรงหนังล้อมด้วยสังกะสี
หรือถ้าจะอธิบายเป็นภาพกว้างของอยุธยาในสมัยที่ผมยังเป็นเด็กๆ  ผมไปดูลิเกที่วัดพนัญเชิงตรงนั้นเป็นย่านคนจีน มีฮวงซุ้ย มีเทศกาลเทกระจาดแล้วถ้าจะข้ามไปอีกฝั่ง คุณต้องไปข้ามที่ท่าวัดพนัญเชิง สมัยก่อนตรงนั้นมีตะโขงอยู่ ส่วนแหล่งแข่งเรือที่สำคัญคือวัดนนทรีย์
ทุ่งวัดนนทรีเดี๋ยวนี้โขนเรือหายไปไหนก็ไม่รู้ ย่าน
วัดนนทรีย์ยังเป็นแหล่งจับปลาที่อุดมสมบูรณ์มาก
อีกด้วย ส่วนเขตมุสลิมอยู่ที่บริเวณวัดลอดช่อง เป็นต้น

แล้ววัดไชยวัฒนาราม สมัยก่อนยังเป็นป่า และมีน้ำท่วมในช่วงหน้าน้ำ หรือที่วัดวรเชษฐ์ แต่ก่อนต้องเข้าทางแม่น้ำเจ้าพระยา ยังไม่มีคลองขุด แล้วพอหน้าน้ำจะมีสภาพเป็นเกาะ ถ้าเข้าไปพบงูเห่าอยู่ชุกชุม ส่วนพวกเจดีย์ต่างๆ ไม่เหมือนอย่างปัจจุบัน

การศึกษาภูมิวัฒนธรรมต้องทำความเข้าใจเรื่องพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์และพื้นที่สาธารณะ ทั้งนี้เพื่อเวลาพัฒนาจะได้ไม่ไปละเมิดกาลเทศะที่มีมาแต่เดิม อย่างที่ทางอีสานเรียกว่า “ขะลำ” ทางเหนือเรียกว่า “ขึด”
ซึ่งเมื่อละเมิดแล้วจะเกิดอัปมงคลต่อชุมชนท้องถิ่น
สิ่งเหล่านี้เป็นสำนึกที่เริ่มขาดหายไปในปัจจุบัน

นอกจากนี้การทำความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ จะทำให้เห็นอาหารการกิน
ยารักษาโรค ที่แตกต่างไปตามฤดูกาลและท้องถิ่นต่างๆ รวมไปถึงการแลกเปลี่ยนสินค้า แหล่งที่มาของสินค้าประเภทต่างๆ อีกด้วย ส่วนการศึกษาภูมิประเทศและการตั้งถิ่นฐานของผู้คนในท้องถิ่นต่างๆ ปัจจุบันสามารถทำได้ง่าย โดยอาศัยเทคโนโลยีภาพถ่ายทางอากาศ โดยเฉพาะ Google Earth

สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ การศึกษานิเวศวัฒนธรรมที่ดูความสัมพันธ์ของผู้คนในพื้นที่ต่างๆ เช่น ย่านหัวรอที่มีความสัมพันธ์กับพื้นที่โดยรอบ เพราะมีตลาดหัวรอเป็นศูนย์การค้าร่วมกัน  นอกจากนี้ยังมีประเพณี วัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต

ดังนั้น การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเช่นนี้ จึงมีฐานเป็นประวัติศาสตร์สังคมที่ไม่ได้แบ่งด้วยการกำหนดอายุแบบประวัติศาสตร์ชาติ แต่ให้ความสำคัญกับผู้คนที่อยู่สืบเนื่องกันมา อันเป็นสิ่งที่คนในรู้ว่ามีคนอยู่กี่เหล่า กี่ตระกูล

ปัจจุบันนี้เมืองเชียงใหม่ กรุงเทพฯ แหลกสลายหมดแล้ว เพราะคนต่างถิ่นเริ่มเข้ามา ท้องถิ่นดั้งเดิมถูกทำลาย และหากมองในบริบทของโลกาภิวัตน์(Globalization) จะเห็นว่าประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ อาหารการกิน แต่เรากำลังถูกทำลายเพราะคนหลายฝ่ายเข้ามาแก่งแย่ง ทั้งนายทุนในประเทศและจากต่างประเทศ

 

ความมุ่งหมายในการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นคือ ทำอย่างไรให้คนในท้องถิ่นมีชีวิตอยู่ร่วมกันได้และมีความเข้มแข็งเพื่อต้านแรงกระทบจากคนภายนอก เพราะว่าตรงนี้เป็นบ้านเกิด
เมืองนอน ไม่ใช่หวังเพียงแค่มาหาประโยชน์เพียงเท่านั้น ๏

 

ศรีศักร วัลลิโภดม

อภิญญา นนท์นาท / สรุปความ

Leave a Comment

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติ HTML เหล่านี้ได้: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>