ลักษณะเด่นของพระอินทร์ในไตรภูมิสมัยอยุธยา ฉบับหอสมุดแห่งชาติกรุงปารีส

บทความวิชาการ สาขาวรรณคดีไทย

ลักษณะเด่นของพระอินทร์ในไตรภูมิสมัยอยุธยา ฉบับหอสมุดแห่งชาติกรุงปารีส

Remarkable Characteristics of Indra in the National Library of Paris’s Version of Ayutthaya Tribhum

ภัครพล แสงเงิน / Phakphon Sangngern

อาจารย์ประจำสาขาวิชาภาษาไทย

คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม

บทคัดย่อ

บทความนี้มุ่งศึกษาเรื่องพระอินทร์ในไตรภูมิสมัยอยุธยาฉบับหอสมุดแห่งชาติกรุงปารีส ผลการศึกษาพบว่า เรื่องพระอินทร์ ในไตรภูมิฉบับหอสมุดแห่งชาติกรุงปารีสนั้นมีลักษณะร่วมกับคติพุทธศาสนาและคติศาสนาพราหมณ์-ฮินดู กล่าวคือ ในสมัยอยุธยาปรากฏความเชื่อในเรื่องของพระอินทร์ คือ ๑. พระอินทร์มีกายสีเขียว ๒. พระอินทร์
ทรงสังข์ที่มีชื่อว่า เพชรญุตรสังข์ ๓. พระอินทร์มี ๓ ตา ปรากฏการเรียกนามพระอินทร์ว่า ท้าวตรีเนตร ซึ่งปรากฏในวรรณคดียุคหลังหลายเรื่อง ลักษณะทั้งหมดนี้จึงถือว่าเป็นลักษณะเด่นของพระอินทร์ในไตรภูมิฉบับหอสมุดแห่งชาติ
กรุงปารีส ดังนั้นไตรภูมิฉบับหอสมุดแห่งชาติกรุงปารีสจึงเป็นไตรภูมิสมัยอยุธยาที่สำคัญฉบับหนึ่งที่มีคุณค่าต่อวรรณคดี สังคมและวัฒนธรรมไทยอย่างยิ่ง

คำสำคัญ: ลักษณะเด่น, พระอินทร์, ไตรภูมิสมัยอยุธยาฉบับหอสมุดแห่งชาติกรุงปารีส

Abstract

This article aims to investigate Indra in the National Library of Paris’s Version of Ayutthaya Tribhum. It is found that the characteristics of Indra (the god of heaven, the god of lightning) in the National Library of Paris’s Version of Tribhum are in accordance with Buddhism and Brahmanism-Hinduism doctrines.  In the Ayutthaya period, Indra was believed to have the following remarkable characteristics: 1) having a green body; 2) holding the Phetchayuttara Sankha (a weapon of god); and 3) having three eyes.  Tao Tri Nate (a three-eye king) has sometimes been used to refer to Indra in many literary works. It can be suggested that the National Library of Paris’s Version of Tribhum plays significant roles in Thai literature and socio-culture.

Keywords: remarkable characteristic, Indra, the National Library of Paris’s Version of Ayutthaya Tribhum

บทนำ

ไตรภูมิฉบับหอสมุดแห่งชาติกรุงปารีส เป็นไตรภูมิตัวเขียนภาษาไทย พบต้นฉบับที่หอสมุดแห่งชาติกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส หน้าเล่มสมุดไทยบอกชื่อหนังสือว่า ไตรภูมิ พระมาไลย กรมศิลปากรพิมพ์เผยแพร่เมื่อ พ.ศ.๒๕๕๔ ใช้ชื่อหนังสือว่า ไตรภูมิ เอกสารจากหอสมุดแห่งชาติกรุงปารีส สันนิษฐานว่า “น่าจะแต่งขึ้นในสมัยอยุธยา ช่วง พ.ศ. ๒๑๕๘ – ๒๓๑๐” (ภัครพล แสงเงิน, ๒๕๕๗, หน้า ๖๗) สุกัญญา สุจฉายา ว่า “ไตรภูมิฉบับนี้จัดอยู่ในคัมภีร์พุทธพราหมณ์เพท เพราะเริ่มต้นด้วยคติไตรภพต่อด้วยคติไตรภูมิ แต่มีเนื้อหาที่สั้น กระชับ ไม่อธิบายขยายความ จึงเป็นไปได้ที่เรื่องนี้จะตกทอดมาจากสมัยกรุงศรีอยุธยา” (สุกัญญา สุจฉายา, ๒๕๕๔, หน้า ๓๙) กุสุมา รักษมณี ว่า “ในปัจจุบันมีการค้นพบต้นฉบับลายมือเขียนเพิ่มขึ้น อาทิ วรรณคดีสมัยอยุธยาเรื่องไตรภูมิ สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากรจัดพิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๔” (กุสุมา รักษมณี, ๒๕๕๖, หน้า ๘๒)

ในสมัยอยุธยานั้นมีไตรภูมิเช่นกัน แต่ไม่ได้เป็นในรูปแบบของตัวเขียนแต่เป็นสมุดภาพ โดยฉบับที่พิมพ์เผยแพร่และเป็นที่รู้จัก คือ สมุดภาพไตรภูมิสมัยอยุธยาและสมัยกรุงธนบุรีซึ่งคัดลอกมาจากสมัยอยุธยาโดย
พระบรมราชโองการของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี โดยบทความนี้จะใช้ภาพบางส่วนของสมุดภาพไตรภูมิสมัยอยุธยาและธนบุรีบางส่วนประกอบการศึกษาด้วย

ไตรภูมิฉบับหอสมุดแห่งชาติกรุงปารีสถือเป็นไตรภูมิสมัยอยุธยาที่เป็น “ตัวเขียน” ฉบับแรกเท่าที่มีการค้นพบในปัจจุบันนี้ มีเนื้อหาเกี่ยวกับคติการสร้างโลกทั้งแบบพระพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ไตรภูมิฉบับนี้มีความน่าสนใจตรงที่พบเนื้อหาทั้งคติพุทธและพราหมณ์-ฮินดูอยู่ในไตรภูมิฉบับเดียวกัน โดยเฉพาะเรื่องเทพและตำนานทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดูที่มีความสัมพันธ์กับความรู้ทางวรรณคดีไทย ดังนั้นบทความนี้มุ่งศึกษาเรื่องเทพและตำนานทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดูที่ปรากฏในไตรภูมิฉบับนี้โดยใช้เอกสารเกี่ยวกับคติทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดูในการวิเคราะห์

พระอินทร์ในไตรภูมิสมัยอยุธยาฉบับหอสมุดแห่งชาติกรุงปารีส

ไตรภูมิฉบับหอสมุดแห่งชาติกรุงปารีสว่า พระอินทร์กำเนิดจากการทอดเลข ๗ ของมหาพรหมเทพราช มีกายสีเขียว ถือเพชญุตรสังข์ และพระอินทร์มี ๓ ตา เนื้อความดังนี้

๏ จึ่งเสด็จเอาเลข ๗ ทอดลงมาเปนเทพดาตนหนึ่ง มีพรรณดุจดั่งอินทรนีลมรกฎอ่อนเขียวพูนแสงจรัสรัศมีเต็มเรืองจักรพาฬ ขอพรทำตระบะสมาธิอยู่เหนือบัณฑุกัมพลอาสน์ใต้ต้นปาริกชาติทองหลางสรรพอันจรัสจรูญในพระสุรีย์อากาศ เหนือจอมพระเมรุราชบรรพต ทรงถนิมอาภรณ์แก้วสัพพพิธรัตนมือซ้ายทรงเพชญุตรสังข์มือขวาทรงตรีศูลขรรค์ มีตาสามสิ่ง ตาหนึ่งอยู่ซึ่ง หน้าผาก สองตาดั่งยนตรเห็นกลทิพจักษุทั่วทังไตรภพ จึ่งชีพในอากาศสมาธิเป่าสังข์ไพเราะจึ่งบังเกิดเทพนิกรทังหลายถวายบังคมประนมแต่พระบรมสุกขสมพิจิตรมหาพรหมเทพราช ท่านชิมอรให้พระนามกรพระอินทรบรมเทพธิราช มีอำนาจด้วยเดชะตระบะบุญหาผู้จะปูนปานบ่มิได้เลย จึ่งเสด็จเป่าสังข์ทีหนึ่งเกิดเทพดาแต่สกลจักรพาฬทังหลาย เป่าสองทีเกิดเปนเทพดาแต่แผ่นดินขึ้นไปเถิงอากาศเป่าสามทีเกิดเปนเทพดาแต่อากาศขึ้นไปเถิงฉอกามาพจรสวรรค์หกชั้น เป่าสี่ทีเกิดเปนเทพดามหาพรหมโลกได้สิบหกชั้นนั้น เหลี่ยมไศลได้นามกรชื่อพระอินทรบรมเทพธิราชมีอำนาจเปนเจ้าอำมรสวรรค์ อันมีเทพอัปสรอำมรสุรางค์นางฟ้า เจ้าบริพารมาต่อเท่าบัดนี้แล (กรมศิลปากร, ๒๕๕๔, หน้า ๖๙)

พระอินทร์กายสีเขียว

ไตรภูมิฉบับหอสมุดแห่งชาติกรุงปารีสว่า พระอินทร์มีกายสีเขียว ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชวินิจฉัยว่า “พระอินทร์ในยุคไตรเพทมีผิวสีทอง เหตุไรมาถึงเราจึงกลายเป็นเขียวไปก็หาทราบชัดไม่ แต่ข้าพเจ้าได้พยายามตรวจค้นดู เห็นรูปที่เขียนๆ มาจากอินเดียก็ทาเขียว เพราะฉะนั้นไม่ใช่มาเปลี่ยนสีในเมืองเรา คงเปลี่ยนมาแต่ถิ่นเดิมเอง” (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, ๒๕๑๓, หน้า ๘๖) ผู้ศึกษาเห็นตรงกับพระราชวินิจฉัยด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

รูปวาดพระอินทร์ส่วนใหญ่ที่ปรากฏในประเทศไทย พระอินทร์มีกายสีเขียว (มเหศวรพงศ์) พระยากากาศหรือพาลี (วานรพงศ์) ซึ่งเป็นลูกของพระอินทร์กับนางกาลอัจนาก็มีกายสีเขียว หรือองคตผู้เป็นลูกของพาลีกับนางมณโฑก็มีกายสีเขียวเหมือนพ่อและปู่ของตน (พระอินทร์) แสดงให้เห็นว่าความรับรู้เรื่องพระอินทร์มีกายสีเขียวนี้ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนอย่างน้อยตั้งแต่สมัยอยุธยาแล้ว

ไตรภูมิฉบับใต้ (ฉบับบ้านกระบี่น้อย) อธิบายถึงสาเหตุที่พระอินทร์มีกายสีเขียวว่า กายของพระอินทร์ที่แท้จริงนั้นก็เหมือนกับเทวดาทั้งหลายคือเป็นสีขาว แต่เป็นเพราะเครื่องประดับร่างกายของพระอินทร์ไม่ว่าจะเป็นมงกุฎ สร้อย สังวาลที่เป็นสีเขียว เมื่อพระอินทร์สวมใส่เครื่องประดับต่างๆ จึงทำให้พระอินทร์มีกายสีเขียว (กรมศิลปากร, ๒๕๕๕, หน้า ๑๖๘)

ภาพวาดของพระอินทร์ที่ปรากฏอยู่ในตัวอย่างจิตรกรรมหลายชิ้น แสดงให้เห็นว่า พระอินทร์มีกายเขียวปรากฏในความรับรู้ของคนไทยตั้งแต่สมัยอยุธยาผู้ศึกษาเห็นด้วยกับพระราชวินิจฉัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ว่า พระอินทร์มีกายสีเขียวนั้นน่าจะเป็นคติที่มาจากอินเดียและปราชญ์ต่างๆ ก็พยายามสรรหาคำอธิบายว่าเพราะเหตุใดพระอินทร์จึงมีกายสีเขียว แต่โดยภาพรวมแล้วแสดงให้เห็นว่า ผู้แต่งไตรภูมิฉบับหอสมุดแห่งชาติกรุงปารีสมีความรับรู้ว่า พระอินทร์มีกายสีเขียวซึ่งสอดคล้องกับคติสีกายของพระอินทร์ในสมัยอยุธยาดังในสมุดภาพไตรภูมิสมัยกรุงธนบุรี (ซึ่งคัดลอกมาจากฉบับอยุธยา) อีกทั้งยังทำให้เข้าใจในเรื่องกายสีเขียวของพระอินทร์เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

พระอินทร์เป่าเพชญุตรสังข์

ไตรภูมิฉบับหอสมุดแห่งชาติกรุงปารีสว่า พระอินทร์เป่าเพชญุตรสังข์เกิดเป็นเทวดาองค์ต่างๆ ในสวรรค์ฉกามาพจรและพรหมโลก เรื่องพระอินทร์เป่าสังข์นี้มีปรากฏในรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ตอนชะลอเขาพระสุเมรุ ว่า

     ครั้นได้ศุภฤกษ์สวัสดี 
โกสีย์เป่าสังข์บันลือลั่น 
เทวาชักฉุดพัลวัน
โห่สนั่นกึกก้องทั้งแดนไตร
(กรมศิลปากร, ๒๕๔๙, หน้า ๘๗)

จิตรกรรมฝาผนังพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นแสดงให้เห็นถึงความรับรู้เรื่องพระอินทร์เป่าสังข์มาตั้งแต่อดีต กล่าวคือ ในไตรภูมิกถาสมัยสุโขทัยกล่าวถึง เทพธิดามณีเมขลา บริวารของพระอินทร์เป็นผู้เป่าสังข์พิชัยสังขะ ว่า “สังข์ใหญ่ชื่อ พิชัยสังขะ ผู้เป่าสังข์นี้คือ เทพธิดามณีเมขลาซึ่งเป็นเทพในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์” (กรมศิลปากร, ๒๕๓๕, หน้า ๑๙๗) ส่วนไตรภูมิโลกวินิจฉยกถาสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น กล่าวถึงนางฟ้าในสวรรค์ดาวดึงส์เป่าสังข์ว่า “แลนางฟ้าอันชื่อว่ามณีเมขลานั้น เป็นพนักงานเฝ้าวิชัยยุตตรสังข์ นางบริวารทั้งหลาย ๖ หมื่นนางล้วนถือสังข์ทุกๆ นาง ขณะเมื่อนางมณีเมขลาเป่า วิชัยยุตตรสังข์ ขึ้นนั้น สังข์ทั้ง ๖ หมื่นนางก็ดังเอง ดังขึ้นพร้อมเพรียงกัน” (กรมศิลปากร, ๒๕๒๐, หน้า ๑๖๘) ในนารายณ์สิบปางฉบับโรงพิมพ์หลวงพบเรื่องพระอินทร์เป่าสังข์ ว่า “พระอิศวรเป็นเจ้าจึ่งมี เทวโองการให้สมเด็จอมรินทราธิราช เอามหาสังขพิไชยยุทธไปเป่าปลุกประทมพระนารายณ์…” (ประพันธ์ สุคนธชาติ (เรียบเรียง), ๒๕๑๑, หน้า ๔๐)

ชื่อของสังข์ “พิชัยสังขะ” หรือ “วิชัยยุตตรสังข์” ที่มณีเมขลาเทพธิดาบริวารแห่งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์และ “มหาสังขพิไชยยุทธ” ในนารายณ์สิบปางนี้มีความคล้ายคลึงกับ “เพชญุตรสังข์” ที่พระอินทร์เป่ากำเนิดเป็นเทวดาทั้งหลายในไตรภูมิฉบับหอสมุดแห่งชาติกรุงปารีสเป็นอย่างมาก แต่อาจต่างกันที่การสะกดคำแสดงให้เห็นถึงลักษณะร่วมกันของชื่อสังข์ที่พระอินทร์ใช้เป่าทั้งคติทางพระพุทธศาสนาและคติทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดูอย่างชัดเจน

พระอินทร์มี ๓ ตา

ความรับรู้เรื่องพระอินทร์มี ๓ ตา ผู้ศึกษายกตัวอย่างวรรณคดีเรื่องต่างๆ ที่มีการเรียกพระอินทร์ว่า “ท้าวตรีเนตร” ดังนี้

พระมาลัยคำหลวง พระนิพนธ์เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร วรรณกรรมสมัยอยุธยา ตอนพระอินทร์วิสัชนาพระมาลัยเกี่ยวกับบุพกรรมของเทวดาเมื่อครั้งเป็นมนุษย์ ว่า “…ตรีเนตรไขตอบคดี ว่าเทพนี้อยู่มนุษย์ ประดาษสุดทลิท ทา เที่ยวเกี่ยวหญ้านิรันดร์ขายเลี้ยงชีวันอาตมา ให้ทานกาบหึงส์ ข้าวก้อนหนึ่งเท่านั้น ม้วยดลสวรรค์เสวยสวัสดิ์ มีบริสัชร้อยองค์ ด้วยผลส่งสืบสรรค์” (กรมศิลปากร, ๒๕๔๕, หน้า ๑๖๗-๑๖๘)

รามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ตอนทศกัณฐ์แปลงกายเป็นพระอินทร์ ว่า

     บัดเดี๋ยวก็กลับกลายเพศ 
เป็นท้าวตรีเนตรเรืองศรี 
ทรงโฉมประโลมโลกีย์
ใครเห็นเป็นที่จำเริญนัก
ผิวผ่องพึงพิศผุดผาด
งามวิลาศล้ำเลิศในไตรจักร
กรายกรอ้อนแอ้นพริ้มพักตร์
พระยายักษ์มาสรงชลธาร
(กรมศิลปากร เล่ม ๓, ๒๕๔๙:๔๑๘)

บทละครนอกสังข์ทอง พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ตอนท้าวยศวิมลต่อว่านางรจนาที่มาเยาะเย้ยถากถาง ว่า

     คืนนี้ตรีเนตรท่านกริ้วกราด
จะตีให้ตัวขาดเป็นสองท่อน
นี่หากกูอ้อยอิ่งวิงวอน
ผันผ่อนผัดไว้จึงไม่ตาย
เพี้ยงเอยผีสางเทวดา
ให้ได้ลูกเมียมาเหมือนใจหมาย
แล้วจะจับตัวต้นอีคนร้าย
ฆ่าเสียให้ตายวายชีวิต
(พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย, ๒๕๐๘, หน้า ๒๓๐)

นิราศพระบาทของสุนทรภู่ ว่า

     องค์พระเพชรปาณีท้าวตรีเนตร
เสียพระเวทผูกทวารกรุงพานถนอม

สุจิตราลาตายไม่วายตรอม
ล้วนเจิมจอมธรณีทั้งสี่องค์
(กรมศิลปากร, ๒๕๕๖, หน้า ๑๙๑)

พระยาอุปกิตศิลปสารกล่าวถึงความรับรู้ของคนไทยในอดีตที่เรียกพระอินทร์ว่า ท้าวตรีเนตร ว่า 

“ครั้นตกมาในชั้นหลังๆ มีผู้นับถือพระอินทร์น้อยลง ฤทธิ์เดชก็ลดลง เช่น แพ้อินทรชิตโอรสทศกัณฐ์บางทีสู้อสูรไม่ได้ต้องขอให้มนุษย์ช่วยและประพฤติเหลวไหลเป็นชู้กับนางหลยา ชายาฤๅษีโคดมจนถูกสาปให้มีโยนีเต็มตัว แล้วกลายเป็นรูปนัยน์ตาจึงปรากฏชื่อว่า ท้าวสหัสเนตร หรือสหัสนัยน์ (ท้าวพันตา) แต่ไทยเราเรียกว่า ท้าวตรีเนตรก็มี ซึ่งตามเรื่องของเขา ตรีเนตรเป็นนามพระอิศวร” (พระยาอุปกิตศิลปสาร, ๒๕๐๗, หน้า ๙๒)

ความสับสนในเรื่องของพระอินทร์มี ๓ ตานี้ปรากฏในวรรณคดีสันสกฤต คือ คัมภีร์ยชุรเวทซึ่งกล่าวถึงพระอิศวรมี ๑,๐๐๐ ตา เหมือนพระอินทร์ (ชลดา เรืองรักษ์ลิขิต, ๒๕๔๙, หน้า ๒๒๕)

อีกทั้งชลดา เรืองรักษ์ลิขิต ยังกล่าวถึง “ท้าวตรีเนตร” ในโองการแช่งน้ำ วรรณกรรมสมัยอยุธยาตอนต้นว่า เป็นการผสมกันระหว่างลักษณะของพระอิศวรกับพระอินทร์ ดังนี้

“เมื่อเรียกพระอินทร์ว่า ท้าวตรีเนตร (ทั้งๆ ที่มิได้มี ๓ ตา) ทำให้เกิดการเข้าใจผิดคิดว่า พระอินทร์มี ๓ ตาจริงๆ ตามคำที่ใช้เรียก จึงเกิดความสับสนและคิดว่าเป็นพระอิศวรซึ่งเป็นเทพเจ้าที่     มี ๓ ตาและได้รับการขนานนามว่า พระตรีโลกจนะ(มี ๓ ตา) พระอินทร์กับพระอิศวรในความคิดของคนไทยจึงปนเปกันไปหมด ทำให้ผู้แต่งเรื่องลิลิตโองการแช่งน้ำให้พระอิศวรประทับบนเขา      พระสุเมรุซึ่งเป็นที่ประทับของพระอินทร์และให้พระอิศวรทรงวัชระคือสายฟ้าซึ่งเป็นอาวุธของพระอินทร์ นับว่าเป็นเรื่องที่สลับสับสนกันไปหมด” (ชลดา เรืองรักษ์ลิขิต, ๒๕๔๙, หน้า ๒๒๙)

จิตร ภูมิศักดิ์ กล่าวว่า “คนไทยในสมัยอดีตมักเรียกพระอิศวรว่า พระอินสวร และบางครั้งเขียนว่า
อินสวน หรือพระอินท์ศวรก็มี อีกทั้งยังอธิบายว่า การแทรกตัว น ซึ่งเป็นเสียงนาสิกลงไปกลางคำ ทำให้ออกเสียงได้ง่ายขึ้น” (จิตร ภูมิศักดิ์ อ้างถึงใน ชลดา เรืองรักษ์ลิขิต, ๒๕๔๙, หน้า ๒๓๐)

เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ความรับรู้เรื่องพระอินทร์มี ๓ ตาด้วยการเรียกว่าท้าวตรีเนตรปรากฏอย่างชัดเจนมาตั้งแต่อดีต ถึงแม้ว่าจะมีนักวิชาการได้แสดงทัศนะที่แตกต่างออกไป กล่าวคือ ความเข้าใจในเรื่องพระอินทร์มี ๓ ตานี้น่าจะเป็นการเข้าใจสับสนกันระหว่างพระอินทร์กับพระอิศวร แต่ผู้ศึกษาเห็นว่า ความรู้เรื่องเทพเจ้าของอินเดียที่เข้ามาในดินแดนสุวรรณภูมิในอดีตตั้งแต่อดีตกาลได้ถูกปรับให้เข้ากับบริบทตามความเข้าใจของคนในภูมิภาค ดังนั้นความเข้าใจในเรื่องเทพเจ้าจึงอาจจะไม่ตรงกับคติที่มาจากอินเดียทุกประการ เนื่องจากปัจจัยอื่นที่เกี่ยวโยงกับความรับรู้เรื่องต่างๆ ในมิติทางสังคมวัฒนธรรม ได้แก่ วัฒนธรรมมุขปาฐะหรือวรรณคดีต่างๆ ที่จะต้องมีความเคลื่อนไหวและแปรเปลี่ยนความเข้าใจไปตามกาลเวลานั่นเอง

บทสรุป

เรื่องพระอินทร์ ไตรภูมิฉบับหอสมุดแห่งชาติกรุงปารีส มีการกล่าวถึงพระอินทร์ทรงเพชญุตรสังข์
ซึ่งชื่อสังข์นี้คล้ายคลึงกับสังข์ทั้งในคติทางพุทธศาสนาและคติทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดูเป็นอย่างยิ่ง ส่วนเรื่องของพระอินทร์มีกายสีเขียวนั้น แสดงให้เห็นว่าอย่างน้อยในสมัยอยุธยาก็มีความเชื่อเรื่องพระอินทร์มีกายสีเขียว ซึ่งความเชื่อเรื่องพระอินทร์มีกายสีเขียวที่ปรากฏในไตรภูมิฉบับหอสมุดแห่งชาติกรุงปารีสนั้นเป็นสิ่งที่ช่วยยืนยันพระราชอธิบายของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวที่พระองค์ทรงเห็นว่า คติพระอินทร์มีกายสีเขียวนั้นน่าจะได้รับอิทธิพลมาจากอินเดียหรือเป็นความเชื่อของคติพราหมณ์-ฮินดูอยู่แล้ว ในส่วนของเรื่องพระอินทร์มี ๓ ตาหรือฝ่ายไทยนิยมเรียกว่า ท้าวตรีเนตรนั้น น่าจะเป็นวัฒนธรรมมุขปาฐะซึ่งอาจจะสับสนกับพระอิศวรก็เป็นได้

ดังนั้นผู้ศึกษาเห็นว่า ไตรภูมิฉบับหอสมุดแห่งชาติกรุงปารีสเป็นไตรภูมิสมัยอยุธยาที่สำคัญยิ่งฉบับหนึ่งซึ่งช่วยทำให้เข้าใจความรับรู้เรื่องราวต่างๆ ของคนในอดีตในด้านความรู้เกี่ยวกับเทวตำนานของอินเดียโบราณตามคติพุทธศาสนาและคติทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดูโดยเฉพาะเรื่องพระอินทร์เพิ่มมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

001 002 003

เอกสารและสิ่งอ้างอิง

กรมศิลปากร.  (๒๕๒๐).  ไตรภูมิโลกวินิจฉยกถา ฉบับที่ ๒ (ไตรภูมิฉบับหลวง) เล่ม ๓.  กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร.

_______.  (๒๕๓๕).  ไตรภูมิกถาหรือไตรภูมิพระร่วง.  พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ: คุรุสภา.

_______.  (๒๕๔๒).  สมุดภาพไตรภูมิสมัยกรุงศรีอยุธยา-ธนบุรี เล่ม ๒.  กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร.

_______.  (๒๕๔๕).  วรรณกรรมสมัยอยุธยา เล่ม ๓.  พิมพ์ครั้งที่ ๒.  กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร.

_______.  (๒๕๔๙).  บทละครเรื่องรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เล่ม ๑.  พิมพ์ครั้งที่ ๑๐.  กรุงเทพฯ: ศิลปาบรรณาคาร.

_______.  (๒๕๔๙).  บทละครเรื่องรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เล่ม ๓.  พิมพ์ครั้งที่ ๑๐.  กรุงเทพฯ: ศิลปาบรรณาคาร.

_______.  (๒๕๕๔).  ไตรภูมิเอกสารจากหอสมุดแห่งชาติกรุงปารีส.  กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร. 

_______.  (๒๕๕๕).  ไตรภูมิฉบับท้องถิ่น.  กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร.

_______.  (๒๕๕๖).  ประชุมวรรณคดีเรื่องพระพุทธบาท.  กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร.

กุสุมา  รักษมณี.  (๒๕๕๖).  การวิจัยวรรณคดี.  พิมพ์ครั้งที่ ๒.  กรุงเทพฯ: ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร.

จิตร  ภูมิศักดิ์.  (๒๕๒๔).  โองการแช่งน้ำ และข้อคิดใหม่ในประวัติศาสตร์ไทยลุ่มน้ำเจ้าพระยา ใน วรรณลดา:
รวมบทความวิจัยและบทความวิชาการภาษาและวรรณคดีไทย.
 กรุงเทพฯ: โครงการเผยแพร่ผลงานวิชาการ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ชลดา  เรืองรักษ์ลิขิต.  (๒๕๔๙).  วรรณลดา: รวมบทความวิจัยและบทความวิชาการภาษาและวรรณคดีไทย.  กรุงเทพฯ: โครงการเผยแพร่ผลงานวิชาการ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

บุญเตือน  ศรีวรพจน์ และ ประสิทธิ์  แสงทับ.  (๒๕๔๒).  สมุดข่อย.  กรุงเทพฯ: สตาร์ปริ๊นท์.

ประพันธ์  สุคนธชาติ.  (เรียบเรียง).  (๒๕๑๑).  นารายณ์สิบปางและพงศ์ในเรื่องรามเกียรติ์.  กรุงเทพฯ: พระจันทร์.

พุทธเลิศหล้านภาลัย, พระบาทสมเด็จพระ.  (๒๕๐๘).  บทละครนอกเรื่องสังข์ทอง.  กรุงเทพฯ: สุทธิสารการพิมพ์. (พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพพันตำรวจโทโกวิท ประภาพันธ์ ณ ฌาปนสถานกองทัพบก
วัดโสมนัสวิหาร ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๐๘).

ภัครพล  แสงเงิน.  (๒๕๕๗).  ไตรภูมิฉบับหอสมุดแห่งชาติกรุงปารีส: การศึกษาเชิงวิเคราะห์.  วิทยานิพนธ์
ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวรรณคดีไทย, บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.

มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ.  (๒๕๑๓).  ศกุนตลา มัทนะพาธา ท้าวแสนปม ประมวลสุภาษิต.  กรุงเทพฯ: โพธิ์สามต้น.

สุกัญญา  สุจฉายา.  (๒๕๕๔).  คติไตรภูมิ-ไตรภพ ในคัมภีร์พุทธเพทพระเวทมนตร์ ใน ไตรภูมิ เอกสารจากหอสมุดแห่งชาติกรุงปารีส. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร.

อุปกิตศิลปสาร, พระยา.  (๒๕๐๗).  ชุมนุมนิพนธ์ ของ อ.น.ก.  กรุงเทพฯ:  คุรุสภา.

โอเคเนชั่นดอทเน็ต.  (๒๕๕๖).  พระอินทร์เป่าสังข์ ตอนพระพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์.  ค้นเมื่อ ๑๘ ธันวาคม. ๒๕๕๖. จากhttp://www.oknation.net/blog/print.php?id=655505.

 

 

 

 

*บทความนี้สรุปองค์ความรู้สำคัญทางวรรณคดีไทยจากวิทยานิพนธ์เรื่อง ไตรภูมิฉบับหอสมุดแห่งชาติกรุงปารีส: การศึกษาเชิงวิเคราะห์ วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (วรรณคดีไทย) บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๕๗

Leave a Comment

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติ HTML เหล่านี้ได้: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>