วิถีวัฒนธรรม ผู้คนและสายน้ำ ตำบลมหาราช

นันท์นภัส  ด่านชัยสิทธิ์:เขียน 

มหาราช  ๐๐๑

“ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น” ที่ผ่านมามีนักวิชาการหลายท่านได้ให้คำนิยามไว้ซึ่งมีทั้งแตกต่างหรือคล้ายคลึงกันแต่จะขอยกความหมายของศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ศรีศักร วัลลิโภดม นักวิชาการด้านโบราณคดีและมานุษยวิทยา และที่ปรึกษามูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ กล่าวไว้ว่า “ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น  เป็นการศึกษาเรื่องราวของท้องถิ่นอันเป็นบริเวณที่มีชุมชนอยู่รวมกันและมีความสัมพันธ์กันทางเศรษฐกิจ  สังคมระบบความเชื่อ พิธีกรรมและการเมืองการปกครอง จนกล่าวได้ว่าทำให้ผู้คนในท้องถิ่นนั้น ๆ มีอะไรหลายๆอย่างร่วมกันและคล้ายคลึงกันจนมีจิตสำนึกว่าเป็นคนถิ่นเดียวกัน  การศึกษาเช่นนี้เน้นอดีตมาจนถึงปัจจุบันโดยแสดงให้เห็นว่ามีการพัฒนาทางสังคมและวัฒนธรรมเกิดขึ้นในท้องถิ่นหนึ่งๆได้อย่างไร เช่น ท้องถิ่นนั้นมีสภาพแวดล้อมอย่างไร  ตั้งอยู่ตำแหน่งไหนภายในเขตอำเภอใด  จังหวัดไหนและภูมิภาคใดมีหลักฐานทางด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี ที่แสดงความเป็นมาทางวัฒนธรรมอย่างไรบ้าง บรรดากลุ่มชนที่อยู่รวมกันเป็นชุมชนที่สืบมาจนปัจจุบันเป็นพวกไหน  อยู่ในท้องถิ่นมาแต่ดั้งเดิมหรือเคลื่อนย้ายมาจากที่อื่นเมื่อเข้ามาอยู่ในท้องถิ่นเดียวกันแล้ว  มีความขัดแย้งหรือมีเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์อย่างใดเกิดขึ้น”

การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่ผ่านมานั้นมีการศึกษากันอยู่หลากหลายแห่งหนที่ ส่วนใหญ่แล้วอาจเป็นแค่นักวิชาการเท่านั้นที่เป็นผู้เข้าไปศึกษาหาความรู้และนำมาสรุปเนื้อหาสาระเพื่อนำมาเป็นข้อมูลทางประวัติศาสตร์หรือนำมาใช้ประโยชน์ทางด้านวิชาการเพียงเท่านั้น  แต่สิ่งสำคัญที่อาจหลงลืมกันไปคือการให้เจ้าของชุมชนหรือเจ้าของบ้านนั้นเป็นผู้สืบหาข้อมูลประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเอง ซึ่งจะเป็นบ่อเกิดของการเห็นรากเหง้าของตนเอง เห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เห็นปัญหาที่เกิดขึ้นพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างถูกที่ถูกทาง ซึ่งท้ายที่สุดแล้วจะเป็นบ่อเกิดทำให้คนในชุมชนนั้นเกิดความรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของร่วมกัน เกิดความหวงแหนในบ้านเกิดเมืองนอนของตนเองและทำให้ชุมชนท้องถิ่นของตนเองนั้นเข้มแข็งได้   กระบวนการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญหรือจะกล่าวได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานวิจัยสายพันธุ์ใหม่ที่เรียกว่างานวิจัยเพื่อท้องถิ่น (Community-Based Research)* ซึ่งมักจะนำวิธีการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นมาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการวิจัยอยู่เสมอ นับเป็นเวลา ๑๐ กว่าปีมาแล้วที่งานวิจัยสายพันธุ์ใหม่นี้เติบโตมาจนขยายนักวิจัยไปทั่วประเทศ และแตกหน่อมาเป็นศูนย์ประสานงานในจังหวัดต่างๆ

ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจังหวัดพระนครศรีอยุธยานั้น จึงมีบทบาทหน้าที่สำคัญในการหนุนเสริมให้ชาวบ้านเป็นนักวิจัยและมุ่งเน้นให้ชุมชนได้ใช้ประโยชน์จากงานวิจัยอย่างแท้จริง โครงการกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลรักษาและใช้ประโยชน์คลองบางพระครู ตำบลมหาราช อำเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หัวหน้าโครงการวิจัยคือคุณฌานราเมศวร์ กลมกล่อม ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของศูนย์ประสานงานฯ และเป็นโครงการหนึ่งที่ใช้กระบวนการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในเรื่องความสัมพันธ์คนกับสายน้ำซึ่งในที่นี้จะหมายถึงคลองบางพระครูเพราะเป็นสายน้ำที่มีความสำคัญกับคนในชุมชน ตำบลมหาราชในอดีตเป็นอย่างมาก  ก่อนที่จะกล่าวถึงประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของตำบลมหาราชนั้น  ผู้เขียนขอฉายให้เห็นภาพขั้นตอนการทำงานต่างๆของทีมวิจัยในการได้มาของข้อมูลเป็นอันดับแรก เพราะจะทำให้ผู้อ่านนั้นสามารถเห็นบรรยากาศความสนุก ความอบอุ่นที่คนในชุมชนมีให้ต่อกัน เรียกได้ว่ายิ่งคุยยิ่งเพลิน ๓ วัน ๓ คืนไม่มีทางจบก็ว่าได้   จากการสืบเสาะข้อมูลนั้นทีมวิจัยชาวบ้านใช้เวทีการประชุมในการวางแผนการเก็บข้อมูลในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการจัดเวทีหมู่บ้าน หรือการแบ่งทีมเพื่อสอบถามข้อมูลจากผู้เฒ่าผู้แก่ตามบ้าน แม้กระทั่งการค้นหาประเด็นคำถามในการชวนคุยกับกลุ่มเป้าหมายที่จะไปศึกษาร่วมกัน จนเป็นที่มาของประวัติศาสตร์ท้องถิ่น “ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์คนกับสายน้ำตำบลมหาราช”

มหาราช ๐๐๒

 

มหราช ๐๐๓

ความเป็นมาของตำบลมหาราช

ถ้าจะกล่าวถึงตำบลมหาราช หลายท่านก็คงจะต้องนึกถึงประวัติศาสตร์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ณ ทุ่งมหาราชแห่งนี้ ซึ่งในโบราณยุคโน้นเรียกว่า“ทะเลมหาราช” โดย ณ สถานที่แห่งนี้ได้ปรากฏมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี  เป็นพื้นที่ลุ่มยามหน้าน้ำจะปรากฏเป็นผืนน้ำกว้างใหญ่  ทิศเหนือจรดตำบลพิตเพียน ตำบลบ้านนา ตำบลบ้านขวาง ทิศใต้จรดตำบลมหาราช ตำบลหัวไผ่ ทิศตะวันออกจรดตำบลน้ำเต้า ตำบลเจ้าปลุก ทิศตะวันตกจดตำบลบ้านใหม่ ตำบลท่าตอ ตำบลบ้านขวาง   ในอดีตนั้นเป็นพื้นที่ที่มีประวัติศาสตร์ที่สำคัญคือ  ในสงครามกู้อิสรภาพช่วงระหว่าง พ.ศ. ๒๑๒๗-๒๑๓๕ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงใช้ยุทธวิธีในการซุ่มโจมตีกองเสบียง และการออกปล้นค่าย ทั้งทางบกและทางน้ำ ในครั้งนั้นสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงประดิษฐ์ปืนใหญ่ชื่อ “พระกาฬมฤตยู” ลงเรือสำเภาที่วัดช่องลม เหนือหัวแหลม (วัดอุโลมปัจจุบัน) ขับไล่ตีทัพพม่า  ถือเป็นการรบร่วมกันระหว่างทางบกกับทางเรือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์  อีกทั้งยังเคยเป็นฐานที่ตั้งทัพของแม่ทัพ นายกอง ของพระเจ้าแผ่นดินในสมัยกรุงศรีอยุธยา ที่ยกทัพมาปราบผู้รุกราน ทุกครั้งที่มาพักแรมก็จะเกิดความพึงพอใจ เพราะมีอากาศดี ลมพัดเย็นสบาย เมื่อบ้านเมืองมีความสงบสุขดีแล้ว จึงได้มาสร้างวัดขึ้น เมื่อสร้างเสร็จจึงขนานนามว่า “วัดช่องลม” ต่อมาระยะหนึ่ง เปลี่ยนชื่อเป็น”วัดอู่ลม” แล้วเปลี่ยนเป็น “วัดอุณาโลม” โดยไม่ทราบเหตุผล และในตอนหลังสมัยพระครูเนกขัมมวิสุทธิคุณ เป็นเจ้าอาวาส ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “วัดอุโลม” มาจนถึงปัจจุบัน ในสมัยรัชกาลที่ ๕ และรัชกาลที่ ๖ ได้เคยเสด็จมาประทับแรมบริเวณวัดอุโลม ในคราวเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคไปยังจังหวัดลพบุรี โดยผ่านเส้นทางคลองบางพระครู และแม่น้ำลพบุรี ถึง ๓ ครั้ง ครั้งที่หนึ่ง พ.ศ. ๒๔๑๕ ครั้งที่สอง พ.ศ.๒๔๒๑ ครั้งที่สาม พ.ศ.๒๔๒๖

การตั้งถิ่นฐาน

ในสมัย ก่อนปีพ.ศ.๒๕๐๐ ผู้คนส่วนใหญ่มักจะนิยมปลูกบ้านเรือนใกล้กับสายน้ำเพราะสามารถใช้แม่น้ำลำคลองเป็นที่สัญจรหลัก  ตำบลมหาราชก็เช่นกันเป็นเพราะมีสายน้ำพาดผ่านถึง ๓ สายมาบรรจบกันคือ แม่น้ำลพบุรี คลองหนองหม้อและคลองบางพระครูเป็นเหตุให้มีผู้คนหลั่งไหลเข้ามาอยู่พักพิงและเริ่มตั้งรกรากจนกระทั่งก่อเกิดเป็นชุมชน และเป็นแหล่งรวมการนำสินค้ามาแลกเปลี่ยนซื้อขายกันอย่างคับคั่ง มีประชาชนเชื้อสายต่างๆ เข้ามาค้าขาย ทำมาหากิน เช่น ชาวมอญจากเมืองปทุมได้มาขายหม้อดิน ชาวจีนมาอยู่แพขายของโชว์ห่วย และอื่น ๆ เช่นกาแฟ ข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยว  ชาวมุสลิมมีการติดต่อค้าขายทั่วไปโดยจะใช้เส้นทางคลองบางพระครูเป็นหลัก เมื่อมาค้าขายและเห็นช่องทางในการสร้างเนื้อสร้างตัวก็เริ่มสร้างแพ สร้างบ้านเรือนอยู่อาศัยเป็นการถาวร   สภาพคลองในอดีต กว้าง ๕๐ เมตร ลึกประมาณ ๖ เมตร ซึ่งมากกว่าปัจจุบันมาก กระแสน้ำจะแรงและมากในฤดูน้ำหลากน้ำมาก ในฤดูแล้งน้ำแห้ง ตลอดคลองจะไม่มีสะพาน ไม่มีประตูระบายน้ำ แต่มีคลองซอย เช่น คลองตามาก คลองตาปุ้ย คลองขี้(อาจม) คลองเทพโยธา คลองควาย  ริม ๒ ฝั่งคลองมีการใช้ประโยชน์ปลูกผักสวนครัว มีต้นไม้ใหญ่ น้ำท่วมทุกปี ต้นข้าวสูง ๔.๙๐ เมตร เคยน้ำท่วมติดต่อกันถึง ๑๐ ปี  ในแม่น้ำมีแพทั้ง ๒ ฝั่ง บริเวณกลางแม่น้ำเรือใหญ่แล่นผ่านได้  ต่อมาแม่น้ำลพบุรีหลังจากปี ๒๕๐๐ เขตหน้าวัดอุโลม เขาเรียกกันว่า เกาะมอญสาเหตุที่เรียกว่าเกาะมอญเป็นเพราะชาวมอญมักนิยมนำเรือสินค้ามาจอดขายอยู่บริเวณนั้นผู้คนจึงเรียกติดปากต่อมาและเรียกมาจนทุกวันนี้ เหนือวัดโบสถ์ขึ้นไปเรียกว่าบ้านไทย ส่วนบ้านมหาราช จะอยู่บริเวณใต้ศาลเจ้าตาเจ้ายาย หรือ หมู่ ๑ และหมู่ ๒ ของ ต.มหาราช ในปัจจุบัน

การปลูกสร้างบ้านเรือน

การตั้งบ้านเรือนนั้นจะมี ๒ กลุ่ม คือ กลุ่มอาศัยอยู่ในแพมีอาชีพค้าขายเป็นหลัก ส่วนใหญ่คนที่มาขายของในแพจะไม่ใช่คนในพื้นที่จะเป็นคนที่อื่นมาหากินที่นี่ และกลุ่มบ้านที่อยู่บนบกนั้นเป็นคนส่วนน้อยที่เป็นคนพื้นที่ดั้งเดิมที่มีอาชีพทำนาแต่ก็จะพายเรือขายของในคลองกันเป็นส่วนมาก เช่นข้าวเม่าทอด กล้วยแขก ข้าวโพดคั่ว น้ำมันบัว (กก.ละ ๙ สลึง) มะพร้าว (ขายลูกละ ๖ สลึง) น้ำตาลปี๊บ ถุงขนมใช้เป็นถุงกระดาษพับ หรือ ทำใบตองเป็นกระทงใส่ขนมและจักสานเครื่องใช้-เครื่องมือต่างๆเป็นงานอดิเรก เช่น จักสาน สุ่ม เสื่อ กำแผง ลอบ เสื่อรำแพน ฯลฯ

องค์ประกอบบ้านลักษณะโดยทั่วไปของคนอยู่บนบก ถ้าเป็นคนมีฐานะก็มักจะนิยมปลูกบ้านทรงไทย หรือทรงปั้นหยา หน้าต่างกำแพงเป็นฝาเฟี้ยม มีนอกชานไว้ใช้สอยประโยชน์อื่นๆ ทำไต้ถุนสูงปูด้วยไม้จริง และหลังคามักจะมุงสังกะสี ส่วนคนที่ยากจนก็จะปลูกบ้านด้วยไม้ไผ่มุงด้วยจาก พื้นไม้กระดาน นอกชานพื้นไผ่ผ่าซีก (ขี้ฟาก) พื้นครัวไม้ไผ่ขี้ฟาก ตอม่อใช้ซอไม้ไผ่แก่ค้ำยัน ผนังขัดแตะ เสื่อรำแพน หน้าต่างกำแผงมีไม้ค้ำแผง บ้านทุกบ้านจะปลูกให้ใต้ถุนสูงส่วนใหญ่แล้วจะสูงประมาณ ๒ เมตร  เพราะจะมีน้ำท่วมทุกปี   บริเวณบ้านก็จะมีพื้นที่สำหรับทำยุ้งข้าว หรือกระพ้อม (ไม้ไผ่สานยาด้วยขี้ควาย) สำหรับเก็บข้าวไว้กินและใช้ทำพันธุ์ปลูกในฤดูทำนาต่อไป  และจะมีคอกควายอยู่บนโคกถมสูงเพื่อหนีน้ำ ใช้ไม้ไผ่ล้อมสี่ด้านประตูเปิดปิดใช้ไม้ไผ่เลื่อน สระด้วยหนามไผ่กันขโมย-กระสือ  นอกจากนั้นยังมีลานนวดข้าวพร้อมทั้งสีฝัด และกองฟาง และเนื่องจากเป็นพื้นที่ลุ่ม  บ้านทุกบ้านจะมีสะพานท่าน้ำ และทุกบ้านจะมีเรือจอดไว้ เช่นเรือแตะ โปง พะม้า หมู สัมปั้น บด กระแชง ขุด มาด เพียว, ๒ ตอน , หางยาว) การมีสะพานท่าน้ำไว้ใช้ในการอาบน้ำ ใช้ตักน้ำไปใช้บนบ้าน ใช้ล้างจาน ซักผ้า ใส่บาตรพระตอนเช้า หรือลงมาคุยกัน   ผู้ที่อยู่แพลอยน้ำ คนมีฐานะจะอยู่แพที่เป็นโป๊ะทำด้วยไม้สัก ใช้ลูกปะสักแทนตะปู แล้วใช้ชันยา เพื่อไม่ให้น้ำเข้าได้ ทำให้แพสามารถลอยน้ำอยู่ได้ ส่วนผู้ที่ยากจนจะอยู่แพไม้ไผ่ทำลูกบวบแล้วใช้ผิวไม้ไผ่มามัดหรือเรียกว่า “ขันชะเนาะ” ทำลูกบวบให้แพลอยน้ำส่วนพื้นแพจะปูด้วยไม้ไผ่ผ่าสี่ หลังคามุงจาก

มหาราช ๐๐๕

มหาราช  ๐๐๖

ชีวิตความเป็นอยู่

ชีวิตของคนในชุมชนจะเริ่มต้นเช้าวันใหม่ตั้งแต่ตี ๔ ก็จะลุกจากที่นอนมาทำกิจวัตรประจำวันของแต่ละครอบครัว แม่บ้านก็จะตื่นมาคอยหุงข้าวหากับข้าวกับปลาเตรียมไว้ ส่วนพ่อบ้านก็จะตระเตรียมควาย อุปกรณ์ทำนาและอุปกรณ์หาปลาเพื่อมากินในบ้าน จากนั้นจึงค่อยออกไปทำงาน  เครื่องมือหาปลาที่ทำกันเองนั้นมีอยู่หลายประเภท โดยใช้วัสดุในท้องถิ่น เช่นไม้ไผ่ ส่วนมากจะเป็นไผ่สีสุกชาวบ้านปลูกไว้เพื่อใช้ประโยชน์ได้สารพัดและใช้ภูมิปัญญาของตนเองในการประดิษฐ์เพื่อให้เหมาะสมกับชนิดสัตว์น้ำ เช่น เบ็ดราว แห ลอบ อวน ตุ้ม ยอ ชะนาง อีจู้ รัน พายช้อน ฉมวก ข่าย โพงพาง สระโอ (กรีดปลาหลด) สุ่ม ส้อม (แทงปลาไหล) เบ็ดตกปลา  งาแซง  ในสมัยก่อนนั้น หนองหม้อเป็นหนองที่มีปลาชุกชุมมาก มีนายอากรประมูลหนองต่าง ๆ ในเขตอำเภอมหาราช มีหนองหม้อและลูกหนองต่าง ๆ เช่น หนองโคกทอง หนองกุ้ง หนองสาหร่าย หนองโรง หนองกระจับ หนองลาด หนองลาดทา หนองลาดมนต์ หนองขี้นก หนองขี้คร้าน หนองคา หนองหน้าวัว หนองบางขายหมู หนองหลวง หนองเมฆ โดยเปิดให้ประมูลเป็นเวลา ๓ ปี ราคา ๓ แสนบาท

พืชผักมาจาก ปลูกผัก-หาปลาเอง จะจัดซื้อจากท้องถิ่นอื่นไม่มากจะปลูกผักนานาชนิดกันแทบจะทุกหลังคาเรือน พืชที่ปลูกได้แก่ ถั่วแขก ถั่วดำ งา
ถั่วแระ บวบ แตงไทย แตงโม แตงกวา ปอ ฯลฯ ซึ่งจะใช้แรงงานคนตักน้ำรดทุกช่วงเช้าหรือเย็น  ในระยะประมาณปีพ.ศ. ๒๕๑๐-๒๕๑๕ เริ่มมีการใช้เครื่องดูดน้ำ เนื่องจากเริ่มมีการทำข้าวโพด (นายประเสริฐ พ่วงผจง น่าจะเป็นรายแรกผู้นำเริ่มปลูกในพื้นที่) ซึ่งเป็นพืชต้องการน้ำมากประเภทเครื่องยุคแรกนั้นคือเครื่องยนต์เบนซิน Visconsin  ภาชนะก็ใช้ทะนานตวงข้าวสาร  จานสังกะสีเคลือบ/กระเบื้องเคลือบ เปิบข้าวด้วยมือ ใช้กะลาตักน้ำดื่ม  ถ้าจะชำระร่างกายจะอาบน้ำในคลอง และตักน้ำใส่โอ่งนำมาใช้ในห้องส้วม เรียกส้วมหลุม บ้างก็เรียกฐาน หรือ เว็จ) หลังจากเสร็จกิจธุระแล้วช่วงค่ำบ้านไกล้เรือนเคียงก็มารวมกลุ่มสนทนา ใครมีวิทยุก็นำวิทยุฟัง หรือบ้านใครมีโทรทัศน์ก็ไปรวมกลุ่มดูกัน ระบบส่องสว่างในยุคนั้นจะใช้ตะเกียง เช่น กระป๋อง รั้ว ลาน เจ้าพายุ ต่อมาเริ่มมีโรงปั่นไฟฟ้าที่ท้ายวัดปากคลองก็เริ่มได้ไช้ไฟฟ้ากันแต่ก็จะมีใช้เป็นช่วงเวลาเท่านั้น บ้านไหนที่มีการคลอดลูกก็จะเรียกหมอตำแยที่อยู่ในชุมชน ซึ่งมีอยู่ประมาณ  ๓ คน คือ ยายฉิม ,ยายช้อย, ยายไล้ บ้านใดมีงานบวชก็จะเริ่มจากวันเตรียมงาน (ขนของมาบ้าน), วันสุกดิบ (เตรียมทำของ แช่ถั่ว กวนถั่ว ทำขนมหวาน เตรียมปอกมะพร้าว ตำพริกแกง รวนหมู (สำหรับแกงในงาน)  วันงานเริ่มจากทำขวัญนาค ที่บ้าน แล้วแห่นาคไปวัดตอนเช้าทางเรือ  เวียนรอบโบสถ์ เข้าโบสถ์ กลับมาฉลองพระที่บ้าน ระหว่างบวชเป็นพระจะต้องมารับบาตรที่บ้านโยมพ่อ แม่ ตลอดพรรษา ระยะเวลาในการบวชลูกหลานจะไม่ต่ำกว่า ๑ พรรษา เนื่องด้วยต้องการให้บุตรหลานได้ร่ำเรียนศึกษาธรรมะหาความรู้ไปด้วย  เมื่อเจ็บป่วยมักจะรักษาโดยแพทย์แผนไทย เช่น ตาริด ตาหยวน และรักษาแพทย์ปัจจุบันควบคู่ด้วยคือ หมอสาย (ประจำสุขศาลา) , หมอเดชา (บ้านกะทุ่ม)  ถ้ามีคนตายจะเก็บศพเอาไว้ก่อน พอถึงเดือน ๔-๕ ช่วงที่ว่างจากการทำนา ก็จะนำศพมาทำฌาปนกิจ แต่สมัยนี้ตายแล้วสวด ๓-๗ วัน ก็ทำพิธีเผา การเผาศพจะวางเผาบนเชิงตะกอน ลักษณะเป็นอิฐก่อสูง ๒ ข้าง ไม้ฟืนที่ได้จากการเรี่ยไร (สัปเหร่อจะออกเรี่ยไรเมื่อรู้ว่ามีคนตาย หรือผู้ที่ไปเผาศพจะแบกฟืนไปคนละท่อนเพื่อบริจาคเป็นเชื้อไฟในวันเผาศพ)จะวางเป็นฐานด้านล่าง วางทับด้วยโลงศพ แล้วจึงจุดไฟเผา  บ้างก็ทำพิธีปักธงบนหลังคาเชิงตะกอนก่อนทำพิธีเผา ผู้ที่มาร่วมงานจะกว้างเอาธง แล้วเก็บไปไถ่กับทางเจ้าภาพ ร่างของศพจะคว่ำหน้าก่อนเผา สัปเหร่อยุคนั้นได้แก่ ตาสุข เกตุถาวร  มีชื่อเสียงมาก เพราะเป็นผู้มีความรับผิดชอบสูง เมื่อมีคนตาย ไปบอกให้มาทำศพ ขณะที่ตนเองไถนาอยู่ ก็จะทิ้งคันไถทันที เมื่อสิ้นตาสุขแล้วต่อมานายสมัย ชีอยู่ ทำหน้าที่แทน สถานที่ต่อโลงศพจะมีศาลาอยู่ท้ายบ้าน  เมื่อมีคนตายพวกผู้ชายก็จะช่วยกันต่อโลงให้ ในสถานที่เดียวกันนี้เคยมีเรื่องเล่าว่ามีผีดุชอบดึงเรือผู้ที่พายผ่านไปมา ชาวบ้านจึงต้องให้หมอผีชื่อตาศรมาช่วยปราบ

มหาราช ๐๐๖

เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก น้ำก็จะท่วมบริเวณทุ่งมหาราช กลายเป็นผืนน้ำกว้างใหญ่ ที่ชาวบ้านเรียกว่า “ทะเลมหาราช”

อาชีพเกษตรกรรม “ทำนา” ในทุ่งมหาราช

สมัยก่อนใช้ควายไถนา ซึ่งมักจะเลี้ยงไว้เพื่อใช้งานเพื่อทำนากันเกือบทุกบ้าน ประเภทนาจะเป็นนาปี หว่านไถกลบ ทำในช่วงวันแรกนาขวัญเป็นต้นไปของทุกปี พันธุ์ข้าวที่นิยมในอดีตเช่น จำปาจีน สายบัว นางปทุม ปิ่นแก้ว (นาลุ่ม) ขาวปทุม พญานอนทุ่ง (บ้างก็เรียกข้าวตกเตียงเพราะแก่ช้า) หอมปทุม เป็นข้าวหนีน้ำต้นข้าวสูง ๔.๙๐ เมตร เมื่อข้าวเริ่มตั้งท้องก็จะมีพิธีรับขวัญข้าว โดยการนำผลไม้ หมากพลู ใส่ชะลอม เอาธงปักบนชะลอม ผูกกับไม้แขวนไว้ แล้วเอาหวี กระจก แป้ง (นำแป้งโดยที่ต้นข้าว เอากระจกส่อง หวีที่ต้นข้าว) มีคำพูดเป็นกลอน หรือพูดแต่สิ่งดี ๆ โดยส่วนใหญ่ให้ผู้หญิงเป็นคนทำ เมื่อถึงช่วงเก็บเกี่ยว จะเกี่ยวด้วยเคียวใช้วิธีลงแขก เอาแรงกัน ผลผลิตที่ได้จะหาบลงเรือ บรรทุกกลับมาเก็บไว้ที่ลานข้าว เพื่อรอนวดต่อไป ซึ่งจะใช้ควายหลาย ๆ ตัว (๒-๔ ตัว)  ผูกเรียงกันแล้วไล่ให้เดินย่ำบนกองฟอนข้าวที่เรียงไว้เป็นวงกลม เดินวนไปในทิศทางเดียว เป็นเวลานานจนเห็นว่าข้าวร่วงจากรวงแล้วจึงหยุด คัดเอาฟางออกด้วยคันฉาย แล้วจึงมาฝัดด้วยสีฝัด

ความยิ่งใหญ่ของตลาดน้ำหนองหม้อในทุ่งทะเลมหาราช

ตลาดหนองหม้ออยู่ห่างจากวัดหน้าวัวประมาณ ๒๐๐-๓๐๐ เมตร ตลาดจะเริ่มเปิดขายในช่วงน้ำลด ชาวบ้าน พ่อค้า แม่ค้าที่อยู่ในอาณาเขตใกล้เคียง เช่น ตลาดปากคลองช้าง  ตลาดมหาราช และตำบลใกล้เคียง จะเริ่มขนของมายังบริเวณที่เคยค้าขายเมื่อปีก่อน ปลูกร้านขายของและที่พักด้วยไม้ลูกบวบ เป็นตลาดหลังคามุงจาก สองแถว เว้นที่ว่างให้ผู้ซื้อเดินตรงกลาง ตั้งเรียงรายอยู่สองริมฝั่งน้ำ มีความยาวประมาณ ๑๐๐ เมตร มีสะพานข้ามคลองเป็นไม้กระดาน ๒ แผ่น วางไว้อย่างง่าย ๆ สำหรับยกได้เมื่อมีเรือผ่านเข้า-ออก  ตลาดมีขนาดใหญ่ มีสินค้าหลากหลายชนิด เช่น ร้านทำทอง ขายทอง ร้านขายจักรยาน ซ่อมจักรยาน ร้านรับตัดเสื้อผ้า ร้านขายยา ร้านตีเหล็ก ร้านย้อมผ้า ร้านขายเสื้อผ้า เครื่องปั้นดินเผา เช่น หม้อ ครก โอ่ง อ่าง กระถาง ร้านขายเกลือ ร้านขายจาก ร้านขายขนม และอาหารเช่น ก๋วยเตี๋ยวผัด ก๋วยเตี๋ยวน้ำ  ขนมถ้วยฟู ปลาแนมเป็นขนมที่ขึ้นชื่อว่ามีรสชาติอร่อยมาก  มีโรงงิ้ว โรงฝิ่น และโรงน้ำปลาขนาดใหญ่ (ของนายฮั้ว) ตั้งอยู่ริมคลองหนองหม้อ  ส่วนปลามีวางขายไม่มาก เนื่องจากชาวบ้านสามารถหากินกันได้ทั่วไป เพราะมีชุกชุมมาก เพียงแค่มือเปล่าก็สามารถจับปลาได้อย่างง่ายดาย

ในเพลาเช้าจะเนืองแน่นไปด้วยผู้คน  พ่อค้าแม่ค้าบริเวณโขดสูงจะขายขนมสอดไส้ ขนมตาล ขนมถ้วย ขนมถ้วยฟู ขนมไข่เหี้ย ผักสด ผลไม้ตามฤดูกาล และของใช้ในชีวิตประจำวัน  พ่อค้าแม่ค้าจากที่อื่น ๆ ก็มีมากมาย ต่างก็หาบของมาขายเช่นพ่อค้าแม่ค้าจากบางนา บางมอญ บ้านขวาง ท่าตอ ซึ่งออกเดินทาง แต่เช้าตรู่ โดยมีชาวบ้านหลวง โคกโพธิ์ ดอนทอง บ้านเจ้าปลุก บ้านโรงช้าง บ้านน้ำเต้า บ้านกระช่อง บ้านไทย  บ้านพิตเพียน  ต่างก็เดินทางมาซื้อสินค้า และนำสินค้ามาจำหน่าย  จนกระทั่งช่วงสายประมาณ ๐๙.๐๐-๑๐.๐๐ น. ตลาดเริ่มกลับสู่ความเงียบเหงาอีกครั้ง พ่อค้าแม่ค้า ชาวบ้านเริ่มทยอยกลับ และเตรียมตัวนำสินค้ามาขายในวันต่อไป ระยะเวลาการขายเป็นช่วงหน้าแล้งประมาณ ๓-๔ เดือนเท่านั้น เพราะตลาดตั้งอยู่บริเวณราบลุ่ม เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก น้ำก็จะท่วมบริเวณพื้นที่ของตลาดกลายเป็นผืนน้ำกว้างใหญ่ ที่ชาวบ้านเรียกว่า “ทะเลมหาราช” แต่เมื่อถึงฤดูน้ำหลากแพต่างก็จะล่องมาอยู่บริเวณคลองบางพระครูเพื่อหลีกเลี่ยงกระแสน้ำที่แรงในฤดูน้ำหลาก

มหาราช ๐๐๘

มหาราช ๐๐๗

คลองบางพระครู

 

การคมนาคม

มีการเดินเรือ โดยใช้แม่น้ำลพบุรี วิ่งตั้งแต่ลพบุรี มหาราช พระนครศรีอยุธยา ท่าเตียน กรุงเทพฯ  ใช้เวลาเดินทางเป็นวัน มีท่าเรือใหญ่อยู่ที่หน้าศาลเจ้าตา เจ้ายาย และที่หน้าบ้านของแต่ละบ้าน ถ้าจะขึ้นเรือในตอนกลางวันใช้โบกมือเรียก ถ้าเป็นเวลากลางคืน หรือเช้ามืด จะใช้ตะเกียง ใส่ตะกร้าคอยโบกเรียกเรือ แต่ถ้าจะไปคลองหนองหม้อต้องโดยสารเรือจ้างจากบริเวณแพศาลเจ้ามหาราช แจวเข้าคลองหนองหม้อ ผ่านหลังวัดอุโลมก็มาถึงตลาดหนองหม้อได้สะดวก ในสมัยก่อนบรรดาเรือต่าง ๆ เช่น เรือมาด เรือแจว เรือกระแชง แจวเข้าออกเป็นประจำ เพื่อนำสินค้าเข้ามาขาย เช่นน้ำตาล มะพร้าว ซึ่งชาวบ้านจะแจวเรือไปซื้อที่บ้านบางช้างแล้วนำมาขายที่ตลาดหนองหม้อ เรือที่เป็นเรือโดยสารจะเป็น เรือแดงรับผู้โดยสารจากมหาราช ไปกลับจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

เรือโดยสารมีหลายขนาด เช่น เรือแดงเรือแดงรับผู้โดยสารจากมหาราช ไป-กลับจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เรือที่มีขนาดใหญ่ เช่น เรือมังกรทวี ๑ ขนาด ยาว ๘ วา กว้าง ๔.๕ เมตร เป็นเรือสูง ๑ ชั้นครึ่ง และเรือมังกรทวี ๒ ยาว ๑๑ วา ๒ ศอก กว้าง ๕ เมตร ต่อเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๘ เจ้าของชื่อนางทองคำ เทศทวี ต่อเองจากจังหวัดนครสวรรค์ กระดูกงูเรือใช้ไม้ตะเคียน แผ่นเดียวยาวจรดหัวเรือถึงท้ายเรือ เป็นเรือ ๒ ชั้น มีห้องเครื่อง และมีร้านอาหารในเรือ เป็นเรือที่ใช้บรรทุกของมาขาย หรือมาส่งตามแพที่จอดอยู่ จุผู้โดยสารประมาณ ๕๐๐ คน ส่วนใหญ่ วิ่งผ่าน บ้านแพรก ปากคลองช้าง มหาราช ตาลเอน นครหลวง อยุธยา บางปะอิน บ้านกระแชง สามโคก ปทุมธานี กรุงเทพ ท่าเตียน และมักจะใช้บรรทุกน้ำมันถังละ ๒๐๐ ลิตร ประมาณ ๒๐ ถัง นำมาขายที่ตลาดในราคาถังละ ๑,๒๐๐ บาท ช่วงฤดูแล้งเ รือจะจอดอยู่ที่กระดานป้าย (หรือบ้านตาลเอน) ผู้โดยสารจะไปขึ้นเรือต้องใช้เรือพายไปขึ้นที่กระดานป้าย

เรือขนส่งสินค้าจะเป็นเรือกระแชง หรือเรียกอีกอย่างว่า เรือประทุน ค้าขายส่งข้าวโพด ข้าว เรือประทุนขนาดเล็กจะขายน้ำตาล ข้าวสาร เสื่อลำแพน แตงกวา แตงโม ผักดอง กล้วยตาก ล่องมาจากลพบุรี ผ่านคลองบางพระครู ไปจนถึงอำเภอท่าเรือ  และเรือเครื่องเทศเป็นเรือของชาวอิสลาม จากอยุธยา มาขายสินค้าหลายชนิดทั้งของกินและของใช้ เช่น เปล, ปลาตะเพียนแขวน, ชฎา ฯลฯ  การขนส่งทางบกนั้นส่วนใหญ่ทางเดินบนบกจะเป็นทางควาย ทางคนเดินเป็นป่าแต่ก็จะมีจะมีรถสิบล้อขนข้าวจากแหล่งต่าง ๆ เช่น บ้านแพรก ลพบุรี ดอนทอง ไผ่หลิ่ว มาพักไว้บริเวณต้นคลองบางพระครูบริเวณหลังวัดอุโลมเคยเป็นท่าข้าวแหล่งใหญ่ เพื่อรอทยอยส่งต่อไปโรงสีอยุธยาโดยทางเรือผ่านคลองบางพระครู ตลอดสองฝั่งคลองเรือแล่นผ่านกลางคลองได้

มหาราช ๐๐๙

มหาราช ๐๑๐

เรือมังกรทวี ๒ ล่าง: เรือเมล์แดง  พ.ศ.๒๕๐๔
ภาพโดย คุณทองคำ  เทศทวี (ผดุงธรรม)

 

ความเชื่อ วัฒนธรรมและประเพณี 

วัดที่เป็นที่พึ่งทางใจของคนในชุมชนนั้นมีอยู่ ๕ วัดด้วยกันคือ วัดวัง วัดอุโลม วัดโบสถ์ วัดตาล และวัดไชย ในอดีตการสร้างวัดนั้นตามความเชื่อทางพระพุทธศาสนานั้นจะได้บุญมาก ทำให้คนที่มีฐานะนั้นมักจะสร้างวัดเพื่อสร้างบุญบารมี รวมทั้งการสร้างวัดเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานแห่งชัยชนะ เช่นวัดชัย เป็นต้น  วัดจะเป็นศูนย์กลางของคนในชุมชนเช่น สถานที่ประชุมของส่วนราชการต่างๆ  เป็นทั้งสถานที่เรียน การจัดงานบุญตามประเพณีที่มี เช่น การทำบุญตรุษสงกรานต์ เดือน ๕ ,ทำบุญกวนข้าวทิพย์ที่วัดกลางเดือน ๖ แรม ๑ ค่ำ ,ทำบุญเข้าพรรษาเดือน ๘,ทำบุญวันสารทไทย เดือน ๑๐ ทำบุญออกพรรษาเดือน ๑๑  เป็นต้น  การนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของคนชุมชนนั้นไม่ได้มีเพียงแค่ทางศาสนาอย่างเดียวเท่านั้นแต่จะมีการเคารพผีเจ้าพ่อ เจ้าแม่และผีบรรพบุรุษ จากความเชื่อนั้นทำให้เกิดศาลเจ้าต่าง ๆ มากมาย เช่นศาลเจ้าตาเจ้ายาย ศาลเจ้าแม่ร่มไทร เจ้าพ่อหนวดแดง เจ้าพ่อพระราม พ่อขุนช้าง เจ้าพ่อเดชา ฯลฯ

การศึกษาของคนมหาราชในอดีต

สถานที่ศึกษานั้นจะอยู่ที่ศาลาวัด มีพระเป็นผู้สอน ต่อมามีการสร้างโรงเรียนขึ้นใช้แทนศาลาวัดแต่ก็ยังคงอยู่ในบริเวณวัด การไปโรงเรียนต้องอาศัยการพายเรือและมักจะส่งบุตรหลานเข้าเรียนอายุ ๗ ขวบ การแต่งกายของนักเรียนจะไม่มีเครื่องแบบเหมือนในปัจจุบันแต่มักจะนิยมให้นักเรียนหญิงนุ่งผ้าถุง เสื้อคอกระเช้า นักเรียนชายกางเกงหูรูด เสื้อคอกลมขาว (เสื้อกุยเฮง) ไม่มีรองเท้าใส่ มีการเรียนตั้งแต่ชั้น ป.๑-ป.๔ และขยายจนถึง ป.๗ ข้าวจะใส่ปิ่นโต หรือหม้ออวยไปเอง เวลาครูสอนจะจดบันทึกลงบนกระดานชนวนดินสอหิน ระยะ ๒๐ ปีต่อมาเริ่มมีเครื่องแบบ นักเรียนหญิงใส่เสื้อขาวคอบัว กระโปรงสีกรมท่า จีบรอบตัว นักเรียนชายเสื้อขาวคอเชิ้ต กางเกงขาสั้นสีกากี มีครูมาสอนแทนพระ การลงโทษนักเรียนในสมัยนั้นจะให้อมบอระเพ็ดขนาดเท่าองคุลี พร้อมให้ท่องบทกลอนว่า “บอเอ๋ยบอระเพ็ด หวานสะเด็ดน้ำตาลทราย” พร้อมทำโทษด้วยการไปเช็ดขี้หมา เมื่อโรงเรียนเลิกกลับไปบ้านให้อ่านหนังสือช่วงค่ำก่อนเข้านอน ขณะอ่านหนังสือให้อ่านดัง ๆ พระอาจารย์จะคอยพายเรือมาฟังตามบ้าน หากไม่ได้ยิน ยามเช้าไปเรียนหนังสือจะถูกทำโทษ สมัยก่อนเมื่อจบ ป.๔ แล้วไปเรียนต่ออีก ๓ ปี ก็จะรับได้วุฒิ ปบ. หรือครูประชาบาล จบ ม.๓ ไปเรียนต่อครู ว. หรือครูประกาศนียบัตรจังหวัดต้องเรียน ๒ ปี  ถ้าจบ ม.๘ ก็เทียบเท่า ปริญญาตรีในสมัยนี้ เครื่องแบบครูประชาบาลสีเขียวขี้ม้า มีขีดที่ไหล่ เงินเดือน ๆ ละ ๑๐ บาท ใส่อยู่ประมาณ ๕ ปี  จึงยกฐานะเป็นข้าราชการครูเป็นชุดสีกากี และ/หรือสีกรมท่า ได้รับเงินเดือน ๓๐ บาท   ลูกหลานที่เป็นผู้มีฐานะจะถูกส่งไปเรียนในตัวเมือง โดยนั่งเรือโดยสาร ไปเข้าโรงเรียนประจำในตัวเมือง ครบ ๓ เดือน จึงจะอนุญาตให้กลับได้หนึ่งครั้ง

การเปลี่ยนแปลงจากยุคเฟื่องฟูสู่ยุคถดถอย

เนื่องด้วยพื้นที่ตำบลมหาราชนั้นเป็นที่ลุ่มย่อมเกิดปัญหาน้ำท่วมอย่างหนักจนกระทั่งข้าวในนาเสียหายต่อเนื่อง ๑๐ ปี ระบบเศรษฐกิจในชุมชนมหาราชตกต่ำอย่างมาก ทำให้มีการระบาดของการพนันเป็นอย่างหนัก โดยเฉพาะหวยใต้ดิน มีเรื่องเล่าว่าขนาดนับเงินที่ซื้อหวยช่วยกันนับตั้งแต่หัวค่ำจนถึงเที่ยงคืนก็ไม่หมด เนื่องด้วยมีขาประจำต่าง ๆ มากมาย หวยที่มหาราชมีชื่อเสียงมาก ดังไปถึงอำเภอบ้านแพรก เมื่อถึงเวลาเก็บเงินต้องใช้เรือปรื๋อ วิ่งลัดทุ่ง ไปเก็บเงินมาส่งเจ้ามือ ประกอบกับเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปเริ่มมีความเจริญมากขึ้นจึงมีการสร้างมีการสร้างถนน (สาย ๓๔๗) ในปี พ.ศ.๒๕๐๘ จาก จังหวัดลพบุรีมาสิ้นสุดที่ หมู่ที่ ๓ ตำบลมหาราช ริมฝั่งคลองบางพระครู และ สร้างจากอำเภอบางปะหันมาสิ้นสุดที่ หมู่ที่๑ ตำบลมหาราช ริมคลองบางพระครู มีสะพานเชื่อมถึงกันระหว่างคลองชุมชนคนอยู่แพ ก็เริ่มย้ายขึ้นมาปลูกบ้านอยู่บนบก เพราะการเดินทางทางบกสะดวกกว่าทางน้ำ แต่การดำรงชีวิตก็ยังใช้น้ำ และลำคลองเหมือนเดิม แต่เรือที่ใช้การคมนาคมมีการเลี่ยนแปลงไปจากที่ใช้เรือขนาดใหญ่ก็เริ่มมีเรือหางยาว เรือสองตอน เรือด่วนเจ้าพระยา เพราะว่า มีสะพานทำให้เรือใหญ่อย่างเรือมังกรทวี, เรือแดง แล่นไม่ได้  แล้วต่อมามีการสร้างถนน ก็มีรถวิ่งเข้ามารับคนแทนเรือ ทำให้ความสำคัญของแม่น้ำลำคลองในปัจจุบันหมดไป ต่อมาเริ่มมีฝาย กั้นน้ำเพื่อประโยชน์ทางด้านเกษตรกรรม บริเวณถนนชลประทานปัจจุบัน วิถีของน้ำก็เปลี่ยน ส่งผลทำให้ชาวเรือ ชาวแพ และประชาชนบริเวณริมคลองบางพระครูและริมแม่น้ำลพบุรีมีวิถีชีวิตเปลี่ยนไป เกษตรกรเริ่มทำนาปรังหนักขึ้นพร้อมทั้งใช้สารเคมีมากขึ้นเป็นเท่าตัวส่งผลทำให้น้ำเสียเมื่อปล่อยมาจากเขื่อน ทำให้ปลาที่เคยมีชุกชุมเริ่มลดน้อยลง ประเพณีการละเล่นเช่นการเล่นเพลงเรือก็หมดไป ความสัมพันธ์ของคนเริ่มเสื่อมถอยลง แม่น้ำและลำคลองถูกใช้ประโยชน์น้อยลง เริ่มตื้นเขินและมีปัญหาตลิ่งพังอย่างหนักจากการที่มีเขื่อนมากั้นน้ำและเมื่อผู้คนใช้ประโยชน์น้อยลงย่อมขาดการเอาใจใส่สายน้ำที่เคยใช้อย่างที่ควรจะเป็นอย่างแต่ก่อน ๏

ผู้ให้ข้อมูล

กำนันเพ็ญศรี ถาวรกูล, นางสาวกิมเฮี๊ยะ เกตุสมพงษ์, ครูวิเชียร-ครูฉวี ผดุงพจน์, นางบุญเสริม ปานแปะ, นายละมูล-นางอารี วีระสัย, ยายละมูล เทียมเศวตร, นางทองแถม สุธีวร, ครูสุภา สุภาพักตร์, นายประเสริฐ พ่วงผจง, นางสำเนียง ผดุงขวัญ, นายสมพงษ์ สุภาพักตร์, นายแผน ผดุงสุทธิ์, นายสมศักดิ์ บันลือสินธุ์, นางสาวมาลา ผดุงวัตร  ครูสำอางค์, ผู้ใหญ่สำรวย, ตาชื้น-ยายกองนายกมล วีระสัย,ผู้ใหญ่ละม่อม วีระสัย, ยายน้ำวน, นางวิเชียร ธาราภูมิ, นายประสิทธิ์ เทียมสีฟ้า, นายสมพร จิตรสิขเรศ(จุก) นายละเอียด เกตุหิรัญ, นายแนม, นางนวลพรรณ อธิคมานนท์, พระครูสุขุมโชติธรรม, หลวงตาหวัง (ทวี อภิวัฒโน), นางทองคำ เทศทวี, ครูบุญสืบ เทียมคชสาร

คณะทำงาน

นายฌาณราเมศวร์ กลมกล่อม, นางสาวนิราพร กรีถาวร, นางทวี ศรีกมล ,นางสาวสุพัตรา คุ้มพุ่ม, นางไพรินทร์ สำเภาลอย นายอานันท์ วีระสัย, นายวิศิษย์ศักดิ์ หลวงหาญ, นางอุษา ทรงปัญญา, จรัญ ผดุงโภค ,นางสิริมา นิวาศานนท์, นางสมศรี แซ่หุ่น นางสางนัยนา เฉลิมภักตร์ , นางชำเรือง ปรางรักยิ้ม , พ.อ.อ.ฤกษ์ ทรัพย์สุริต , นางจำเรียง รักสุข , นางอุไรวรรณ โต๊ะมุข

* สามารถอ่านรายละเอียดได้ที่ สำนักงานนกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น http://vijai.trf.or.th

บทความนี้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ อยุธยาศึกษา ฉบับประจำพุทธศักราช ๒๕๕๗
ดาวน์โหลดวารสารฉบับเต็ม คลิ๊กที่นี่
ต้องการเสนอบทความวิชาการเพื่อตีพิมพ์ในวารสารอยุธยาศึกษา  คลิ๊กที่นี่

 

Leave a Comment

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติ HTML เหล่านี้ได้: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>