วิเคราะห์รูปแบบบานประตูไม้จำหลัก รูปทวารบาลศิลปกรรมอยุธยา วัดพระศรีรัตนมหาธาตุเชลียง ศรีสัชนาลัย สุโขทัย

บทความวิชาการ สาขาประวัติศาสตร์ศิลปะ

วิเคราะห์รูปแบบบานประตูไม้จำหลัก รูปทวารบาลศิลปกรรมอยุธยา วัดพระศรีรัตนมหาธาตุเชลียง ศรีสัชนาลัย สุโขทัย

An Analysis of Dvarapala Wood-carved Door Panels of Wat Phra Si Rattana Mahathat Chaliang, Si Satchanalai District, Sukhothai Province

วรวิทย์ สินธุระหัส / Worawit Sinturahas
ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ
โรงเรียนสมโภชกรุงอนุสรณ์ (๒๐๐ปี) สำนักงานเขตสะพานสูงสังกัดกรุงเทพมหานคร

บทคัดย่อ

ทวารบาลจำหลักบานประตูไม้ประดับคูหาพระปรางค์ประธาน วัดพระศรีรัตนมหาธาตุเชลียง ศรีสัชนาลัย สุโขทัย จากการศึกษาเปรียบเทียบกับงานศิลปกรรมอยุธยา กล่าวได้ว่าน่าจะได้รับอิทธิพลจากงานศิลปกรรมในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ช่วงอยุธยาตอนกลางราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ เป็นต้นมา ซึ่งเป็นการแผ่อิทธิพลจากกรุงศรีอยุธยาสู่สุโขทัยด้วยงานศิลปกรรม เนื่องด้วยบานประตูนี้เป็นส่วนประดับของพระปรางค์แบบอยุธยา รายละเอียดบางส่วนปรากฏรูปแบบงานศิลปะจีน เนื่องด้วยการติดต่อค้าขายและการเมือง อีกทั้งรูปแบบที่อาจมีความสัมพันธ์กับศิลปะสุโขทัยอย่างเทวรูปและเครื่องถ้วยสังคโลกมาผสมผสานจนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

คำสำคัญ: ประตูไม้จำหลักรูปทวารบาล,วัดพระศรีรัตนมหาธาตุเชลียง

Abstract

Compared to Ayutthaya arts, it has been estimated that the Dvarapala wood-carved door panels of Wat Phra Si Rattana Mahathat Chaliang, Si Satchanalai District, Sukhothai Province would have been influenced by the arts in the reign of King Borommatrailokkanat since the middle Ayutthaya period at around the 21st B.E.  As a part of the Ayutthaya prang, Chinese arts have been found to be mixed in some of those because of trade and political relations among them. Sukhothai arts, also, might be related in them as uniquely seen in deity images and celadon pottery.

Keywords: Dvarapala, Wat Phra Si Rattana Mahathat Chaliang

บทนำ

ทวารบาลจำหลักบานประตูไม้ประดับคูหาพระปรางค์ประธาน วัดพระศรีรัตนมหาธาตุเชลียง ศรีสัชนาลัย สุโขทัย ปัจจุบันได้นำมาจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติรามคำแหง สุโขทัย รูปแบบทางศิลปกรรมของบานประตู น่าจะมีความสัมพันธ์กับทางกรุงศรีอยุธยา สังเกตได้ว่าเมืองต่างๆ ที่อยู่ในเครือข่ายการปกครองของกรุงศรีอยุธยามักจะมีมหาธาตุเจดีย์เป็นหลักของเมือง ซึ่งรวมทั้งมหาธาตุเมืองพิษณุโลกและเมืองเชลียง สร้างขึ้นโดยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (สันติเล็กสุขุม, ๒๕๕๔, หน้า ๑๗๕). สอดคล้องตามเอกสารพระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ กล่าวถึงคราวที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถสร้างวิหารวัดจุฬามณี พิษณุโลก และทรงพระผนวชในปี พ.ศ.๒๐๐๗ (ผิน ชุณหะวัณ, จอมพล และเพทาย พยุงเวชชศาสตร์, ๒๔๙๘, หน้า ๑๓๕) คงมีการสร้างพระปรางค์ด้วยในคราวนั้น และอาจมีการสร้างพระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุเชลียงในภายหลัง ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าคงจะประดับบานประตูหลังนี้ภายในคูหาพระปรางค์ด้วยพร้อมกับสมัยที่สร้างพระปรางค์พระศรีรัตนมหาธาตุเชลียง สร้างสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ราว พ.ศ. ๒๐๑๘ (สันติ เล็กสุขุม, ๒๕๕๐, หน้า ๑๐๘ – ๑๐๙) เป็นสัญลักษณ์ของพระปรางค์ประธาน แสดงถึงการขยายอำนาจจากกรุงศรีอยุธยา (ภาพที่๑) ส่วนบานประตูประดับคูหาพระปรางค์น่าจะได้รับรูปแบบทางศิลปกรรมอยุธยามาด้วย หากแต่รูปแบบงานศิลปกรรมนั้นจะมีความร่วมสมัยกันกับงานช่างสมัยพระบรมไตรโลกนาถหรือไม่นั้น ต้องทำการเปรียบเทียบระหว่างบานประตูทวารบาลจำหลักไม้ของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุเชลียงกับศิลปกรรมอยุธยาสมัยพระบรมไตรโลกนาถแล้วว่าสอดคล้องมากน้อยเพียงใด สิ่งที่เปรียบเทียบได้คือ ทวารบาลแกะสลักไม้บานประตูประดับคูหาพระสถูปเจดีย์ทรงระฆังวัดพระศรีสรรเพชญ พระนครศรีอยุธยา งานศิลปกรรมนอกราชธานีอยุธยาได้แก่ ลวดลายปูนปั้นประดับผนังที่วัดไลย์ ท่าวุ้ง ลพบุรี ลวดลายปูนปั้นพระปรางค์ที่วัดจุฬามณี พิษณุโลก งานศิลปกรรมวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ พิษณุโลก ส่วนงานศิลปกรรมในศรีสัชนาลัย คือ ลวดลายปูนปั้นประดับผนังวิหารวัดนางพญา ภายในวัดพระศรีรัตนมหาธาตุเชลียงเอง เช่น เพดานไม้สลักที่พบในพระปรางค์ประธานที่น่าจะร่วมสมัยกันมาเปรียบเทียบวิเคราะห์กันว่า ลักษณะที่ปรากฏจะมีพัฒนาการร่วมสมัยจากลวดลายหรืองานประดับก่อนหน้าพุทธศตวรรษที่ ๒๒ – ๒๓ อย่างไร จึงทำการสรุปข้อคิดเห็นว่าบานประตูทวารบาลจำหลักไม้ของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุเชลียง มีลักษณะที่ปรากฏถึงงานศิลปกรรมอยุธยาตั้งแต่ช่วงสมัยใดบ้าง และมีข้อแตกต่างที่เป็นเอกลักษณ์ของงานช่างสุโขทัยอยู่ด้วยเพียงใด ซึ่งน่าจะมีการผสมผสานกับงานช่างอยุธยาอยู่ด้วย

001

002

003

004

005

สิ่งที่กำหนดรูปแบบพระปรางค์ประธานวัดพระศรีรัตนมหาธาตุเชลียงได้ คือในคราวที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถสามารถยึดเมืองศรีสัชนาลัยคืนจากล้านนา ในปีพ.ศ. ๒๐๑๗ ซึ่งอยู่ในต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๑ รูปแบบพระปรางค์ที่เด่นชัด คือ ชุดฐานบัวลูกฟัก๓ ฐาน ตั้งบนฐานไพทีสูงรองรับเรือนธาตุที่มีลวดบัวเชิงและบัวรัดเกล้าเป็นสันนูนหนา ซึ่งเกี่ยวกับพระปรางค์วัดจุฬามณีที่มีมาก่อน ทรวดทรงของปรางค์จะสูงชะลูดขึ้นเนื่องจากมีฐานไพทีสูงมารองรับ สื่อให้เห็นถึงการครองอำนาจเหนือสุโขทัยที่ได้คืนจากล้านนา (สันติ เล็กสุขุม, ๒๕๔๑, หน้า ๖๐) จากการกำหนดอายุของพระปรางค์ประธาน ก็คงจะส่งผลต่อรูปแบบงานศิลปกรรมบานประตูไม้จำหลักรูปทวารนี้มาด้วย ที่น่ามีรูปแบบของงานช่างร่วมสมัยในรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ที่แสดงพระราชอำนาจจากกรุงศรีอยุธยา โดยการใช้พระปรางค์ประธานเชิงเป็นสัญลักษณ์ บอกขอบเขตของการปกครองของกรุงศรีอยุธยาในช่วงเวลานั้น

รูปแบบที่ปรากฏในงานศิลปกรรมอยุธยา

การใช้ประตูไม้จำหลักรูปทวารบาลประดับคูหาพระสถูปเจดีย์ทรงระฆัง วัดพระศรีสรรเพชญ พระนครศรีอยุธยา มาเป็นตัวตั้งในการเปรียบเทียบศึกษาก่อนนั้น เพราะว่า เป็นงานประติมากรรมนูนสูงจำหลักไม้ ลักษณะการใช้งานเหมือนกัน คือจะติดตั้งตรงซุ้มพระสถูปเช่นเดียวกับทวารบาลจำหลักไม้ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุเชลียง การกำหนดอายุของ ประตูไม้จำหลักรูปทวารบาลของวัดพระศรีสรรเพชญจัดว่าอยู่ในช่วงอยุธยายุคกลางราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๑ (รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง, ๒๕๕๓, หน้า ๑๔๑) ที่มีรายละเอียดของเครื่องประดับมงกุฎทรงเทริด กรองศอ สังวาล ลวดลายพันธุ์พฤกษาที่มีการประดิษฐ์เป็นพิเศษ ซึ่งน่าจะเป็นต้นแบบทางงานช่างที่น่าจะถ่ายทอดสู่เมืองศรีสัชนาลัยอย่างวัดพระศรีรัตนมหาธาตุเชลียง

สิ่งที่เหมือนกัน

พระพักตร์ พิจารณาได้ว่าลักษณะเป็นแบบพระพุทธรูปทรงเครื่องน้อยสมัยอยุธยาตอนกลางน่าจะได้รับอิทธิพลจากพระพุทธรูปสุโขทัย พระพักตร์กลมถึงรูปไข่ แต่ไม่ยาวเหมือนพระพุทธรูปสุโขทัย (ศักดิ์ชัย สายสิงห์, ๒๕๕๔, หน้า ๑๒๙)

ศิราภรณ์ เมื่อเทียบกับทวารบาลของวัดพระศรีสรรเพชญ แล้วจะเห็นว่าเป็นระบบเดียวกัน คือ สวมมงกุฎทรงเทริด ประกอบด้วย กระบังหน้า กุณฑล รัดเกล้าทรงกรวย และมีการทำรัดเกล้าทรงกรวยชิ้นเล็ก ๔ ชิ้นโดยรอบ เลียนแบบกรัณฑมงกุฎ ซึ่งแต่เดิมคือตาบในศิราภรณ์ของเทวรูปสมัยสุโขทัย ซึ่งช่างอยุธยาได้รับอิทธิพลการประดับตาบนั้นมาด้วย แต่ดัดแปลงให้เป็นยอดเล็กประดับแทนตำแหน่งเดิม(กรรณรส ศรีสุทธิวงศ์, ๒๕๕๒, หน้า ๒๖ – ๒๗) ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของศิราภรณ์พระพุทธรูปสมัยอยุธยาตอนกลางมากกว่า รายละเอียดที่น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งตรงมุมทั้งสี่สลักเป็นรูปเทพพนมสวมเทริด เช่นเดียวกับทวารบาลหลังดังกล่าวด้วย คือ มีรัดเกล้าทรงกรวยชิ้นเล็กประกอบอยู่ด้วยเช่นกัน (ภาพที่ ๔) จึงสะท้อนให้เห็นถึงการรับรูปแบบงานช่างจากอยุธยาตอนกลาง ประมาณต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๑

สังวาล ทวารบาลของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุเชลียงจะห้อยสังวาลเส้นเดียวต่างจากทวารบาลที่วัดพระศรีสรรเพชญที่ห้องสองเส้นไขว้ การห้อยสังวาลเส้นเดียวอาจได้รับอิทธิพลจากเทวรูปสุโขทัย เปรียบเทียบได้กับพระศิวะศิลปะสุโขทัย (ภาพที่ ๕) ยังปรากฏในงานเทวรูปพระศิวะ กล่าวคือสืบต่อถึงศิลปะอยุธยาอายุราวกลางถึงปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๑ จัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร แสดงถึงสายยัชโญปวีตที่ให้หัวงูวางบนพระอังสะคล้องไหล่เฉียงเป็นวงโค้งซึ่งพบมากในศิลปะสุโขทัย (เอกสุดาสิงห์ลำพอง, ๒๕๕๓, หน้า ๑๐๗) (ภาพที่ ๖) ส่วนทวารบาล วัดพระศรีรัตนมหาธาตุเชลียงนั้นช่างน่าจะได้แรงบันดาลใจจากเทวรูปในศิลปะสุโขทัยอย่างพระศิวะมาดัดแปลง โดยทำเป็นเส้นอย่างเดียวไม่สลักเป็นหัวงู ก็อาจเป็นได้

การนุ่งผ้า จะมีการนุ่งที่คล้ายกันคือ การสลักของช่างจะเลียนแบบธรรมชาติ ให้ผ้าพลิ้วไหว นุ่งแบบผ้าจีบ ปล่อยชายผ้าออกมาด้านหน้า หันออกคนละด้านคาดเข็มขัดทับ สวมกำไลข้อเท้า และมีผ้าตาบหน้าปลายแหลมด้านหน้าเหมือนกัน รูปแบบสามารถเปรียบเทียบได้กับเทวรูปพระศิวะที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร ศิลปะอยุธยาตอนกลางประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๑ จารึกบนฐานเทวรูประบุว่าสร้างในพ.ศ. ๒๐๕๓ (สันติ เล็กสุขุม, ๒๕๕๓, หน้า ๑๔๖) (ภาพที่ ๗)

การถืออาวุธ ทวารบาลจะถือพระขรรค์เหมือนกัน แสดงถึงการปกปักรักษาเพราะบานประตูทั้งสองจะติดตั้งภายในซุ้มคูหาพระสถูปเช่นเดียวกันรูปแบบทวารบาลถือพระขรรค์นี้จะพบได้อีก คือ ปูนปั้นเทวดาประดับผนังสกัดหน้า วิหารวัดไลย์ ท่าวุ้ง ลพบุรี จัดว่าเป็นอยุธยายุคกลาง พุทธศตวรรษที่ ๒๑ – ๒๒ (สันติ เล็กสุขุม, ๒๕๕๒, หน้า ๑๗๗) (ภาพที่ ๘) ซึ่งจะถืออาวุธเป็นพระขรรค์ด้วยการพาดไหล่ เช่น เดียวกัน ซึ่งเป็น อาจเป็นความนิยมถึงงานช่างในยุคสมัยที่ใกล้เคียงกัน

สิ่งที่ต่างกัน

ซุ้มเรือนแก้ว มีความต่างกัน คือ ทวารบาลของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุเชลียง จะทำเป็นวงโค้ง ๓ วงเหมือนงานศิลปะจีน ซึ่งจะพบในรูปแบบของทวารบาลจำหลักประดับฝ้าเพดานพระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุเชลียงด้วย (ภาพที่ ๙)นอกจากนี้ลายกรอบหยักโค้งยังพบในงานปูนปั้นประตูหลอกพระปรางค์วัดจุฬามณี พิษณุโลกลวดลายที่ใช้นี้นิยมมากในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง, ๒๕๕๔, หน้า ๑๗๑) (ภาพที่ ๑๐) อีกทั้งยังพบในลวดลายปูนปั้นประดับผนังวิหารวัดนางพญา ศรีสัชนาลัย ที่มีกรอบมุมหยักโค้งด้วย (ภาพที่ ๑๑) ส่วนภาพลายเส้นจะเห็นได้ว่าเครื่องทรงเทวดาก็สอดคล้องกับเครื่องทรงทวารบาลไม้จำหลักวัดมหาธาตุเชลียง คือมงกุฎทรงเทริดมีกระบังหน้า รัดเกล้าทรงกรวย เป็นต้น (ภาพที่ ๑๒) ที่น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งคือ วงโค้ง ๓ วงนี้ เคยปรากฏมาแล้วในศิลปะอยุธยาตอนต้น พบในตัวอย่างเครื่องทองพระสุวรรณภิงคาร จากกรุพระปรางค์ประธานวัดราชบูรณะ พระนครศรีอยุธยา ซึ่งภายในซุ้มมีเทวดาประทับนั่ง (ภาพที่ ๑๓) ออกช่อลายพรรณพฤกษาและมีแนวโน้มว่าน่าจะได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะจีนเช่นกัน

 

ลวดลายพรรณพฤกษา ทำเป็นลายก้านขดต่อดอกเกี่ยวกระหวัดกัน ลักษณะเช่นนี้พบได้ที่ปูนปั้นประดับผนังวิหารวัดนางพญา ศรีสัชนาลัย (ภาพที่ ๑๔) สอดไขว้สลับกันไปมาออกเป็นดอกโบตั๋น เทียบกับเทวดาประดับมุมฝ้าเพดานไม้จำหลักพระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุเชลียง (ภาพที่ ๑๕) ลักษณะของลายได้รับอิทธิพลจากรสนิยมจีนเป็นกรอบสามเหลี่ยมประกอบจากวงโค้งรูปช่อดอกโบตั๋นซึ่งประกอบอยู่กับเทพพนมอยู่ภายในกรอบสามเหลี่ยม (สันติ เล็กสุขุม, ๒๕๕๐, หน้า ๗๐)เข้าใจว่าอาจเป็นงานช่างชุดเดียวกัน ส่วนดอกโบตั๋นนั้น จะมีการทำเป็นดอกบานกลีบแย้มในระยะเริ่มแรก ต่อมาจะทำเป็นกลีบหุบลง สันนิษฐานว่าคงอยู่ในรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ดอกโบตั๋นที่บานประตูและฝ้าเพดานดังกล่าวน่าจะส่งอิทธิพลต่อบานประตูที่วัดพระศรีสรรเพชญในเวลาต่อมา (อาษา ทองธรรมชาติ, ๒๕๕๗, หน้า ๑๒๓)ต่างจากดอกโบตั๋นที่ประดับทวารบาลของวัดพระศรีสรรเพชญ ที่ลักษณะกลีบจะหุบ (ภาพที่ ๑๖) เป็นดอกโบตั๋นที่นิยมประดับในงานช่างตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนกลางด้วย แต่ก็มีจุดแย้งตรงที่ว่ารูปแบบเหมือนกับลวดลายดอกโบตั๋นนี้ปรากฏในเครื่องถ้วยสังคโลกของศรีสัชนาลัยที่มีอายุลวดลายราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ เป็นต้นมา (ภาพที่ ๑๗) แสดงถึงความนิยมของศิลปะในท้องถิ่นสุโขทัยที่มีรสนิยมดอกโบตั๋นแบบศิลปะจีนลงไปด้วย เป็นไปได้เช่นกันว่าดอกโบตั๋นที่วัดทวารบาลและฝ้าเพดานของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุเชลียง ช่างอาจใช้แนวคิดจากดอกโบตั๋นจากเครื่องถ้วยสังคโลกที่ใช้กันทั่วไปในพื้นที่ กล่าวคือ สร้างเอกลักษณ์ให้กับตนเอง แต่เครื่องทรงทวารบาลอาจจะรับอิทธิพลจากเครื่องทรงทวารบาลวัดพระศรีสรรเพชญมาในคราวหลังก็เป็นได้เช่นกัน

สรุป

บานประตูไม้จำหลักรูปทวารบาลวัดพระศรีรัตนมหาธาตุเชลียง ได้รับอิทธิพลการสร้างจากกรุงศรีอยุธยา เพราะติดตั้งภายในพระปรางค์อันเป็นสัญลักษณ์ของอาณาเขตกรุงศรีอยุธยา ที่กำหนดอายุไว้ราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๑ รูปแบบศิลปกรรม เมื่อศึกษาเปรียบเทียบกับทวารบาลวัดพระศรีสรรเพชญแล้วก็น่าจะมีความสัมพันธ์ ทางด้านลวดลายประดับที่เหมือนและแตกต่างกัน ซึ่งน่าจะสืบเนื่องจากศิลปกรรมสมัยอยุธยาตอนกลางราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ เป็นต้นมาไม่ว่าจะเป็นลักษณะศิราภรณ์หรือเครื่องทรงของทวารบาลลายประดับก็มีความเกี่ยวข้องกับงานศิลปกรรมภายในวัดอย่างฝ้าเพดานไม้จำหลัก งานปูนปั้นประดับวัดจุฬามณี วัดไลย์ และวัดนางพญา ยังปรากฏลวดลายประดับที่ใช้ศิลปะจีนอย่างเห็นได้ชัด เช่น ดอกโบตั๋น พรรณพฤกษา ตรงกับรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ซึ่งนิยมศิลปะจีนมาประดับตกแต่งอย่างแพร่หลาย คงจะมีการติดต่อกับจีนเกี่ยวกับการเมืองและการค้า ตรงกับรัชกาลจักรพรรดิหยงเล่อ มีความเข็มแข็งในเรื่องกองเรือที่ส่งเจิ้งเหอไปสำรวจดินแดนต่างๆ (อาษา ทองธรรมชาติ, ๒๕๕๗, หน้า ๑๒๓) จึงส่งผลให้ศิลปะอยุธยาได้รับรูปแบบศิลปะจีนมาใช้ด้วย นอกจากนี้ยังมีการสันนิษฐานได้ว่า เอกลักษณ์ที่ปรากฏเป็นงานศิลปะสุโขทัยได้แก่ ดอกโบตั๋นที่เหมือนเครื่องถ้วยสังคโลก เครื่องประดับบางอย่างที่แสดงอิทธิพลจากเทวรูปสุโขทัย ซึ่งแสดงความเป็นท้องถิ่นในเมืองเชลียงเอง แม้ว่าจะมีการเชื่อมโยงจากกรุงศรีอยุธยาก็ตาม

006 007 008 009 010 011 012 013 014 015 016 017

บรรณานุกรม

กรรณรส ศรีศรีสุทธิวงศ์.  (๒๕๕๒).  กรัณฑมงกุฎเทวดาศิลปะสุโขทัยและพระพุทธรูปทรงเครื่องศิลปะอยุธยาตอนกลาง.  กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร.

ธวัชชัย รามนัฏ, ว่าที่ร้อยตรี.  (มปป).  สมุดบันทึกอยุธยารำฦก.  กรุงเทพฯ: รุ่งศิลป์การพิมพ์ (๑๙๗๗) จำกัด.

ผิน ชุณหะวัณ, จอมพล และเพทาย พยุงเวชชศาสตร์.  (๒๔๙๘).  พระราชพงศาวดาร กรุงเก่า (ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์).  พระนคร: พิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิงศพหลวงพยุงเวชชศาสตร์ (พยุง พยุงเวช).

ภุชชงค์ จันทวิช.  (๒๕๔๙).  พิพิธภัณฑ์กรุงเทพประกันภัย.  กรุงเทพฯ: บริษัทกรุงเทพประกันภัย.

รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง.  (๒๕๕๓).  พระพุทธปฏิมาสยาม. กรุงเทพฯ: มิวเซียมเพรส.

_______.  (๒๕๕๔).  โครงการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม โครงการผลิตเอกสารด้าน ประวัติศาสตร์ ศิลปะ“ประมวลผลงานด้านประวัติศาสตร์ศิลปะของศาตราจารย์สันติ เล็กสุขุม”.  กรุงเทพฯ: เอราวัณการพิมพ์.

เรือนไทย วิชาการ.คอม แหงนดูศิลปะบนเพดาน.  (๒๕๕๓).  ลายมุมดาวเพดานไม้จำหลักจากพระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุเชลียงศรีสัชนาลัย สุโขทัย.  ค้นเมื่อ ๙ เมษายน ๒๕๕๙, จาก www.reurnthai.com/index.php?topic=3463.0.

สุภัทรดิศ ดิศกุล, หม่อมเจ้า.  (มปป).  ศิลปะสุโขทัย.  กรุงเทพฯ: คณะกรรมการฝ่ายวัฒนธรรมของคณะกรรมการว่าด้วยการศึกษา.

สันติ เล็กสุขุม.  (๒๕๔๑).  ความเป็นมาของเจดีย์ราย “ทรงปราสาทยอด” วัดราชบูรณะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา.  กรุงเทพฯ: อมรินทร์วิชาการ.

_______.  (๒๕๕๐).  ความสัมพันธ์จีน ไทยโยงใยในลวดลายประดับ.  กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ.

_______.  (๒๕๕๐).  ศิลปะอยุธยา: งานช่างหลวงแห่งแผ่นดิน.  (พิมพ์ครั้งที่ ๓).  กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ.

_______. (๒๕๕๒).  ประวัติศาสตร์ศิลปะไทย (ฉบับย่อ): การเริ่มต้นและการสืบเนื่องงานช่างในศาสนา.  (พิมพ์ครั้งที่ ๔).  กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ.

_______.  (๒๕๕๓).  พัฒนาการของลายไทย: กระหนกกับเอกลักษณ์ไทย.  กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ.

ศักดิ์ชัย สายสิงห์.  (๒๕๕๔).  พระพุทธรูปสำคัญและพุทธศิลป์ในดินแดนไทย.  กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ.

เอกสุดา สิงห์ลำพอง.  (๒๕๕๓).  เทวปฏิมาสยาม.  กรุงเทพฯ: มิวเซียมเพรส.

อาษา ทองธรรมชาติ.  (๒๕๕๗).  ที่มาและพัฒนาการของลายดอกโบตั๋นในงานศิลปกรรมไทย.  กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร.

ภาพนิ่ง

ประตูไม้จำหลักรูปทวารบาล ประดับซุ้มพระสถูปทรงระฆัง วัดพระศรีสรรเพชญ พระนครศรีอยุธยา.  (๒๕๕๘).  (ภาพนิ่ง).  อยุธยา: วุฒิเวทย์ พุกกะณะสุต.

ประตูไม้จำหลักรูปทวารบาลวัดพระศรีรัตนมหาธาตุเชลียงจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติรามคำแหง.  (๒๕๕๙).  (ภาพนิ่ง).  สุโขทัย: อาษา ทองธรรมชาติ.

ปูนปั้นเทวดาประดับผนังวิหารวัดไลย์ ท่าวุ้ง ลพบุรี.  (๒๕๕๙).  (ภาพนิ่ง).  ลพบุรี: ศรินยา ปาทา.

เทวรูปพระศิวะ จัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร.  (๒๕๕๙).  (ภาพนิ่ง). กำแพงเพชร: รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล.

เทวรูปพระศิวะศิลปะสุโขทัย พุทธศตวรรษที่ ๑๙ – ๒๐.  (๒๕๕๙).  (ภาพนิ่ง). กรุงเทพฯ: พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร.

เทวรูปพระศิวะศิลปะอยุธยา พุทธศตวรรษที่ ๒๑ – ๒๒.  (๒๕๕๙).  (ภาพนิ่ง). กรุงเทพฯ: พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร.

ลายกรอบหยักโค้งประดับผนังวิหารวัดนางพญา ศรีสัชนาลัย สุโขทัย.  (๒๕๕๓).  (ภาพนิ่ง).  สุโขทัย:
วรพัทธ์ ภควงศ์.

ลายพรรณพฤกษาปูนปั้นประดับผนังวิหารวัดนางพญา ศรีสัชนาลัย สุโขทัย.  (๒๕๕๓).  (ภาพนิ่ง).
สุโขทัย: อาษา ทองธรรมชาติ.

วัดพระศรีรัตนมหาธาตุเชลียงศรีสัชนาลัย สุโขทัย.  (๒๕๕๙).  (ภาพนิ่ง). สุโขทัย: สันติ เล็กสุขุม.

Leave a Comment

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติ HTML เหล่านี้ได้: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>