แนวทางการอนุรักษ์และคุ้มครองแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม กรณีนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาและเมืองบริวาร

บทความวิชาการ

แนวทางการอนุรักษ์และคุ้มครองแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม กรณีนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาและเมืองบริวาร

A Guideline to Preserve and Protect a Cultural World Heritage Site: A Case of the Historic City of Ayutthaya and Associated Historic Towns

ธาตรี มหันตรัตน์ / Thatri Mahantarat
นรินทร์ อุ่นแก้ว / Narin Unkaew
สาขานิติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา

บทคัดย่อ

ปัจจุบันประชาคมโลกได้ยอมรับความสำคัญของเมืองอยุธยาโดยประกาศให้ “นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาและเมืองบริวาร” เป็นแหล่งมรดกโลก ตั้งแต่ปี ๒๕๓๔ หลายคนตั้งคำถามว่า “การเป็นแหล่ง
มรดกโลก” แล้วเราได้ประโยชน์จากการเป็นแหล่งมรดกโลกอย่างไร และจำเป็นหรือไม่ที่เราต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของอนุสัญญาระหว่างประเทศหรือกฎบัตรสากล เป็นคำถามที่สะท้อนให้หน่วยงานและผู้เกี่ยวข้องต้องกลับมาทบทวนบทบาทภารกิจ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและตระหนักในความหวงแหนแหล่งมรดกโลกอยุธยา จากกระแสข่าว เมื่อปลายปี ๒๕๕๐ ปรากฏหนังสือพิมพ์หลายฉบับตีพิมพ์มีเนื้อความในทำนองเดียวกันว่าอยุธยาอาจจะถูกพิจารณาถอดถอนจากการเป็นมรดกโลก สร้างความตื่นตระหนกแก่สาธารณชนจนส่งผลให้ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องขณะนั้น ต่างออกมายืนยันว่าอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยายังไม่ถูกถอดถอนการเป็นมรดกโลกแต่อย่างใด แม้หลายฝ่ายจะแสดงความเป็นห่วงเรื่องการพัฒนาเมืองที่รุกเข้าไปยังเกาะอยุธยาเมืองเก่าแห่งนี้ก็ตาม เมื่อทีมงานจากยูเนสโก สำนักงานภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก (กรุงเทพฯ) ได้ออกสำรวจพื้นที่ ๑,๘๑๐ ไร่ ในอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ก็พบว่าสถานการณ์ค่อนข้างน่าเป็นห่วง โบราณสถานบางแห่งเต็มไปด้วยร้านค้าจนส่งผลต่อทัศนียภาพ บริเวณลานหน้าศาลากลางจังหวัดหลังเก่าที่ยูเนสโกนำป้ายมรดกโลกมาติดไว้ก็อยู่ในตำแหน่งไม่เหมาะสม นอกจากนั้นพื้นที่ดังกล่าวยังเป็นที่ตั้งตลาดนัดขายของทุกสัปดาห์จนบดบังสัญลักษณ์ยูเนสโกกลืนหายไป แน่นอนการถูกถอดถอนสถานะการเป็นมรดกโลกจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศในระดับนานาชาติ และยังส่งผลไปถึงจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะลดลงในอนาคตและส่งผลเชื่อมโยงถึงรายได้และเศรษฐกิจของชุมชนด้วย ปัญหาอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาจึงเป็นเรื่องของคนทั้งชาติ จึงจำเป็นต้องได้รับการพิจารณาอย่างเป็นองค์รวม แล้วสร้างระบบการบริหารจัดการที่ยั่งยืนต่อไป

บทความวิชาการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวคิดและหลักการในการบริหารจัดการมรดกโลกนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาและเมืองบริวาร ซึ่งมาจากการวิเคราะห์ผลงานวิจัยของผู้เขียน “เรื่องการบริหารจัดการมรดกโลกว่าด้วยมาตรการทางกฎหมายในการอนุรักษ์แหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม กรณีศึกษา: นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาและเมืองบริวาร” นำมาเรียบเรียงเป็นบทความเพื่อเสนอแนวทางการขับเคลื่อนการทำงาน โดยยึดหลักการทำงานลักษณะ “บูรณาการแบบองค์รวม” โดยทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมกันทำงาน ระบบมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันเพื่อให้การดำเนินงานบรรลุเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ ในการอนุรักษ์และคุ้มครองมรดกโลก: นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาและเมืองบริวาร ให้คงอยู่สืบไป มีการนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับความเป็นมาและความสำคัญ การบริหารจัดการ สภาพปัญหาอุปสรรค หลักบูรณาการทำงานแบบองค์รวม แนวทางคุ้มครองมรดกโลกโดยการบูรณาการองค์รวม และบทสรุป

Abstract

The Historic City of Ayutthaya and Associated Historic Towns were declared as a UNESCO World Heritage Site in 1991. Since then, questions concerning the benefits of the country from the designation of a World Heritage Site and the obligation of the law enforcement have been raised.  At the end of 2007, a threat concerning the withdrawal of the Historic City of Ayutthaya and Associated Historic Towns on the status had been spread in media and caused panic among the public.  UNESCO experts have expressed concern about Ayutthaya World Heritage Site after visiting it.  Many have been worried that the withdrawal might affect the image and tourism of Thailand.

This article aims to propose approaches and principles to Ayutthaya World Heritage management which have been analyzed in the research conducted by the author.  A guideline to preserve and protect the Historic City of Ayutthaya and Associated Historic Towns, based on integrated and holistic approaches, will be suggested in this article.

ความเป็นมาและความสำคัญ

นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาและเมืองบริวาร ได้รับการยอมรับประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมจากการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ณ กรุงคาร์เธจ ประเทศตูซิเนีย เมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๓๔ โดยมีคุณสมบัติการเป็นแหล่งมรดกโลก คือ “เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงหลักฐานของวัฒนธรรมหรืออารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือว่าที่สาบสูญไปแล้ว” (กระทรวงวัฒนธรรม, ๒๕๕๖) เป็นดินแดนถิ่นประวัติศาสตร์ที่มีโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าเป็นเอกลักษณ์และแหล่งที่มาทางวัฒนธรรมตั้งแต่อดีตอันล้ำค่าและเมืองประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางโบราณสถาน ศิลปะและวัฒนธรรม ที่ต้องปฏิบัติตามอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติ ค.ศ. ๑๙๗๒ หรือที่รู้จักแพร่หลายว่า “อนุสัญญามรดกโลก” (World Heritage Convention) โดยอนุสัญญาฉบับนี้ได้กำหนดมรดกโลกทางวัฒนธรรมแบ่งออกเป็น ๓ ประเภท ได้แก่ อนุสรณ์สถาน (monuments) กลุ่มอาคาร (groups of building) และแหล่ง (sites) มีกรมศิลปากรสังกัดกระทรวงวัฒนธรรมเป็นหน่วยงานทำหน้าที่บริหารจัดการควบคุมดูแล และได้กำหนดรูปแบบการจัดทำแผนการอนุรักษ์ และการพัฒนาเมืองประวัติศาสตร์มีพื้นที่จำนวน ๑,๘๑๐ ไร่ ตั้งอยู่ในพื้นที่ของเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ระยะทางประมาณ ๗๕ กิโลเมตร (กรมศิลปากร, ๒๕๕๑) เป็นแหล่งที่ยังคงปรากฏร่องรอยแห่งความเจริญรุ่งเรืองของศิลปวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ งดงาม และทรงคุณค่า สะท้อนให้รำลึกถึงภาพความสง่างามและความเป็นเอกลักษณ์ไทยของปราสาท ราชวัง วัดวาอาราม ป้อมปราการ บ้านเรือนที่อยู่อาศัย ตลอดจนวิถีชีวิตของชาวกรุงศรีอยุธยาในอดีต นับเป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมและฐานทรัพยากรการท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของประเทศปัจจุบันยังคงมีภาพลักษณ์การก่อสร้างอาคารบ้านเรือน และสถานที่ราชการรุกล้ำแหล่งมรดกโลกนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา และการ อ้างกรรมสิทธิ์ที่ดินของตนในเขตโบราณสถาน ในขณะเดียวกันแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งนี้กำลังตกอยู่ในภาวะความเสี่ยงที่จะถูกขึ้นบัญชีอันตรายจากสภาพความเสื่อมโทรมของโบราณสถาน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ต้องร่วมมือกันในการอนุรักษ์และคุ้มครอง พัฒนาแหล่งมรดกโลกนี้ ให้บรรพชนคนรุ่นหลังไว้ได้ศึกษา เรียนรู้ ถึงคุณค่าทางวัฒนธรรมอันงดงามแห่งนี้ต่อไป

การบริหารจัดการแหล่งมรดกโลกนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาและเมืองบริวาร

เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๗๘ กรมศิลปากรในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบการดูแลอนุรักษ์โบราณสถาน โบราณวัตถุของชาติ ดำเนินการประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานเมืองอยุธยา จากนั้นการอนุรักษ์และคุ้มครองนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาอันยิ่งใหญ่และทรงคุณค่าได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องตลอดมาจนปัจจุบันได้มีการปรับปรุงบัญญัติกฎหมายให้ทันสมัยขึ้นทำให้พื้นที่แหล่งโบราณสถานเมืองอยุธยาได้รับการคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๐๔ ต่อมากรมศิลปากร โดยมติจากคณะรัฐมนตรีเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๒๐ ให้ดำเนินการอนุรักษ์และบริหารจัดการนครประวัติศาสตร์แห่งนี้ภายใต้แผนงานอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ฉบับที่ ๔ (พ.ศ. ๒๕๒๐ – ๒๕๒๔) โดยมีวัตถุประสงค์หลักเฉพาะในส่วนของการบูรณะโบราณสถานในขอบเขตพื้นที่ในเกาะเมืองอยุธยาตามที่กำหนดเท่านั้น ภายหลังจากนั้นนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๔ กรมศิลปากรได้ปรับปรุงแผนงานอุทยานประวัติศาสตร์ดังกล่าวให้มีขอบเขตการดำเนินงานที่กว้างขวางและครอบคลุมมากยิ่งขึ้นในรูปของแผนแม่บทนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๖ โดยแผนแม่บทดังกล่าว กรมศิลปากรได้กำหนดแนวทางการดำเนินงานเป็นแผนงานหลัก ๕ แผน ดังนี้ คือ (๑) แผนงานโบราณคดี ประวัติศาสตร์ และโบราณสถาน (๒) แผนงานพัฒนาและปรับปรุงสาธารณูปโภคและสาธารณูปการหลัก (๓) แผนงานบูรณะปรับปรุงสภาพแวดล้อมและภูมิทัศน์ (๔)แผนงานพัฒนาและปรับปรุงชุมชน และ (๕) แผนงานรื้อย้ายและปรับปรุงการใช้ประโยชน์ที่ดิน ทั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ให้นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาและเมืองบริวาร ดำรงคุณค่าและเอกลักษณ์ อันโดดเด่น เป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ของโลกได้ตลอดไป (กระทรวงวัฒนธรรม, ๒๕๕๕)

นอกจากนี้นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา และเมืองบริวาร แหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมยังอยู่ภายใต้การดูแล และรับผิดชอบโดยแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดพระนครศรีอยุธยาอีกด้วย ที่มุ่งเน้นนโยบายการเป็นนครแห่งการท่องเที่ยวโลก โดยมีเป้าประสงค์ต่อการอนุรักษ์แหล่งมรดกโลกในพื้นที่ นครประวัติศาสตร์ และใช้ประโยชน์จากแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมเพื่อเพิ่มพูนมูลค่าด้านการท่องเที่ยว สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมาโดยตลอดจนถึง ฉบับที่ ๑๑ และฉบับปัจจุบัน (ฉบับที่ ๑๒) ที่เน้นการอนุรักษ์ฟื้นฟู และสืบสานมรดกทางวัฒนธรรม เพื่อดำรงไว้ซึ่งวิถีชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์ทางสังคม สร้างค่านิยมให้ชุมชนเกิดความภาคภูมิใจในศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น และมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์พัฒนา และสืบทอดวิถีชีวิตของชุมชนอย่างต่อเนื่อง (สำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, ๒๕๕๓)

การบริหารจัดการพื้นที่นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาและเมืองบริวาร เมื่อประเทศไทยร่วมเป็นภาคีสมาชิกของอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติ ค.ศ.๑๙๗๒ แล้วนั้น โดยวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในการคุ้มครองและอนุรักษ์มรดก ทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติให้ดำรงคุณค่าความโดดเด่นเป็นมรดกของมวลมนุษยชาติคงอยู่ตลอดไป อนุสัญญามรดกโลก จะทำหน้าที่เป็นกติกาให้นานาชาติพึงตระหนักถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ วัฒนธรรม จากการดำเนินงานตามแผนแม่บทอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ได้สำเร็จลุล่วงไประดับหนึ่งโดยเฉพาะการบูรณปฏิสังขรณ์โบราณสถาน วัด กำแพงเมือง และคูเมือง รวมทั้งการโยกย้ายโรงงานอุตสาหกรรมไปตั้งยังพื้นที่อื่นที่จัดไว้ ส่วนการย้ายบ้านเรือนที่รุกล้ำ เขตโบราณสถานรวมทั้งการพัฒนาบุคลากรและการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นกลับได้ผลน้อย ซึ่งอาจจะเป็นเพราะประชาชนในพื้นที่ยังไม่มีความสนใจ และตระหนักถึงความสำคัญของโบราณสถานที่อยู่ในท้องถิ่นของตนเองเท่าที่ควร รวมทั้งผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ และผู้ที่สนใจทางด้านโบราณคดีเองก็มีอยู่ไม่มาก จึงอาจส่งผลให้การอนุรักษ์โบราณสถานดำเนินต่อไปอย่างล่าช้า

สภาพปัญหาและอุปสรรค การอนุรักษ์และคุ้มครองแหล่งมรดกโลกพระนครศรีอยุธยา

ปัจจุบันนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยามีการขยายตัวทางกายภาพอย่างมาก ในเชิงพื้นที่มีการขยายเขตเมือง เพื่อสร้างอาคารที่อยู่อาศัยบดบังทัศนียภาพ ทำลายคุณค่าของโบราณสถาน ตลอดจนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายในเขตเมือง รองรับการคมนาคมและนักท่องเที่ยวทำให้พื้นที่มีการพัฒนาไม่สอดคล้องกับการอนุรักษ์แหล่งมรดกทางวัฒนธรรม เช่น การสร้างเสาไฟขนาดใหญ่ ที่กระจายอยู่โดย ทั่วเขตเมือง ปัญหาขยะมูลฝอย การสร้างบ้านพัก ที่อยู่อาศัย บ้านจัดสรร อยู่โดยรอบโบราณสถาน และ การถมคูคลองต่าง ๆ (กระทรวงวัฒนธรรม, ๒๕๕๖) แม้ว่าเมืองเก่าและเป็นพื้นที่การควบคุมสิ่งก่อสร้าง ก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งการพัฒนาและความเจริญในท้องถิ่นได้ เพราะความเป็นเมืองประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาเป็นพื้นที่เมืองใหม่ทับซ้อนกับพื้นที่เมืองเก่า วิถีของผู้คนยังคงดำเนินไปในพื้นที่อนุรักษ์นี้ ทำให้คนท้องถิ่นอาจมีความเห็นขัดแย้งกับแนวทางในการอนุรักษ์โบราณสถาน ก่อให้เกิดปัญหาการรุกล้ำแหล่งมรดกโลก ก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างลงในพื้นที่ของวัดร้าง การบุกรุกพื้นที่ การทำลายโบราณสถาน และการอ้างกรรมสิทธิ์ของตนในที่ดินภายในเขตบริเวณโบราณสถาน

จากสภาพสถานการณ์ดังกล่าว ปัญหาสำคัญ คือ การพัฒนาเขตเมือง การบังคับใช้กฎหมาย ความรู้ความเข้าใจของประชาชน การบริหารจัดการ ไม่มีหน่วยงานกลางที่รับผิดชอบในการบริหารพื้นที่นครประวัติศาสตร์อย่างชัดเจน และประชาชนไม่ตระหนักถึงความสำคัญของมรดกโลก จึงเป็นปัญหาและกลายเป็นความขัดแย้งนำไปสู่การขึ้นบัญชีภาวะอันตรายถอดถอนเมืองประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาจากการขึ้นทะเบียนการเป็นแหล่งมรดกโลกต่อไป

จากการศึกษาเอกสาร และวิจัยที่เกี่ยวข้อง สามารถนำวิธีการหรือแนวทางต่างๆ ไปปรับใช้เพื่อการอนุรักษ์และคุ้มครองแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมได้ ดังนี้

การบริหารจัดการด้านงบประมาณ

การบูรณะนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา แหล่งงบประมาณเป็นปัจจัยสำคัญที่จะดำเนินการด้วยการบริหารจัดการได้ตามวัตถุประสงค์ และเมื่อพิจารณาย้อนไปถึงอดีตมีการกำหนดแผนงบประมาณเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๘ ไว้จำนวนประมาณ ๓ พันล้านบาท สำหรับระยะเวลาดำเนินการ ๑๑ ปี โดยในปีแรกกรมศิลปากรยังได้เงินงบประมาณไม่เป็นไปตามแผน ซึ่งส่วนใหญ่ใช้สำหรับแผนการบูรณะพื้นที่นครประวัติศาสตร์ จากแผนทั้งหมดรวมทั้งการบริหารจัดการ การทำความเข้าใจ และการมีส่วนร่วมของประชาชน แต่อย่างไรก็ตามภายหลังจากได้งบประมาณมาในปีแรกแล้ว กรมศิลปากรก็ยังไม่ได้งบประมาณใดๆ เพิ่มเติมอีกเลย แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลยังมีข้อจำกัดในด้านการจัดสรรงบประมาณตามแผนงานที่กำหนดไว้ การบริหารจัดการพื้นที่ซึ่งมีปัญหา โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการจัดการดูแลรักษาพื้นที่สูง อีกทั้งไม่มีหน่วยงานที่ต้องการรับผิดชอบเป็นเจ้าภาพหลักซึ่งต่างกับประเทศสิงคโปร์ที่มีงบประมาณใช้ซ่อมแซมอาคารเก่า สร้างพิพิธภัณฑ์ ทั้งนี้ ส่วนใหญ่ประเทศไทยมักใช้เป็นงบประมาณโฆษณาและประชาสัมพันธ์ (advertising budget) พองบโฆษณาหมดก็จบกัน (โครงการพิทักษ์มรดกสยาม, ๒๕๕๔) ตลอดจนมีประเด็นคำถามว่ารัฐบาลมีเงินงบประมาณให้และรายได้จากการเก็บค่าเข้าชมโบราณสถานนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ราวปีละ ๒๕ ล้านบาท ประชาชนไม่ทราบว่า กรมศิลปากรนำไปดำเนินการอะไรบ้าง ได้มีการดำเนินการบูรณะปฏิสังขรณ์อย่างต่อเนื่องหรือไม่ แต่ปัญหาและอุปสรรคต่อการอนุรักษ์มรดกโลกยังคงอยู่ถาวรคู่กับการจัดการด้านงบประมาณ

การอนุรักษ์และคุ้มครองแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมพระนครศรีอยุธยา

เมื่อพิจารณาความเป็นเมืองมรดกโลกมีทั้งข้อดีและความรับผิดชอบที่ต้องปฏิบัติ กล่าวคือ ความรับผิดชอบการบำรุงรักษาต้องรายงานสภาพต่อองค์การยูเนสโกอย่างสม่ำเสมอ ปัจจุบันมีความน่ากังวล
และความเป็นแหล่งมรดกโลกพระนครศรีอยุธยาจะถูกถอดถอน ซึ่งจะทำให้เกิดความเสียหายมหาศาล สิ่งที่น่าเป็นห่วงยิ่งคือการก่อสร้างโครงสร้างขนาดใหญ่ และการสร้างบ้านเรือนในเขตเกาะเมืองอยุธยาจนทำให้เมืองอยุธยาสูญเสียภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรม (Outstanding Universal Value :OUV) หรือความโดดเด่นอันเป็นสากล กรณีของพระนครศรีอยุธยาอยุธยาก็คือความเป็นเมืองที่ประชาชนอาศัยอยู่กับวัฒนธรรมน้ำซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ (โครงการพิทักษ์มรดกสยาม, ๒๕๕๔) โบราณสถานที่อยู่ในวัดจึงมีปัญหาในการอนุรักษ์เบื้องต้น จากภัยธรรมชาติ เช่น อุทกภัย แม้ว่าจะเป็นเหตุการณ์ปกติ แต่ก็ไม่ควรปล่อยให้โบราณสถานถูก
แช่น้ำอย่างปกติ นอกจากภัยธรรมชาติแล้ว โบราณสถานในวัดยังต้องเผชิญกับความต้องการจากผู้ประกอบการในทางพุทธพาณิชย์ ซึ่งเป็นตัวทำลายโบราณสถานอันดับหนึ่ง อันถือว่าโบราณสถานถูกทำลายโดยผู้เกี่ยวข้องดูแลโบราณสถานเสียเอง (โครงการพิทักษ์มรดกสยาม, ๒๕๕๔)

ปัญหาและอุปสรรคในการอนุรักษ์แหล่งมรดกโลกนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาเริ่มต้นจาก นโยบายขาดความต่อเนื่อง ด้านเจตคติ ความรู้ความเข้าใจของประชาชน การบุกรุกและครอบครองพื้นที่แหล่งมรดกโลก การมีส่วนร่วม บุคลากรเฉพาะไม่เพียงพอต่อการจัดการดูแลพื้นที่ งบประมาณขาดการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง และการบังคับใช้กฎหมาย เนื่องจากมีหน่วยงานหลายฝ่ายที่มีอำนาจในการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่มรดกโลก อาทิเช่น กรมศิลปากรมีอำนาจระงับยับยั้งหรือเพิกถอนการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างบนพื้นที่มรดกโลก ตามพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุและพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ พ.ศ.๒๕๐๔ และฉบับที่ ๒ พ.ศ.๒๕๓๕ ส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือราชการส่วนภูมิภาคอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.๒๕๒๒ ถึงฉบับที่ ๕ พ.ศ. ๒๕๕๘ ในการอนุญาต อนุมัติให้มีสิ่งปลูกสร้าง ภูมิสถาปัตย์ในเขตพื้นที่ ขณะเดียวกันก็มีอำนาจหน้าที่จัดระบบบริการสาธารณะและดูแลพัฒนาความเจริญในเขตพื้นที่ จึงเกิดปัญหาการใช้อำนาจที่ทับซ้อนกัน (ธาตรี มหันตรัตน์ และสิริพัฒถ์ ลาภจิตร, ๒๕๕๕) ข้อเสนอแนวนโยบายในการกระจายอำนาจให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กล่าวคือ สร้างความพร้อมให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บุคลากร งบประมาณเพื่อรองรับกับแผนกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการอนุรักษ์ หรือฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น

การบริหารจัดการพื้นที่นครประวัตติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา

๑) การประสานงานร่วมระหว่างหน่วยงาน การบริหารจัดการพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยามีหลากหลายมิติด้วยกัน เนื่องจากเมืองอยุธยาเป็นศูนย์กลางของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาด้วย จึงต้องมีการประสานงานระหว่างหน่วยราชการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น กรมศิลปากร และภาคประชาชนด้วย ตัวอย่างเช่น ศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเคยมีความร่วมมือระหว่างประเทศ คือรัฐบาลญี่ปุ่น มีนักวิชาการญี่ปุ่นเข้ามาช่วย และนักวิชาการอาจารย์มหาวิทยาลัยในเมืองไทย มีการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ จัดการแสดงซึ่งในสมัยนั้นถือว่าใช้เทคนิคทันสมัยที่สุดได้พยายามให้คนเข้าใจถึงความเป็นเมืองเก่าอยุธยาในหลายมิติ แต่หลังจากนั้นเกิดปัญหาความเห็นที่แตกต่างกันในการบริหารจัดการจนมีการมอบหมายให้อยู่ในความดูแลของราชการส่วนจังหวัด (โครงการพิทักษ์มรดกสยาม, ๒๕๕๔) และอีกหลายกรณีของการประสานงานระหว่างกรมศิลปากรและท้องถิ่น

๒) การมีส่วนร่วมระหว่างหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ปัญหาการจัดการแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของพระนครศรีอยุธยา สาเหตุหนึ่งคือความรู้ความเข้าใจของประชาชนและบุคลากรที่มีอยู่อย่างจำกัดในพื้นที่พระนครศรีอยุธยา ประชาชนทั่วไปยังขาดความเข้าใจและไม่เห็นความสำคัญของอุทยานประวัติศาสตร์อย่างเพียงพอ ความเห็นต่างทางการเมืองก็เป็นอุปสรรคต่อการจัดการอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เช่น การเป็นคะแนนเสียงให้กับนักการเมืองระดับชาติ และในระดับชุมชน อีกทั้งยังมีปัญหาอาชญากรรมและปัญหายาเสพติดที่แพร่หลายในกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งส่งผลต่อการจัดการอุทยานประวัติศาสตร์ (โครงการพิทักษ์มรดกสยาม, ๒๕๕๔) แนวทางการพัฒนาศักยภาพและการมีส่วนร่วมของประชาชนให้เพิ่มขึ้นสามารถทำได้โดย การนำเครื่องมือการจัดการความรู้ (Knowledge Management : KM) มาใช้สร้างเครือข่ายระหว่างชุมชน เพื่อให้เกิดชุมชนปฏิบัติ การเสริมสร้างให้ประชาชนเป็นพลเมืองที่ดีต่อนักท่องเที่ยว ควรให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นหรือให้คำปรึกษา และสนับสนุนให้มีการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นแหล่งท่องเที่ยว ส่วนภาครัฐต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนในชุมชน ภาคเอกชน และทุกภาคส่วนเข้ามาเป็นตัวแทนในรูปคณะกรรมการ เข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจัง ภายใต้การบริหารจัดการ ในพื้นที่แหล่งมรดกโลก และสร้างเครือข่ายความร่วมมือ โดยใช้หลักการบูรณาการที่ชื่อว่า “บวร” ได้แก่ บ้าน วัด และโรงเรียน เป็นแนวทางต้นแบบต่อไป (ภัทรานิษฐ์ ศุภกิจโกศล และคณะ, ๒๕๕๔)

 ๓) มาตรการทางกฎหมายสำหรับการบริหารจัดการแหล่งมรดกโลก แม้ว่าประเทศไทยจะมีมาตรการทางกฎหมายในการอนุรักษ์และสงวนรักษาโบราณสถานซึ่งเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม โดยมีการตรากฎหมายมาบังคับใช้คือ พระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ ก่อนได้ร่วมเป็นสมาชิกในอนุสัญญาระหว่างประเทศก็ตาม (โครงการพิทักษ์มรดกสยาม, ๒๕๕๔; ธาตรี มหันตรัตน์ และสิริพัฒถ์ ลาภจิตร, ๒๕๕๕) แต่ก็ยังไม่สามารถบังคับใช้เพื่อจัดการอนุรักษ์แหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ (โครงการพิทักษ์มรดกสยาม, ๒๕๕๔) ทั้งนี้ เนื่องจากยังไม่มีการบัญญัติกฎหมายมารองรับและสนับสนุนการอนุรักษ์โบราณสถานให้สอดคล้องกัน รวมทั้งประชาชนเองขาดความรู้ความเข้าใจในแนวทางและวิธีการอนุรักษ์โบราณสถาน และความรู้ความเข้าใจในแนวทาง และวิธีการอนุรักษ์โบราณสถานที่ถูกต้อง (วิชญา ตียะไพบูลย์สิน, ๒๕๕๑) การก่อสร้างอาคารที่อยู่อาศัยบดบังทัศนียภาพของแหล่งโบราณสถาน อีกทั้งยังมีปัญหาน้ำท่วมโบราณสถาน (โครงการพิทักษ์มรดกสยาม, ๒๕๕๔) การขยายเมืองเพื่อสร้างอาคารที่อยู่อาศัยร้านค้าบดบังทัศนียภาพที่สวยงามของโบราณสถานและรุกล้ำพื้นที่แหล่งมรดกโลก ตลอดจนการพัฒนาถนนหนทางภายในเขตเมืองเพื่อรองรับการคมนาคมทำให้เขตเมืองพัฒนาเป็นไปอย่างไร้ทิศทางไม่สอดคล้องกับแผนการพัฒนาแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม (ธาตรี มหันตรัตน์ และสิริพัฒถ์ ลาภจิตร, ๒๕๕๕) นอกจากนี้ ปัญหาประสิทธิภาพการนำมาตรการทางกฎหมายในการบริหารจัดการแหล่งมรดกโลกไปสู่การปฏิบัติ ยังคงเป็นปัญหาสำคัญเนื่องจากประเทศไทยไม่มีกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมโดยตรง แต่อาศัยกฎหมายอื่นซึ่งเป็นกฎหมายที่มีอยู่แล้ว มาบังคับใช้ จึงเกิดปัญหาในการบังคับใช้กฎหมาย การกำหนดวิธีการและขั้นตอน การใช้อำนาจหน้าที่ของหน่วยงานขาดความชัดเจน ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการกำหนดนโยบาย แผนงาน มาตรการและการติดตามประเมินผล (ธาตรี มหันตรัตน์ และสิริพัฒถ์ ลาภจิตร, ๒๕๕๕)

ดังนั้น นโยบายระดับรัฐบาลจึงควรมีมาตรการในการอนุรักษ์พื้นที่แผนการอนุรักษ์ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตควบคู่กันไปทางด้านการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว หน่วยงานภาครัฐและเอกชนควรจัดทำเอกสารประชาสัมพันธ์ที่เกี่ยวกับเส้นทางท่องเที่ยวเมืองมรดกโลกผ่านสื่ออย่างต่อเนื่อง ควรมีการสำรวจและปรับปรุงปัจจัยพื้นฐานที่เป็นสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ห้องสุขา สถานที่จอดรถ ป้ายบอกทางหรือป้ายสื่อความหมายที่เหมาะสม ที่รองรับขยะและสิ่งปฏิกูลเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวและทางด้านบริหารจัดการพัฒนาทรัพยากรบุคคลอบรมให้ผู้ประกอบการมีจิตสาธารณะเป็นสำคัญ เป็นการอนุรักษ์เพื่อเป็นแหล่งมรดกโลกไว้ให้กับบรรพชนรุ่นหลังต่อไป

มิฉะนั้นแล้วเมื่อกรมศิลปากรและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างมีอำนาจในการบริหารจัดการพื้นที่โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ตั้งอยู่ในเกาะเมืองจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และต่างฝ่ายได้ใช้อำนาจของตนเอง จึงเกิดปัญหาการบังคับใช้กฎหมายที่ทับซ้อนกัน ส่งผลให้โบราณสถาน โบราณวัตถุ และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เสียหาย ถูกทำลาย สูญหาย และภูมิทัศน์โดยรอบเกิดมลภาวะทางสายตา “นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาและเมืองบริวาร” ที่ได้จดทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization หรือ ยูเนสโก: UNESCO) จึงอาจต้องขึ้นบัญชีภาวะอันตรายและอาจจะถูกถอดออกจากการเป็นมรดกโลกได้ในอนาคตเพราะการบริหารจัดการพื้นที่ในเขตโบราณสถาน โบราณวัตถุ และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของอนุสัญญาการคุ้มครองมรดกโลก (The World Heritage Convention) กำหนดไว้ (สุนีย์ ทองจันทร์ และคณะ, ๒๕๕๖) อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา จึงเป็นปัญหาที่ต้องร่วมมือร่วมใจกันแก้ไขจากทุกฝ่าย ปรับวิสัยทัศน์ของส่วนราชการ ประชาชน ชุมชนให้เข้าใจอย่างเข้าถึงความสำคัญของมรดกโลกอย่างแท้จริง

หลักบูรณาการองค์รวมเพื่อความดำรงอยู่ของแหล่งมรดกโลกพระนครศรีอยุธยา

โดยความหมายของคำว่า “บูรณาการ” สามารถพิจารณาได้ ๒ ลักษณะ ได้แก่ ความหมายทั่วไป คือ การทำให้สมบูรณ์หรือการทำให้หน่วยย่อยๆ ที่สัมพันธ์ ซึ่งอาศัยกันอยู่เข้ามาร่วมทำหน้าที่อย่างประสานกลมกลืนเป็นองค์รวม ส่วนอีกความหมายหนึ่งเป็นความหมายในสาขาวิชาทางศึกษาศาสตร์หรือคุรุศาสตร์บูรณาการ หมายถึง การนำเอาศาสตร์สาขาวิชาต่างๆ ที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันมาผสมผสานเข้าด้วยกัน เพื่อประโยชน์ในการดำเนินงานหรือสร้างการเรียนรู้ จึงจำเป็นต้องใช้วิธีบูรณาการ คือ เน้นที่องค์รวมของความรู้มากกว่าเนื้อหาย่อยของแต่ละวิชาและเน้นที่กระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนสำคัญยิ่งกว่าการบอกเนื้อหาของครู การเรียนการสอนแบบบูรณาการจะประสบผลสำเร็จได้นั้นจำเป็นจะต้องได้ผู้สอนที่ดี เพื่อทำหน้าที่ให้ผู้เรียนเกิดความซาบซึ้งและส่งเสริมการพัฒนาความสามารถเต็มตามศักยภาพของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ (กัลยาณี สูงสมบัติ, ๒๕๕๐)

“องค์รวม” (Holistic ideology) หมายถึง แนวคิดในการทำความเข้าใจปรากฏการณ์หรือสิ่งต่าง ๆ โดยคำนึงถึงองค์ประกอบทั้งหมด (ปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก) ที่ก่อให้เกิดปรากฏการณ์หรือสิ่งนั้น ๆ และพิจารณาถึงความเชื่อมโยงและการสอดประสานกันในทุก ๆ ส่วนขององค์ประกอบนั้น

สำหรับคำว่า “บูรณาการ” (Integration) หมายถึง การทำให้สมบูรณ์ คือ ทำให้หน่วยย่อย ๆ ที่มีความสัมพันธ์กันร่วมกันทำหน้าที่อย่างผสมกลมกลืนเป็นองค์รวมหนึ่งเดียวที่มีความครบถ้วนสมบูรณ์ในตนเอง อีกนัยหนึ่ง คำว่า “องค์รวม” น่าจะสอดคล้องกับคำว่า ความคิดเชิงระบบ (System approach) ซึ่งหมายถึงสิ่งต่าง ๆ ที่รวมกันและต่างทำหน้าที่ของตนเองอย่างมีระเบียบ โดยส่วนประกอบหรือปัจจัยต่างๆ ของระบบมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน เพื่อให้การดำเนินงานบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ ความคิดเชิงระบบเป็นสิ่งที่มีมานานแล้วในธรรมชาติ เช่น ระบบสุริยะจักรวาล ระบบนิเวศน์ ระบบร่างกายมนุษย์ เป็นต้น ซึ่งถือเป็นระบบองค์รวมใหญ่ที่ประกอบด้วยระบบย่อยอีกหลายระบบ แต่ถ้าระบบย่อยในระบบองค์รวมใหญ่บกพร่องไปหรือทำงานไม่สัมพันธ์กับระบบใหญ่ เช่น ระบบย่อยอาหาร หรือ ระบบหายใจเกิดบกพร่องไป ก็จะทำให้องค์รวมใหญ่ คือ ระบบร่างกายเกิดปัญหาขึ้นได้ มนุษย์จึงนำความคิดเรื่องระบบมาใช้ในการบริหารและการทำงานโดยให้คำนึงถึงความเป็นองค์รวมของระบบที่ครบวงจรมากขึ้น ทั้งนี้ได้ศึกษาจากงานเขียนของ อรพิน สพโชคชัย (๒๕๕๔) ศุภวัฒน์ ปภัสสรากาจณ์ (๒๕๕๔) และกัลยาณี สูงสมบัติ (๒๕๕๐) สรุปได้ดังนี้

การบริหารจัดการในปัจจุบัน ได้นำแนวคิดความเป็นองค์รวมมาเป็นแนวทางในการบริหารและสร้างนวัตกรรมการบริหารมากมาย ซึ่งถ้าวิเคราะห์ให้ดีจะเห็นได้ว่าต่างอยู่บนพื้นฐานแนวคิดเดียวกัน จะต่างกันก็ตรงวัตถุประสงค์และเนื้อหาที่ต้องการนำไปใช้เท่านั้น ตัวอย่างแนวคิดและนวัตกรรมการบริหารที่มีแนวคิดเป็นองค์รวมซึ่งพอคุ้นเคยกันบ้าง ได้แก่

๑. การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable development) หมายถึงการพัฒนาที่ต้องคำนึงถึงความเป็นองค์รวมของทุกๆด้านอย่างสมดุลบนพื้นฐานของทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิปัญญาและวัฒนธรรม ด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกกลุ่มด้วยความเอื้ออาทรเคารพซึ่งกันและกัน เพื่อความสามารถในการพึ่งตนเองและคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างเท่าเทียม ซึ่งวัตถุประสงค์ของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๙-๑๐ จะมุ่งให้ทุกหน่วยงานพัฒนาอย่างเป็นองค์รวมตามแนวคิดนี้ทั้งสิ้น รวมทั้งแนวพระราชดำริเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงด้วยเช่นกัน

๒. ประธานคณะผู้บริหารสูงสุดขององค์กร (Chief Executive Officer : CEO) ความหมายในภาคเอกชน หมายถึง ประธานคณะผู้บริหารสูงสุดขององค์กรซึ่งมีอำนาจในการที่จะตัดสินใจนำพาองค์กรไปสู่เป้าหมายได้ดังตัวอย่าง ในส่วนของผู้ว่าราชการจังหวัดนั้น หมายถึงการเป็นเจ้าภาพสูงสุดที่สามารถจะบูรณาการงานในจังหวัดให้สำเร็จ ซึ่งจะต้องรู้ปัญหาและสามารถระดมสรรพกำลังได้ และที่สำคัญจะต้องมีเครื่องชี้วัดการทำงานที่เกิดผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ตามวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี

๓. การวางแผนกลยุทธ์ (Strategic Planning) เป็นกระบวนการสร้างภาพอนาคตขององค์กรและพัฒนาแนวทางการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุตามภาพอนาคตมีองค์ประกอบสำคัญ ๔ ประการคือ (๑) การมุ่งเน้นอนาคต (๒) การมุ่งเน้นจุดมุ่งหมายรวมขององค์กร (๓) การมุ่งเน้นกระบวนการ และ (๔) การมุ่งเน้นภาพรวม

๔. การวิจัย (Research) หมายถึง การศึกษาค้นคว้า การหาคำตอบ การหาความรู้ในสิ่งที่ไม่รู้ โดยวิธีการที่เป็นระบบหรือวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งการวิจัยมีหลายประเภทขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมายของการศึกษาค้นคว้า หาความรู้ แต่งานวิจัยที่สร้างสรรค์เพื่อประดิษฐ์คิดค้นสิ่งที่เป็นประโยชน์ใหม่ ๆ ที่องค์กรต่าง ๆ นิยมนำมาใช้คือการวิจัยและพัฒนา (Research and experimental development) ซึ่งมีทั้งการวิจัยพื้นฐาน การวิจัยประยุกต์ และการพัฒนาการทดลอง

๕. การบริหารแบบมีส่วนร่วม (Participatory  management) เป็นหลักการบริหารอย่างหนึ่งในยุคใหม่ ที่มีทั้งการบริหารให้มีส่วนร่วมในรูปของคณะกรรมการ กลุ่มทำงานหรือให้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น สนับสนุน ร่วมกำกับติดตามการดำเนินงาน ร่วมระดมทรัพยากรมีทั้งการมีส่วนร่วมจากภายในและการมีส่วนร่วมจากภายนอกองค์กร ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้บุคลากรเกิดความรับผิดชอบต่องาน มีความรู้สึกเป็นเจ้าของและเกิดปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ก่อให้เกิดบรรยากาศที่ดีในองค์กร

๖. นวัตกรรมที่นำมาใช้ในการบริหารอื่น ๆ อย่างหลากหลาย อาทิเช่น

๖.๑ Balanced Scorecard คือ การกำหนดผลสำเร็จอย่างสมดุลรอบด้านเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการวางแผนและการประเมินผลการปฏิบัติงานให้สามารถมองเห็นความสมดุลและความสัมพันธ์ของการดำเนินงานด้านต่าง ๆ อย่างชัดเจนทั้ง ๔ ด้าน คือ (๑) ด้านลูกค้า (๒) ด้านกระบวนการภายในองค์กร (๓) ด้านการเรียนรู้และพัฒนา และ (๔) ด้านการเงินและงบประมาณ

๖.๒ การบริหารคุณภาพทั่วทั้งองค์กร (Total Quality Management: TQM) เป็นการบริหารคุณภาพแบบองค์รวม ภายใต้หลักการ ๓ C คือ ๑) Customer focus เป็นการบริหารที่เน้นความพึงพอใจของลูกค้าเป็นสำคัญ ๒) Continuous improvement เป็นการปรับปรุงการทำงานอย่างต่อเนื่อง และ ๓) Company-wide involvement เป็นการบริหารที่ต้องทำให้คนทั้งองค์กรเข้ามามีส่วนร่วมปรับปรุงคุณภาพด้วยความมุ่งมั่นเต็มใจ และมีความสุขในการทำงาน

๖.๓ วงจร PDCA คือ วงจรคุณภาพ หรือ วงจรเดรมมิ่ง ได้แก่ Plan (วางแผน) Do (ปฏิบัติตามแผน) Check (ตรวจสอบ) และ Action (ปรับปรุงพัฒนา) เป็นกระบวนการเชิงระบบที่นิยมใช้ในการปรับปรุงคุณภาพได้ทุกองค์กร

๖.๔ สำนักบริการแบบเบ็ดเสร็จ (one stop service) เป็นมิติใหม่แห่งการให้บริการประชาชน โดยรวมศูนย์การให้บริการพื้นฐานแก่ลูกค้าและประชาชนจากหลาย ๆ หน่วยงานมาไว้ ณ จุดเดียวกัน
มีการปรับปรุงทั้งระบบสำนักงาน การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่เน้นให้ปฏิบัติงานบริการลูกค้าและประชาชนด้วยจิตสำนึกแห่งผู้ให้บริการที่ดีและมีการปรับปรุงระบบงานโดยนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้
ให้สามารถบริการได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ ฯลฯ

ความเป็นองค์รวมจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยผู้บริหารที่มีภาวะผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง มีวิสัยทัศน์กว้างไกล มองทุกส่วนอย่างบูรณาการไม่แยกส่วน และสามารถจัดองคาพยพทุกส่วนให้มีความสัมพันธ์สอดคล้องกันอย่างเป็นระบบที่ครบวงจร เงื่อนไขความสำเร็จของการบริหารแบบองค์รวมประการหนึ่งคือ การทำงานเป็นทีม โดยทุกฝ่ายทุกกลุ่ม ทุกคนต้องพร้อมที่จะร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับผิดชอบอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

ประโยชน์จากการทำระบบบริหารจัดการแบบบูรณาการ ได้แก่ (๑) เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน (๒) สามารถใช้ทรัพยากรต่าง ๆ บุคลากร ใช้ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ (๓) พนักงานทำงานโดยง่าย สะดวก มีประสิทธิภาพ พร้อมที่จะปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (๔) ลดความสูญเปล่า ซ้ำซ้อนในการบริหาร (๕) ลดค่าใช้จ่ายในการตรวจติดตาม และตรวจประเมิน (๖) สร้างภาพลักษณะที่ดีแก่องค์กร

ดังนั้น แนวทางการอนุรักษ์และคุ้มครองแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม กรณีนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาและเมืองบริวาร การบูรณาการแบบองค์รวม ในบทความนี้ จึงหมายถึง การบริหารจัดการมรดกโลกแบบมีส่วนร่วม การจัดองคาพยพทุกภาคส่วนให้มีความสัมพันธ์สอดคล้องกันอย่างเป็นระบบที่ครบวงจรโดยทุกภาคส่วนหรือผู้เกี่ยวข้องได้มีส่วนร่วมทำหน้าที่อย่างประสานกลมกลืน การบริหารให้มีส่วนร่วมในรูปของคณะกรรมการ กลุ่มทำงานหรือให้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น สนับสนุน ร่วมกำกับติดตามการดำเนินงาน ร่วมระดมทรัพยากรมีทั้งการมีส่วนร่วมจากภายในและการมีส่วนร่วมจากภายนอกองค์กร ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้บุคลากรเกิดความรับผิดชอบต่องาน มีความรู้สึกเป็นเจ้าของและเกิดปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

แนวทางการอนุรักษ์และคุ้มครองแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม โดยบูรณาการแบบองค์รวม

การอนุรักษ์และคุ้มครองแหล่งมรดกโลกนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาและเมืองบริวาร ให้เกิดผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ทางเลือกแนวทางหนึ่งสำหรับการบริหารจัดการ ซึ่งสามารถอาศัยหลักการทำงานในลักษณะ “บูรณาการแบบองค์รวม” เป็นการทำงานร่วมกันขององค์กร หน่วยงานทั้งภาครัฐ และภาคประชาชน โดยมุ่งเป้าหมายเดียวกันเพื่อยังประโยชน์ “ส่วนรวมหรือประโยชน์สาธารณะ” ต่อการอนุรักษ์และคุ้มครองไว้ซึ่งแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่เป็นสมบัติชาติ สำหรับแนวคิด“การอนุรักษ์ที่ดี ต้องรักษาคุณค่าดั้งเดิมของสิ่งนั้น พร้อมทั้งบำรุงรักษาพัฒนาองค์ความรู้ของทรัพยากรมนุษย์ในฐานะผู้มีส่วนร่วมควบคู่กันไปตามกฎบัตรสากล “อนุสัญญามรดกโลก” ซึ่งพื้นฐานในการอนุรักษ์โบราณสถานจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างถาวรและยั่งยืน

ดังนั้น แนวทางในการอนุรักษ์และคุ้มครองแหล่งมรดกโลกจึงต้องพิจารณาความเชื่อมโยงเกื้อกูลกันในเชิงบูรณาการการทำงานร่วมกันจะส่งผลทำให้งานบรรลุวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ จากการสังเคราะห์งานวิจัยของผู้เขียน ได้ศึกษาข้อมูลเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จึงขอนำเสนอแนวทางการอนุรักษ์และคุ้มครองแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม โดยใช้หลักการทำงาน “บูรณาการแบบองค์รวม” แนวทางสำคัญ ๓ หลักการ คือ การบริหารจัดการ การอนุรักษ์แหล่งมรดกโลก และการคุ้มครองแหล่งมรดกโลก ดังนี้

๑.ด้านการบริหารจัดการ

การบริหารจัดการ เป็นหลักการส่วนสำคัญในการวางแผนการทำงานเพื่อให้งานนั้นบรรลุตามวัตถุประสงค์และมีประสิทธิภาพ สำหรับการบริหารจัดการแหล่งมรดกโลก เป็นเรื่องท้าทายที่หน่วยงานหรือส่วนงานราชการที่รับผิดชอบต้องแสวงหาแนวทางการดำเนินงานและบริหารจัดการอย่างไรให้มีประสิทธิภาพและบรรลุเป้าหมาย ทั้งนี้ต้องบริหารงานภายในองค์กร ระหว่างองค์กรและภายนอกองค์กร การประสานภาคประชาชนรวมถึงผู้มีส่วนได้เสีย โดยการบริหารจัดการต้องอาศัยหลักการเชิงบริหาร การดำเนินการเกี่ยวข้องกับคน งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ และการจัดการ โดยการบริหารจัดการแหล่งมรดกโลกนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาและเมืองบริวารอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานกรมศิลปากร สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นหน่วยงานที่มีอำนาจและหน้าที่บริหารจัดการและควบคุมดูแลมีการกำหนดรูปแบบการจัดทำแผนการอนุรักษ์และการพัฒนาเมืองประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาในรูปแบบของอุทยานประวัติศาสตร์ (กรมศิลปากร, ๒๕๕๑) ขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเทศบาลและองค์การบริหารส่วนจังหวัด ก็มีอำนาจหน้าที่จัดทำบริการสาธารณะทางปกครอง
จึงเกิดปัญหาการใช้อำนาจตามกฎหมายและการตีความ (ธาตรี มหันตรัตน์ และสิริพัฒถ์ ลาภจิตร, ๒๕๕๕)

เมื่อกรมศิลปากรและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างมีอำนาจในการบริหารจัดการพื้นที่แหล่งโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ตั้งอยู่ในเกาะเมืองอยุธยา และต่างฝ่ายได้ใช้อำนาจของตนเอง จึงเกิดปัญหาการบังคับใช้กฎหมายที่ทับซ้อนกัน (สุนีย์ ทองจันทร์ และคณะ, ๒๕๕๖) ในขณะที่หน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องก็ยังขาดการประสานงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่รับผิดชอบด้วยเช่นกัน

กระบวนการบริหารจัดการที่เหมาะสมในการอนุรักษ์แหล่งโบราณสถานในอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา จากงานศึกษาวิจัยของวิชญา ตียะไพบูลย์ (๒๕๕๑) ได้แก่ (๑) การกระจายงานอนุรักษ์สู่ท้องถิ่น อาจเริ่มจากการแต่งตั้งคณะกรรมการการทำงานด้านอนุรักษ์และคุ้มครองในเขตพื้นที่ชุมชนที่ตั้งอยู่ภายในเขตอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ เจ้าหน้าที่จากองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น กรมศิลปากร และตัวแทนภาคประชาชนจากชุมชน ให้มีหน้าที่ในการดูแล จัดเก็บข้อมูล สนับสนุนการอนุรักษ์ (๒) สร้างจิตสำนึกความรู้ความเข้าใจ ให้แก่นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป (๓) การบูรณะแหล่งโบราณสถาน ต้องมีการศึกษาก่อนอย่างรอบคอบ โดยกระทำแบบพหุวิชาการโดยสถาปนิก นักโบราณคดี นักศิลปะ และนักประวัติศาสตร์ อาจจะต้องมีนักวิทยาศาสตร์ร่วมด้วย (๔) ปรับปรุงกระบวนการอนุรักษ์และคุ้มครองมรดกโลกให้ส่วนราชการต้องตั้งอยู่บนความพร้อมบริการสังคม (๕) ใช้มาตรการเผยแพร่ความรู้แก่นักท่องเที่ยว (๖) ตั้งคณะทำงานเพื่อทำหน้าที่ควบคุม กำกับดูแลและอนุรักษ์ (๗) จัดสภาพแวดล้อมภายในพื้นที่เขตอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา (๘) จัดตั้งศูนย์ฝึกฝีมือช่าง (๙) การบรรเทาแก้ไขปัญหาน้ำท่วม (๑๐) กฎหมายไม่มีแรงจูงใจ และ (๑๑) การตั้งกองทุนสนับสนุน (วิชญา ตียะไพบูลย์, ๒๕๕๑) การขับเคลื่อนรูปแบบการพัฒนาเมืองมรดกโลกพระนครศรีอยุธยา ต้องอาศัยหลักการมีส่วนร่วม โดยให้มีการวิเคราะห์ร่วมกันของผู้มีส่วนได้เสีย และนำเสนอเป็นแผนบริหารจัดการที่ได้จากการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน (ปฤษณา ชนะวรรษ และนภาวงค์ คงเศรษฐกุล, ๒๕๕๓) จัดทำแผนบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงาน เพื่อลดความซ้ำซ้อนและข้อขัดแย้ง โดยมุ่งเน้นที่ประโยชน์ส่วนรวมหรือประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ (ธาตรี มหันตรันต์ และสิริพัฒถ์ ลาภจิตร, ๒๕๕๕) งานวิจัยของ ภัทรานิษฐ์ ศุภกิจโกศล และคณะ (๒๕๕๔) นำเสนอรูปแบบการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารจัดการแหล่งมรดกโลกกรณีอุทยานประวัติศาสตร์พระนคร-
ศรีอยุธยา ควรมี ๓ ขั้นตอนคือ ๑) ขั้นการสร้างพื้นฐานความรู้และความเข้าใจ ๒) ขั้นการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ๓) ขั้นการปลูกจิตสำนึกเพื่อให้เกิดความรักและหวงแหน การแสวงหาแนวทางการพัฒนาศักยภาพการมีส่วนร่วมของประชาชนให้เพิ่มขึ้นสามารถทำได้โดย การนำเครื่องมือการจัดการความรู้ (Knowledge Management : KM) มาใช้ การสร้างเครือข่ายระหว่างชุมชน เพื่อให้เกิดชุมชนปฏิบัติ
การเสริมสร้างให้ประชาชนเป็นพลเมืองที่ดีต่อนักท่องเที่ยว ควรให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นหรือให้คำปรึกษา และสนับสนุนให้มีการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นแหล่งท่องเที่ยว ส่วนภาครัฐต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนในชุมชน ภาคเอกชน และทุกภาคส่วนเข้ามาเป็นตัวแทนในรูปคณะกรรมการ เข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจัง ภายใต้การบริหารจัดการ เพื่อเกิดการบูรณาการร่วมกัน ในพื้นที่แหล่งมรดกโลก

๒.ด้านการอนุรักษ์แหล่งมรดกโลก

การอนุรักษ์แหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมเป็นการบริหารจัดการที่ซับซ้อน ซึ่งต้องอาศัยความชำนาญ ความรู้ ความเข้าใจ ในหลักการและแนวทางสากลในการอนุรักษ์ ซึ่งมีทั้งปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ต้องปรับใช้ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับความเป็นจริงและเจตนารมณ์ ผู้รับผิดชอบและนักอนุรักษ์จึงต้องได้รับการฝึกอบรมอย่างเข้มงวดในเรื่องวิธีการและขั้นตอนที่ถูกต้องเหมาะสม การวางโครงการอนุรักษ์ในแต่ละโครงการจึงควรได้รับการศึกษาและประเมินผลโดยละเอียดถึงวัตถุประสงค์ในการอนุรักษ์คุณค่าของแหล่งมรดกโลก การอนุรักษ์มรดกโลกยังคงมีปัญหาอุปสรรคหลายประการ ทั้งจากการขยายตัวของเศรษฐกิจทำให้เกิดปัญหารุกล้ำพื้นที่เมืองมรดกโลก (จิรานุช โสภา, จิราพร สุวรรณเกษม และคณะ, ๒๕๕๔) ปัจจุบันที่ปรากฏยังคงมีการก่อสร้างอาคารบ้านเรือนรุกล้ำพื้นที่แหล่งมรดกโลกอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างลงในพื้นที่ของวัดร้าง การบุกรุกพื้นที่ การทำลายโบราณสถาน และการอ้างกรรมสิทธิ์ของตนในที่ดินภายในเขตบริเวณโบราณสถาน (ขจรจบ กุสุมาวลี, ๒๕๔๒; วิชญา ตียะไพบูลย์, ๒๕๕๑; ธาตรี มหันตรัตน์ และสิริพัฒถ์ ลาภจิตร, ๒๕๕๕) ปัจจุบันแหล่งมรดกโลกแห่งนี้กำลังตกอยู่ในภาวะเสี่ยงที่จะถูกองค์การยูเนสโกจัดขึ้นบัญชีอยู่ภาวะอันตรายและนำไปสู่การถอดออกจากทะเบียนแหล่งมรดกโลก ด้วยสภาพความเสื่อมโทรมของโบราณสถาน (วิชญา ตียะไพบูลย์, ๒๕๕๑) ดังนั้น การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมที่ดีจึงต้องเป็นการอนุรักษ์เพื่อรักษาสภาพโบราณสถาน โบราณวัตถุ และศิลปกรรมให้พ้นจากการเสื่อมสลายโดยธรรมชาติ และโดยกาลเวลา พร้อมทั้งบำรุงรักษาและคุ้มครองแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมให้ดำรงความเป็นส่วนหนึ่งของสังคมปัจจุบันตลอดไป

แนวทางการอนุรักษ์และคุ้มครองแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่สำคัญในทางสากลตามอนุสัญญามรดกโลก เน้นองค์ประกอบหลักสำคัญ ๓ ประการ คือ ความเป็นของแท้ดั้งเดิม ความเป็นเอกลักษณ์ และความกลมกลืนหรือบูรณภาพกับสภาพแวดล้อมโดยรอบ (กรมศิลปากร, ๒๕๕๑) การนำแนวทางในการอนุรักษ์โบราณสถานที่อยู่ในแหล่งมรดกโลกมาใช้ โดยกระบวนการและแนวทางมีอยู่หลากหลายวิธี ได้แก่ การป้องกันโดยมาตรการทางกฎหมาย การสงวนรักษา วิทยาศาสตร์การอนุรักษ์ การเสริมความมั่นคงแข็งแรงทางวิศวกรรม การบูรณะ การสร้างรูปแบบขึ้นมาใหม่ การซ่อมแซม การซ่อมบำรุง และการรักษาซากโบราณสถาน (วิชญา ตียะไพบูลย์, ๒๕๕๑) การอนุรักษ์มรดกโลกทางวัฒนธรรมควรเตรียมการอย่างรอบด้าน ได้แก่ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของประชาชนทุกภาคส่วน มีการประชาสัมพันธ์ การปลูกฝังให้คนมีจิตสำนึกในการหวงแหน และอนุรักษ์มรดกโลกทางวัฒนธรรมและโบราณสถาน ควรมีการจัดตั้งคณะกรรมการหรือจัดเตรียมบุคลากรให้เพียงพอแก่การปฏิบัติการร่วมกันในการดูแลรักษา (ชุมพล พืชพันธ์ไพศาล และลำยอง ปลั่งกลาง, ๒๕๕๔) ซึ่งในการดำเนินการดังกล่าวส่วนที่สำคัญต้องอาศัยการทำงานแบบมีส่วนร่วม ทั้งร่วมมือระหว่างองค์กร และภายนอกองค์กร รวมทั้งภาคประชาชน เพื่อให้การดำเนินงานเกิดการขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน มีเป้าหมายเดียวกัน มีผู้เชี่ยวชาญผู้มีความรู้หลายศาสตร์มาร่วมกันทำงาน สามารถช่วยลดจำนวนคนทำงาน ลดโครงการ ลดงบประมาณ ลดกระบวนการทำงาน

ทั้งนี้โดยอาศัยกลุ่มคนในแต่ละศาสตร์แต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมดำเนินการ สำหรับการอนุรักษ์แหล่งมรดกโลกกรณีที่จะมีการบูรณะซ่อมแซมโบราณสถานที่อยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร หากจะต้องให้เฉพาะส่วนกรมศิลปากรรับผิดชอบฝ่ายเดียว ก็จะเป็นภาระเกินกำลัง แต่หากมีหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องมาช่วยกันทำงาน เช่น ด้านศิลปกรรมต้องอาศัยผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านศิลปะและโบราณคดี ด้านวิศวกรรมหรือกรมโยธาธิการและผังเมืองมาช่วยในเรื่องการก่อสร้าง โครงสร้างโบราณสถานจะต้องมีโครงสร้างพื้นฐานอย่างไรที่จะรองรับกับสภาพแวดล้อมหรือบูรณภาพกับสภาพแวดล้อมโดยรอบ ส่วนด้านกฎหมายต้องนำมาพิจารณาว่ามีกฎหมายใดบ้างที่เป็นข้อจำกัดที่ควรได้รับการปรับปรุงแก้ไข นอกจากนี้ควรจัดทำคู่มือการบริหารจัดการมรดกโลก เอกสารแนะนำ แผ่นพับหรือซีดีเพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ความสำคัญของแหล่งมรดกโลก จัดบรรยายให้ความรู้กับทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง ทั้งนักเรียนนักศึกษาประชาชนในพื้นที่และประชาชนทั่วไป บรรจุเรื่องมรดกโลกไว้ในหลักสูตรการเรียนการสอนระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาและอุดมศึกษา เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจและเกิดความตระหนักมีจิตสำนึกรักและหวงแหนแหล่งมรดกโลก (ธาตรี มหันตรัตน์ และสิริพัฒถ์ ลาภจิตร, ๒๕๕๕)

๓.ด้านการคุ้มครองแหล่งมรดกโลกและโบราณสถาน

ปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครอง อนุรักษ์และสงวนรักษาโบราณสถาน ซึ่งเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม มีการตรากฎหมายใช้บังคับอยู่ได้แก่ พระราชบัญญัติ โบราณสถานโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ และยังได้ร่วมเป็นสมาชิกในอนุสัญญาระหว่างประเทศที่เกี่ยวกับการจัดการโบราณสถานรวมทั้งนำเอากฎบัตรสากลมาใช้ด้วย (กรมศิลปากร, ๒๕๕๑) แต่ยังคงไม่สามารถจัดการอนุรักษ์และคุ้มครองแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากปัญหาการบังคับใช้กฎหมายในการบริหารจัดการ โบราณสถาน โบราณวัตถุ และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ (สุนีย์ ทองจันทร์ และคณะ, ๒๕๕๖) ยังไม่มีการออกกฎหมายมารับรองสนับสนุนการอนุรักษ์โบราณสถานอย่างเพียงพอ (วิชญา ตียะไพบูลย์, ๒๕๕๑)

งานวิจัยของธาตรี มหันตรัตน์ และสิริพัฒถ์ ลาภจิตร, ๒๕๕๕) กล่าวถึง ประสิทธิผลการนำมาตรการทางกฎหมายในการบริหารจัดการแหล่งมรดกโลกไปสู่การปฏิบัติ เนื่องจากประเทศไทยไม่มีกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมโดยตรง แต่อาศัยกฎหมายอื่นซึ่งเป็นกฎหมายที่มีอยู่แล้ว ประกอบกับการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติยังขาดความต่อเนื่อง จึงเกิดปัญหาในการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่หลายฉบับและหลายหน่วยงานรับผิดชอบ การกำหนดวิธีการและขั้นตอน การใช้อำนาจหน้าที่ของหน่วยงานขาดความชัดเจน ซึ่งอาจจะส่งผลต่อการกำหนดนโยบายที่ดี แผนงาน มาตรการ และการติดตามประเมินผล

ในขณะที่งานวิจัยของเกียรติสกุล ชลคงคา (๒๕๔๘) พบว่าปัญหาการจัดการภายใต้กฎหมายที่มีลักษณะเฉพาะ หากโบราณสถานมีการชำรุดบกพร่องและต้องการซ่อมแซมต้องได้รับการอนุญาตจากกรมศิลปากรก่อนจึงจะดำเนินการได้ ซึ่งต้องเข้าสู่ระบบราชการบางครั้งทำให้ล่าช้าเสียหาย แนวทางมาตรการแก้ไขให้สามารถดำเนินการได้โดยใช้มาตรการด้านการจัดการเข้ามาดำเนินการ งานวิจัยของ จิรานุช โสภา, จิราพร สุวรรณเกษม และคณะ(๒๕๕๔) เสนอแนะนโยบายควรมีมาตรการในการอนุรักษ์พื้นที่ แผนการอนุรักษ์จัดการสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตควบคู่กันไป ดังนั้นจึงควรมีมาตรการในการอนุรักษ์ที่เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมปัจจุบันและทันสถานการณ์ โดยการบูรณาการแผนงาน ใช้การมีส่วนร่วมทุกภาคส่วนในการร่วมพิจารณาปัญหา ร่วมคิด วางแผนงาน ร่วมดำเนินการและร่วมรับผลที่เกิดร่วมกัน (ธาตรี มหันตรัตน์ และสิริพัฒถ์ ลาภจิตร, ๒๕๕๕) นำเสนอเป็นแผนบริหารจัดการโดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนภายใต้แผนแม่บทและกรอบการพัฒนาที่ยั่งยืน

มาตรการในการอนุรักษ์โบราณสถานที่มีการนำเสนอในการป้องกันโดยมาตรการทางกฎหมาย (protection) จากกฎบัตรแห่งเมืองฟลอเรนซ์ ข้อ ๒๓ ได้กำหนดให้ หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบมีภาระในการนำมาตรการทางกฎหมายและระเบียบการปกครองที่เหมาะสมมาใช้ป้องกันและคุ้มครองมรดกโลกทางวัฒนธรรมภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ทรงคุณวุฒิ การสงวนรักษาจัดทำภายในกรอบของแผนการใช้ที่ดิน โดยต้องระบุไว้ในเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนในระดับภูมิภาคและระดับท้องถิ่น รวมทั้งการนำมาตรการทางการเงินมาช่วยในการบำรุงรักษา อนุรักษ์ และบูรณะแหล่งมรดกโลกตามแนวทางปฏิบัติการ เพื่อการส่งเสริมสนับสนุนอนุสัญญามรดกโลก (กรมศิลปากร, ๒๕๓๘) การป้องกันทางกฎหมายจะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับมาตรการที่กำหนดไว้ในกฎหมายและการวางแผน ทั้งนี้คณะกรรมการโบราณแห่งชาติ สำหรับสภาการโบราณสถานระหว่างประเทศแห่งประเทศไทย (Thailand national committee for ICOMOS) ที่มีการประชุมเมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๕๐ ได้จัดทำร่างกฎบัตรอิโคโมสไทย ว่าด้วยการอนุรักษ์และบริหารจัดการมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องขึ้น โดยมีเนื้อหาครอบคลุมมรดกวัฒนธรรม เพื่อให้หน่วยงานทางปกครองของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เอกชน ประชาชนชาวไทย ซึ่งมีบทบาทและหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้ใช้เป็นกรอบแนวทางมาตรฐานในการอนุรักษ์มรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติร่วมกัน

นอกจากนี้มีการเสนอแนะแนวทางในการปกป้องคุ้มครองแหล่งโบราณสถานและมรดกวัฒนธรรมโดยการตรากฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับผังเมือง การส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม การควบคุมอาคาร ให้เอื้อประโยชน์ต่อการอนุรักษ์โบราณสถานด้วย มีการรวบรวมข้อมูลและเผยแพร่ความรู้แก่ประชาชนเพื่อสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์โบราณสถานและมรดกทางวัฒนธรรม โดยส่งเสริมให้มีการศึกษาวิจัย ฝึกอบรม และประเมินผลอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งกำหนดแนวทางในการให้มีการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลเฉพาะในการอนุรักษ์ เพื่อผลักดันประชาชนในท้องถิ่นที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับโบราณสถานนั้น มีสิทธิในการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และบริหารจัดการโบราณสถานในท้องถิ่นตนเอง และส่งมอบให้กับคนรุ่นต่อไปในอนาคตนแนวทางในการับมาตรการที่กำหนดไว้ในกฎหมายและการวงแผนน โดยต้องระบุไว้ในเอกสารที่เกี่ (www.icomosthai.org) ร่างกฎบัตรอิโคโมสไทยจึงถือได้ว่าเป็นมาตรการหนึ่งที่สำคัญที่สมควรนำมาใช้ในการอนุรักษ์โบราณสถานที่จะทำให้การอนุรักษ์แหล่งมรดกทางวัฒนธรรมมีประสิทธิภาพ

มาตรการในการสร้างแรงจูงใจในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมที่ภาครัฐหลายประเทศนำมาใช้ในการสนับสนุนให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งมาตรการแรงจูงใจก็ใช้ในการสนับสนุนในด้านการพัฒนาเมืองอีกด้วย ซึ่งจากการศึกษาของกองทุนสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม มูลนิธิสิ่งแวดล้อมไทยได้กำหนดมาตรการแรงจูงใจในการอนุรักษ์ออกเป็น ๔ ประเภท ได้แก่ มาตรการทางกฎหมาย ทางเศรษฐศาสตร์ ทางผังเมือง และทางสังคม

การที่รัฐใช้มาตรการแรงจูงใจมาใช้สำหรับการอนุรักษ์ เพราะรัฐมีความประสงค์ให้มีการใช้ทรัพยากรจากแหล่งอื่นนอกจากทุนของรัฐ หรือใช้มาตรการอื่นนอกจากการใช้อำนาจบังคับตามกฎหมาย ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการสนับสนุนการอนุรักษ์โบราณสถานได้ผลดีกว่า และรัฐต้องชดเชยแก่เจ้าของอาคารสิ่งก่อสร้างที่อาจมีภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ในการอนุรักษ์อาคารสิ่งก่อสร้าง ซึ่งในประเทศที่ได้มีมาตรการนี้มานานแล้ว เช่น อังกฤษ สวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส โดยรัฐให้เงินสนับสนุนเพื่อบำรุงรักษาซึ่งเป็นแรงจูงใจทางตรง ส่วนประเทศไทยยังไม่เคยมีการกำหนดแรงจูงใจในลักษณะให้ความช่วยเหลือเงินสมทบ สำหรับแรงจูงใจทางอ้อม เช่น การลดภาษีเงินได้ให้กับเจ้าของโบราณสถานหรือเอกชนที่มีอาคารสิ่งปลูกสร้าง การลดภาษีโรงเรือนและที่ดิน เป็นมาตรการที่หลายประเทศใช้ เช่น อเมริกา ฝรั่งเศส เยอรมนี สำหรับประเทศไทยยังไม่มีมาตรการนี้ ทำให้เจ้าของโบราณสถานขาดความต่อเนื่องที่จะซ่อมแซมบูรณะโบราณสถาน

ส่วนมาตรการชดเชยการเวนคืนหรือการจำกัดการพัฒนาในพื้นที่อนุรักษ์ โดยที่รัฐเวนคืนหรือซื้อทรัพย์สินที่มีคุณค่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมเพื่ออนุรักษ์และนำมาใช้ประโยชน์ เช่น ในอังกฤษ อเมริกา และญี่ปุ่น ได้จัดตั้งกองทุนแห่งชาติเพื่ออนุรักษ์โบราณสถาน สำหรับประเทศไทยได้ออกข้อกำหนดในการควบคุมการพัฒนาพื้นที่อนุรักษ์ โดยเจ้าของที่ดินหรืออาคารที่ตั้งไม่สามารถใช้ประโยชน์ด้านอื่นได้ ส่งผลให้เกิดการต่อต้านและขาดความร่วมมือ แนวทางในการปรับปรุงมาตรการดังกล่าว เพื่อที่จะทำให้เจ้าของที่ดินและอาคารสิ่งปลูกสร้างเต็มใจและสมัครใจในความร่วมมือ อาจจะกระทำได้โดยการกำหนดเงินค่าชดเชยหรืออาจกำหนดพื้นที่นั้นให้เป็นเขตพื้นที่ที่มีกิจกรรมที่สอดคล้องกับแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมที่ต้องการอนุรักษ์ เพื่อที่จะแก้ปัญหาได้ทันสถานการณ์ต่อสภาพปัญหา และทำให้งานสำเร็จลุล่วงได้ตามเป้าประสงค์ เกิดผลดีต่อการอนุรักษ์โบราณสถานให้คงอยู่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าต่อไป

ดังนั้น การอนุรักษ์และคุ้มครองแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาและเมืองบริวาร เพื่อให้การขับเคลื่อนตามนโยบายและสัญญาระหว่างประเทศเป็นไปตามมาตรฐานสากลของมรดกโลก จึงควรที่จะปรับปรุงกฎหมายหลักให้สอดคล้องกับสภาพปัจจุบัน เนื่องจากไทยมีพระราชบัญญัติโบราณสถานโบราณวัตถุตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๔ เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับโบราณสถานและ อนุสัญญาระหว่างประเทศ กฎบัตรสากล และกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง ควรออกกฎหมายรับรองสนับสนุนการอนุรักษ์และคุ้มครองแหล่งโบราณสถาน เช่น ร่างกฎบัตรอิโคโมสไทย (ICOMOS) และมาตรการสร้างแรงจูงใจมาใช้สำหรับการอนุรักษ์ที่เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและทันสถานการณ์ ภายใต้การบูรณาการแผนงานและกิจกรรมร่วมกัน โดยอาจกระทำในลักษณะมาตรการทางกฎหมาย ทางเศรษฐศาสตร์ ทางผังเมืองและทางสังคมให้เกิดเป็นรูปธรรมดังที่กล่าวมาแล้วต่อไป

บทสรุป

ปัญหาการอนุรักษ์และคุ้มครองแหล่งมรดกโลกนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา และเมืองบริวารเป็นเรื่องของคนไทยทั้งชาติ จำเป็นต้องได้รับการพิจารณาอย่างเป็นองค์รวม แล้วสร้างระบบจัดการที่ยั่งยืน โดยมีหน่วยงานกลางเป็นผู้ประสานงานกับทุกหน่วยงาน รวมถึงคนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเอง ต้องสร้างกระบวนการให้เข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น เพื่อความตระหนักในปัญหาและเห็นพ้องกับระบบและกลไกที่จะเกิดขึ้น และมีงบประมาณพิเศษสำหรับแก้ปัญหานครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาโดยเฉพาะตัวอย่างของหน่วยงานกลางที่อาจทำงานได้ คือ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ในการอนุรักษ์และคุ้มครองแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมจำเป็นที่ต้องผสานแนวความคิดของการอนุรักษ์แบบสากลให้เข้ากับบริบทของท้องถิ่น เพื่อทำให้แนวความคิดในการอนุรักษ์สามารถนำมาปฏิบัติใช้ได้จริงและสอดคล้องกับพื้นที่ แม้ว่าดูเป็นเรื่องยาก แต่ก็จำเป็นที่จะต้องเริ่มต้น มิฉะนั้นแล้ว มรดกโลกทางวัฒนธรรมสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมทั้งหลายจะต้องสูญสลายลง ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์และความปรารถนาดี แต่ไม่ได้รับรู้ว่าผลของการปฏิบัตินั้นได้ก่อให้เกิดความสูญเสียต่อมรดกของมนุษยชาติลงไปอย่างไม่อาจเรียกร้องให้กลับคืนมาได้อีกเลย (โครงการพิทักษ์สยาม, ๒๕๕๔)

การขับเคลื่อนการทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ แนวทางหนึ่งที่สำคัญคือ “บูรณาการแบบองค์รวม” เป็นหลักการบริหารอย่างหนึ่งในยุคสมัยใหม่ที่มีทั้งการบริหารให้มีส่วนร่วมในรูปของคณะกรรมการ กลุ่มทำงานหรือให้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น สนับสนุน ร่วมกำกับติดตามการดำเนินงาน ร่วมระดมทรัพยากร มีทั้งการมีส่วนร่วมจากภายในและการมีส่วนร่วมจากภายนอกองค์กร ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้บุคลากรเกิดความรับผิดชอบต่องาน ส่งเสริมให้ประชาชนมีความตระหนักร่วมรับผิดชอบ มีความรู้สึกเป็นเจ้าของและเกิดปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ก่อให้เกิดบรรยากาศที่ดีในการสร้างงานร่วมกัน

ดังนั้น แนวทางการบริหารจัดการแหล่งมรดกแหล่งโลก “บูรณาการแบบองค์รวม” จะเป็นอีกทางออกหนึ่งสำหรับการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการอนุรักษ์และคุ้มครองแหล่งมรดกโลกนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาและเมืองบริวาร ท่ามกลางกระแสการพัฒนาเมือง เศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีในปัจจุบัน โดยหลักการบริหารแบบมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน โดยอาศัยแนวคิดสำคัญทั้ง ๓ หลักการ คือ (๑) การบริหารจัดการ (๒) การอนุรักษ์ และ (๓) การคุ้มครองมรดกโลก การดำเนินการในลักษณะองค์รวมโดยทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมภายใต้แนวทาง แผนงาน และโครงการในการบริหารจัดการและจัดกิจกรรมเชิงบูรณาการที่กำหนดไว้ให้ สามารถดำรงรักษาไว้ซึ่งคุณค่าของทรัพยากรทางวัฒนธรรมให้บรรพชนคนรุ่นหลังไว้ได้ศึกษา ชื่นชม รำลึกถึงคุณค่าของวัฒนธรรมอันงดงามอย่างยั่งยืนสืบต่อไป

บรรณานุกรม

กรมศิลปากร.  (๒๕๔๖).  พระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๐๔.  พิมพ์ครั้งที่ ๖.  กรุงเทพฯ: บริษัท สำนักพิมพ์สมาพันธ์ จำกัด.

กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม.  (๒๕๕๑).  มรดกโลกทางวัฒนธรรม.  กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร.

กระทรวงวัฒนธรรม.  (๒๕๕๕).  ศูนย์ข้อมูลมรดกโลกวัฒนธรรม.  ค้นเมื่อ ๒๓ กันยายน ๒๕๕๕,  จากwww.thaiwhic.go.th/heritage_culture2.

กัลยาณี สูงสมบัติ.  (๒๕๕๐).  Powerpoint, จาก www.uhost.rmutp.ac.th.

กองแผนงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย.  (๒๕๔๔).  กฎหมายในการอนุรักษ์และจัดการทรัพยากรธรรมชาติ

           เพื่อการท่องเที่ยว.  กรุงเทพฯ: การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย.

เกียรติสกุล ชลคงคา.  (๒๕๔๘).  มิติทางกฎหมายเกี่ยวกับทรัพยากรท่องเที่ยวโบราณสถาน ศิลปะและวัฒนธรรมในจังหวัด           ราชบุรี.  กรุงเทพฯ: คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์.

ขจรจบ กุสุมาวลี.  (๒๕๔๒).  การจัดการพื้นที่ประวัติศาสตร์: กรณีศึกษาบริเวณวิหารพระมงคลบพิตร.  วิทยานิพนธ์

สังคมวิทยาและมนุษยวิทยามหาบัณฑิต: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

โครงการพิทักษ์มรดกสยาม.  (๒๕๕๔).  บทสรุปการเสวนาเรื่อง อยุธยา: มรดก(โลก)ที่น่าเป็นห่วง” วันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๕๔ ณ สยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ กรุงเทพฯ.

คณะกรรมาธิการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปวัฒนธรรม วุฒิสภา.  (๒๕๕๕).  “การบริหารจัดการพื้นที่มรดกโลกพระนครศรีอยุธยา”, เอกสารประกอบการเสวนาเชิงปฏิบัติการ. วันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ ณ โรงแรมกรุงศรีริเวอร์ อยุธยา.

คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน.  (๒๕๕๓).  การบริหารจัดการที่ดีตามหลักธรรมาภิบาล.  กรุงเทพฯ: สำนักงาน กพร.

จุมพล หนิมพานิช.  (๒๕๔๗).  การวิเคราะห์นโยบาย ขอบข่าย แนวคิด ทฤษฎี และกรณีตัวอย่าง.  กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.

ชาติชาย ณ เชียงใหม่.  (๒๕๓๓).  ทิศทางการพัฒนาชนบท ในอนาคต.  กรุงเทพฯ: สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

ธาตรี มหันตรัตน์ และสิริพัฒถ์ ลาภจิตร.  (๒๕๕๕).  รูปแบบการบริหารจัดการมรดกโลกที่เหมาะสมกับนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาและเมืองบริวาร. รายงานการวิจัยนำเสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ.

นิคม จารุมณี.  (๒๕๔๔).  การท่องเที่ยวและการจัดการอุตสาหกรรมท่องเที่ยว.  (พิมพ์ครั้งที่ ๒).  กรุงเทพฯ:
โอเดียนสโตร์.

ประสงค์ น่วมบุญลือ.  (๒๕๔๖).  เอกลักษณ์และคุณค่าของทรัพยากรการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม.  เอกสารสอนชุดวิชาทรัพยากรการท่องเที่ยวไทย หน่วยที่ ๙-๑๕.  นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.

ปฤษณา ชนะวรรษ.  (๒๕๕๓).  อยุธยาเมืองมรดกโลกภายใต้ยุทธศาสตร์พัฒนาอย่างยั่งยืน. รายงานการวิจัย.

ไพรัตน์ เดชะรินทร์.  (๒๕๒๗).  นโยบายและกลวิธีการมีส่วนร่วมของชุมชนในยุทธศาสตร์การพัฒนาในปัจจุบัน ใน ทวีทอง หงษ์วิวัฒน์ (บรรณาธิการ), การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนา.  กรุงเทพฯ: โสภาการพิมพ์.

ภูมิชัย สุวรรณดี, มานิตย์ จุมปา, ชิตาพร พิศลยบุตร โต๊ะวิเศษ.  (๒๕๔๓).  ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป.  พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ: นิติธรรม.

ภัทรานิษฐ์ ศุภกิจโกศล.  (๒๕๕๔).  การมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารจัดการแหล่งมรดกโลก กรณีอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาและอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยศรีสัชนาลัย-กำแพงเพชร.  กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยสวนดุสิต.

มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนครศรีอยุธยา.  (๒๕๕๓). “ เรื่อง มรดกอยุธยา มรดกโลก”, เอกสารประกอบการเสวนาวิชาการ. วันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๓ ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา.

มหาวิทยาลัยศิลปากร.  (๒๕๓๖).  ลุ่มน้ำแม่กลอง: พัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรม.  กรุงเทพฯ: พิฆเณศพริ้นท์ติ้ง.

วศิน ปัญญาวุธตระกูล.  (๒๕๕๐).  การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมในพื้นที่ระเบียงวัฒนธรรม (กำแพงเพชร สุโขทัย พิษณุโลก เพชรบูรณ์).  กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.

วิชญา ติยะไพบูลย์สิน.  (๒๕๕๑).  มาตรการในการอนุรักษ์แหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม: กรณีศึกษาอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา.  วิทยานิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิต: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

วิรัช วิรัชนิภาวรรณ.  (๒๕๓๐).  ปัญหาอุปสรรคที่สำคัญของการพัฒนาชุมชน: ประชาชน ข้าราชการ และผู้นำรัฐบาล. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์.

วรเดช จันทรศร.  (๒๕๔๘).  ทฤษฎีการนำนโยบายสาธารณะไปปฏิบัติ.  กรุงเทพฯ: สหายบล็อกและการพิมพ์.

วสุ โปษยะนันทน์.  (๒๕๕๒). มรดกโลกทางวัฒนธรรม.  ค้นเมื่อ ๒๑ มีนาคม ๒๕๕๔, จาก vasuposh.blogspot.com/ 2009/08/world-cultural-heritage.html.

ศุภวัฒน์ ปภัสสรากาญจน์.  (๒๕๕๓).  การจัดการและการบริหารสาธารณะสมัยใหม่.  กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัย
ราชภัฏสวนดุสิต.

สถาบันดำรงราชานุภาพ.  (๒๕๓๙).  ปัญหาการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบล.  (รายงานการวิจัย สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ร่วมกับกองวิชาการและแผนงาน กรมการปกครอง). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ส่วนท้องถิ่น.

สุภางค์ จันทวานิช.  (๒๕๓๑).  วิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research-PAR).  กรุงเทพฯ:

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.

สุนีย์ ทองจันทร์.  (๒๕๕๖).  ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายในการบริหารจัดการโบราณสถาน โบราณวัตถุ
และสถาปัตย์นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา.
 กรุงเทพฯ: รายงานวิจัยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ.

สำนักนายกรัฐมนตรี.  (๒๕๔๒).  ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี พ.ศ. ๒๕๔๒.  กรุงเทพฯ: สำนักนายกรัฐมนตรี.

อรทัย ก๊กผล.  (๒๕๕๐). “การบริหารจัดการการมีส่วนร่วมของประชาชน,” ใน คู่มือพลเมืองยุคใหม่.  (พิมพ์ครั้งที่ ๓).

กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์คณะรัฐมนตรีและราชกิจจานุเบกษา.

อรพินท์ สพโชคชัย.  (๒๕๔๖).  ภาคีการพัฒนาสนับสนุนแนวทางการทำงานในระดับพื้นที่.  ๒๕ กันยายน ๒๕๔๖ เอกสารการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ,สานักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ. Greffe, Xavier. (2004). Is Heritage an Asset or a Liability?. Journal of Cultural Heritage, 5, 301-309.

Leave a Comment

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติ HTML เหล่านี้ได้: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>