โรคระบาดกับสภาพสังคมวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาสมัยอยุธยาตอนต้น

บทความวิชาการ สาขาประวัติศาสตร์

โรคระบาดกับสภาพสังคมวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาสมัยอยุธยาตอนต้น

Epidemic Diseases and Socio-cultural Conditions of the Chao Phraya River Basin during the Early Ayutthaya Period

กำพล จำปาพันธ์ / Kampol Champapan
นักศึกษาปริญญาดุษฎีบัณฑิต (ปร.ด.) สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

บทคัดย่อ

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปลี่ยนผ่านทางสังคมวัฒนธรรมในบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา  อันเป็นผลมาจากการจัดการของรัฐต่อโรคระบาดครั้งสำคัญ ๒ ช่วงในประวัติศาสตร์อยุธยาตอนต้น คือ ในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ภายหลังจากเกิดกาฬโรคระบาด  และในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ภายหลังจากเกิดไข้ทรพิษหรือโรคฝีดาษระบาดขึ้นทั่วพระนคร  พบว่าการจัดการในช่วงสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ อยู่ในรูปแบบการย้ายถิ่นฐานอพยพหลบหนีไปจากบริเวณที่มีโรคระบาด ส่งผลโดยตรงทำให้เกิดการสถาปนาศูนย์กลางอำนาจแห่งใหม่ของอยุธยาใน พ.ศ. ๑๘๙๓  ในทางตรงข้าม  การจัดการของรัฐอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ  ที่ดำเนินการภายหลังจากโรคฝีดาษระบาด  ได้แก่ การจัดตั้งหน่วยงานที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์โดยตรง  สะท้อนให้เห็นการให้ความสำคัญกับการแพทย์และการสาธารณสุขของรัฐอยุธยาครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์อารยธรรมสยาม  ตลอดช่วงที่ชนชั้นนำอยุธยาต้องการสร้างพลเมือง (หรือไพร่) ที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์  เพื่อเป็นกำลังสำคัญแก่บ้านเมือง

คำสำคัญ: โรคภัยไข้เจ็บ, การเปลี่ยนผ่านทางสังคมวัฒนธรรม, สยาม, กรุงศรีอยุธยา, ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา

Abstract

This article aims to study the socio-cultural transition in the Chao Phraya river basin as a result of the state management to the epidemic diseases in the two major periods of the early Ayutthaya history: the plaque (or the Black Death disease) in the reign of King Ramathibodi I and the smallpox in the reign of King Boromatrailokkanat.  In the reign of King Ramathibodi I, it is found that people were evacuated from the infected areas which directly resulted in the establishment of a new power center of Ayutthaya in 1350 A.D.  In the reign of King Boromatrailokkanat, on the contrary, the authority concerned was established to provide medical services directly which highlighted the state focus on medicine and public health for population or ‘prai’ in the history of the Siamese civilization.

Keywords: epidemic disease, socio-cultural transition, Siam, Ayutthaya Kingdom, the Chao Phraya river basin

บทนำ

ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ ๑๔-๑๖ มีเหตุการณ์เรื่องราวสำคัญที่ปรากฏอยู่ในหลักฐานทั้งประเภท
พระราชพงศาวดาร ตำนาน และจารึก ว่ามีโรคระบาดอยู่สองชนิด คือ “โรคห่า” กับ “ไข้ทรพิษ” โรคห่าครั้งสำคัญนั้นเกิดในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (อู่ทอง) ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการย้ายที่ตั้งเมืองจากบริเวณริมฝั่งแม่น้ำป่าสัก มาเป็นเยื้องจุดบรรจบกันระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำลพบุรี (คลองเมืองอยุธยา)

ขณะที่ไข้ทรพิษมีเหตุการณ์ระบาดอยู่ในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ซึ่งก็เป็นการระบาดหนักผู้คนล้มตายมาก แม้จะไม่ถึงกับย้ายเมืองหนีเหมือนอย่างในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ทว่าก็ส่งผลทำให้เกิดการจัดตั้งองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับการจัดการป้องกันและรักษาโรค ขึ้นในระบบศักดินาของราชการอยุธยา ข้อแตกต่างวิธีการจัดการของทั้งสองรัชสมัย ได้ถูกกล่าวถึงในแง่ที่ว่าการแพทย์ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ มีความเจริญก้าวหน้ามากขึ้นกว่าในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ จึงไม่ต้องทิ้งบ้านทิ้งเมืองหนีโรคระบาดเหมือนอย่างในอดีต (ประทีป ชุมพล, ๒๕๔๑, หน้า ๒๗-๒๘)

แต่ทั้งนี้โรคระบาดที่เกิดในทั้งสองยุคสมัยข้างต้น เป็นคนละโรคกัน การจัดการที่แตกต่างกันจึงเป็นเรื่องปกติ อีกทั้งขอบเขตการระบาดของยุคที่สอง อาจจำกัดวงแคบและไม่ร้ายแรงเท่าในยุคที่หนึ่งก็ได้ ประเด็นที่น่าสนใจในที่นี้จึงได้แก่ การอภิปรายถึงความเปลี่ยนแปลงที่เป็นผลกระทบมาจากโรคภัยไข้เจ็บ, การจัดการของรัฐและสังคม, บทบาทองค์ความรู้ทางการแพทย์สมัยโบราณ เป็นต้น บางทีเราจะทราบถึงสภาพวิถีชีวิตของคนในสมัยใดก็ตาม ได้ดีอีกทางหนึ่ง ก็จากเรื่องราวเกี่ยวกับการเจ็บไข้ได้ป่วยของคนในยุคสมัยดังกล่าว

ในงานประชุมเพื่อระดมความคิดเห็นทางวิชาการด้านประวัติศาสตร์การแพทย์และสาธารณสุขไทย วันที่ ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ ณ ห้องประชุมสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ตึกกรมสุขภาพจิต จัดโดยสำนักนโยบายและแผนงานสาธารณสุข และสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข นิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้กล่าวถึงความสำคัญของประเด็นเรื่องโรคภัยไข้เจ็บที่มีต่อประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรม ไว้ในหัวข้อ “สถานะขององค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์การแพทย์และการสาธารณสุขไทย” ใจความสำคัญสรุปข้างท้ายตอนหนึ่งว่า:

“ที่ไม่พบในงานประวัติศาสตร์การแพทย์ที่ทำมาคือ ประวัติศาสตร์ของโรค เพราะการศึกษายากหรืออย่างไร คือหนึ่งพวกนักประวัติศาสตร์เองก็ศึกษาเรื่องนี้ไม่ได้ เพราะไม่มีความรู้เกี่ยวกับโรคในทางการแพทย์ ถึงมีหลักฐานก็วิเคราะห์ไม่เป็นเพราะไม่รู้อะไร แต่ว่าต้องมีใครก็แล้วแต่ที่มีความรู้เกี่ยวกับการแพทย์ไปช่วยดูเรื่องประวัติศาสตร์ของโรคด้วย… เรื่องของโรคเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่คิดว่า จะช่วยให้แสงสว่างทางสติปัญญา (IiIuminate) แก่ประวัติศาสตร์การแพทย์ได้พอสมควร” (นิธิ เอียวศรีวงศ์, ๒๕๔๕, หน้า ๓๔)

โรคภัยไข้เจ็บของคนในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาคริสต์ศตวรรษที่ ๑๔-๑๖

น่าเสียดายว่าหลักฐานช่วงคริสต์ศตวรรษที่ ๑๔-๑๖ ที่ระบุเกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บมีไม่มากนัก ส่วนใหญ่เน้นเฉพาะโรคที่มีระบาดครั้งสำคัญ ทำให้ไม่ทราบรายละเอียดว่ามีโรคอะไรบ้าง และการแพทย์
แผนโบราณที่มีบทบาทเช่น จีน, อินเดีย, เปอร์เซีย เป็นอย่างไร มีวิธีการรักษาโรคอย่างไรได้บ้าง ถึงคริสต์ศตวรรษที่ ๑๗ จึงได้ปรากฏการรวบรวมบันทึกทางประวัติศาสตร์การแพทย์ที่เรียกว่า “ตำราพระโอสถพระนารายณ์” ขึ้นมา (ชยันต์ พิเชียรสุนทร แม้นมาส ชวลิต และวิเชียร จีรวงส์, ๒๕๔๔ ; Brun, 2015: 115-132)

จากบันทึกของราชทูตลาลูแบร์ โรคที่คนอยุธยาเป็นกันมาก ได้แก่ โรคป่วง, โรคบิด, โรคไข้จับสั่น, โรคปอดบวม, โรคหวัด, หอบ, ไขข้ออักเสบ, โรคบวมทุกชนิด, โรคปวดตามข้อ, อัมพาต, ลมบ้าหมู, วัณโรค, โรคไต, ฝีโพรงหนอง, ปรวด, ไฟลามทุ่ง, โรคผิวหนัง, กามโรค, ฝีดาษ เป็นต้น (ลาลูแบร์, ๒๕๑๐, หน้า ๑๗๓-๑๗๔) นั่นคือรายการของโรคที่มีหมอยารู้จักและสามารถรักษาได้ ยังมีโรคที่รักษาไม่หายขาด เช่น มะเร็ง หรืออย่างกรณีโรคไม่เป็นที่รู้จักและหมอก็ไม่รู้จะรักษายังไง ก็จะนิยามโรคนั้นตามความเชื่อว่า “ผีเข้า” หมายถึง การเจ็บป่วยเพราะคุณไสยถูกคนมีวิชาอาคมทำให้ป่วย เป็นต้น (ลาลูแบร์, ๒๕๑๐, หน้า ๑๗๔-๑๗๕)

ใน “ตำราพระโอสถพระนารายณ์” กล่าวถึงโรคที่น่าจะเป็นกันมากในหมู่พระบรมวงศานุวงศ์และขุนนาง แบ่งเป็น ๕ ชนิด ได้แก่ ๑. โรคและอาการของระบบทางเดินอาหาร เช่น อาการลงท้อง, เบื่ออาหาร, เจ็บในท้อง, ริดสีดวงทวาร, อาเจียน, ท้องขึ้น, ท้องพอง, พยาธิในลำไส้, ลมจุกเสียด เป็นต้น ๒. โรคและอาการที่เกี่ยวแก่เส้นเอ็น กล้ามเนื้อ และประสาท เช่น อาการเส้นตึง, เส้นกล่อน, เส้นอัมพฤกษ์, อัมพาต, ตะคริวจับ, เมื่อยขบ เป็นต้น ๓. โรคและอาการของระบบการหายใจและโรคตา เช่น เป็นหวัด, คัดจมูก, ปวดศีรษะ, ปวดจมูก, ริดสีดวงจมูก, เลือดกำเดา, ปวดตา, ไอ, มองคล่อ เป็นต้น ๔. โรคติดเชื้อ เช่น เป็นฝีแบบต่างๆ, เป็นแผลเปื่อย, เป็นหนอง, เป็นฝีในหู, กามโรค (ซิฟิลิส), ไส้ด้วน, ไส้ลาม, จุกกระผาม, ม้ามย้อย (ไข้จับสั่น) เป็นต้น ๕. โรคและอาการไม่สบายอื่นๆ เช่น ไข้ต่างๆ ถูกสัตว์มีพิษกัดต่อย ผมร่วง ปัสสาวะไม่ออก เป็นต้น (ชยันต์ พิเชียรสุนทร แม้นมาส ชวลิต และวิเชียร จีรวงส์, ๒๕๔๔, หน้า ๒๕)

นอกจากนี้ ตามที่กรมศิลปากรเคยรวบรวมข้อมูลและจัดทำหนังสือเกี่ยวกับบันทึกต่างชาติ ให้ข้อมูลว่า ความรู้การแพทย์โบราณของสยามและอุษาคเนย์นั้น ร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยธาตุ ๔ ชนิด คือ ดิน, น้ำ, ลม, ไฟ ซึ่งสามารถแบ่งแยกธาตุดังกล่าวได้เป็น ๒ ส่วน คือ ส่วนที่สามารถมองเห็นได้ เช่น กระดูก, เนื้อหนัง, เลือด ฯลฯ และส่วนที่ไม่สามารถมองเห็นได้คือ ลมและไฟในร่างกาย สาเหตุความเจ็บป่วยของมนุษย์เกิดจากการแปรปรวนของธาตุที่เป็นองค์ประกอบของร่างกายมนุษย์ข้างต้น ดังนั้น การรักษาจึงออกมาในรูปการปรับสมดุลของร่างกายเพื่อให้ธาตุองค์ประกอบทั้งสี่ กลับมาอยู่ในสภาวะปกติ เป็นต้น (โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์, หน้า ๙-๑๐ ; ศิลปากร, ๒๕๕๖, หน้า ๑๓๗)

ความหมายของคำว่า “ห่า” ในวัฒนธรรมภาคกลางของสยาม

“โรคห่า” นับเป็นโรคภัยไข้เจ็บที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์ไทยก่อนสมัยใหม่ ถึงขั้นเป็นสาเหตุการล่มสลายกับการเกิดขึ้นของเมืองใหม่ “ห่า” เป็นคำโบราณใช้นิยามปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในปริมาณมากภายในระยะเวลาอันสั้น เช่น ภาษาไทยมีคำเรียกฝนที่ตกลงมามากว่า “ฝนห่า” หรือ “ห่าฝน” ในเอกสาร “จดหมายเหตุโหร จ.ศ. ๑๐๘๗-๑๒๑๗” ได้มีการกะปริมาณน้ำฝน เพื่อบอกถึงความมากน้อยในปริมาณน้ำที่ตกในแต่ละปี เช่น “ปีขาล จ.ศ. ๑๐๙๒ ฝน ๔๐๐ ห่า” “ปีเถาะ จ.ศ. ๑๐๙๗ ฝน ๑๐๐ ห่า” (ประมูลธนรักษ์, ๒๕๕๑, หน้า ๕-๖) ดังนี้เป็นต้น แต่หากคำนี้ ใช้กับคนเป็นคำด่า มีความหมายในแง่ลบ เช่น สบถว่า “ห่าเอ้ย” “ห่าเหว” “ห่ากิน” หรือใช้ต่อว่าอย่างรุนแรง เช่น “ไอ้ห่า” “อีห่า” “ห่าจิก” เป็นคำหยาบคาย ผสมกับชื่อสัตว์อัปมงคลก็ยิ่งเลวร้ายหนัก เช่น “ห่าเหี้ย” และยังปรากฏใช้กับสิ่งสักดิ์สิทธิ์ เช่น “ผีห่า” เป็นต้น

ถือตามหลักข้อนี้ “โรคห่า” ก็คือ โรคที่มีผู้ป่วยถึงล้มตายเป็นจำนวนมากในคราวเดียวกัน โรคอะไรที่ทำให้คนตายมาก ก็เข้าข่ายเป็น “โรคห่า” ได้ทั้งนั้น เป็นนิยามศัพท์ทั่วไปสำหรับโรคระบาดในสมัยก่อน ไม่ใช่ชื่อเฉพาะของโรค เช่น อหิวาตกโรค วัณโรค หวัด ฯลฯ โรคเหล่านี้ถ้าเป็นแล้วคนตายมากในคราวเดียวกัน ก็ถือเป็น “โรคห่า” ได้ทั้งนั้น (สุจิตต์ วงษ์เทศ, ๒๕๔๔, หน้า ๑๓-๑๔) รวมถึงสถานการณ์บ้านเมืองที่เลวร้าย ผู้คนรบราฆ่าฟันกันล้มตายไปเป็นจำนวนมาก ก็ถือเป็น “ห่า” อย่างหนึ่ง เพราะ “ห่า” ถูกให้ความหมายสัมพันธ์กับการล่มสลายของบ้านเมือง ที่ไม่อาจอธิบายว่าเป็นสภาวะปกติของบ้านเมือง

สมัยรัตนโกสินทร์เมื่อครั้งที่อหิวาตกโรคระบาดหนัก พ.ศ. ๒๓๖๓-๒๓๖๔ (ตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๒) อหิวาตกโรคก็เรียกว่า “โรคห่า” ก่อนหน้านั้น บันทึกลาลูแบร์กล่าวว่า โรคห่าคือฝีดาษหรือไข้ทรพิษ
(ลาลูแบร์, ๒๕๑๐, หน้า ๑๗๘) ภายหลังจากการระบาดของอหิวาตกโรค กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (รัชกาลที่ ๓ ในเวลาต่อมา) ได้พยายามสอบถามวิธีการรักษาไข้ทรพิษและอหิวาตกโรค จากแพทย์ในคณะทูตของอังกฤษ
เมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๕ (ทวีศักดิ์ เผือกสม, ๒๕๕๐, หน้า ๒๕-๒๖) นั่นเป็นร่องรอยของความรู้จากอดีตสมัยจารีต
ที่นิยามโรคระบาด อย่างเช่น อหิวาตกโรค และไข้ทรพิษ ว่า “โรคห่า”

แต่หากเราจะมองว่ามันเป็นโรคภัยไข้เจ็บชนิดหนึ่งแล้วไซร้ ปัญหาที่ค้างคาใจสำหรับผู้ที่อ่านประวัติศาสตร์สมัยอยุธยาตอนต้น ก็คงหลีกไม่พ้น “โรคห่า” ที่เกิดขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ นั้น คือโรคอะไร? ถึงได้ร้ายแรงขนาดต้องทิ้งถิ่นฐานบ้านช่องชุมชนเดิม จากริมฝั่งแม่น้ำป่าสักมาที่เยื้องตรงข้ามแนวรอยต่อระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำลพบุรี สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพใน พระนิพนธ์เรื่อง “นิทานโบราณคดี” ซึ่งเป็นชิ้นเดียวกับที่ทรงมีพระวินิจฉัยว่าสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ทรงย้ายมาจากเมืองอู่ทอง และโรคห่าที่ต้องพาคนหนีมานั้น ทรงเห็นว่าเป็นอหิวาตกโรค บรรดามีในแถบพื้นเมืองอุษาคเนย์ (ดำรงราชานุภาพ, ๒๕๔๔, หน้า ๒๖๗)

แต่เมื่อมีหลักฐานทางโบราณคดีที่ทำให้ทราบว่า สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ มิได้ย้ายมาจากเมืองอู่ทอง หากมาจากอโยธยาเดิม ที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำป่าสักเก่า และอหิวาตกโรคก็ขาดความน่าจะเป็น สำหรับการอพยพย้ายผู้คนหลบหนี ปล่อยให้ชุมชนเดิมรกร้างว่างเปล่าไปสักระยะหนึ่ง แล้วถึงค่อยเข้ามาฟื้นฟูบูรณะขึ้นใหม่ ถึงแม้อหิวาตกโรคหรือ “โรคท้องร่วง” นั้น จะเป็นโรคติดต่อผ่านทางอาหารและน้ำ ทำให้เข้าข่ายเป็นโรคระบาดได้ แต่อหิวาตกโรคไม่ทำให้เนื้อตัวผิวหนังผู้ป่วยเกิดแผลอักเสบเรื้อรัง และการไม่แตะต้องศพ ยังคงเป็นปริศนาของโรคห่าสมัยนั้นอยู่ อหิวาตกโรคระบาดมากในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ โดยที่สยามยังมิได้มีความรู้สมัยใหม่ในการจัดการกับโรคดังกล่าวมากนัก ปรากฏการจัดการตามความเชื่อเช่นนำเอาปืนใหญ่มายิงขับไล่ผี ด้วยเชื่อว่าสาเหตุของโรคนั้นเกิดจากผี (โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์, ๒๕๓๕, หน้า ๒๒-๒๔)

การไม่ทำพิธีศพในทางวัฒนธรรมคือการไม่เผาผี เป็นเรื่องไม่ดีไม่งาม ญาติผู้ล่วงลับหากไม่มีความจำเป็นก็มักไม่ปฏิบัติกัน เว้นแต่มีแค้นต่อกันอย่างมาก จึงไม่ขอร่วมพิธีศพที่ถือเสมือนหนึ่งให้อภัยหรืออโหสิแก่ผู้ล่วงลับ และหากศพไม่ได้ทำพิธีทางศาสนา ตามความเชื่อผู้ล่วงลับก็ไม่อาจไปสู่ชาติภพใหม่ได้ เป็นมาตรการลงโทษหรือชำระแค้นต่อกัน แต่เมื่อไม่มีเหตุอย่างนั้นเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็ไม่น่าที่จะไม่ทำพิธีให้แก่ผู้ล่วงลับ แต่แม้ศพเจ้าแก้วเจ้าไท โอรสสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ก็ยังต้องฝังทิ้งไว้ ภายหลังจึงทำพิธีศพให้สมพระเกียรติ แล้วสถาปนาวัดป่าแก้วขึ้นที่บริเวณฝังพระศพนั้น (ศิลปากร, ๒๕๐๗, หน้า ๓)

หากเป็นอหิวาตกโรค ก็ไม่น่าจะต้องปฏิบัติต่อผู้ตายอย่างนั้น สาเหตุการไม่ทำพิธีศพดังกล่าว จึงไม่น่าจะมาจากเหตุผลทางวัฒนธรรม หากแต่เป็นไปได้ว่าจะเป็นเพราะลักษณะของโรคที่เป็นสาเหตุการตายนั้นเสียมากกว่า โรคที่ห้ามไม่ให้แตะเนื้อต้องตัวผู้ป่วย เพราะจะเป็นเหตุให้เกิดการแพร่เชื้อโรค และเป็นโรคที่ทำให้ผู้คนล้มป่วยตายไปเป็นจำนวนมากภายในระยะเวลาอันสั้น ยังน่าสงสัยและมีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นโรคอื่น ซึ่งในช่วงสมัยคริสต์ศตวรรษที่ ๑๔ จากประวัติศาสตร์ของตะวันตกและจีนมีอยู่โรคหนึ่งที่แพร่ระบาดหนักอยู่ในยุคนั้น คือ “กาฬโรค” (แปลตรงตัวมาจาก Black Death)

“โรคห่า” (กาฬโรค) ในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ กับการสถาปนากรุงศรีอยุธยา

ประเด็นที่เคยมีผู้เสนอว่าโรคห่าในสมัยนั้นคือ “อหิวาตกโรค” ในเบื้องต้นเป็นข้อสรุปที่ไม่ได้มาจากการพิจารณาในขอบเขตสากล แต่หากเราพิจารณาอโยธยา-อยุธยา ในฐานะนครอันเป็นส่วนหนึ่งของโลกสากลร่วมสมัยนั้นแล้ว จะเห็นได้ว่า โลกในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๔ กำลังเผชิญโรคระบาดที่ลุกลามไปทั่วทั้งในยุโรป ตะวันออกกลาง และจีน ก็คือ “กาฬโรค” และอยุธยาก็มีการค้ากับจีนรุ่งเรืองมาก ดังปรากฏในตำนานพระนางสร้อยดอกหมาก-เจ้าชายสายน้ำผึ้ง (ศิลปากร, ๒๕๐๔, หน้า ๓๖๖-๓๗๒) และพระราชพงศาวดารที่กล่าวถึงการเดินทางไปศึกษาศิลปวิทยาการจากเมืองจีนของเจ้านครอินทร์ ยุพราชแคว้นสุพรรณภูมิ เมื่อกลับมาสุพรรณบุรีไม่นาน ก็ปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์ที่อยุธยาตอนต้น เป็นต้น (ศิลปากร, ๒๕๐๗, หน้า ๙)

จุดเริ่มต้นแพร่ระบาดของกาฬโรค อยู่ที่ดินแดนรอยต่อระหว่างยุโรปกับเอเชีย ซึ่งติดต่อไปมาหาสู่กันผ่านเส้นทางสายไหม จากนั้นก็แพร่ไปยังยุโรปและจีน โดยมีหนูเป็นพาหะนำโรค  แพร่จากสัตว์สู่สัตว์ จากสัตว์สู่คน และจากคนสู่คนในที่สุด  หนูจะมีหมัดคอยกัดกินผิวหนังกระจายเชื้อแบคทีเรีย เมื่อหนูตาย ตัวหมัดเชื้อโรคก็จะกระโดดไปเกาะผิวหนังสัตว์อื่นรวมถึงคนด้วย และเมื่อคนติดเชื้อ ก็จะเป็นสาเหตุให้เชื้อโรคแพร่อย่างรวดเร็ว เพราะสามารถติดต่อส่งผ่านเชื้อโรคจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง โดยทางอากาศและลมหายใจได้ด้วย เมื่อผู้ป่วยตายการเข้าใกล้หรือแตะต้องศพยังทำให้ติดเชื้อจากคนตายได้ จึงเป็นเหตุให้ล้มป่วยและเสียชีวิตกันเป็นจำนวนมากในเวลารวดเร็ว (สุจิตต์ วงษ์เทศ, ๒๕๔๔, หน้า ๑๓-๑๔)

เมื่อไม่มียารักษาได้ทันท่วงที การทิ้งถิ่นฐานชุมชนไปอยู่ที่อื่น จึงเป็นทางออกที่สามารถนำใช้ได้ในยามคับขันปัจจุบันทันด่วน สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ก็เลือกข้ามมาอยู่อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำ พระตำหนักเวียงเล็กหรือพื้นที่วัดพุทไธศวรรย์ อยู่เยื้องถัดไปจากบริเวณแหลมบางกะจะ ระหว่างนั้นก็ทรงคอยระแวดระวังสถานการณ์การระบาดของโรคอยู่
กับแสวงหาที่ตั้งศูนย์กลางแห่งใหม่ จึงได้เลือกสถานที่ตรงตำบลหนองโสนเป็นที่ตั้งของศูนย์กลางชุมชนเมืองแห่งใหม่ (ศิลปากร, ๒๕๐๔, หน้า ๓๘๘-๓๙๘)

เอกสารประเภทตำนาน “พงศาวดารเหนือ” เล่าว่า ทรงให้อำมาตย์ผู้หนึ่งออกไปเสาะหาที่ชัยภูมิเป็นเวลา ๑๕ วัน อำมาตย์ผู้นั้นจึงกลับมาทูลรายงานว่า บริเวณหนองโสนมีความเหมาะสม (ศิลปากร, ๒๕๐๔, หน้า ๓๙๒) ทั้งที่น่าจะทรงรู้จักบริเวณนี้เป็นอย่างดี เพราะมีกลุ่มโบราณสถานในบริเวณนี้ ที่มีอายุการสร้างมาตั้งแต่ก่อนรัชสมัยพระเจ้ารามาธิบดีอยู่หลายแห่ง เช่น วัดมงคลบพิตร ที่พระเจ้าสายน้ำผึ้งทรงให้สร้างขึ้น, วัดธรรมิกราช ที่พระเจ้าธรรมิกราชทรงสร้างอุทิศถวายแด่พระเจ้าสายน้ำผึ้ง พระราชบิดาของพระองค์, วัดสวนหลวงสพสวรรค์ พระเจ้าสินธพอมรินทร์ (พระยาแกรก) สร้างขึ้นในสถานที่ถวายเพลิงศพพระยาโคตรบอง, วัดกุฎีทอง พระเจ้าสินธพอมรินทร์ทรงสร้างขึ้น ไม่ปรากฏเหตุผลที่ทรงสร้างแน่ชัด, วัดแม่นางปลื้ม ซึ่งแม้จะไม่ทราบประวัติการสร้างที่แน่นอน แต่ภายในวัดมีเจดีย์ใหญ่สิงห์ล้อม ศิลปะแบบเดียวกับเจดีย์ประธานวัดธรรมิกราช เป็นต้น

ถึงแม้จะอยู่ไม่ไกลเท่าไรเลย จากวัดพุทไธศวรรย์ และเป็นบริเวณที่รู้จักเป็นอย่างดีอยู่แล้วก็ตาม แต่เหตุที่ต้องสำรวจตรวจตราอยู่ถึง ๑๕ วัน จึงมาเข้าเฝ้าถวายรายงานนั้น (ศิลปากร, ๒๕๐๔, หน้า ๓๙๒) ก็อาจจะเป็นเพราะเป็นไปได้ว่าเป็นการสำรวจตรวจตราที่มีวัตถุประสงค์เพื่อความแน่ชัดว่า บริเวณดังกล่าวนี้ปลอดพ้นจากการแพร่ระบาดของโรคร้ายแล้วหรือยังนั่นเอง การเปลี่ยนย้ายจากเส้นทางแม่น้ำป่าสัก และขุดคูขื่อหน้าคั่นระหว่างชุมชนใหม่กับชุมชนเก่า มาเป็นการยึดกุมพื้นที่ชัยภูมิของแม่น้ำเจ้าพระยาและบริเวณปลายน้ำของแม่น้ำลพบุรี เป็นเหตุให้นักประวัติศาสตร์รุ่นก่อนมองเชื่อมโยงถึงสาเหตุของโรคห่าสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ว่าน่าจะโรคที่มีสาเหตุเกิดจากน้ำ แต่การยึดกุมพื้นที่ชัยภูมิดังกล่าวยังมีความเป็นไปได้อีกทางว่า น่าจะเกี่ยวข้องกับการกุมเส้นทางการค้าภายในที่อยุธยาอนต้นมีต่อสุพรรณบุรีและลพบุรี (Kasetsiri, 1992: 75-79)

สำหรับการค้ากับจีน แม้อยุธยาตอนต้นจะไม่ได้ตั้งอยู่ในเส้นทางสายไหม (ที่เชื่อมยุโรปกับเอเชียเข้าด้วยกัน) แต่ระบบการค้าของยุคเส้นทางสายไหม ก็ส่งผลต่อการขยายตัวของการค้าในภูมิอื่นที่สัมพันธ์กันด้วย สินค้าจากจีนที่ไปสู่ยุโรป จึงมีสินค้าจากภูมิภาคอื่น เช่น จากเอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นต้น (Kasetsiri, 1992: 75-79) ระหว่างยุโรปกับจีนนั้น รัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ยังไม่ปรากฏการเข้ามาของชาวยุโรป โปรตุเกสที่มาเป็นชาติแรกก็ในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ (เป็นรัชกาลที่ ๑๐ กรณีที่นับสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ เป็นรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงศรีอยุธยา) ยุโรปจึงไม่ใช่ภูมิภาคที่ส่งกาฬโรคมาให้กับอยุธยาตอนต้น

แต่กับจีนนั้น นับเป็นชาวต่างชาติภาษา ที่มีการติดต่อปฏิสัมพันธ์กับอยุธยามาเนิ่นนาน และอยุธยาก็ดำเนินความสัมพันธ์กับจีนในรูปการค้าบรรณาการ (จิ้มก้อง) ๓ ปีต่อ ๑ ครั้ง การค้ากับจีนแม้จะนำพาความมั่งคั่งรุ่งเรืองมาให้กับอยุธยาอย่างมาก (สุจิตต์ วงษ์เทศ, ๒๕๔๔, หน้า ๙๓-๑๐๒) แต่การติดต่อกันในช่วงที่จีนกำลังมีโรคระบาดอยู่นั้น ก่อความเสียหายให้กับอยุธยาด้วยเช่นกัน เป็นไปได้อย่างมากว่า ในเรือสำเภาที่มาจากจีน นอกจากจะบรรทุกสินค้าแล้ว ยังพกพาพวกหนูๆ ที่มีหมัดเชื้อโรคร้าย มายังอยุธยาด้วย การค้าบรรณาการมักกระทำทุกๆ ๓ ปี เมื่อจีนมีโรคระบาดก็ง่ายที่คณะฑูตกับพ่อค้าจะเป็นผู้นำเชื้อโรคมาสู่พระนครด้วย และเหตุที่บ้านเรือนราษฎร วัดวาอาราม และพระราชวัง ตั้งอยู่ใกล้ชิดติดกัน ผู้คนเดินไปมาหาสู่อยู่ตลอด จึงทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายลุกลามไปอย่างรวดเร็ว

กาฬโรคส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงทางสังคมของไทยสยามอยู่หลายประการ นอกจากการย้ายศูนย์กลางที่ตั้งเมือง และทางด้านภาษาที่มีคำว่า “ห่า” ดังที่กล่าวข้างต้นนี้แล้ว ยังส่งผลโดยตรงต่อสภาพทางศาสนาและวัฒนธรรม กล่าวคือ สมัยนั้นยังไม่มีความรู้เรื่อง “เชื้อโรค” (ทวีศักดิ์ เผือกสม, ๒๕๕๐, หน้า ๑๙-๒๕) เมื่อเกิดการเจ็บป่วยจนคนล้มตายเป็นจำนวนมาก นักปราชญ์ปัญญาชนก็จะอธิบายตามคติความเชื่อทางศาสนา ว่าโรคร้ายนั้นเป็นผลมาจาก “กรรม” ทั้งกรรมของบุคคล กรรมของผู้ปกครอง และกรรมของบ้านเมือง จึงเกิดประเพณีแก้กรรมอันเป็นฐานหลักให้กับวัฒนธรรมอยุธยาในเวลาต่อมา ได้แก่ ประเพณีการทำบุญ สร้างวัด สร้างเจดีย์ หล่อพระพุทธรูป อุทิศกุศลผลบุญแก่ผู้ที่ล่วงลับและผู้ที่ยังอยู่

นอกจากนี้ความทุกข์ทรมานสาหัสร้ายแรงของโรคภัยไข้เจ็บ ยังทำให้อาณาประชาราษฎรระลึกนึกถึงหลักปัญจอันตรธานของพุทธศาสนา ที่ว่าด้วยยุคแห่งความเสื่อม สิ่งที่เกิดขึ้นล้วนถูกมองว่าเป็นไปสอดคล้องกับ “กลียุค” หรือ “ยุคเข็ญ” ที่ปรากฏในหลักคำสอนดังกล่าว การสถาปนาพระนครขึ้นใหม่ นอกจากเพื่อแก้ไขสถานการณ์การระบาดของโรคร้ายโดยตรงแล้ว ยังมีความหมายเพื่อเสริมสร้างกำลังใจแก่อาณาประชาราษฎรว่า บ้านเมืองได้ผ่านพ้นกลียุคเข้าสู่ยุคใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

จริงอยู่ว่าประเพณีและหลักคำสอนดังกล่าว สามารถกระทำและเชื่อถือกันด้วยเหตุผลอื่นที่ไม่จำเป็นต้องเป็นผลมาจากโรคระบาด แต่เมื่อลองพิจารณาว่าสำหรับผู้คนพลเมืองที่ล้วนมีญาติมิตร
มีบรรพชน ที่ต่างล่วงลับไปในชั่วเวลาไม่นาน เพราะโรคระบาด ประเพณีและคำสอนนี้จะมีความสำคัญต่อคนในสังคมมากเพียงใด นับเป็นสาเหตุแรกๆ ที่ทำให้พระนครศรีอยุธยาเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยวัดวาอาราม
นับร้อย

“ไข้ทรพิษ” ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ กับ การก่อตั้งองค์กรรัฐทางการแพทย์

“พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหลวงประเสริฐ อักษรนิติ์” กล่าวถึงเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดในสมัยรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เมื่อ พ.ศ. ๑๙๙๗ ว่า “ศักราช ๘๑๖ จอศก (พ.ศ. ๑๙๙๗) ครั้งนั้นคนทั้งปวงเกิดทรพิษตายมากนัก” (โหราธิบดี, ๒๕๔๔, หน้า ๑๖) พระราชพงศาวดารฉบับอื่นๆ ก็กล่าวตรงกัน เพียงแต่ศักราชมีความคลาดเคลื่อน จาก พ.ศ. ๑๙๙๗ (ตามพระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐฯ) เป็น พ.ศ. ๑๙๘๓ (ตามพระราชพงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ) แต่พระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐฯ ถือเป็นฉบับเก่าไม่ได้ถูกชำระในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ จึงเป็นที่เชื่อถือกันว่าให้เลขศักราชที่แม่นยำกว่าฉบับอื่นๆ

ยิ่งเมื่อเทียบกับหลักฐานชิ้นต่อไปที่จะใช้ในที่นี้ด้วย อาทิเช่น “พระไอยการตำแหน่งนาพลเรือน”
ในกฎหมายตามสามดวง ตัวบทระบุศักราชไว้ที่ พ.ศ. ๑๙๙๘ (ศิลปากร, ๒๕๒๖, หน้า ๒๖๒-๒๖๔) ตรงเหตุการณ์ที่จะกล่าวสืบเนื่องกัน ดังนั้น ปีเกิดเหตุการณ์ไข้ทรพิษระบาด จึงน่าจะเป็น พ.ศ. ๑๙๙๗ ห่างจากปีที่มีโรคห่าระบาดสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ เป็นระยะเวลากว่า ๑๐๔ ปี มีข้อน่าสังเกตอยู่ ๒ ประการเกี่ยวกับไข้ทรพิษในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ

ประการแรก ไข้ทรพิษแม้คนจะล้มตายมาก แต่คงไม่ร้ายแรงเหมือนอย่างโรคห่าในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ เพราะจากพระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐฯ กล่าวว่า ปีต่อมา (พ.ศ. ๑๙๙๘) สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงส่งกองทัพไปตีมะละกา และอีกปีถัดมา (พ.ศ. ๑๙๙๙) ก็ยังส่งกองทัพไปตี “เมืองลิสบทิน” (ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าหมายถึงที่ใด) ถึงกับเสด็จไปตั้งทัพหลวงเป็นกองหนุนเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ไพร่พลอีก (โหราธิบดี, ๒๕๔๔, หน้า ๑๖) ถึง พ.ศ. ๒๐๐๐ จึงได้เกิดภาวะข้าวยากหมากแพง เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ แต่ก็ไม่น่าจะเป็นผลจากไข้ทรพิษ เพราะห่างจากระยะเวลาระบาดไปแล้ว ถ้าเป็นโรคห่าฝังศพไว้ เวลา ๓ ปี ถือว่าเป็นช่วงระยะปลอดภัยจากการระบาดของโรค จึงขุดศพมาทำพิธีฌาปนกิจได้เป็นที่เรียบร้อย

ประการที่สอง โรคห่าในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ นำไปสู่การย้ายที่ตั้งศูนย์กลางอำนาจของเมือง จากริมฝั่งแม่น้ำป่าสัก มายังริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเยื้องจุดบรรจบกับแม่น้ำลพบุรี (คือบริเวณที่เรียกในท้องถิ่นพระนครศรีอยุธยาว่า “หัวแหลม” และหนองโสน) ขณะที่ไข้ทรพิษในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ถึงแม้จะไม่ถึงกับย้ายเมือง แต่ก็ปรากฏการจัดการผ่านการจัดองค์กรที่เรียกว่า “ทำเนียบศักดินา” คือมีการจัดตั้งหน่วยงานราชการที่มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวข้องกับการป้องกันและรักษาโรคให้แก่ชาวเมือง

นั่นหมายความว่าประเด็นเรื่องการแพทย์ได้ขยับกลายเป็นภารกิจของรัฐศักดินาอยุธยา นับเป็นภารกิจในแบบรัฐทางโลกย์ (Secular state) ควบคู่กับการเป็นรัฐทางจิตวิญญาณ (Sacred state) บทบาทหน้าที่ทางด้านศาสนาและคติความเชื่อที่ถือว่ารัฐจะต้องมีบทบาทหน้าที่อำนวยการและส่งเสริมให้ผู้คนพลเมืองบรรลุจุดหมายปลายทางตามอุดมคติของศาสนา ยังคงมีความสำคัญและเป็นความชอบธรรมของรัฐและระบบมูลนาย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งอิทธิพลพุทธศาสนาแบบมหายาน ที่มีผลต่อสถาบันกษัตริย์ ปวารณาพระองค์เป็น “พุทธราชา” หรือ “พระโพธิสัตว์” อีกทั้งเนื่องจากรัฐยังต้องการแรงงานไพร่ที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง อันจะเป็นประโยชน์ต่อรัฐให้เกิดความเข้มแข็งทั้งทางการทหารและการสร้างสถาปัตย์ตามความเชื่อ รัฐจึงได้เข้ามามีบทบาทหน้าที่ทางการแพทย์ เพื่อเป็นหลักประกันว่าจะได้สมาชิกพลเมืองที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง

กล่าวคือ ใน พ.ศ. ๑๙๙๘ เพียง ๑ ปี หลังการแพร่ระบาดของไข้ทรพิษ ได้ปรากฏหลักฐานตาม “กฎหมายตราสามดวง” ว่ามีการจัดตั้งหน่วยงานรัฐขึ้นในทำเนียบศักดินา ข้าราชการฝ่ายทหารและพลเรือน ขึ้นมากว่า ๗ หน่วยงาน คือ กรมแพทยา, กรมหมอกุมาร, กรมหมอนวด, กรมหมอยาตา, กรมหมอวรรณโรค, โรงพระโอสถ เป็นต้น (ศิลปากร, ๒๕๑๖, หน้า ๒๖๒-๒๖๔) แต่ละหน่วยข้างต้นมีรายละเอียดพอจะกล่าวสรุปได้ดังนี้

กรมแพทยา มีขุนนางตำแหน่งพระศรีมโหสถราช แพทยาธิบดี องครักษ์ เป็นผู้บังคับบัญชา แบ่งเป็น ๒ ฝ่าย ๒ บุคคล คือ เจ้ากรมแพทยาหน้าฝ่ายทหาร กับ เจ้ากรมแพทยาหลังฝ่ายพลเรือน มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลด้านการแพทย์ทั่วไป มีหัวหน้าแต่ละฝ่ายรับผิดชอบ คือ ฝ่ายปลัดทูลฉลองและปลัดนั่งศาล แบ่งย่อยออกเป็น ปลัดทูลฉลอง ฝ่ายทหาร ตำแหน่งขุนราชแพทยา ดูแลส่วนกลาง, ปลัดนั่งศาล ฝ่ายพลเรือน ตำแหน่งขุนพรมเกวี ดูแลส่วนท้องถิ่น, ปลัดทูลฉลอง ฝ่ายพลเรือน ตำแหน่งขุนรัตนแพทย ดูแลส่วนกลาง, ปลัดนั่งศาล ฝ่ายพลเรือน ตำแหน่งขุนพรมเกวี ดูแลส่วนท้องถิ่น นอกจากนี้ยังมีตำแหน่ง “พัน” ซึ่งเป็นผู้ช่วยหมอหรือเป็นพยาบาลอีกต่อหนึ่งด้วย

กรมหมอยา แบ่งเป็น ๒ ฝ่าย คือ ฝ่ายขวา มีเจ้ากรมหมอยา ตำแหน่งออกพระทิพจักร กับ ฝ่ายซ้าย มีเจ้ากรมหมอยา ตำแหน่งออกพระสิทธิสาร ในกรมหมอ ทั้งฝ่ายขวาและฝ่ายซ้ายยังมีปลัด พัน หัวหมื่น และพันพนักงาน อีกส่วนหนึ่งเป็นผู้จัดยา เตรียมยา ต้มยา และแสวงหาเครื่องสมุนไพร เตรียมไว้ให้พร้อมสรรพ

กรมหมอกุมาร หมอในกรมนี้มีราชทินนามว่า ขุนกุมารเพชร, ขุนกุมารแพทย์, ขุนกุมารประสิทธิ
และขุนกุมารประเสริฐ เป็นต้น มีหน้าที่รับผิดชอบเฉพาะโรคเด็ก เป็นหน่วยที่ทำหน้าที่รักษาดูแลผู้ป่วยที่เป็นเด็กเท่านั้น แบ่งเป็นหน่วยย่อยๆ อาจเป็นตำแหน่งหมอรับผิดชอบเฉพาะโรค

กรมหมอนวด เป็นกรมใหญ่ เจ้ากรมและปลัดกรม มีศักดินามากกว่ากรมอื่นๆ โดยเจ้ากรมนวด ตำแหน่งออกหลวงราชรักษา มีศักดินา ๑,๖๐๐ เท่ากับหมอหลวงและถือเป็นหมอหลวงที่ทำงานราษฎร์ไปในขณะเดียวกันด้วย (สังเกตราชทินนาม) ขณะที่กรมอื่นๆ ส่วนใหญ่มีศักดินาอยู่ที่ ๔๐๐ ซึ่งน่าจะเป็นเพราะการรักษาด้วยวิธีนวด เป็นรูปแบบวิธีการรักษาที่สำคัญเป็นที่นิยม เพราะอยุธยาเป็นสังคมใช้แรงงาน ความเหนื่อยล้าและปวดเมื่อยตามร่างกายย่อมมีมากเป็นธรรมดา เจ้ากรมหมอนวดมีตำแหน่งเป็นหลวงรักษา แบ่งการบริหารเป็นปลัดกรมหมอนวดฝ่ายขวา คือ หมอนวดฝ่ายชาย มีขุนภักดีองค์เป็นปลัดกรมหมอนวดฝ่ายขวา และมีเจ้ากรมหมอนวดฝ่ายซ้าย คือ หมอนวดฝ่ายหญิง
มีหลวงราโช เป็นหัวหน้า และขุนองครักษา เป็นปลัดเจ้ากรม

กรมหมอยาตา รับผิดชอบเกี่ยวกับโรคตา มีเจ้ากรมซ้ายขวาเป็นหัวหน้า ตำแหน่งขุนราชเนตร เป็นเจ้ากรมหมอยาตาฝ่ายขวา ขุนทิพเนตร เป็นเจ้ากรมหมอยาตาฝ่ายซ้าย นอกจากนี้ยังมีตำแหน่งรองๆ ลงมา ได้แก่ ขุน, หมื่น, พัน ดูแลรับผิดชอบในแต่ละลำดับ

กรมหมอวรรณโรค รับผิดชอบเกี่ยวกับการรักษาบาดแผลชนิดต่างๆ ที่ปรากฏบนผิวหนังร่างกาย
มีหลวงสิทธิแพทย์เป็นเจ้ากรม ขุนมหาแพทย์เป็นปลัดกรมฝ่ายขวา ขุนสาระแพทย์เป็นปลัดกรมฝ่ายซ้าย ตำแหน่งรองลงมา ได้แก่ ขุนไชยแพทย์ และตำแหน่งขุน หมื่น และพัน ตามลำดับ

โรงพระโอสถ มีออกญาแพทยพงษาวิทสุทธาธิบดี เป็นผู้กำกับดูแล โรงพระโอสถเป็นหน่วยงานที่เก็บรักษาดูแลและเสาะแสวงหายาสมุนไพรชนิดต่างๆ จึงเป็นอีกกลุ่มชนนอกเหนือจากกลุ่มพ่อค้าชาวจีน ที่มีสิทธิพิเศษในการเดินทาง เพื่อเสาะแสวงหายาสมุนไพรมาไว้สำหรับใช้ไม่ให้ขาด เปรียบเหมือนเป็นคลังยาให้กับกรุง อีกทั้งยังมีหน้าที่ประสานงานกับกรมอื่นๆ ที่มีบทบาทหน้าที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ ประสานงานกับหมอหลวง, หมอพระและหรือบาทหลวง, และหมอเชลยศักดิ์ที่มีอยู่ทั่วราชอาณาจักร (ศิลปากร, ๒๕๑๖, หน้า ๒๖๒-๒๖๔)

ส่วนหมอหลวง ตาม “พระไอยการตำแหน่งนาพลเรือน” หมอหลวงหรือแพทย์ของราชสำนัก มี
ราชทินนาม พระศรีมโหสถราชแพทยาธิบดีศรีองครักษ์ บางท่านควบตำแหน่งเป็นเจ้ากรมแพทยาหน้าด้วย มีศักดินา ๑,๖๐๐ การแพทย์แผนที่ได้รับความเชื่อถือและถือเป็นสังกัดของหมอหลวง เดิมทีได้แก่ การแพทย์แผนจีน ภายหลังเมื่อชาติตะวันตกเข้ามาค้าขาย ในเรือสินค้ามักมีหมอเดินทางมาด้วย และหมอที่มาในเรือสินค้าตะวันตกเช่น โปรตุเกส, ดัตช์, อังกฤษ, ฝรั่งเศส ก็มักจะได้รับเชิญเข้าสู่ราชสำนัก ควบคู่กับที่บาทหลวงที่เข้ามาเผยแผ่ศาสนา ก็มักทำหน้าที่หมอรักษาคนไข้ไปด้วย (Pombejra, 1992: 25-43)

สำหรับแพทย์แผนพื้นเมือง วิธีการรักษาที่พื้นฐานที่สุดนั้น ลาลูแบร์เล่าว่า “ในกรุงสยามนั้น ถ้าใครป่วยไข้ลง ก็จะเริ่มทำให้เส้นสายยืดโดยให้ผู้เชี่ยวชาญในทางนี้ ขึ้นไปบนร่างกายของคนไข้ และใช้เท้าเหยียบๆ กล่าวกันว่า หญิงมีครรภ์มักจะใช้ให้เด็กเหยียบ เพื่อให้คลอดบุตรง่าย” (ลาลูแบร์, ๒๕๑๐, หน้า  ๑๗๔-๑๗๕) ที่มาของยานอกจากได้จากการเสาะแสวงหาด้วยตนเองของโรงพระโอสถแล้ว ยังมีผู้รวบรวมนำเอามาขายยังสถานที่เรียกว่า “ตลาดป่ายา” ปรากฏหลักฐานตามเอกสาร “คำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม: เอกสารจากหอหลวง” ระบุว่า “มีร้านขายเครื่องเทศเครื่องไทยครบสรรพคุณยาทุกสิ่ง ชื่อตลาดป่ายา” (ศิลปากร, ๒๕๕๕, หน้า  ๒๐)

นอกจากนี้ยังมีความเป็นไปได้ว่า ยาซึ่งเป็นพืชสมุนไพร จะสามารถซื้อหาได้จากตลาดทั่วไปทั้งตลาดบกและตลาดน้ำที่มีอยู่รายรอบเมืองพระนครศรีอยุธยา หน้าที่ของออกพระแพทยพงษา ผู้กำกับดูแลโรงพระโอสถนั้น นอกจากคอยระวังและรักษาโรคระบาดในกรุงแล้ว ยังมีอำนาจหน้าที่ในการเดินทางเสาะแสวงหายาสมุนไพรจากทั่วราชอาณาจักร มาไว้ยังโรงพระโอสถ เพื่อเป็นคลังยา เมื่อเวลาฉุกเฉิน โดยออกพระแพทยพงษาจะมี “ตะบองแดง” เป็นสัญลักษณ์แสดงตน หากชุมชนหมู่บ้านใด ไม่อนุญาตหรือให้ความร่วมมือในการเก็บยา ก็จะมีโทษ แต่ในความเป็นจริงออกพระแพทยพงษา คงเดินทางไปไม่ไกลจากเมืองหลวงเท่าใดนัก

สรุปและข้อเสนอแนะ

ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ ๑๔-๑๖ อันเป็นช่วงที่การแพทย์แผนตะวันตกยังไม่เข้ามามีบทบาทมากนัก ความรู้ทางการแพทย์แบ่งออกเป็น ๒ สาขา คือ “แพทย์แผนพื้นเมือง” กับ “แพทย์แผนจีน” ถึงจะเป็นยุคที่การแพทย์แผนตะวันตก ยังไม่มีบทบาทเท่าคริสต์ศตวรรษที่ ๑๗ และหลังจากนั้นเรื่อยมา ก็ไม่อาจกล่าวได้ว่า แนวคิดการแพทย์แผนพื้นเมืองที่ได้รับการยกย่องเป็น “การแพทย์แผนไทย” ในภายหลังนั้น เป็นแนวคิดที่มีแพร่หลายในดินแดนอุษาคเนย์อื่นๆ ด้วย เพราะเป็นการแพทย์ที่ได้รับอิทธิพลความรู้ในเรื่องธาตุทั้งสี่ของกรีกโบราณ ส่งผ่านมายังอุษาคเนย์โดยมีชาวมุสลิมและอินเดีย เป็นผู้นำเข้ามา (Reid, 1988: 52-53)

เนื่องจากเป็นสังคมที่มีการใช้แรงงานเป็นอันมาก ความเจ็บป่วยที่มีในชีวิตประจำวันของไพร่ จึงน่าจะได้แก่ อาการปวดเมื่อยตามร่างกาย การรักษาด้วยวิธีการนวดเป็นที่นิยม เพราะเป็นวิธีการรักษาที่เรียบง่ายและสะดวกเป็นที่สุด เมื่อเทียบกับวิธีการใช้ยารักษา อีกทั้งความรู้เรื่องยา ถึงแม้จะเป็นพืชสมุนไพรที่สามารถหาได้ง่ายในท้องถิ่น แต่ความจำกัดขององค์ความรู้เกี่ยวกับยาสมุนไพร การจำแนกประเภทพืชว่า พืชชนิดไหนเป็นยาสมุนไพร ใช้รักษาอะไรได้บ้าง เป็นความรู้ที่ไม่มีการถ่ายทอดอย่างเป็นสาธารณะ หากแต่จำกัดการถ่ายทอดแต่เฉพาะในวงศ์ตระกูล สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คืออภิสิทธิ์ของคนเป็นหมอ

ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ ๑๔-๑๖ สังคมอยุธยาเผชิญปัญหาโรคระบาดอยู่ ๒ ช่วงเวลาด้วยกัน คือ
“โรคห่า” ในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ และ “ไข้ทรพิษ” หรือ “โรคฝีดาษ” ในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ การจัดการกับโรคระบาดทั้งสองช่วงเป็นทั้งสาเหตุของความเปลี่ยนแปลงและเป็นผลลัพธ์จากความเปลี่ยนแปลงโดยตัวมันเอง การจัดการกับโรคห่าในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ในรูปแบบการย้ายเมืองหนีนั้นเป็นที่มาของการสถาปนากรุงศรีอยุธยา พ.ศ. ๑๘๙๓ นั่นหมายความว่า โรคห่าเป็นสาเหตุทำให้เกิดกรุงศรีอยุธยาใหม่ และการจัดการกับไข้ทรพิษในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ก็มีผลต่อการเกิดขึ้นของหน่วยงานสำคัญในทำเนียบศักดินา อันเป็นผลมาจากการปฏิรูปการเมืองการปกครองในรัชกาล นั่นหมายความว่า รัฐได้แสดงบทบาทการเป็นผู้นำทางโลกย์ (Secular state) ควบคู่กับเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ (Sacred state) และบทบาทแรกก็จะค่อยๆ มีอิทธิพลกำหนดจนกลายเป็นบทบาทหลักของสถาบันกษัตริย์อยุธยาในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ ๑๗-๑๘

การเข้ามามีบทบาททางการแพทย์อย่างสูงของชาติตะวันตก ทั้งในรูปหมอหลวงและบาทหลวงในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๗ ส่งผลให้เกิดการปรับตัวทางความรู้ชุดใหญ่ จนเป็นที่มาของการรวบรวมตำราที่ชื่อ “ตำราพระโอสถพระนารายณ์” เริ่มรวบรวมตั้งแต่ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ แต่มาแล้วเสร็จตกในรัชสมัยสมเด็จพระศรีสรรเพชญ์ที่ ๘ (พระเจ้าเสือ) แต่ทว่า “ตำราพระโอสถพระนารายณ์” แทนที่จะแสดงออกถึงอัตลักษณ์พื้นถิ่นของอยุธยา ปรากฏว่าบันทึกการรักษาเหล่านั้น กลับแสดงให้เห็นอิทธิพลต่างชาติและการผสมผสานอยู่หลายอย่าง ซึ่งสามารถศึกษาให้ละเอียดลงลึกได้ในงานชิ้นอื่นต่อไป

ความเข้าใจที่ว่าการแพทย์สมัยใหม่กับการแพทย์แผนตะวันตกเป็นการแพทย์แผนเดียวกันนั้น นับเป็นความเข้าใจที่ผิดพลาด ขาดการมองในมิติเชิงประวัติศาสตร์ เพราะการแพทย์แผนตะวันตกนั้นเข้ามามีอิทธิพลต่อการแพทย์แผนที่นิยามว่าเป็นการแพทย์แผนไทยนั้น มาเป็นเวลานานก่อนหน้าคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙-๒๐ แล้ว อีกทั้งก่อนหน้านั้นการแพทย์แผนตะวันตก ก็ยังมีการแพทย์แผนจีนและอินเดีย ที่แฝงอยู่ในการแพทย์พื้นเมืองอุษาคเนย์

เนื่องจากสภาพอากาศคล้ายคลึงกัน อาหารการกินก็คล้ายกัน ลักษณะการใช้ร่างกายแรงงานก็คล้ายกันอีก ซ้ำยังมีอิทธิพลความรู้การแพทย์แบบจีนและอินเดียอยู่ในท้องถิ่นเหมือนกันอีก ก็ทำให้ทั้งความเจ็บไข้ได้ป่วยและวิธีการรักษาโรคของบ้านเมืองต่างๆ ในอุษาคเนย์ช่วงเวลาเดียวกันนั้น มีความคล้ายคลึงกันตามมา แต่สิ่งสำคัญที่มากกว่าความคล้ายคลึงกันนั้น ก็คือประเด็นคำถามที่ว่า การจัดการกับโรคภัยไข้เจ็บของรัฐและสังคมในแต่ละช่วงเวลาของแต่ละสังคมนั้นส่งผลอย่างไรต่อความเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์

ตัวอย่างคำตอบกว้างๆ หรือแนวทางที่ได้จากการศึกษาในงานชิ้นนี้ ก็ได้แก่ โรคระบาดนั้นเป็นประเด็นสำคัญเกี่ยวข้องกับการสถาปนาศูนย์กลางของราชอาณาจักรสำคัญในประวัติศาสตร์ไทยอย่างกรุงศรี-
อยุธยา อีกทั้งยังเป็นสาเหตุเกี่ยวข้องกับการจัดตั้งทางสังคมที่เรียกกันว่า “ระบบศักดินา” ในสังคมสยามเช่นในรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เป็นต้น

เอกสารอ้างอิง

โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์.  (๒๕๓๕).  แนวคิดไทยเรื่องเจ็บไข้ได้ป่วย.  กรุงเทพฯ: ศูนย์ประสานงานการพัฒนาการแพทย์และเภสัชกรรมแผนไทย.

ชยันต์ พิเชียรสุนทร แม้นมาส ชวลิต และวิเชียร จีรวงส์.  (๒๕๔๔).  คำอธิบายตำราพระโอสถพระนารายณ์ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๗๒ พรรษามหาราชา ๕ ธันวาคม ๒๕๔๒.  กรุงเทพฯ: อัมรินทร์การพิมพ์และมูลนิธิภูมิปัญญา.

ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จฯ กรมพระยา.  (๒๕๔๔).  นิทานโบราณคดี.  กรุงเทพฯ: สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี.

ทวีศักดิ์ เผือกสม.  (๒๕๕๐).  เชื้อโรค ร่างกาย และรัฐเวชกรรม: ประวัติศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่ในสังคมไทย.  กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

นิธิ เอียวศรีวงศ์.  (๒๕๔๕).  “สถานะขององค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์การแพทย์และการสาธารณสุขไทย วาระการวิจัยและแนวทางการศึกษาในอนาคต” ใน โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ และชาติชาย มุกสง (บก.). (๒๕๔๕).  พรมแดนความรู้ประวัติศาสตร์การแพทย์และสาธารณสุขไทย.  กรุงเทพฯ: สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข.

ประทีป ชุมพล.  (๒๕๔๑).  ประวัติศาสตร์การแพทย์แผนไทย การศึกษาจากเอกสารตำรายา.  กรุงเทพฯ: สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยศิลปากร.

ประมูลธนรักษ์, พระยา.  (๒๕๕๑).  “จดหมายเหตุโหรฉบับพระยาประมูลธนรักษ์” ใน ประชุมจดหมายเหตุโหร
รวม ๓
ฉบับ.  กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ต้นฉบับ.

ลาลูแบร์, ซิมองต์ เดอ.  (๒๕๑๐).  จดหมายเหตุลาลูแบร์ ฉบับสมบูรณ์.  แปลโดย สันต์ ท. โกมลบุตร, กรุงเทพฯ: ก้าวหน้า.

ศิลปากร, กรม.  (๒๕๐๔).  พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา เล่ม ๒ พงศาวดารเหนือฉบับพระวิเชียรปรีชา (น้อย).  กรุงเทพฯ: องค์การค้าของคุรุสภา.

——-.  (๒๕๐๗).  พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) กับพระจักรพรรดิพงศ์ (จาด).  กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์คลังวิทยา.

——-.  (๒๕๑๖).  กฎหมายตราสามดวง.  กรุงเทพฯ: องค์การค้าของคุรุสภา.

——-.  (๒๕๕๕).  คำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม: เอกสารจากหอหลวง.  นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.

——-.  (๒๕๕๖).  “การแพทย์ไทยจากเอกสารต่างประเทศ” ใน นานาสาระประวัติศาสตร์จากเอกสารต่างประเทศ เล่ม ๒.  กรุงเทพฯ: สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์.

——-.  (๒๕๔๔).  อยุธยายศยิ่งฟ้า: ประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรม.  กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน.

——-.   (๒๕๔๔).  พระราชพงศาวดารกรุงเก่าฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์.  กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์
แสงดาว.

Brun, Viggo.  (2015).  “Traditional Thai Medicine” in Selin Helaine. (ed.). (2015). Medicine Across Cultures: History and practice of medicine in non-Western cultures.  Dordercht: Kluwer Acedemic publishers.

Kasetsiri, Charnvit.  (1992).  “Ayudhya: Capital-port of Siam and Chinese connection in fourteenth and fifteenth centuries” Journal of the Siam Society (JSS).  80,1.

Pombejra, Dhiravat na.  (1992).  Court, Company and Campong: Essays on the VOC presence in Ayutthaya.  Pra nakorn Sri Ayutthaya: Ayutthaya Historical Centre.

Reid, Anthony.  (1988).  Southeast Asia in the Age of Commerce 1450-1680: Volume One: The lands below the winds.  New Haven and London: Yale University Press.

 

Leave a Comment

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติ HTML เหล่านี้ได้: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>