บทบาทพระสงฆ์กับการเมืองกรุงศรีอยุธยา

บทความวิชาการ สาขาประวัติศาสตร์

บทบาทพระสงฆ์กับการเมืองกรุงศรีอยุธยา

Role of Monks in Ayutthaya Politics

สหภัส อินทรีย์ / Sahapat Insee
อาจารย์ประจำสาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา

บทคัดย่อ

กรุงศรีอยุธยาเป็นดินแดนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีการนับถือศาสนาพุทธเป็นศาสนาหลักของบ้านเมือง พระมหากษัตริย์ในกรุงศรีอยุธยาทรงเป็นพระจักรพรรดิราชตามคติของจักรวาลวิทยา ชาวกรุงศรีอยุธยาเชื่อว่าการสร้างวัดจะทำให้ได้บุญมาก เพื่อให้ผลบุญส่งผลให้มีชีวิตที่ดีในโลกหน้า จึงส่งผลให้มีการสร้างวัดกันอย่างแพร่หลายนอกจากนั้นส่งผลให้พระสงฆ์มีจำนวนมากตามจำนวนวัด บทบาทของพระสงฆ์มีผลต่อสภาพสังคมและการเมืองในกรุงศรีอยุธยาเป็นอย่างมาก ทั้งการเมืองในอาณาจักร บทบาทการเมืองระหว่างอาณาจักร และตั้งแต่ยุคกรุงศรีอยุธยาจนถึงยุคปัจจุบันนี้พระสงฆ์ยังคงมีบทบาทต่อสังคมไทย

คำสำคัญ: พระสงฆ์, การเมือง, กรุงศรีอยุธยา

Abstract

Ayutthaya Kingdom was located in Southeast Asia where Buddhism was its main religion. Ayutthaya kings were considered as the emperors according to the cosmological doctrines. Ayutthaya people believed that, by building a temple, a lot of merit could be gained together with the good effects on a new life.  This belief brought about a lot of temples built with a large number of the monks there.  Accordingly, monks had an important role in Ayutthaya social and political conditions both inside and outside the kingdom.  Nowadays, monks are still found to have a major role in Thai society.

Keyword:  monk, politics, Ayutthaya Kingdom

บทนำ

กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีที่มีอายุยาวนานที่สุดของดินแดนไทย ลักษณะการปกครองของกรุงศรีอยุธยานั้นมีการแบ่งออกเป็นสองส่วนตั้งแต่ที่สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ สถาปนากรุงศรีอยุธยา ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงปัจจุบัน กล่าวคือการปกครองอาณาจักร ซึ่งผู้ปกครองสูงสุดนั้นก็คือพระมหากษัตริย์ และศาสนจักร เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักร พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ราษฎรส่วนใหญ่ในอาณาจักรมีความเคารพนับถืออย่างมาก สังคมอยุธยาจึงมีพระสงฆ์เป็นจำนวนมาก จึงต้องมีการปกครองพระสงฆ์ขึ้น โดยการปกครองพระสงฆ์ในศาสนาพุทธนั้น พระมหากษัตริย์จะสถาปนาหรือแต่งตั้งพระสงฆ์ที่มีความรู้ในการปกครองและแตกฉานในพระธรรมวินัย อีกทั้งยังเป็นที่เลื่อมใสของราษฎรและภิกษุสงฆ์ทั่วไปขึ้นปกครองศาสนจักร โดยการปกครองนี้จะมีการลำดับขั้นไม่ต่างจากการปกครองบ้านเมืองของขุนนางตำแหน่งต่างๆ อย่างไรก็ดีพระสงฆ์ที่มีสมณศักดิ์ในการปกครองบรรดาพระสงฆ์ยังมีบทบาทต่อการปกครองบ้านเมืองอีกด้วย การแบ่งสมณศักดิ์มีดังนี้ “ฝ่ายพระสงค์ไซ้, สมเด็จพระสังคราชคามาวสี, อรัญวาสี,” (พระมหานิพนธ์ เขมโก, ๒๕๔๙, หน้า๑๒๓) ซึ่งพระสงฆ์ในกรุงศรีอยุธยามีการแบ่งเป็นฝ่ายคามวาสี และฝ่ายอรัญวาสี กล่าวคือ ฝ่ายคามวาสีเป็นพระสงฆ์ในเมืองมีการศึกษาพระไตรปิฎกเป็นหลัก ฝ่ายอรัญวาสีเป็นพระฝ่ายวัดป่าหรือวัดนอกเมือง มีการศึกษาด้านวิปัสนา ดังนั้นพระสงฆ์ในระดับต่างๆ จึงมีความสำคัญต่อบ้านเมือง

เนื้อหา

กรุงศรีอยุธยามีฐานะเป็นราชธานีของสยามในอดีตถึง ๔๑๗ ปีนับเป็นราชธานีที่ยาวนานที่สุด พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้อุปถัมภ์ศาสนาต่างๆ ที่มีการนับถือในกรุงศรีอยุธยาโดยมีทั้งศาสนาพราหม์ – ฮินดู ศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ที่มีการนับถือในเหล่าบรรดาชาวตะวันตก ศาสนาอิสลามมีการนับถือในบรรดาขุนนางที่มีเชื้อสายแขกกลุ่มสายต่างๆ อย่างไรก็ดีศาสนาที่มีการนับถืออย่างแพร่หลายและมีอิทธิพลต่อสังคมมากที่สุดคือศาสนาพุทธ พระมหากษัตริย์กรุงศรีอยุธยาทรงเป็นองค์สมมุติเทพตามคติพราหมณ์ – ฮินดูในทางการปกครอง แต่พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธศาสนิกชน โดยมักจะสร้างศาสนสถาน บูรณปฏิสังขรณ์วัดวาอาราม เพื่อสะสมบุญบารมีทั้งเพื่อพระองค์เอง หรือแม้แต่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับพระองค์ ซึ่งสามารถยกตัวอย่างได้เช่นวัดพระศรีสรรเพชญ์ (วัดเชตุพน วิมลมังคลาราม, ๒๕๓๕, หน้า ๖) แต่เดิมเป็นส่วนหนึ่งของพระราชวังมาก่อน เมื่อสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถขึ้นครองราชย์พระองค์ดำริให้สร้างวัดพระศรีสรรเพชญ์ขึ้นเพื่อเป็นวัดในพระราชวัง เพื่อใช้ในการบำเพ็ญพระราชกุศลส่วนพระองค์หรือของพระบรมวงศ์ชั้นสูง, วัดสบสวรรค์ สมเด็จพระเอกาทศรถทรงสร้างขึ้นตรงที่ถวายพระเพลิงสมเด็จพระนเรศวร วัดวรเชษฐ์ สมเด็จพระเอกาทศรถทรงสร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์ต่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระเจ้าปราสาททอง ทรงสร้างวัดไชยวัฒนาราม (กรมศิลปากร, ๒๕๑๕, หน้า ๓๒๖) เป็นวัดฝ่ายอรัญวาสี (วัดป่า) ณ บริเวณนิเวศสถานเดิมของพระพันปีหลวง ซึ่งในการนี้สมเด็จพระเจ้าปราสาทองได้แต่งตั้งเจ้าอาวาสให้ดำรงสมณศักดิ์เป็นพระอชิตเถรราชาคณะฝ่ายอรัญวาสี (กรมศิลปากร, ๒๕๔๘, หน้า ๖) เป็นต้น ดังนั้นจะเห็นได้ว่าพระมหากษัตริย์เป็นผู้สร้างวัดและยังสถาปนาสมณศักดิ์ให้กับพระสงฆ์ได้ตามพระราชอำนาจ สถาบันสงฆ์จึงมีบทบาททางสังคมตลอดจนทางการปกครองด้วย

อนึ่งศาสนาพุทธเข้ามาเผยแผ่ในดินแดนสยามหรือสุวรรณภูมิตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๓ ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช จากนั้นศาสนาพุทธได้เข้ามาอีกเป็นระยะๆ ในปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๘ พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ได้สถาปนากรุงสุโขทัยเป็นราชธานี และในรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช พระองค์ทรงนำศาสนาพุทธนิกายลังกาวงศ์ได้เข้ามาเป็นศาสนาประจำกรุงสุโขทัย โดยพระองค์ได้รับเอาศาสนาพุทธมาจากนครศรีธรรมราชที่มีการนับถือมาก่อน ส่งผลให้เกิดการสร้างศาสนสถานขึ้นมาจำนวนมาก นอกจากนี้ยังนำศาสนสถานของพราหมณ์ – ฮินดูที่ไม่ได้ใช้แล้ว มาปรับปรุงให้เป็นศาสนสถานของศาสนาพุทธ พระสงฆ์ในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชมีบทบาทมากในการอบรมสั่งสอนในราษฎรเป็นคนดีมีศีลธรรม นับตั้งแต่พ่อขุนรามคำแหงมหาราชได้นำศาสนาพุทธนิกายลังกาวงศ์จากนครศรีธรรมราช ศาสนาพุทธได้เจริญรุ่งเรืองขึ้นมาก และเจริญสูงสุดในรัชสมัยของพระมหาธรรมราชาที่ ๑ พญาลิไท มีการแต่งวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนา ตลอดจนมีการนำเอาหลักพระพุทธศาสนามาใช้หลักการปกครอง พระสงฆ์จึงเริ่มมีบทบาทมากขึ้นเนื่องจากมีการนำเอาหลักธรรมมาใช้ในการปกครอง ดังนั้นวัดจึงเป็นศูนย์รวมของผู้คนในสังคมเพื่อประกอบกิจกรรมทางศาสนา และยังมีหน้าที่เป็นศูนย์เรียนรู้ในด้านการปกครอง และวิชาชีพต่างๆ เพื่อให้ราษฎรส่งบุตรหลานมาศึกษา พระสงฆ์จึงมีบทบาทหน้าที่สำคัญต่ออาณาจักรและมีบทบาทต่อการปกครองของอาณาจักรทั้งทางตรงและทางอ้อมอีกด้วย

เมื่อสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) ทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นมาทางภาคกลางตอนล่างของดินแดนลุ่มน้ำเจ้าพระยา กรุงศรีอยุธยาจึงได้มีการติดต่อกับกรุงสุโขทัย จากนั้น พ.ศ. ๑๙๑๔ (กรมศิลปากร, ๒๕๑๕, หน้า ๔๔๔ )ในรัชสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่๑ (ขุนหลวงพะงั่ว) สามารถยึดครองกรุงสุโขทัยเป็นเมืองประเทศราช กรุงศรีอยุธยาจึงได้รับมรดกความเจริญรุ่งเรืองทางด้านพระพุทธศาสนาและด้านอื่นๆสืบต่อจากกรุงสุโขทัย ดังนั้นเมื่อศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่มีการนับถือกันอย่างแพร่หลายดังจะเห็นว่ากรุงศรีอยุธยามีวัดอยู่จำนวนมาก ซึ่งส่งผลให้จำนวนของพระสงฆ์มีอยู่มากเช่นกัน กอปรด้วยระบบชนชั้นในสังคมกรุงศรีอยุธยาที่พระสงฆ์ได้รับอภิสิทธิ์ในสังคม พระสงฆ์เป็นกลุ่มคนในสังคมที่มีฐานะสูงและไม่ต้องสังกัดมูลนายไม่ต้องเกณฑ์แรงงาน ดังนั้นจึงส่งผลให้ในกรุงศรีอยุธยาจึงมีพระสงฆ์จำนวนมาก ศาสตราจารย์ขจร สุขพานิชได้กล่าวในหนังสือฐานันดรไพร่ว่า “เลกวัด” (ขจร
สุขพานิช, ๒๕๕๖, หน้า ๒๕) ซึ่งกล่าวถึงวัดมีคนในบังคับ เช่นเดียวหน่วยงานราชการ หรือขุนนาง (การสักเลขเป็นการสำรวจกำลังพลเพื่อใช้ในยามสงคราม เริ่มใช้ในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒)ของไพร่ในสังกัดอย่างเด่นชัด ดังนั้นพระสงฆ์เป็นผู้ที่มีบทบาทในการขัดเกลาสังคม และวัดก็มีคนในบังคับไว้คอยรับใช้พระสงฆ์หรือทำงานต่างๆ ในอาณาบริเวณวัดหรือที่พระสงฆ์จะให้ไปทำ จำนวนพระสงฆ์ในกรุงศรีอยุธยาจึงมีมากด้วยเหตุผลดังกล่าว อย่างไรก็ดีวัดถือเป็นศูนย์รวมจิตใจของราษฎร ตลอดจนเป็นแหล่งเรียนรู้ศิลปะวิทยาการทั้งหลาย อีกทั้งคณะสงฆ์ยังมีการจดบันทึกเรื่องราวต่างๆ เพื่อสามารถนำมาศึกษาเรื่องราวในอดีต ซึ่งพลตรี หม่อมราชวงศ์ศุภวัฒย์ เกษมศรี ได้กล่าวในหนังสือพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับเยเรเมียส ฟาน ฟลีต และผลงานคัดสรรว่า “คัมภีร์จุลวงษ์นี้เองที่เป็นพระราชพงศาวดารฝ่ายสงฆ์ที่เรียนรู้กันมาในสมัยอยุธยา” (ศุภวัฒย์ เกษมศรี, ๒๕๕๒, หน้า ๘๘) จะเห็นได้ว่าพระสงฆ์เป็นผู้บันทึกเพื่อใช้ในการศึกษานั้นเอง

ในกรุงศรีอยุธยาราชสำนักจึงต้องมีการดูแลบรรดาพระสงฆ์ โดยใช้พระสงฆ์ปกครองกันเองเพื่อความเหมาะสมในการปกครอง ซึ่งมีการแบ่งการปกครองตามลำดับขั้น ดังคำให้การชาวกรุงเก่าได้กล่าวว่าเกี่ยวกับการสถาปนาอำนาจให้กับพระสงฆ์ดังนี้ “พระองค์จึงได้สร้างพระอารามต่างๆ เป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาฝ่ายพุทธจักร ได้อาราธนาพระสังฆราชผู้รู้ปริยัติธรรมแตกฉาน มาอยู่ในพระอารามหลวงตำบลวัดท่าทรายแห่งหนึ่ง ให้เป็นประธานสงฆ์และบอกกว่าสั่งสอนพระปริยัติธรรมไตรปิฎกแก่พระภิกษุสงฆ์ทั้งปวง”(กรมศิลปากร, ๒๕๑๕, หน้า ๔๗) ดังนั้นสถาบันสงฆ์ถือว่ามีความสำคัญทางสังคมที่พระมหากษัตริย์ให้ความสำคัญ เพราะพระสงฆ์มีความใกล้ชิดกับประชาชนในฐานะผู้ให้ความรู้ด้านต่างๆ

จากข้อความข้างต้นพระสงฆ์นั้นมีความสำคัญในสังคมกรุงศรีอยุธยา และบางครั้งจะพบว่ามีพระสงฆ์ที่บวชด้วยเหตุผลทางการเมือง ซึ่งจากการศึกษาจากพงศาวดารและเอกสารทางประวัติศาสตร์ พบว่าผู้เข้าเข้ามาบวชด้วยเหตุผลทางการเมืองจะเป็นผู้ที่มีตำแหน่งหน้าที่ในการปกครองบ้านเมืองหรือเชื้อพระราชวงศ์นั้นเอง พระสงฆ์ที่มีเชื้อสายราชวงศ์บางรูปได้บวชเรียนจนได้รับสมณศักดิ์ก็มี พระสงฆ์ที่ทรงสมณศักดิ์ยังมีบทบาททางการเมืองทั้งในพระอาณาจักรและระหว่างอาณาจักร ดังจะกล่าวต่อไปนี้

บวชเพื่อหลบภัยการเมือง

การที่เชื้อพระราชวงศ์ออกผนวชทางการเมืองมีอยู่จำนวนไม่น้อย พระสงฆ์ที่มาบวชการเมืองก็มีเหตุผลของแต่ละรูป แต่หลักๆ ก็คือการหลบหนีจากราชภัยทางการเมือง เช่นการออกผนวชของพระเฑียรราชา ซึ่งพงศาวดารหลายฉบับได้กล่าวตรงกันว่าในช่วงที่สมเด็จพระไชยราชาสวรรคตใน พ.ศ.๒๐๗๐นั้น พระเฑียรราชาพระอนุชาต่างพระมารดาทรงกล่าวว่า “ครั้นกูจะหยู่ไนคราวาสะบัดนี้, เห็นภัยจะบังเกิดมีเปนมั่นคง, ไม่เห็นสิ่งไดที่จะเปนที่พึ่งได้. เห็นแต่พระพุทธสาสนา, และผ้ากาสาวพัตร, อันเปนทงชัยแห่งพระอรหันต์, จะเปนที่พำนักพ้นภัยอุปัทวอันตราย. ครั้นดำหริแล้ว, ก็ออกไปอุปสมบท, เปนภิกสุภาวะหยู่นะวัดราชประดิสถาน” (พระมหานิพนธ์ เขมโก, ๒๕๔๙, หน้า๑๖) พระเฑียรราชาทรงหนีภัยการเมืองโดยการบวชเป็นพระสงฆ์ ทรงลี้ภัยการเมืองเนื่องจากขณะนั้นพระนางศรีสุดาจันทร์และขุนวรวงศาธิราชสามารถกุมอำนาจไว้ได้ หากพระเฑียรราชาหนีไปซ่องสุมอำนาจยังหัวเมืองภายนอกกรุงศรีอยุธยาอาจจะเสี่ยงต่อการถูกกวาดล้างได้ ดังนั้นการบวชเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ขณะเดียวกันนั้นพระองค์สามารถรวบรวมข้าทาสไว้ได้เพราะวัดสามารถมีไพร่หรือทาสในสังกัดได้

นอกจากนี้ยังมีกรณีพระศรีศิลป์พระโอรสองค์เล็กของสมเด็จพระไชยราชากับพระนางศรีสุดาจันทร์ที่สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงรับมาเลี้ยง ได้ก่อกบฏในพ.ศ.๒๐๘๗ ดังมีปรากฏในพงศาวดารว่า “ลุสักราช ๙๐๖ ปีมะโรงฉสก, ฝ่าพระสรีสิลป์ผู้น้องพระยอดฟ้า พระองค์เอามาเลี้ยงไว้, จนอายุได้สามสิบสี่ปี, จิ่งให้ออกไปบวดเปนสามเนรหยู่นะวัดราชประดิสถาน, พระสรีสิลป์มิได้ตั้งหยู่ไนกตัญญูส้องสุมพลคิดการกบด”(พระมหานิพนธ์ เขมโก, ๒๕๔๙, หน้า๔๗) การบวชของพระศรีศิลป์ครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการบวชเพื่อศึกษาเล่าเรียนตามที่สมเด็จพระมหาจักรพรรดิเห็นชอบ ซึ่งสมเด็จ
พระมหาจักรพรรดินำพระศรีศิลป์มาเลี้ยงดู (คุรุสภา, ๒๕๐๔ , หน้า ๓๖) เนื่องจากเห็นเป็นพระราชนัดดา โดยตามปกติแล้วพระศรีศิลป์จะต้องถูกสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทร์ตามพระมารดาลงไปตามกฎมณเฑียรบาล ดังนั้นการทำผิดจารีตประเพณีเช่นนี้จึงเป็นการที่เสี่ยงมากต่อพระราชบัลลังก์ และเมื่อยิ่งอยู่ในฐานะของพระสงฆ์หรือสามเณรจึงส่งผลให้วัดเป็นที่ประชุมหรือชุมนุมของกบฏที่มีหัวหน้าเป็นเชื้อพระวงศ์มาบวช จากเหตุการณ์ที่พระศรีศิลป์เป็นกบฏนั้น ได้ส่งผลให้ผู้สมรู้ร่วมคิดนั้นต้องโทษตามกันไปถึงแม้เป็นพระสงฆ์ก็ตาม เมื่อเกิดกบฏหลายครั้งจะขอยกตัวอย่างของกบฏพระศรีศิลป์ที่ได้กล่าวข้างต้นว่า “สมเด็ดพระมหาจักรพัดิราชาธิราชาเจ้า, ก็สเด็ดคืนเข้าพระราชวัง. ครั้นรู้ว่าพระพรรนรัตน์วัดป่าแก้วไห้เริกส์พระสรีสิลป์เปนแท้, ก็ให้เอาพระพรรนรัตน์วัดป่าแก้ว, แลพระยาเดโช พระยาท้ายน้ำ, พระยาพิชัยรนริทธ์, หมื่นภัคดีสวรรค, หมื่นไพนรินทรค่าเสีย, เอาไปเสียบไว้นะตแลงแกง, กับพระศรีสิลป์.” (พระมหานิพนธ์ เขมโก, ๒๕๔๙, หน้า ๔๘) หากดูจากผู้ก่อการกบฏครั้งนี้มีขุนนางระดับชั้นตั้งแต่พระยา หมื่น ตลอดจนพระสงฆ์ทรงสมณะศักดิ์ มีสามเณรพระศรีศิลป์เป็นหัวหน้ากบฏ มีพระพรรนรัตน์เป็นพระสงฆ์ที่ทรงสมณศักดิ์มีศิษยานุศิษย์และผู้เลื่อมใสศรัทธาเข้าร่วมจำนวนหนึ่ง ถึงจะเป็นพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์หากได้เข้าร่วมการกบฏตามซึ่งตามกฎหมายจึงต้องประหาร หากมองเจตนาของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิในการสำเร็จโทษพระภิกษุเป็นการปรามพระสงฆ์ไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ซึ่งก่อนที่สมเด็จพระมหาจักรพรรดิจะขึ้นครองราชย์สมบัติเป็นพระมหากษัตริย์นั้น พระองค์เคยต้องออกผนวชเป็นพระสงฆ์อยู่ช่วงระยะหนึ่งเพื่อหนีภัยทางการเมือง พระองค์คงจะรู้ว่าการอยู่ในฐานะภิกษุสงฆ์สามารถมั่วสุมเป็นกบฏได้ ดังนั้นพระองค์จำต้องทำบาปหนักที่สังหารพระสงฆ์เพื่อแลกกับความสงบในบ้านเมืองตลอดรัชกาลของพระองค์

หลังจากที่สมเด็จพระมหาจักรพรรดิได้สละราชสมบัติให้สมเด็จพระมหินทราธิราชใน พ.ศ.๒๐๙๕ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงออกผนวชอีกครั้งใน พ.ศ.๒๐๙๗ ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากการที่พระเทพกษัตรีถูกลักพาตัวไปยังกรุงหงสาวดี และหลังจากที่สมเด็จพระมหินทราธิราชกับพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชร่วมมือกันตีเมืองพระพิษณุโลกของสมเด็จพระมหาธรรมราช โดยมีพงศาวดารระบุไว้ว่า “สมเด็ดพระมหาจักรพัดิพระเจ้าช้างเผือกก็เสด็ดออกซงผนวด, ข้าราชการก็ออกบวดโดยสเด็ดเป็นอันมาก.” (พระมหานิพนธ์ เขมโก, ๒๕๔๙, หน้า ๗๐) หากวิเคราะห์จากข้อความข้างต้นจะเห็นว่าเป็นการบวชเพื่อหนีความวุ่นวาย พระองค์อาจจะออกผนวชเพื่อต้องการความสงบ ซึ่งพระองค์ทรงชรามากแล้ว โดยมีข้าราชการขุนนางออกผนวชตามด้วยนั้น การเข้าร่วมในการบวชครั้งนี้ของขุนนางข้าราชการจึงเป็นการแสดงความจงรักภักดีแก่สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ หรืออาจจะบวชเพื่อเป็นการเปิดทางให้กับขุนนางของสมเด็จพระมหินทราธิราชก็เป็นได้

ปลายกรุงศรีอยุธยามีการออกผนวชของเชื้อพระวงศ์ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ผู้เขียนจะขอนำเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเจ้าฟ้านเรนทร พระโอรสพระองค์ใหญ่ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ซึ่งในระหว่างที่พระราชบิดาประชวรใกล้สวรรคตพระองค์ยังคงสมณะเพศนั้น โดยปกตินั้นพระองค์ถือเป็นผู้อยู่ในฐานะในการขึ้นครองราชย์สมบัติได้ แต่เหตุการณ์เปลี่ยนไปเมื่อพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระทรงดำริให้เจ้าฟ้าอภัยขึ้นครองราชสมบัติต่อจากพระองค์ โดยมีการระบุในพระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา ไว้ว่า “เจ้าฟ้านเรนทรซึ่งเป็นกรมขุนสุรเรนทรพิทักษ์เป็นภิกษุภาวะ เมื่อมิได้รับซึ่งราชสมบัติ จึงมิได้ลาผนวชออก”(กรมศิลปากร, ๒๕๔๘, หน้า ๑๐๗) เพื่อไม่ให้เกิดการรบพุ่งกันระหว่างพระองค์กับพระอนุชา เจ้าฟ้านเรนทรจึงไม่ได้ทำการสึกออกมาเพื่อรับราชสมบัติ ตามที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระสั่งเสียไว้ อีกทั้งจะได้ไม่ต้องชิงราชสมบัติกับเจ้าฟ้าอภัย อย่างไรก็ดีพระองค์ไม่สามารถหยุดยั้งสงครามกลางเมืองไว้ได้ สงครามกลางเมืองนี้เกิดขึ้นระหว่างเจ้าฟ้าพร (พระอนุชาในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ) กับเจ้าฟ้าอภัยและเจ้าฟ้าปรเมศ เมื่อสงครามเสร็จสิ้นเจ้าฟ้าพรปราบดาภิเษกเป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ในรัชสมัยนี้มีเหตุการณ์สำคัญที่พระมหาอุปราช เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศหรือเจ้าฟ้ากุ้งต้องหนีราชภัยไปบวช อนึ่งเนื่องจากเจ้าฟ้าธรรมธิเบศ
กรมขุนเสนาพิทักษ์ได้คิดปองร้ายกรมขุนสุเรนทรพิทักษ์  (เจ้าฟ้านเรนทร) ที่อยู่ในสมณะเพศ แต่ไม่ได้ทำอันตรายถึงชีวิต จากเหตุการณ์ดังกล่าวพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศที่ทรงประชวรอยู่ได้ทราบว่าเจ้าฟ้าธรรมมาธิเบศทำร้ายกรมขุนสุเรนทรพิทักษ์ก็ทรงพิโรธ ส่งผลให้เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศต้องออกผนวช ซึ่งพงศาวดารได้ระบุไว้ว่า “กรมหลวงอภัยนุชิต, พระชนนีกรมขุนเสนาพิทักส์, สเด็ดตามไปอ้อนวอนว่า, ถ้าพ่อมิช่วยก็เห็นน้องจะตาย. กรมขุนสุเรนทพิทักส์ตรัดว่า, จะช่วยได้ก็แต่กาสาวพัตร, อันเปนทงชัยพระอรหัต. กรมหลวงอภัยนุชิตได้สติขึ้น, จึงสเด็ดเข้าไปซงพระวอ, ซ่อนพากรมขุนเสนาพิทักส์ออกทางประตูฉนวนไป, ไห้ซงผนวดนะวัดโคกแสง, หยู่ด้วยกับกรมขุนสุเรนทพิทักส์นั้น. พระเจ้าหยู่หัวไห้ค้นหาตัวไม่พบ. ได้แต่พระองค์เทส, พระองค์ชื่น, ก็ไห้ประหารเสียด้วยท้อนจัน.” (กรมศิลปากร, ๒๕๔๘, หน้า ๑๒๔) จากเหตุการณ์ดังกล่าวหากกรมขุนเสนาพิทักษ์ไม่เสด็จหนีราชภัยออกผนวช พระองค์คงจะต้องถูกสำเร็จโทษด้วยท่อนจันท์ อย่างไรก็ดีกรมขุนเสนาพิทักษ์ก็ต้องพระราชอาญาในคดีลักลอบเสพสังวาสกับเจ้าฟ้าสังวาลย์ พระสนมในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศจนต้องทิวงคตลงไป

ในปลายรัชกาลพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เจ้าฟ้าเอกทัศ กรมขุนอนุรักษ์มนตรี ตามความอาวุโสและฐานันดรที่จะขึ้นเป็นพระมหาอุปราชได้ แต่พระเจ้าอยู่หัวบรมโกษทรงไม่ต้องการให้เจ้าฟ้าเอกทัศขึ้นช่วยราชการแผ่นดิน พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเห็นควรให้เจ้าฟ้าอุทุมพรนั้นขึ้นว่าราชการในตำแหน่งพระมหาอุปราชจะเหมาะกว่า โดยระบุไว้ในพงศาวดาร ฉบับหัตถเลขา ว่า“จึงดำรัสสั่งเจ้าฟ้ากรมขุนอนุรักษ์มนตรีว่า จงไปบวชเสียอย่าให้กีดขวางเลย เจ้าฟ้ากรมขุนอนุรักษ์มนตรีมิอาจขัดพระราชโองการได้กลัวพระราชอาญาก็ต้องจำพระทัยทูลลาไปทรงผนวช”(กรมศิลปากร, ๒๕๔๘, หน้า ๑๒๔.) ซึ่งจะเห็นว่าเจ้าฟ้าเอกทัศจำใจที่จะออกผนวช เพราะสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศได้พระบรมราชโองการรับสั่งเอาไว้ เจ้าฟ้าเอกทัศจึงต้องบวชในทางการเมืองเพื่อรักษาชีวิตเอาไว้ อย่างไรก็ดีเมื่อเจ้าฟ้าอุทุมพรหรือเจ้าฟ้าดอกเดื่อขึ้นครองราชย์สมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ พระองค์เห็นว่าเจ้าฟ้าเอกทัศ ซึ่งเป็นพระเชษฐายังมีพระชนม์อยู่จึงถวายราชสมบัติให้กับเจ้าฟ้าเอกทัศ “พระองค์สมเด็ดไปถวายสมบัติแก่สมเด็ดพระเชตถาธิราช. แล้วพระองค์ก็สเด็ดซงเรือพระที่นั่งกิ่งเปนขบวนพยุหะมาตรา, ไปซงผนวดนะวัดเดิม แล้วสเด็ดไปอยู่ นะ วัดประดู่” (พระครูปลัดจะเด็ด ญาณุตฺตโร, ๒๕๔๙, หน้า ๔๙๖) จะเห็นได้ว่าพระเจ้าอยู่หัวอุทุมพรจึงออกบวชเพื่อให้เจ้าฟ้าเอกทัศที่ใคร่ในราชย์สมบัติมากกว่านั้นขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ แล้วพระองค์ทรง หลีกหนีไปบวชจากความวุ่นวายทางการเมือง

นอกเหนือจากเชื้อพระวงศ์ออกบวชเพื่อหนีภัยการเมือง ขุนนางก็มีการบวชหนีภัยการเมืองเช่นกัน ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปลายรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อพระองค์ทรงทราบว่าพระเพทราชากับหลวงสรศักดิ์ร่วมมือกันยึดราชสมบัติ จึงได้มีพระราชโองการถึงขุนนางที่ใกล้ชิดให้มาเข้าเฝ้า มีปรากฏในพระราชพงศาวดาร ฉบับ พระราชหัตถเลขาดังนี้ “จึงมีพระราชดำรัสให้หาบรรดาชาวที่ชาววังซึ่งเป็นข้าหลวงเดิมประมาณสิบห้าคนเข้ามาเฝ้าในพระมหาปราสาทที่นั่งสุธาสวรรย์ที่เสด็จทรงพระประชวรอยู่แล้วนั้น จึงมีพระราชโองการตรัสว่า บัดนี้ อ้ายสองคนพ่อลูกมันคิดการเป็นกบฏ ฝ่ายเราก็ป่วยทุพลภาพหนักอยู่แล้ว เห็นชีวิตจะไม่ตลอดไปจนสามวัน และซึ่งท่านทั้งหลายจะอยู่ในฆารวาสนั้นเห็นว่าอ้ายกบฏพ่อลูกมันจะฆ่าเสียสิ้นอย่าอยู่เป็นคฤหัสถ์เลย จงบวชในพระบวรพุทธศาสนา เอาธงชัยพระอรหันต์เป็นที่พึ่งเถิดจะได้พ้นภัย”(กรมศิลปากร, ๒๕๔๘, หน้า ๖๒) สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเมื่อพระองค์ได้ดำริให้ขุนนางออกบวช พระองค์จึงได้พระราชทานพระราชวังที่ประทับให้เป็นเขตพุทธาวาสเพื่อให้ขุนนางได้ออกบวช ดังนั้นในช่วงก่อนที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชจะสวรรคต พระองค์ทรงได้ถวายพระราชวังเป็นเขตพุทธาวาสและให้ขุนนางบวชเพื่อหนีภัยการเมือง

 พระสงฆ์เชื้อพระวงศ์กบฏ

การก่อกบฏมีหลายหลายรูปแบบทั้งในรูปแบบการยึดอำนาจเบ็ดเสร็จ โดยขุนนาง เชื้อพระราชวงศ์หรือแม้พระสงฆ์แต่อยู่ในสมณะเพศก็ยังสามารถก่อกบฏได้ ด้วยเหตุที่ในสมัยกรุงศรีอยุธยาพระมหากษัตริย์นั้นมีอำนาจมาก ส่งผลให้การก่อกบฏนั้นคุ้มที่จะก่อการยึดอำนาจ เพราะเมื่อก่อการสำเร็จจะอยู่ในฐานะกษัตริย์และมีอำนาจมากที่สุดในแผ่นดิน ผู้เขียนจะขอยกตัวอย่างของการก่อกบฏจากสงฆ์ โดยคนแรกที่อยู่ในสมณะเพศแล้วกระทำการเป็นกบฏคือ สามเณรพระศรีศิลป์ได้ตั้งตนเป็นกบฏต่อสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ มูลเหตุทั้งหมดเกิดขึ้นจากการที่เมื่อขุนพิเรนทรเทพ ได้ร่วมกับขุนนางหัวเมืองเหนือชิงราชสมบัติจากขุนวรวงศาธิราชกับพระนางศรีสุดาจันทร์มาให้กับพระเฑียรราชา อย่างไรก็ดีด้วยเหตุที่พระศรีศิลป์เป็นพระโอรสในสมเด็จพระไชยราชากับพระนางศรีสุดาจันทร์ พระเฑียรราชาเมื่อขึ้นครองราชย์สมบัติเป็นสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ พระองค์ทรงไม่สำเร็จโทษพระศรีศิลป์ด้วยท่อนจันทท์ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงดำริให้พระศรีศิลป์ไปบวชเป็นสามเณรเพื่อป้องกันอันตรายจากเชื้อพระวงศ์ที่ไม่เห็นด้วยในการชุบเลี้ยงพระศรีศิลป์ จากนั้นเมื่อพระศรีศิลป์เติบใหญ่ขึ้นมาไม่ได้ตั้งอยู่ในสุจริตคิดเป็นกบฏ โดยที่มีขุนนางลำดับชั้นต่างๆ ช่วยเหลือในการกบฏครั้งนี้ ตลอดจนพระพรรนรัตน์ (พนรัตน์/พันรัตน์/วันรัตน์) วัดป่าแก้วก็เข้าการกบฏครั้งนี้ด้วย ส่งผลให้พระศรีศิลป์ ขุนนางที่ร่วมก่อกบฏ ตลอดจนพระพรรนรัตน์ ต้องโทษประหารกันทุกคน การกบฏของพระศรีศิลป์ถือเป็นตัวอย่างที่การก่อกบฏไม่สำเร็จ ซึ่งแต่ต่างจากการกบฏของพระศรีศิลป์อีกพระองค์หนึ่ง กล่าวคือพระศรีศิลป์องค์นี้เข้าใจว่าจะเป็นพระโอรสองค์หนึ่งในสมเด็จพระเอกาทศรถ โดยพระราชพงสาวดารกรุงสรีอยุธยา ฉบับความสมเด็ดกรมพระปรมานุชิตชิโนรส เล่มสองได้กล่าวไว้ว่า “ลุสักราช 964 พระสรีสิลป์บวดอยู่วัดระคัง, เพราะรู้ไตรปิดกสันทัด ได้สมนะถานันดร เป็นพระพิมลธัมอนันตปรีชา,” (จันทร์ กตปุญฺโญ, ๒๕๔๙, หน้า๒๕๗) พระศรีศิลป์องค์นี้มีผู้นับถืออยู่มาก เมื่อบวชเรียนก็สามารถพัฒนาตนเองขึ้นมามีสมณศักดิ์ที่พระพิมลธรรม มีลูกศิษย์อยู่มากพอสมควร กอปรด้วยสมเด็จพระศรีเสาวภาคย์ ทรงไม่ได้มีความพร้อมที่จะขึ้นครองแผ่นดินตั้งแต่เริ่มแรก พระพิมลธรรมเมื่อขึ้นครองราชย์สมบัติทรงพระนามว่าพระเจ้าทรงธรรม และเหตุการณ์ก่อจะขึ้นครองราชย์สมบัติมีดังนี้ “พระพิมลเข้าไนพระราชวังได้ ไห้กุมเอาพระเจ้าแผ่นดินไปไห้พันทนาไว้ไห้มั่นคง รุ่งขึ้นไห้นิมนต์พระสงค์บังสุกุลร้อยหนึ่ง ไห้ธูปเทียนสมาแล้ว ก็ไห้สำเร็ดโทสด้วยท่อนจัน เอาพระสพไปฝังเสียนะวัดโคกพระยา พระสรีเสาวภาคหยู่ไนราชสมบัติปีหนึ่งกับสองเดือน” (พระมหานิพนธ์ เขมโก, ๒๕๔๙, หน้า ๒๑) จากข้อความดังกล่าวจะเห็นว่าพระพิมลธรรม เข้าใจว่าเป็นบาปมากในการสำเร็จโทษสมเด็จพระศรีเสาวภาคย์ มีการนิมนต์พระสงฆ์จำนวนมากถึงร้อยรูปเพื่อใช้ในการบังสกุลสมเด็จพระศรีเสาวภาคย์ก่อนการสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทร์

พระสงฆ์กับการเมืองการปกครอง

บทบาทสงฆ์กับการเมืองเริ่มขึ้นที่กรุงสุโขทัย “การใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือในการรวบรวมบ้านเมืองก็มีลักษณะเช่นเดียวกับการใช้กำลังทหาร” (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมมาธิราช, ๒๕๕๗, หน้า ๓ – ๑๖) ดังนั้นหากใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือในการรวบรวมดินแดน พระสงฆ์จึงมีหน้าที่สำคัญในการสั่งสอนราษฎรในการดำรงชีวิต หากแต่ในเอกสารล้านนานั้นได้พบว่ามีการพูดถึงพระสงฆ์กับการเมือง ช่วงที่ล้านนาในรัชสมัยพระเจ้าติโลกราชทำสงครามกับสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ คือ“อันพระยาใต้บวชแล้วหื้อมาขอเมืองชะเลียง หื้อเป็นค่าเข้าบิณฑิบาตนั้น” (สมหมาย เปรมจิตต์, ๒๕๔๐, หน้า ๘๐) จากความข้างต้น จะเห็นว่าสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงออกผนวชเป็นพระสงฆ์ ได้ส่งพระสงฆ์เข้าไปบิณฑบาตเพื่อขอดินแดนที่ล้านนายึดครองอยู่คืน

พระสงฆ์ในกรุงศรีอยุธยามีบทบาทเกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์อยู่มาก ตั้งแต่เมื่อพระมหากษัตริย์ขึ้นครองราชย์สมบัติตลอดจนเมื่อยามคับขันมีเกี่ยวกับบ้านเมือง พระสงฆ์ก็มีบทบาทอยู่ไม่น้อย ดังตัวอย่างต่อไปนี้ เมื่อพระเฑียรราชาขึ้นครองราชย์สมบัติ พระสงฆ์ยังแสดงบทบาท โดยถวายสมัญญานามให้แก่พระมหากษัตริย์ “สมเด็ดพระสังคราชพระราชาคนะ, เสนาพรึทธามาตยปโรหิตถวายพระนามพระเจ้าแผ่นดิน” (พระมหานิพนธ์ เขมโก, ๒๕๔๙, หน้า ๔๙) จากความขางต้นจะเห็นได้ว่ารายนามผู้ที่ร่วมกันถวายพระนามให้กับพระมหากษัตริย์ มีพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ ตั้งแต่สมเด็จพระสังฆราชรวมทั้งพระราชาคณะ

นอกจากนี้บทบาทในการช่วยราชการแผ่นดินในระดับต่างๆ ของพระสงฆ์ดังจะเห็นได้ว่าเมื่อมีศึกมาประชิด พระสงฆ์ยังมีหน้าที่ในการเป็นสื่อกลางในด้านการเมืองอีกประการหนึ่งเช่น พระราชพงสาวดารกรุงสรีอยุธยา ฉบับความสมเด็ดกรมพระปรมานุชิตชิโนรส กล่าวในตอนที่พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง เข้ามีรบพุ่งกับเมืองพระพิษณุโลกดังนี้ “สมเด็ดพระมหาธัมราราเจ้าจึงนิมนต์พระสงค์สี่รูปออกไปฟังราชการ, พระสงค์ออกไป.สมเด็ดพระเจ้าหงสาวดีไห้นำพระสงค์ไปดูมูลดิน, แลบันไดหกบันไดพาด. แล้วไห้เอาข่าวไปแจ้งแก่น้องเรา. ถ้าน้องเรามิออกมา, จะไห้ทหานถือมูลดินแต่คนละก้อนถมเมืองเสียไห้เต็มแต่ไนชั่วนาลิกาเดียว. พระสงค์ไปดูแล้วกลับมาแจ้งแก่พระมหาธัมราชาเจ้าโดยได้เห็น, แลพระเจ้าหงสาวดีแจ้งมาทุกประการ” (พระมหานิพนธ์ เขมโก, ๒๕๔๙, หน้า ๕๕)

นอกจากนี้บทบาทของพระสงฆ์ยังสามารถเป็นสักขีพยานในกิจกรรมทางการเมืองได้ อนึ่งพระสงฆ์มีวัตรปฏิบัติที่ดีงามตั้งอยู่ในหลักธรรม มีสัจจะวาจา มีความหน้าเชื่อถือ หากไม่ใช่พระสงฆ์ก็อาจจะได้ความเท็จกลับมาหรืออาจจะเสียชีวิตลงก็เป็นได้ นอกจากนี้ขณะพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองยกทัพมาในคราวศึกช้างเผือก พระสงฆ์ได้มีบทบาทอีกครั้งหนึ่งในการเป็นสักขีพยานซึ่งในพงศาวดารได้กล่าวว่า “สมเด็ดพระเจ้าพี่เราไห้อาราธนาพระพุทธปติมากรเจ้า, พระธัมเจ้า, พระสงค์เจ้า, มาเปนประธานก็ดีหยู่แล้ว, ขอจงเปนสักขีทิยานเถิด” (พระมหานิพนธ์ เขมโก, ๒๕๔๙, หน้า ๖๐) เมื่อดูจากสิ่งที่พระเจ้าหงสาวดีได้กล่าวให้สมเด็จพระมหาจักรพรรดิอันเชิญพระสงฆ์มาเป็นพยาน ดังจะเห็นว่าพระสงฆ์นั้นอยู่ในฐานะที่มีการเคารพนับถือเป็นอันมาก

ในช่วงระยะที่การเมืองระหว่างกรุงศรีอยุธยากับกรุงหงสาวดีได้ทำสงครามกันนั้น ปรากฏว่าทางฝ่ายกรุงศรีอยุธยาอยู่ในสภาพจำยอมต้องส่งพระยารามแม่ทัพที่สู้รบกับทหารพม่าอย่างกล้าหาญ ออกไปเพื่อต้องการยุติศึกในครั้งนี้ พระสงฆ์มีส่วนสำคัญในการเป็นสักขีพยานในการเมืองระหว่างสองอาณาจักรดังกล่าวไว้ในพระราชพงสาวดารกรุงสรีอยุธยา ฉบับความสมเด็ดกรมพระปรมานุชิตชิโนรส ว่า“สมเด็ดพระมหินทราธิราชเจ้าแผ่นดินจึงตรัดสั่งนายก้อนทอง, ไหเออกไปทูนแก่พระมหาธัมราชาว่า, จะส่งพระยารามออกไปกำหนดไห้มารับ. ครั้นนายก้อนทองไปแล้ว, พระเจ้าแผ่นดินไห้จำพระยาราม, แต่งคนคุมออกไปส่งอาราธนาพระสังคราชกับภิกสุสี่องค์ออกไปด้วย, ครั้นพระสังคราช, แลผู้คุมพระยารามไปถึง, สมเด็ดพระมหาธรรมราชาไห้ถอดจำพระยารามออก, แล้วก็พาเข้าไปถวายบังคมพระเจ้าหงสาวดี, ๆ ก็ไห้เบิกพระสังคราชเข้ามา, แล้วตรัดไห้หาพระมหาอุปราช, แลท้าวพระยาผู้ไหย่ทั้งปวงมาประชุมไนหน้าพลับพลา, พระเจ้าหงสาวดีก็ตรัดแก่ท้าวพระยาทั้งหลายว่า, พระเจ้ากรุงพระมหานครสรีอยุธยา, ไห้พระสังคราชเอาพระยารามผู้ก่อเหตุมาส่งแก่เรา, แลว่าจะขอเปนพระราชไมตรีด้วยเราดุจก่อน, ท้าวพระยาทั้งหลายจงพิพากสา, ยังจะชอบรับเปนพระราชไมตรีหรือประการได. ท้าวพระยาทั้งหลายทูนว่า, ซึ่งได้พระยารามออกมาแล้วดั่งนี้, เสมอได้แผ่นดินสรีอยุธยา, อันจะเปนราชไมตรีนั้นหาต้องการไม่, ขอไห้ยกเข้าหักเอากรุงจงได้. พระเจ้าหงสาวดีตรัดว่าเราเปนกสัตรจะทำการสงครามสืบไป, ซึ่งจะทำดั่งนี้หาควนไม่ แล้วสั่งนายทัพนายกองทั้งปวงไห้รักสาแต่มั่นไว้หย่าไห้ประชิดรบพุ่งเข้าไป ฝ่ายชาวพระนครก็มิได้รบ, ต่างคนต่างสงบหยู่ทั้งสองฝ่าย. จึงพระเจ้าหงสาวดี, ก็สั่งพระสังคราชเข้ามาว่าถ้าพระเจ้ากรุงพระมหานครสรีอยุธยา, จะเปนพระราชไมตรีด้วยเราจิงไห้พระเจ้าแผ่นดิน, แลท้าวพระยาไหย่ทั้งปวงมาถวายบังคม,จึงจะรับเปนราชไมตรีด้วย.” (พระมหานิพนธ์ เขมโก, ๒๕๔๙, หน้า ๘๔ – ๘๕)

ก่อนที่กรุงศรีอยุธยาจะตกเป็นประเทศราชของพม่า สมเด็จพระมหาจักรพรรดิได้ทรงออกผนวชและให้สมเด็จพระมหินทราธิราชปกครองแทน อย่างไรก็ดีเมื่อเหตุการณ์ไม่สู้ดีนักสมเด็จพระมหินทราธิราชและเหล่าบรรดาขุนนางน้อยใหญ่ได้ร้องขอให้สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงลาผนวชออกมาครองราชย์สมบัติอีกครั้ง ดังมีปรากฏในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาว่า “กราบทูลแก่พระมหาจักรพรรดิพระเจ้าช้างเผือก แล้วอัญเชิญพระองค์ให้ทรงลาผนวชออกครองราชย์สมบัติ” (วัดพระเชตุพน วิมลมังคลาราม, ๒๕๓๕, หน้า ๔๓) จะเห็นได้ว่าสมเด็จพระมหาจักรพรรดิถึงจะทรงออกผนวชแล้วก็ตาม ดังนั้นพระองค์จึงเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของพระสงฆ์ที่มีความเชื่อมโยงกับการเมือง สุดท้ายพระองค์ก็ต้องลาผนวชออกว่าราชการอีกครั้ง เพื่อช่วยพระราชโอรสรับศึกสงคราม

รัชสมัยพระนเรศวรมหาราชพระสงฆ์มีบทบาทอย่างมากในการเมืองให้เห็นเด่นชัดดังข้อความต่อไปนี้ “ครั้นนะวันอาทิจเดือนเจ็ดแรมสิบห้าค่ำ, สมเด็ดพระพนรัตนป่าแก้ว, แลพระราชาคนะยี่สิบห้ารูป, เข้ามาถวายพระพรถามข่าว, ซึ่งสเด็ดงานราชสงครามไดกะทำยุธหัตถีมีชัยชนะพระมหาอุปราช สมเด็ดพระเจ้าหยู่หัวก็แถลงการซึ่งปราบปัจจามิตรไห้ฟังทุกประการ สมเด็ดพระพนรัตนจึ่งถวายพระพรว่า, พระราชสมภารมีไชยแก่ข้าสึกอีก, เปนไฉนข้าราชการทั้งปวงจึงต้องราชทันท์เล่า สมเด็ดพระพุทธเจ้าหยู่หัวจึงตรัดบอกว่า, นายทัพนายกองเหล่านี้, หยู่ไนขบวนทัพโยม, มันกลัวข้าสึกมากกว่าโยม, ละไห้โยมสองคนพี่น้องฝ่าเข้าไปในท่ามกลางสึก, จนได้กะทำยุธหัตถีกับมหาอุปราชมีชัยชำนะแล้ว, จึงได้เห็นหน้ามัน นี้หากว่าบารมีของโยม, หาไม่แผ่นดินจะเปนของชาวหงสาวดีเสียแล้ว เพราะเหตุดั่งนี้โยมจึงไห้ลงโทสพระอัยการสึก สมเด็ดพระพนรัตนจึงถวายพระพรว่า, อาตมภาพพิเคราะห์ดูอันข้าราชการเหล่านี้, จะไม่รักไม่กลัวพระราชสมภารเจ้านั้นหามิได้ แลเหตุทั้งนี้จะไห้พระเกียรติยสพระราชสมภารเจ้าเปนมหัสจรรย, เหมือนสมเด็ดพระสรรเพชญพุทธเจ้า, เมื่อพระองค์สเด็ดเหนืออปราชิตบันลังก์, ควงพระมหาโพธิ์นะเพลาสายันหครั้งนั้น เทพเจ้ามาเฝ้าพร้อมหยู่ทั้งหมื่นจักรวาล, แลพระยาวสวัติมารยกพลเสนามารมาผจนครั้งนั้น ถ้าได้เทพดาเจ้าเปนบริวาร, แลมีชัยแก่พระยามาร, ก็หาสู้เปนมหามหัสจรรยนักไม่” (พระมหานิพนธ์ เขมโก, ๒๕๔๙, หน้า๑๕๙) เมื่อดูข้อความดังกล่าวจะเห็นได้ว่าสมเด็จพระพนรัตน์สำนักวัดป่าแก้ว (วัดป่าแก้วปัจจุบันนี้ก็คือวัดใหญ่ชัยมงคล ในยุคนั้นสำนักวัดป่าแก้วเป็นวัดในเขตอรัญวาสีหรือวัดป่านั้นเอง) สมเด็จพระพนรัตน์องค์นี้ไม่แน่ใจว่าจะเป็นพระอาจารย์ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเมื่อตอนประทับอยู่นครหงสาวดีหรือไม่ แต่จากพฤติกรรมของสมเด็จพระพนรัตน์สามารถอนุมานว่าต้องเป็นที่นับถือเลื่อมใสของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเป็นอย่างมาก สมเด็จพระพนรัตน์สามารถขอบิณฑบาตชีวิตเหล่าบรรดาแม่ทัพนายกองที่ต้องโทษประหารจากกฎพระอัยการศึก หากสมเด็จพระพนรัตน์วัดป่าแก้วไม่ได้บิณฑบาตชีวิตของแม่ทัพนายกองทั้งหลาย กรุงศรีอยุธยาคงจะประสบปัญหาทางด้านการเมืองภายในเพราะขุนนางถูกประหารในครั้งนี้

บทบาทพระสงฆ์ทางการเมืองระหว่างอาณาจักร

ในอดีตมีอยู่หลายครั้งที่พระสงฆ์มีบทบาทที่เกี่ยวการเมืองระหว่างอาณาจักรต่ออาณาจักร ซึ่งในรัชสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ พระองค์ทรงเผชิญกับสงครามกับกรุงหงสาวดีหลายครั้งเช่น ทำให้พระองค์เสียพระมเหสีจากการทำยุทธหัตถีกับพระเจ้าแปร จากนั้นเสียพระราเมศวรและช้างเผือกสี่เชือก ดังนั้นพระองค์จึงหาพันธมิตรเพื่อต่อต้านทหารหงสาวดี และหลักฐานการผูกมิตรมีระบุไว้ในจารึกการสร้างเจดีย์ศรีสองรักที่จังหวัดเลย ระบุชัดว่ากรุงศรีอยุธยากับกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาว และบริเวณเจดีย์ศรีสองรักในอดีตเป็นปริมณฑลของอาณาจักรกรุงศรีอยุธยากับอาณาจักรกรุงศรีสัตนาคตหุตล้านช้างร่มขาว ใจความจารึกการสร้างเจดีย์ศรีสองรักมีดังนี้ “จึงพร้อมกันทั้งสอง กษัตริย์ให้ไปนิมนต์เอาพระสงฆ์เจ้าตนอันมีศีลอันบริสุทธ์ ตนชื่อว่าพระมหาอุปรี(อุบาลี)ตน ๑ แล้วจึงนิมนต์พระอริยะกัสสปตน๑ แล้วจึงนิมนต์พระมหาธรรมเสนาบดีตน ๑ แล้วจึงนิมนต์พระพุทธวิลาสมหาเถรตน ๑ แล้วจึงนิมนต์พระสุธรรมรังสีมหาเถรตน ๑ แล้วจึงนิมนต์พระวิริยาธิกมุนีตน ๑ พระสงฆ์เจ้าทั้ง ๗ ตนนี้มีลูกศิษย์บัวระบัด ๑๐ ตน ซุ่ตนแล และสงฆ์เจ้าอันอยู่ฝ่ายกรุงศรีอโยธยาตน ๑ ชื่อว่าพระครูบรมจาริยะตน ๑ พระอาริยะมุนีตน ๑ มีพระศรีวิสุทธอุตตมเป็นเค้าเป็นประธาน แลมีพระครูสุเมธารุจิวิญญาตน ๑ มหาสุธรรมมาตุลยตน ๑ มีมหาพรหมสาร ๑ มีมหาราชมุนีตน ๑ และพระสงฆ์เจ้า ๗ ตนนี้มีลูกศิษย์บัวระบัด ๑๐ ตน” (สำนักวัฒนธรรมจังหวัดเลย, ๒๕๔๗, หน้า ๓๐) จากจารึกการสร้างพระเจดีย์ศรีสองรัก ซึ่งเป็นการร่วมมือร่วมใจกันเพื่อต้องการขยายอำนาจของพม่า จะเห็นได้ว่ามีการนิมนต์พระสงฆ์ที่มีสมณศักดิ์สูงมาเป็นสักขีพยานและอยู่ในฐานะผู้มีความหน้าเชื่อถือมากที่สุดในอาณาจักรเพราะทั้งสองอาณาจักรล้วนนับถือศาสนาพุทธ

สรุป

เมื่อกรุงศรีอยุธยาได้สถาปนาขึ้นมาในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่๑ ประชาชนนับถือศาสนาพุทธเป็นหลัก ศาสนสถานของศาสนาพุทธจึงก็เป็นศูนย์รวมของสังคม มีการทำบุญ มีการศึกษาวิทยาการต่างๆ ส่งผลให้พระสงฆ์ในกรุงศรีอยุธยาก้าวขึ้นมามีบทบาททางด้านการเมือง กล่าวคือ เชื้อพระวงศ์บางองค์ได้ออกบวช และเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมก็กระทำการชิงอำนาจจากพระมหากษัตริย์ ซึ่งบางครั้งเมื่อทำสำเร็จก็ปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์ เช่น พระพิมลธรรมสามารถชิงราชสมบัติจากสมเด็จพระศรีเสาวภาคย์ และขึ้นเป็นสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม และเมื่อชิงราชสมบัติไม่ได้จึงกลายเป็นกบฏเช่น สามเณรพระศรีศิลป์ที่ก่อกบฏในรัชสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ เมื่อถูกจับกุมได้จึงต้องโทษประหาร

นอกจากนี้การบวชยังเป็นที่หลบราชภัยจากการเมืองได้อีกด้วย เช่น ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศได้กระทำความผิด พระราชมารดาจึงให้ออกผนวชเพื่อหนีโทษการเมือง การเมืองระหว่างดินแดน เพราะพระสงฆ์ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการเป็นสักขีพยานหลายครั้งในประวัติศาสตร์ เช่น ในการผูกมิตรกันระหว่างสมเด็จพระมหาจักรพรรดิกับพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช จะเห็นได้ว่าพระสงฆ์ในกรุงศรีอยุธยามีบทบาทที่สามารถเปลี่ยนแปลงสภาพการเมืองในกรุงศรีอยุธยาได้

บรรณานุกรม

กรมศิลปากร.  (๒๕๑๕).  คำให้การชาวกรุงเก่า คำให้การขุนหลวงหาวัดและพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์. พิมพ์ครั้งที่ ๒.  พระนคร: เจริญธรรม.

——-.  (๒๕๔๘).  พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา เล่มที่ ๒.  พิมพ์ครั้งที่ ๑๐.  นครปฐม: นครปฐมการพิมพ์.

ขจร สุขพานิช.  (๒๕๕๖).  ฐานนันดรไพร่.  พิมพ์ครั้งที่ ๗.  กรุงเทพ: สันติศิริการพิมพ์.

พระมหานิพนธ์ เขมโก.  (๒๕๔๙).  พระราชพงสาวดารกรุงสรีอยุธยา ฉบับความสมเด็ดกรมพระปรมานุชิตชิโนรส เล่มหนึ่ง ตั้งแต่สร้างกรุงสรีอยุธยา ถึง สิ้นรัชกาลสมเด็จพระนเรสวรมหาราช.  กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ สหธรรมิก.

จันทร์ กตปุญฺโญ.  (๒๕๔๙).  พระราชพงสาวดารกรุงสรีอยุธยา ฉบับความสมเด็ดกรมพระปรมานุชิตชิโนรส เล่ม ๒ ตั้งแต่แผ่นดินสมเด็ดพระเอกาทสรถ ถึง สิ้นแผ่นดินสมเด็ดพระนารายน์มหาราช.  กรุงเทพฯ: สหธรรมิก.

พระครูปลัดจะเด็ด ญาณุตฺตโร.  (๒๕๔๙).  พระราชพงสาวดารกรุงสรีอยุธยา ฉบับความสมเด็ดกรมพระปรมานุชิตชิโนรส เล่มสาม ตั้งแต่แผ่นดินสมเด็ดพระเพทธิราช ถึง สิ้นกรุงสรีอยุธยา.  กรุงเทพฯ: สหธรรมิก.

พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา เล่ม ๑ ฉบับ พระจักรพรรดิพงศ์(จาด).  (๒๕๐๔).  กรุงเทพฯ: องค์การค้าของคุรุสภา

สมหมาย เปรมจิตต์.  (๒๕๔๐).  ตำนานสิบห้าราชวงศ์ ฉบับสอบชำระ.  เชียงใหม่: สถาบันวิจัยสังคมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

สำนักวัฒนธรรมจังหวัดเลย.  (๒๕๔๗).  พระธาตุศรีสองรัก ดินแดนแห่งสัจจะและไมตรี อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย.  เลย: รุ่งแสงธุรกิจการพิมพ์.

ศุภวัฒย์ เกษมศรี ,มรว ,พลตรี.  (๒๕๕๒).  พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับเยเรเมียส ฟาน ฟลีต และผลงานคัดสรร.  กรุงเทพฯ: พิมพ์ดี.

วัดเชตุพน วิมลมังคลาราม.  (๒๕๓๕).  พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาและจุลยุทธการวงศ์.  กทม: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.

มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมมาธิราช.  (๒๕๕๗).  ประวัติศาสตร์ไทย หน่วยที่ ๑-๗.  พิมพ์ครั้งที่ ๔. นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.

Leave a Comment

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติ HTML เหล่านี้ได้: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>