ภูมิรัฐศาสตร์ของกรุงศรีอยุธยากับนโยบายการค้า

ภูมิรัฐศาสตร์ของกรุงศรีอยุธยากับนโยบายการค้า

Geopolitics of Ayutthaya Kingdom and its Trade Policy

ธีรพงษ์ คำอุ่น/Teeraphong Kumoun

รัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิต (Candidate) สาขายุทธศาสตร์และความมั่นคง และข้าราชการรัฐสภา

ดาฬิกา เอียดล้วน/Darika Aiatluan

ศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาบริหารรัฐกิจ และข้าราชการรัฐสภา

บทคัดย่อ

บทความนี้ ศึกษาและวิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายของรัฐ ซึ่งในบทความนี้ จะนำเสนอภูมิรัฐของกรุงศรีอยุธยากับนโยบายการค้า โดยจากการศึกษาพบว่า สภาพภูมิศาสตร์ของอาณาจักรอยุธยา นั้น อาศัยสภาพตามธรรมชาติ เช่น แม่น้ำ ลำคลอง เป็นต้น และมีการสร้างภูมิศาสตร์เพิ่มเติมโดยการขุดคลองเพื่อประโยชน์ในทางการค้า และภูมิรัฐศาสตร์ดังกล่าวกำหนดให้อยุธยามีนโยบายที่จะต้องทำการค้าระหว่างรัฐ และมีการควบคุมการค้าโดยรัฐ และจากการค้านั้นได้สนับสนุนอาณาจักรอยุธยาให้มีความมั่งคั่ง กล่าวโดยสรุปอยุธยาใช้ภูมิศาสตร์เพื่อการสนับสนุนภูมิรัฐศาสตร์ของตน เนื่องจากมีข้อได้เปรียบในการเป็นจุดกึ่งกลางระหว่างเส้นทางการค้า

คำสำคัญ ภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายการค้ากรุงศรีอยุธยา

Abstract

This article aims to study and analyze geopolitics related to state policy with an emphasis on the geopolitics of Ayutthaya Kingdom and its trade policy.  It is found that, geographically, the Kingdom of Ayutthaya consisted of natural and man-made rivers and canals which were useful for trade.  According to this geopolitics of Ayutthaya Kingdom, policies concerning international trade and trade control by the state were required to be established. The wealth gained from the trade with foreign countries made the Kingdom of Ayutthaya became prosperous.  In conclusion, Ayutthaya took advantage of its geographical location, midway on the trade routes, to support its geopolitics.

Keywords :  geopolitics, Ayutthaya trade policy

บทนำ

จากคำโบราณที่ว่า การสร้างบ้านแปงเมืองนั้น มีพัฒนาการจากสังคมร่อนเร่จนมนุษย์อยู่เป็นกลุ่ม ชุมชน เผ่าพันธุ์ และมีหลายตระกูล หลายเผ่าพันธุ์เข้ามาอยู่ด้วยกัน ทำให้มนุษย์อยู่กันเป็นสังคม และมีความสัมพันธ์กัน รวมทั้งมีชุมชนเกิดขึ้น ซึ่งรัฐไทยมีรากเหง้าเป็นสังคมเกษตรกรรม บริเวณใดหรือที่ใดดินดำน้ำชุ่มก็จะไปตั้งหลักแหล่งอยู่อาศัย เกิดเป็นบ้าน หมู่บ้าน ชุมชน เมื่ออยู่รวมกันหลาย ๆ บ้านก็ต้องมีศูนย์กลาง เพื่อการแลกเปลี่ยนจนเป็นเมือง และในพื้นที่เดียวกันนี้จะเกิดระบอบผู้ปกครอง ผู้นำ หรือเกิดกษัตริย์ขึ้นมา เมืองก็จะกลายเป็นรัฐ (ศรีศักดิ์ วัลลิโภดม, ๒๕๖๐.) อาณาจักรอยุธยาก็มีพัฒนาการเรื่อยมาจนถึงเมือง หรือนครา และเป็นรัฐแบบจารีตในเวลาต่อมา

ทั้งนี้ กรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองที่มีทำเลที่ตั้งในดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ และมีสภาพเหมาะที่จะทำการเกษตร และในฤดูฝนชุกก็จะมีน้ำหลากเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่ลุ่ม ซึ่งเป็นการพัดพาความอุดมสมบูรณ์มาจากด้านบนของอาณาจักรเข้าสู่ตอนใน จนทำให้อยุธยาเป็นแหล่งเสบียงอาหารหล่อเลี้ยงชุมชน เมืองจากการเพาะปลูก จากเหตุนี้ ผู้เขียนจึงขอเสนอภูมิรัฐศาสตร์ของกรุงศรีอยุธยากับนโยบายการค้า ซึ่งมีผลต่อการสืบทอดอำนาจและการคงอยู่ของอาณาจักรเป็นระยะเวลากว่าสี่ร้อยกว่าปีเศษ และเป็นมหานครที่ “รุ่มรวย” ในสมัยนั้นของแถบภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ จึงเป็นประเด็นที่ผู้เขียนจะพยายามอธิบายโดยใช้หลักภูมิรัฐศาสตร์มาวิเคราะห์

อย่างไรก็ดี บทความนี้จะนำเสนอศาสตร์การเลือกทำเลที่ตั้งของมนุษย์หรือภูมิศาสตร์ ที่อาศัยสภาพแวดล้อมและธรรมชาติเพื่อความเป็นอยู่ และเพื่อใช้เป็นแนวทางการวิเคราะห์ได้ว่า ภูมิศาสตร์สัมพันธ์กับรัฐได้อย่างไร และรัฐในบทความนี้คือ รัฐโบราณเยี่ยงอาณาจักรอยุธยา

บทความนี้จึงแบ่งการนำเสนอออกเป็นสามตอน ประกอบด้วย ความเป็นมาของภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิศาสตร์ของอาณาจักรอยุธยา และภูมิรัฐศาสตร์กับนโยบายการค้าของอาณาจักรอยุธยา โดยผู้เขียนจะนำเสนอด้วยการอธิบายในภาพรวมทั้งอาณาจักรและจะหยิบยกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาวิเคราะห์พอสังเขป

๑. ความเป็นมาของภูมิรัฐศาสตร์

ถ้ากล่าวถึงภูมิรัฐศาสตร์ผู้เขียนจะนำเสนอคำว่าภูมิรัฐศาสตร์คืออะไร และสัมพันธ์อย่างไรกับรัฐจะเริ่มจากการให้นิยาม ความหมายเสียก่อน

เริ่มต้นที่ จากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายของภูมิรัฐศาสตร์ว่า วิชาในหมวดสังคมศาสตร์สาขาหนึ่งที่คล้ายวิชาภูมิศาสตร์ทางการเมือง แต่เน้นหนักไปทางการเมือง (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒, หน้า ๘๒๕) จากความหมายนี้ ยังเป็นความคลุมเครือและไม่ชัดแจ้งหนัก แต่ถ้ามีการแยกคำระหว่างคำว่า “ภูมิศาสตร์” กับ “รัฐศาสตร์” ออกจากกัน พอจะให้ความหมายพอสังเขปดังนี้

ในลองแมนดิกชันนารี(Longman Dictionary) ให้ความหมายภูมิศาสตร์ว่า คือ การศึกษาสภาพภูมิประเทศต่าง ๆ ในโลก รวมทั้งทะเล แม่น้ำ เมือง และอื่น ๆ บนพื้นผิวโลก (Longman Dictionary of Contemporary English, ๒๐๑๕)

ส่วนสารานุกรมบริตานิกา (Encyclopedia Britannica) ให้ความหมายว่า ภูมิศาสตร์ คือ ศาสตร์ที่ศึกษาพื้นผิวโลก โดยการพรรณนา วิเคราะห์ถึงความหลากหลายทางกายภาพ ชีวภาพและสิ่งปลูกสร้างที่มนุษย์สร้างขึ้นบนพื้นโลก ซึ่งสัมพันธ์กันระหว่างลักษณะของแต่ละภูมิภาค (W.H. Depuy, ๑๘๙๙)

หากพิจารณาที่รากศัพท์คำว่า “ภูมิศาสตร์” มีที่มาจาก ๒ คำ คือ คำว่า “ภูมิ” ซึ่งแปลว่าแผ่นดินหรือพื้นโลก และคำว่า “ศาสตร์” หมายถึง วิชาความรู้ และเมื่อผนวกเข้าด้วยกันจึงมีความหมายว่า วิชาความรู้ที่ศึกษาเกี่ยวกับแผ่นดินหรือพื้นโลก โดยมีสาระของวิชาเน้นไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบ ๔ ประการดังนี้

ประการที่หนึ่ง ภาคพื้นดิน

ประการที่สอง ภาคพื้นน้ำ

ประการที่สาม ภาคบรรยากาศ

ประการที่สี่ สิ่งมีชีวิตต่าง ๆ (www.baanjomyut.com)

นอกจากนี้ ภูมิศาสตร์เป็นการศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติกับสังคมที่ปรากฏในที่ต่าง ๆ ของโลก และเป็นการศึกษาอย่างมีเหตุมีผล โดยการใช้หลักเกณฑ์ทางภูมิศาสตร์(home.npru.ac.th/phatthaya/subjects/aj32/2543201_Lesson%201%20Geography%20and%20Tourism.pdf.)

โดยทั่วไปภูมิศาสตร์ หมายถึง ศาสตร์เชิงพื้นที่ (Spatial science) ภายใต้นิยามนี้ สาระของความรู้จะเน้นและให้ความสำคัญเกี่ยวกับการวิเคราะห์และสังเคราะห์เหตุการณ์หรือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่บนพื้นโลก (ฉัตรชัย พงศ์ประยูร, ๒๕๔๙)

กล่าวโดยสรุป “ภูมิศาสตร์” คือ สภาพทางกายภาพที่ปรากฏบนพื้นโลกที่สัมพันธ์กับสังคม ความรู้สึกนึกคิด และมีอิทธิพลต่อรัฐในโลก และกล่าวโดยย่อคือ สภาพที่ตั้งของรัฐเชิงกายภาพ ชีววิทยาของรัฐ

ส่วนคำว่า “รัฐศาสตร์” (Political Science) หมายถึง ศาสตร์ที่ว่า ด้วยรัฐ ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของวิชาสังคมศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับรัฐ ประกอบด้วย ทฤษฎีแห่งรัฐ การวิวัฒนาการรัฐ การเกิดรัฐ สถาบันทางการเมือง กลไกการปกครอง การจัดองค์การต่าง ๆ ในทางปกครอง รูปแบบของรัฐบาล สถาบันที่ต้องออกกฎหมาย และความสัมพันธ์ของเอกชน กลุ่มชนกับรัฐ และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับรัฐ ตลอดจนแนวคิดทางการเมืองต่างๆ (ฤทธิชัย แกมนาค, มปป. หน้า ๒-๓.) และเป็นศาสตร์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นแนวทางในการศึกษาการเมืองการปกครองโดยเฉพาะ (ฤทธิชัย แกมนาค, มปป. หน้า ๔.)

นอกจากนี้ ภาควิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ให้ความหมายรัฐศาสตร์ว่า เป็นศาสตร์ที่มุ่งเน้นการศึกษาทฤษฎีและพฤติกรรมของรัฐ การเมืองในระดับท้องถิ่น การเมืองของรัฐ และระหว่างประเทศ การทำความเข้าใจในสถาบันของรัฐ และศึกษาสิ่งที่เกี่ยวข้องกับสาธารณะ รูปแบบและการส่งเสริมความเป็นพลเมืองของรัฐ (What is Politics. https://www.polisci.washington.edu/what-political-science)

ส่วนเมอเรียมเวบเตอร์ ดิกชันนารี ให้ความหมายรัฐศาสตร์ว่า เป็นศาสตร์ด้านสังคมที่อธิบาย และวิเคราะห์เกี่ยวกับสถาบันทางการเมือง รัฐ และกระบวนการ (Political Science Definition https: //www.merriam-webster.com/dictionary/political%20science)

อีกทั้ง เบอร์นาด คลิค (Bernard Crick) ให้ความหมายว่า รัฐศาสตร์เป็นการรวบรวมเอาผลประโยชน์หรืออุดมการณ์ที่แตกต่างกันมารวมไว้เป็นกลุ่มเดียวกัน เพื่อความผาสุขของคนในทุกกลุ่ม และเดวิด อีสตัน(David Easton)ให้ความหมายว่า รัฐศาสตร์คือศาสตร์ที่ว่าด้วยการเลือกสรรสิ่งที่ดีให้คนในสังคมได้อยู่กิน ใช้อย่างมีคุณภาพ(รัฐศาสตร์เบื้องต้น, https://mylibrary4u1.files.wordpress.com/2016/07/000748.pdf)

อย่างไรก็ตาม พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน รัฐศาสตร์มีความหมายว่า วิชาว่าด้วยการเมืองและการปกครองประเทศ รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (เอกวิทย์ มณีธร, ๒๕๕๖. หน้า ๖-๗. ) ทั้งนี้ รัฐศาสตร์มีลักษณะเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ เนื่องจากรัฐศาสตร์มีลักษณะเป็นศาสตร์ เป็นองค์ความรู้และมีการจัดหมวดหมู่อย่างเป็นระบบ รวมทั้งมีลักษณะเป็นศิลป์ เนื่องด้วยรัฐศาสตร์จะต้องมีการประยุกต์องค์ความรู้มาใช้ ตามกาลเทศะ และความเหมาะสมตามฐานานุรูปของแต่ละรัฐ

กล่าวโดยสรุป รัฐศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับรัฐ และเป็นวิทยาการที่อยู่ภายใต้สังคมศาสตร์ และมีการจัดระบบหมวดหมู่อย่างชัดแจ้ง เช่น การปกครอง รัฐประศาสนศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการเมืองจนอาจจะแยกไม่ออก แต่พอจะแยกจากกันได้ว่า รัฐศาสตร์นั้นเป็นวิทยาการหรือองค์ความรู้ แต่การเมืองมีลักษณะหนักไปเชิงการกระทำหรือเป็นกิจกรรม

วกกลับมาที่ประเด็น ภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นคำสำคัญที่จะนำไปสู่การเสนอว่า ภูมิรัฐศาสตร์ของรัฐ ซึ่งรัฐโบราณ[1] เช่น อาณาจักรอยุธยานั้นสัมพันธ์กันอย่างไรกับนโยบายการค้า และก่อนจะเข้าสู่ประเด็นนั้น ในที่นี้ ผู้เขียนจะขอเสนอกรอบแนวคิดของภูมิรัฐศาสตร์พอสังเขป โดยมีรายละเอียดดังนี้

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรีให้ความหมายของภูมิรัฐศาสตร์ว่า เป็นการศึกษาผลกระทบของภูมิศาสตร์ที่เกิดจากมนุษย์และธรรมชาติที่มีผลต่อการเมืองระหว่างประเทศ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งเกี่ยวข้องกับนโยบายต่างประเทศ และการคาดการพฤติกรรมทางการเมืองที่มีปัจจัยทางภูมิศาสตร์เป็นตัวแปร เช่น ภูมิศาสตร์ ภูมิภาคศึกษา สภาพดินฟ้าอากาศ ทรัพยากรธรรมชาติ และศาสตร์ต่าง ๆ ที่มีการพัฒนาขึ้นในพื้นที่เฉพาะนั้น ๆ เป็นต้น (Geopolitics https://en.wikipedia.org/wiki/Geopolitics#cite_note-Gogwilt-๗)

ส่วนเอนไซโครพีเดีย บริเทนนิกา สารานุกรมด้านรัฐศาสตร์ ได้ให้ความหมายของภูมิรัฐศาสตร์ว่า เป็นการวิเคราะห์อิทธิพล และอำนาจทางภูมิศาสตร์ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และภูมิรัฐศาสตร์ในศตวรรษที่ ๒๐ ได้รับความสำคัญเพิ่มขึ้นจนขยายไปทั่วยุโรป จากงานการศึกษาของนักรัฐศาสตร์ชาวสวีเดนชื่อ รูดอลฟ คเจนเลน (Rudolf Kjellén) ในชื่อของภูมิศาสตร์การเมืองก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นภูมิรัฐศาสตร์ในภายหลัง(Encyclopedia Britannica, https://www.britannica.com/topic/geopolitics)

วิทยาลัยระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยเยาหราล เนรู ให้ความหมายภูมิรัฐศาสตร์ว่า เป็นการทำความเข้าใจการเมืองโลกจากสภาพพื้นที่ ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงตามสภาพพื้นที่ (School of International Study, http://www.jnu.ac.in/SIS/CIPOD/Courses_files/MPhil-%20Geopolitics%20.pdf)

แนวคิดภูมิรัฐศาสตร์ เป็นแนวคิดด้านรัฐศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการเมืองระดับสูง ซึ่งใช้วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองและภูมิศาสตร์ และมากไปกว่านั้นภูมิศาสตร์ยังเป็นตัวกำหนดรูปร่างของรัฐ เช่น เขตแดนตามธรรมชาติ สหพันธรัฐที่มีการรวมตัวกันหลายรัฐ เช่น ความคิดทางประวัติศาสตร์ที่พัฒนามาจากพื้นที่ เช่น เรื่องนาคซึ่งมีอิทธิพลต่องานวรรณกรรม และการเกิดพิธีกรรมของรัฐในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์(Radenko. 2016. p. 84) รวมทั้ง สภาพพื้นที่มีอิทธิพลต่อการเกิดลัทธิความเชื่อและศาสนา ตลอดจน อารยธรรม เช่น นครรัฐกรีกโบราณ ที่เป็นเมืองท่าการค้าจึงมีการแลกเปลี่ยนและเกิดวิทยาการขึ้น จนพัฒนาเป็นต้นธารแห่งอารยธรรมของโลกตะวันตกในเวลาต่อมา

อีกทางหนึ่ง แนวคิดภูมิรัฐศาสตร์ได้ครอบงำแนวนโยบายหรือพฤติกรรมของรัฐ ซึ่งเป็นการคาดการณ์อนาคตว่า รัฐจะดำเนินพฤติกรรมอย่างไรในอนาคต ดังจะเห็นจากพฤติกรรมของรัฐในยุโรปช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ที่เยอรมนีมีแนวคิดขยายดินแดนตนเองออกไปเพื่อตอบสนองความต้องการทางการเมืองภายในประเทศ และการสร้างมหาอาณาจักรใหม่ให้แก่ชนชาติเยอรมัน โดยการผนวกดินแดนโปแลนด์มาเป็นของตนเนื่องจากมีดินแดนติดกัน (Tuathai, 1996. p. 154)

สภาพภูมิศาสตร์ของรัฐที่มีผลต่อการกำหนดนโยบายและพฤติกรรมของรัฐ เช่น อังกฤษ ที่แยกตัวออกจากแผ่นดินยุโรปและมีสภาพเป็นเกาะ ทำให้อังกฤษได้เปรียบรัฐอื่นเวลาเกิดสงครามในยุโรปมักจะไม่ได้รับความเสียหายหรือถูกโจมตียาก เพราะการเป็นเกาะ และมีผลดีต่ออังกฤษให้ต้องมีการพัฒนากองทัพเรือและการเดินเรือเพื่อการใช้ป้องกันตนเอง รวมทั้งเพื่อทำสงครามกับรัฐอื่นเพราะมีสภาพเป็นเกาะ ตลอดจนมีดินแดนแยกจากกันหลายส่วน จึงต้องมีศักยภาพของกองทัพเรือสูง ซึ่งส่งผลต่อการล่าอาณานิคมและสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในเวลาต่อมา (อนันชัย จินดาวัฒน์, ๒๕๕๘.)

ทั้งนี้ ภูมิรัฐศาสตร์มีการเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบระหว่างพื้นที่ที่สนใจกับลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่สัมพันธ์กับการผันแปรของการเมืองระหว่างรัฐ และรัฐในฐานะที่เป็นองค์กรของสังคมมนุษย์ และเปรียบเสมือนสิ่งมีชีวิต ซึ่งลงหลักปักฐานในธรรมชาติตามสภาพแวดล้อม ดังนั้น รัฐจึงต้องปรับตัวตามสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ (สุรศักดิ์ พันธเศรษฐ, ๒๕๕๐.  หน้า ๑๒๗-๑๒๘.)

นอกจากนี้ ภูมิรัฐศาสตร์ คือ ลักษณะทางกายภาพที่เกิดขึ้นที่กำหนดหรือเป็นตัวบังคับรัฐให้ดำเนินการใดๆ จากสภาพพื้นที่ของตน และเป็นข้อกำหนดที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและเกิดขึ้นภายหลังเมื่อมนุษย์สร้างขึ้น กล่าวโดยง่าย เป็นโครงสร้างทางกายภาพที่กำหนดพฤติกรรมของรัฐ เพื่อการรักษาผลประโยชน์ของรัฐ และตอบสนองความต้องการภายในรัฐที่สะท้อนออกมาจากลักษณะทางกายภาพ

กล่าวโดยสรุป ภูมิรัฐศาสตร์เป็นแนวคิดด้านภูมิศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการเมืองภายในรัฐและระหว่างรัฐ ซึ่งเกิดขึ้นในภูมิภาคยุโรปและแพร่ขยายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ และสงครามเย็น รวมทั้งมีอิทธิพลต่อรัฐมหาอำนาจในการขยายดินแดนและการแสดงพฤติกรรม เช่น นโยบายต่างประเทศ นโยบายการพัฒนากองทัพเรือของอังกฤษเพื่อสนับสนุนการล่าอาณานิคม เนื่องจากอังกฤษมีสภาพเป็นเกาะ และมีดินแดนในอาณัติอยู่ในหลายทวีป ซึ่งภูมิรัฐศาสตร์นี้สามารถสร้างให้รัฐเป็นมหาอำนาจได้ ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง

แม้ว่าแนวคิดภูมิรัฐศาสตร์นี้มาจากโลกตะวันตก แต่แนวคิดดังกล่าวสามารถนำมาอธิบายพฤติกรรมของรัฐได้ หรือเป็นการทำความเข้าใจต่อการดำเนินนโยบายของรัฐในระดับหนึ่งได้ ไม่เว้นแม้แต่ในโลกตะวันออกและรัฐจารีตแบบอาณาจักรอยุธยา

๒. ภูมิศาสตร์ของอาณาจักรอยุธยา

          ที่ผ่านมาที่ตั้งของอาณาจักรอยุธยาก่อนหน้านั้น มีผู้คนเริ่มตั้งถิ่นฐานบริเวณตอนกลาง และตอนล่างของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยามาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๘ แล้ว เช่น เมืองสังขบุรี อโยธยา เสนาราชนคร และต่อมาราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๙ อาณาจักรขอมและสุโขทัยเริ่มเสื่อมอำนาจลง อยุธยาจึงสถาปนาขึ้นด้วยการผนวกกำลังระหว่างเมืองสำคัญ คือ แคว้นสุพรรณภูมิและแคว้นละโว้ โดยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑  หรือพระเจ้าอู่ทอง ซึ่งสันนิษฐานว่า สถาปนาเป็นราชธานีเมื่อ พ.ศ. ๑๘๙๓ (จิตรสิงห์ ปิยะชาติ, ๒๕๕๔,  หน้า ๑๔.)

ในระยะแรกศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองของอาณาจักรอยุธยายังไม่มั่นคงนัก ด้วยอิทธิพลของแคว้นสุโขทัยและเขมรพระนครที่ยังหลงเหลืออยู่ (Cotterell, 2015. p. 158-159.) แต่อย่างไรก็ตาม อยุธยามีสภาพที่ตั้งที่ ๑๓ ๑/๒ องศาเหนือของเส้นศูนย์สูตร และมีระยะห่างจากทะเลประมาณ ๒๐ ไมล์ทะเล ซึ่งไม่ไกลมากนัก(กรมศิลปากร, ๒๕๔๘,  หน้า ๙)

ก่อนนี้ อโยธยาเป็นเมืองเก่ามาก่อนจะสร้างกรุงศรีอยุธยา และกรุงศรีอยุธยาบริเวณหนองโสนย้ายมาทีหลังในสมัยพระบรมไตรโลกนาถ และก่อนหน้านั้นวังกษัตริย์เห็นไม่ชัด จนสมัยพระบรมไตรโลกนาถจึงมีที่นั่งว่าราชการเป็นการถาวร ซึ่งเมืองอโยธยา และกรุงศรีอยุธยาที่สถาปนาขึ้นเป็นภาพต่อไป

001

ถ้าพิจารณาสภาพที่ตั้งและรูปลักษณ์ของกรุงศรีอยุธยาเมื่อเป็นปึกแผ่น และเจริญรุ่งเรืองแล้ว กรุงศรีอยุธยามีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมคางหมูดังภาพต่อไป

002

003

จากภาพข้างต้น กรุงศรีอยุธยามีสภาพคล้ายเป็นเกาะโดยมีแม่น้ำล้อมรอบทุกด้าน และแม่น้ำที่ไหลล้อมตัวเกาะเมือง ได้แก่ แม่น้ำลพบุรีอยู่ทางด้านทิศเหนือ แม่น้ำป่าสักอยู่ทางด้านทิศตะวันออก และแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ทางด้านทิศตะวันตกและทิศใต้ ต่อมาได้มีการขุดคลองเชื่อมแม่น้ำลพบุรีกับแม่น้ำป่าสัก เรียกชื่อว่า คูขื่อหน้า ซึ่งอยู่ทางด้านตะวันออกเหนือสุดของตัวเกาะเมือง แม่น้ำลพบุรีจึงไหลมาลงแม่น้ำป่าสักมากขึ้น เพราะระยะทางใกล้กว่า ส่งผลให้แม่น้ำลพบุรีสายเดิมที่ไหลไปลงแม่น้ำเจ้าพระยา ตื้นเขินและแคบลง ปัจจุบันเรียกชื่อว่า คลองเมือง อยู่ทางตอนเหนือสุดของตัวเกาะเมือง (สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน,  มปป.)

นอกจากการขุดคลองภายในตัวเกาะเมืองของกรุงศรีอยุธยา และสถานที่ใกล้เคียงแล้ว ยังมีการขุดคลองลัดในลำน้ำเจ้าพระยาหลายแห่ง เพื่อให้เรือเดินทางจากปากน้ำ ไปสู่กรุงศรีอยุธยาได้สะดวก และรวดเร็วยิ่งขึ้น คลองลัดสำคัญในแม่น้ำเจ้าพระยาที่ขุดขึ้น ในสมัยอยุธยา เรียงตามลำดับระยะเวลาในการขุด ได้แก่คลองลัดบางกอก ขุดขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระไชยราชาธิราช คลองลัดเกร็ดใหญ่ ขุดขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม คลองลัดเมืองนนท์ ขุดขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง คลองลัดเกร็ดน้อยขุดขึ้นเมื่อในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าท้ายสระ คลองลัดโพธิ์ ขุดขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าท้ายสระ รวมทั้งคลองลัดในแม่น้ำเจ้าพระยาแล้วยังขุดเชื่อมแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำสายอื่น เช่น คลองสำโรง และคลองพระพุทธเจ้าหลวงมหาไชยชลมารค (สารานุกรมไทยฉบับเยาวชน, มปป.)

อยุธยาจึงมีความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์เนื่องจากตั้งอยู่ดินแดนตอนในแต่ไม่ได้ห่างไกลจากทะเล มากนัก รวมทั้งเหมาะแก่การสร้างบ้านเรือน เพราะการสร้างบ้านก็จะสร้างไปตามริมน้ำเหล่านั้น และบ้านจะสร้างบนที่สูงของสองฝั่งน้ำตามลำน้ำ และน้ำคือสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต และการทำเกษตรกรรม

นอกจากแม่น้ำ ลำน้ำตามธรรมชาติ เช่น แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำลพบุรี และแม่น้ำเจ้าพระยาแล้ว การขุดคลองดังกล่าวเพื่อเป็นเส้นทางคมนาคมในการเชื่อมต่อระหว่างอาณาจักรตอนในกับทางออกสู่ทะเลเป็นการสร้างเส้นทางทางยุทธศาสตร์ในเวลาต่อมา

004

จากเหตุนี้ ทำให้กรุงศรีอยุธยามีสภาพเป็นเกาะที่เกิดจากแม่น้ำล้อมรอบ และรายรอบเกาะเป็นกำแพงเมืองที่สร้างด้วยหิน และภายในมีถนนตัดยาวและมีการขุดคลองเป็นจำนวนมากภายในตัวพระนคร เพื่อเป็นเส้นทางคมนาคมภายใน รวมทั้งเชื่อมทางออกแม่น้ำสู่ทะเล ทั้งนี้ เพื่อจะเข้าสู่บทการวิเคราะห์แนวคิดภูมิรัฐศาสตร์กับพฤติกรรมของอาณาจักรอยุธยา และเพื่อความเข้าใจและเห็นภาพชัดเจน ต่อไปจะนำแผนที่อาณาจักรอยุธยามาประกอบการวิเคราะห์ดังภาพต่อไป

จากภาพข้างต้นจะเห็นได้ว่า อาณาจักรอยุธยาเป็นอาณาจักรที่อยู่บนภาคพื้นทวีป และค่อนข้างเป็นศูนย์กลางของแผ่นดินใหญ่ภาคพื้นเอเชีย และเชื่อมต่อหรือเดินทางไปอาณาจักรใหญ่อื่น ๆ ได้ง่าย เช่น อาณาจักรล้านนา อาราจักรล้านช้าง อาณาจักรเขมรโบราณ และอาณาจักรหงสาวดี จากสภาพที่ตั้งอาณาจักรและรูปร่าง สัณฐานของกรุงศรีอยุธยา หรือมหานครกรุงศรีอยุธยา สามารถใช้แนวคิดภูมิรัฐศาสตร์วิเคราะห์ตามที่จะเสนอต่อไป

๓. ภูมิรัฐศาสตร์กับนโยบายของอาณาจักรอยุธยา

การจัดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐนั้น มีปัจจัยที่มีอิทธิพล คือ ภูมิศาสตร์ซึ่งเป็นตัวกำหนดให้รัฐแสดงพฤติกรรมหรือนโยบายนั้น ๆ ออกมา หรือเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการแสดงออกของรัฐ ซึ่งดูจากสภาพภูมิศาสตร์แล้วอาณาจักรอยุธยาเป็นอาณาจักรภาคพื้นทวีป และเป็นแผ่นเดียวกันไม่ได้แยกออกจากกัน หรือไม่มีลักษณะเป็นเกาะ ซึ่งมีผลต่อการกำหนดนโยบายในการควบคุมเส้นทางคมนาคมทางบก และทางน้ำ รวมทั้งง่ายต่อการควบคุมอำนาจทางการเมืองการปกครองภายในด้วย เนื่องจากอยุธยาอยู่ไม่ไกลจากทะเลมากนัก ดังที่กล่าวมาแล้วว่า ไกลจากทะเลประมาณ ๒๐ ไมล์ทะเลเท่านั้น

ทั้งนี้ นโยบายในที่นี้ คือ การกระทำ การดำเนินการ หรือพฤติกรรมที่รัฐแสดงออก หรือใช้กับอาณาจักรใกล้ชิด และอาณาจักรที่มีอิทธิพลต่อกัน เช่น การค้า การทูต เป็นต้น เช่น การค้ากับอาณาจักรจีน และอาณาจักรอื่น รวมทั้งการทำสงครามระหว่างกันของอาณาจักรอยุธยากับอาณาจักรใกล้เคียง

กลับมาที่หลักการวิเคราะห์ โดยแนวคิดภูมิศาสตร์นั้น กล่าวโดยสรุป คือ สภาพภูมิศาสตร์ทางกายภาพ ชีวภาพ และสภาพที่ตั้ง ดินฟ้า อากาศ เช่น แม่น้ำ ลำคลอง ภูมิประเทศ ป่าเขาต่าง ๆ รวมทั้งที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น เมืองหลวงที่เป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนนั้น เป็นปัจจัยกำหนดให้รัฐดำเนินการ กระทำการ หรือแสดงออก ทั้งที่ปรากฏให้เห็น และจะเกิดขึ้นในอนาคต

ดังที่กล่าวไว้แต่ต้น รัฐ คือ สังคมมนุษย์ที่มีการจัดองคาพยพ และการเกิดพฤติกรรมตามที่ผู้ปกครองกำหนด ดังนั้น สภาพภูมิศาสตร์ คือ ต้นทุนของรัฐที่มีตามสภาพที่ตั้งและทำเล ซึ่งยากต่อการเปลี่ยนแปลงหากเกิดโดยธรรมชาติ แต่ทั้งนี้ สภาพแวดล้อมบางประเภทสามารถเกิดขึ้นโดยการกระทำของมนุษย์ เช่น คลองขุด ในอาณาจักรอยุธยา และแนวคิดภูมิรัฐศาสตร์กับการนำไปใช้ของรัฐ สามารถสรุปเป็นแผนภาพได้ดังนี้

005

จากแนวคิดภูมิรัฐศาสตร์นี้ เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ในที่นี้จะนำเสนอเฉพาะบางนโยบายของอาณาจักรอยุธยา โดยเฉพาะนโยบายการค้า และการเมืองในบางเหตุการณ์ บางบริบทเท่านั้น

การเลือกที่ตั้งนครหลวงหรือกรุงศรีอยุธยานั้น เหมาะที่จะเป็นแหล่งเพาะปลูกเพราะโดยรอบเกาะเมือง รอบกำแพงเมืองของกรุงศรีอยุธยานั้น เป็นที่ลุ่มและเป็นพื้นที่ท้องนาเต็มไปด้วยนาข้าวและเทือกสวน ซึ่งเป็นเสบียงสำคัญต่อราษฎรและผู้ที่อยู่อาศัยภายในกรุงศรีอยุธยาและรอบนอก จึงทำให้อาณาจักรอยุธยามีสินค้าส่งออกสำคัญ คือ ข้าว ด้วยอยุธยามีสภาพพื้นที่ลุ่ม ดินดอนปากแม่น้ำ เหมะแก่การปลูกข้าว (กรมศิลปากร, ๒๕๔๘.)

006

จากภาพนี้ จะมองเห็นคลองขุดภายในตัวเมือง ที่เชื่อมต่อกันอย่างเป็นระบบ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อการคมนาคมและการนำน้ำเข้าไว้ใช้ในการอุปโภคบริโภค ซึ่งคลองหลายสายนี้ต่างเชื่อมต่อกับแม่น้ำที่ล้อมรอบกำแพงเมือง โดยสรุปคลองขุดนี้มีผลต่อการคมนาคม และเป็นเส้นทางในการลำเลียงเสบียง สินค้าเข้าสู่ตัวเมืองได้อย่างสะดวก มากไปกว่านี้ จากสภาพพื้นที่และความอุดมสมบูรณ์นั้นทำให้นิสัยชาวกรุงศรีอยุธยามีความรักสงบ รักการค้าขายและมีวัฒนธรรมประเพณี (กรมศิลปากร, ๒๕๔๘)

ส่วนการค้าของอาณาจักรอยุธยา เป็นการค้าของรัฐถือเป็นพฤติกรรมหรือนโยบายประเภทหนึ่งของรัฐ โดยอาศัยทรัพยากรที่มีอยู่ เช่น ข้าว ของป่า รวมทั้งอาศัยเทคโนโลยีในการสร้างการคมนาคม เพื่อการค้า หรือนโยบายการค้าของอาณาจักรอยุธยานี้ เกิดจากสภาพที่ตั้งที่เอื้อต่อการเป็นศูนย์กลางทางการค้า เนื่องจากมีแม่น้ำเชื่อมต่อยังนครอันเป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนสินค้า รวมทั้งมีการขุดคูคลองเพิ่ม เพื่อเสริมจุดได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ที่เหมาะแก่การเป็นเมืองท่า จะเห็นว่ามีหลักฐานว่า มีเรือมาจอดเทียบท่าบริเวณแม่น้ำลพบุรี แม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำป่าสัก รายลอบพระนครอยู่จำนวนมากเพื่อทำการค้า (วรางคณา นิพัทธ์สุขกิจ, ๒๕๕๐.  หน้า ๕-๖.) ซึ่งการค้าดังกล่าวนั้น รัฐเป็นผู้ดำเนินการ หรือเป็นการค้าโดยพระมหากษัตริย์นั่นเอง

ภูมิศาสตร์ของอยุธยาในการเป็นเมืองท่าแห่งการค้านี้ มีทำเลที่เหมาะเพราะมีเส้นทางคมนาคมทางน้ำจากอ่าวไทยเข้าสู่ตัวพระนครในระยะไม่ไกลมากนัก โดยประมาณ ๒๐ ไมล์ ทะเล (กรมศิลปากร, ๒๕๔๘.) ซึ่งจากสภาพที่ตั้งของอาณาจักรอยุธยาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น ทำให้ได้เปรียบในการเป็นเมืองท่าและควบคุมเส้นทางในภาคพื้นทวีป และหมู่เกาะตอนใต้ด้วย เพราะเป็นอาณาจักรภาคพื้นทวีปที่ใกล้กับทางออกทะเลและเป็นจุดเชื่อมระหว่างอ่าวเบงกอลกับทะเลจีนใต้(วรางคณา นิพัทธฺสุขกิจ, ๒๕๕๐.  หน้า ๙.) กล่าวโดยง่ายอยุธยาตั้งอยู่ระหว่างสองน่านน้ำระหว่างมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิค

ทั้งนี้ สินค้าส่วนใหญ่ที่อยุธยาทำการค้า เช่น ข้าว เกลือ และของป่า เช่น หนังกวาง ไม้ฝาง งาช้าง นอแรด เครื่องเทศ ซึ่งสินค้าเหล่านั้นได้มาจากดินแดนตอนในทางเหนือของอาณาจักร แต่กระนั้นอยุธยายังรับซื้อสินค้าเพื่อค้าขายอีกทอด กับรัฐหมู่เกาะทางตอนใต้ เช่น สินค้าประเภทเครื่องเทศ ส่วนสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ ผ้าแพร เครื่องเหล็ก ปืน กระสุนดินดำ เป็นต้น (จิตรสิงห์ ปิยะชาติ, ๒๕๕๔.)

ส่วนสินค้าที่ได้ภายในอาณาจักรที่เป็นของป่านั้น ได้มาจากระบบส่วย ที่ประชาชนหาได้มาจากธรรมชาติและผลิตเองมาจ่ายแทนการถูกเกณฑ์แรงงานจากรัฐ (ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์, ๒๕๕๑.)

อยุธยาประสบความสำเร็จจากการขยายอำนาจและอิทธิพลเข้าสู่ดินแดนตอนใน และนำไปสู่ความ มั่งคั่งที่สั่งสมมาจากการค้า อันเป็นผลสืบเนื่องจากภูมิรัฐศาสตร์ที่ตั้งภายในดินแดนที่มีประโยชน์ในการควบคุมหัวเมืองทางเหนือ รวมทั้งมีการค้าทางทะเลเนื่องจากมีแม่น้ำสายหลักหลายสายตามที่กล่าวมา ไหลล้อมรอบกรุงและไม่ห่างจากทะเลมากนัก ซึ่งสามารถนำเรือสินค้าเข้าและออกประชิดกำแพงเมืองได้ทำให้สะดวกต่อการจอดเทียบท่าในการค้า และนำสินค้าออกไปขาย ตลอดจนแม่น้ำเจ้าพระยาก็มิได้เป็นอุปสรรคต่อการเดินเรือที่มาทำการค้า เพราะสมัยนั้นขนาดของเรือสินค้าไม่ได้มีระวางน้ำหนักและขนาดใหญ่มาก (ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์, ๒๕๕๑.)

นับจากพุทธศตวรรษที่ ๑๘ อาณาจักรอยุธยาได้ขยายอำนาจออกไปเพื่อควบคุมหัวเมืองทางเหนือ เช่น พิษณุโลก สุโขทัย และล้านนา เป็นต้น ทั้งนี้การควบรวมนี้ไม่ได้เป็นการรบชนะเป็นหลัก แต่เป็นการควบรวมด้วยกลไกทางสังคมและวัฒนธรรม ดังจะเห็นจากการแต่งงานของชนชั้นนำจากราชวงศ์ทางเหนือ นักรบ และขุนนางทางเหนือเข้ามาตั้งรกรากในกรุงศรีอยุธยา เป็นต้น (คริส เบเคอร์ และผาสุก พงษ์ไพจิตร, ๒๕๕๗  หน้า ๓๕-๓๗.)

ด้วยภูมิศาสตร์ของอาณาจักรเป็นแผ่นดินผืนเดียวบนภาคพื้นทวีป ทำให้สินค้าที่มีแหล่งที่มาจาก ตอนใน เช่น เครื่องสังคโลกจากแคว้นสุโขทัย ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญ และเมืองสุโขทัย ศรีสัชนาลัยเป็นเมืองสำคัญที่ผลิตเครื่องสังคโลกเพื่อการค้าทั้งภายในอาณาจักร และการค้ากับรัฐจากแถบเปอร์เซีย รวมทั้งรัฐหมู่เกาะตอนล่างในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ กล่าวโดยง่าย เครื่องสังคโลกถือเป็นสินค้าอุตสาหกรรมโบราณ (จิตรสิงห์ ปิยะชาติ, ๒๕๕๔.)

นอกจากการค้าแบบตรงแล้ว อาณาจักรอยุธยายังต้องส่งเครื่องราชบรรณาการไปถวายจักรพรรดิจีนเป็นประจำและเรียกเครื่องบรรณาการนี้ว่า “จิ้มก้อง” ซึ่งสันนิษฐานว่า การส่งเครื่องราชบรรณาการดังกล่าวแฝงจุดประสงค์ทางการค้าไว้ด้วย คือ เมื่ออาณาจักรอยุธยาได้ส่งเครื่องราชบรรณาการไปถวายแล้วก็จะได้เครื่องราชบรรณาการกลับมาเป็นมูลค่าสองเท่า และจะมีขุนนางและพ่อค้าเดินทางไปพร้อมกับการนำเครื่องราชบรรณาการไปถวายด้วย จึงเกิดการแลกเปลี่ยนค้าขายกันขึ้นด้วย นอกจากวัตถุประสงค์ทางการเมืองในการยอมรับอำนาจจากจักรวรรดิจีน (https://th.wikibooks.org/wiki/ประวัติศาสตร์ไทย/ประวัติศาสตร์ไทยสมัยอยุธยา)

ดังที่กล่าวมา การค้าที่สำคัญของอยุธยา คือ จีน ซึ่งมีการค้าระหว่างกันมาก่อนก่อตั้งอาณาจักรอยุธยาแล้ว จนกระทั้งพุทธศตวรรษที่ ๑๙ จีนได้กลายเป็นตลาดใหญ่ที่ต้องการสินค้ามาก อันเนื่องมาจากการค้าที่ได้ราคาสูง รวมทั้งสิทธิพิเศษทางการค้าที่ได้รับหลังจากเข้าเฝ้าจักรพรรดิจีน เช่น การยกเว้นการเก็บภาษี เป็นต้น (ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์, ๒๕๕๑.)

มากไปกว่านี้ อาณาจักรอยุธยายังมีการค้ากับริวกิว และญี่ปุ่น โดยริวกิวนำสินค้าจากญี่ปุ่นมาขายยังอาณาจักรอยุธยา และนำสินค้าจากอาณาจักรอยุธยาไปขายยังญี่ปุ่นเช่นเดียวกัน แต่การค้าระหว่างอาราจักรอยุธยา ริวกิว และญี่ปุ่นเริ่มถดถอยลง เนื่องจากนโยบายการปิดประเทศของโชกุน ทำให้การค้าโดยตรงของอาณาจักรอยุธยากับญี่ปุ่นชะงัก แต่โชกุนอนุญาตเรือสินค้าสัญชาติจีน และดัทซ์ สามารถทำการค้าได้ ดังนั้นการค้าระหว่างอยุธยากับญี่ปุ่นจึงเป็นการค้าโดยอ้อม ด้วยการนำสินค้าจากอาณาจักรอยุธยาโดยจีนและดัทซ์ไปขายอีกทอดให้กับญี่ปุ่นแทน กล่าวโดยง่ายเป็นการค้าแบบมีตัวแทนหรือคนกลางแทนที่การค้าโดยตรง(ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์, ๒๕๕๑.)

สำหรับการค้ากับชาติตะวันตก อาณาจักรอยุธยาค้าขายและติดต่อกับโปรตุเกสเป็นประเทศแรกราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ และอาณาจักรอยุธยามีความสัมพันธ์กับชาติตะวันตกในด้านการค้าขายและการเผยแผ่ศาสนา โดยชาวตะวันตกได้นำเอาวิทยาการใหม่ ๆ เข้ามาด้วย เช่น โปรตุเกส ฮอลันดา ฝรั่งเศส ที่เข้ามาค้าขายจนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบราชการในอาณาจักรอยุธยา เช่น ที่ปรึกษาด้านการทหาร หรือขุนนางระดับสูง เช่น เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ หรือคอนสแตนติน ฟอลคอน เป็นต้น (ศุภรัตน์ เลิศพาณิชย์กุล, ๒๕๓๒.)

วกกลับมาที่การค้าของรัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอาณาจักรอยุธยาเกิดขึ้นก่อนการก่อตั้งอาณาจักร และรุ่งเรืองช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๐ จนกระทั่งค่อย ๆ เสื่อมลงในพุทธศตวรรษที่ ๒๔ และสำหรับกรุงศรีอยุธยานั้น มีความสำคัญเนื่องจากเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการขนส่งสินค้าจากทะเลฝั่งอันดามันมายังฝั่งอ่าวไทย อันเป็นประโยชน์ต่อการเชื่อมโยงทางการค้าระหว่างภูมิภาค ในฝั่งตะวันตกอยุธยาจึงพยายามขยายอำนาจทางการเมืองไปยังหัวเมืองมะริด และตะนาวศรี ในฐานะเมืองท่าที่อาณาจักรอยุธยาได้ประโยชน์ เพราะเมืองท่านี้มีความสำคัญต่อการค้ากับอินเดีย อาหรับ และเปอร์เซีย (ว่าที่ รต. วรพจน์ วิเศษศิริ และศิริพร ดาบเพชร, ๒๕๕๙.)

จากการการค้าที่รุ่งเรืองทั้งภายในอาณาจักร และระหว่างอาณาจักรก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองภายในอาณาจักร โดยการกำเนิดหน่วยจัดเก็บรายได้เข้ารัฐดังนี้ กรมท่าซ้าย กรมท่าขวา และพระคลังหลวงในเวลาต่อมา ซึ่งหน่วยงานเหล่านี้มีหน้าที่ในการจัดเก็บภาษีจากรายได้ให้กับรัฐ ซึ่งสร้างความมั่งคั่งแก่อาณาจักร

อย่างไรก็ดี ปัจจัยที่มีผลต่อการค้าของอาณาจักรอยุธยาที่มาจากสภาพภูมิศาสตร์แล้ว ผู้ปกครองจำเป็นต้องสร้างอำนาจทางการเมืองหรือกษัตริย์จำเป็นต้องควบคุมกำกับ โดยการออกเป็นกฎหมายรัฐเพื่อควบคุมการค้า หรือการผูกขาดทางการค้าโดยพระมหากษัตริย์และขุนนาง (ผาสุก พงษ์ไพรจิตร และคริส เบเคอร์, ๒๕๕๗.)

จากที่กล่าวมา เกิดการควบคุมโดยรัฐหรือผูกขาดทางการค้าโดยรัฐ ทั้งระบบการจัดเก็บส่วย ค่าธรรมเนียมและส่วนเกิน ซึ่งเป็นรายได้สำคัญของรัฐ โดยกลไกการควบคุมนั้น รัฐหรือเจ้าเมืองหรือขุนนางเป็นผู้จัดเก็บ โดยหน่วยงานที่เรียกว่า พระคลังสินค้า ที่มีกรมท่าซ้ายที่ดูแลการค้ากับอินเดีย อาหรับ และเปอร์เซีย และกรมท่าขวาที่ดูแลการค้ากับจีน รวมทั้งกรมท่ากลางดูแลการค้ากับชาติตะวันตก(http://www.satit.up.ac.th/BBC07/AroundTheWorld/hist/111.htm)

นอกจากนี้ อยุธยาดำรงสถานะเป็นเมืองท่านานาชาติ ดังจะเห็นที่กล่าวมาบ้างแล้ว เป็นทั้งจุดกำเนิดสินค้าที่ได้สินค้าจาการเก็บส่วยและหาของป่าจากดินแดนตอนใน การเป็นคลังสินค้าหรือที่พักสินค้าจากการนำสินค้ามาจากพ่อค้าต่างชาติมาขายต่อ การเป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยน อันเนื่องมาจากการเกิดตลาดรายรอบกำแพงเมือง ทั้งตลาดบกและตลาดน้ำอยู่จำนวนหลายแห่ง เช่น ตลาดปากคลองในไก่ ตลาดน้ำปากคลองคูจาม ตลาดน้ำวนบางกะจะ ตลาดปากคลองวัดเดิม (สุจิตต์ วงษ์เทศ, ๒๕๕๙.)

จากสภาพแวดล้อมที่เหมาะต่อการเป็นเมืองท่าค้าขาย ทำให้อาณาจักรอยุธยาใช้ประโยชน์จากสภาพที่ตั้งที่เหมาะต่อการเป็นเมืองท่าในขณะนั้น ด้วยการสร้างความมั่งคั่งของรัฐจากการค้า ซึ่งจะนำไปสู่ความมั่นคงของอาณาจักรได้จากความเจริญรุ่งเรือง และการยอมรับจากรัฐใหญ่ในภูมิภาคตามที่กล่าวมา และอย่างไรก็ดี กล่าวโดยสรุป อาณาจักรอยุธยาใช้ต้นทุนทางภูมิศาสตร์เพื่อสร้างนโยบายของรัฐ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้รัฐ

บทสรุป

อยุธยาเป็นรัฐโบราณที่เกิดขึ้นจากการรวมสองแคว้นใหญ่เข้าด้วยกัน และในระยะแรกที่ตั้งของกรุงศรีอยุธยานั้นอยู่บริเวณเดิมที่เคยเป็นเมืองเก่าอยู่ก่อนแล้วคือเมือง อโยธยา ต่อมามีการย้ายเมืองมาบริเวณที่ลุ่มคือหนองโสน ซึ่งสามารถขยายเมืองออกไปได้อีก และการตั้งกรุงศรีอยุธยานั้นได้ใช้ประโยชน์จากภูมิศาสตร์ในการสร้างความมั่งคั่งให้แก่ตน ด้วยการอาศัยลำน้ำตามธรรมชาติมาเป็นเส้นทางเชื่อมโยงการคมนาคม และใช้เป็นเส้นทางในการควบคุมการค้ากับอาณาจักรภายในและนครให้สามารถติดต่อกันได้ โดยเฉพาะการลำเลียงสินค้าจากตอนในเพื่อมาค้าขายยังเมืองหลวง ซึ่งเป็นเมืองท่าที่ไม่ห่างไกลจากทะเลมากนัก รวมทั้งได้มีการขุดคลองเพื่อเสริมศักยภาพทางภูมิศาสตร์ ซึ่งทำให้เกิดประโยชน์ต่อการค้าในเวลาต่อมา และสภาพภูมิศาสตร์ตามธรรมชาตินี้ทำให้มีอิทธิพลต่อนโยบายของรัฐ และกล่าวโดยสรุปอาณาจักรอยุธยาใช้ประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์กับนโยบายการค้า

บรรณานุกรม

กรมศิลปากร.  (๒๕๔๘).  รวมบันทึกประวัติศาสตร์อยุธยาของ ฟาน ฟลีต(วัน วลิต).  กรุงเทพฯ: กรมฯ

จิตรสิงห์ ปิยะชาติ.  (๒๕๕๔).  แผ่นดินประวัติศาสตร์อยุธยา เรื่องราวหลากมุมรอบด้านและสมบูรณ์ของแผ่นดินสยามสมัยอยุธยา.  กรุงเทพฯ: ยิปซี.

ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์.  (๒๕๕๑).  อยุธยา เมืองท่านานชาติ.  วารสารอยุธยาศึกษา สถาบันอยุธยาศึกษา. พระนครศรีอยุธยา

ผาสุก พงษ์ไพรจิตร์และคริส เบเคอร์.  (๒๕๕๗)  ประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย.  (พิมพ์ครั้งที่ ๒).  กรุงเทพฯ: มติชน

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน.  (๒๕๔๒).  กรุงเทพฯ: นานมีบุ๊คพับบิเคชั่น.

ฤทธิชัย แกมนาค.  (มปป.).  เอกสารประกอบการสอน รัฐศาสตร์เบื้องต้น.  คณะสังคมศาสตร์.  มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา เชียงราย.

วรางคณา นิพัทธ์สุขกิจ.  (๒๕๓๐).  หนังกวาง ไม้ฝาง ช้าง ของป่า การค้าอยุธยาสมัยพุทธศตวรรษที่ ๒๒-๒๓.  กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ.

ว่าที่ รต. วรพจน์ วิเศษศิริ และศิริพร ดาบเพชร.  (๒๐๑๖).  ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างอยุธยากับเมืองมะริดและตะนาวศรี พ.ศ. ๒๑๓๓-๒๓๑๐.  การประชุมบัณฑิตศึกษาแห่งชาติและนานาชาติ มหาวิทยาลัยยอร์คจาการ์ตา อินโดนีเซีย.

ศรีศักดิ์ วัลลิโภดม.  (๒๕๖๐).  การสร้างบ้านแปงเมือง.  กรุงเทพฯ: มติชน

ศุภรัตน์ เลิศพาณิชย์กุล.  (๒๕๓๒).  ความสัมพันธ์ของคนในสังคม : พื้นฐานทางทางสังคมและวัฒนธรรม การเมืองไทย.  นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.

สารานุกรมไทยฉบับเยาวชน ไม่ปรากฏสำนักพิมพ์และปีที่พิมพ์.

สุจิตต์ วงษ์เทศ.  (๒๕๕๙).  อยุธยาศูนย์กลางการค้านานาชาติมีตลาดน้ำ-บก ในเมือง-นอกเมือง, ย่านการผลิต.  มติชน ฉบับวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๕๙.

อนันชัย จินดาวัฒน์.  (๒๕๕๘).  ประวัติศาสตร์ยุโรป.  (พิมพ์ครั้งที่ ๓).  กรุงเทพฯ: ยิบซี.

เอกวิทย์ มณีธร.  (๒๕๕๖).  รัฐศาสตร์.  (พิมพ์ครั้งที่ ๔).  กรุงเทพฯ: ห้างหุ้นส่วน เอ็ม ที เพรส.

Cotterell, Arthur.  (๒๐๑๕).  A History Southeast Asia.  Marshall Cavendish Singapore.

Longman Dictionary of Contemporary English.  (2015).  Sixth editions, Longman U.S.A.

  1. H. Depuy. (1899). Encyclopædia Britannica A Dictionary of Art Science and Literature with many         Article Special Vol. X. Chicago U.S.A.

แหล่งข้อมูลออนไลน์

www.baanjomyut.com/library_2/extension-4/feng_shui_photography/01.html

www.http//wikipedia.org.wiki//อาณาจักรอยุธยา.

en.wikipedia.org/wiki/Geopolitics#cite_note-Gogwilt-๗.

www.britannica.com/topic/geopolitics.

home.npru.ac.th/phatthaya/subjects/aj32/25432001_Lesson%201%๒๐Geography%20and%20 Tourism.pdf.

kanchanapisek.or.th/kp6/sub/Ebook/Ebook.php.

www.jnu.ac.in/SIS/CIPOD/Courses_files/MPhil-%๒๐Geopolitics%20.pdf.

www.merriam-webster.com/dictionary/political%20science.

www.polisci.washington.edu/what-political-science.

www.satit.up.ac.th/BBC07/AroundTheWorld/hist/111.htm.

[1] รัฐโบราณ หมายถึง รัฐในยุคเก่าที่ไม่มีอาณาเขตแน่นอนตายตัว และมีลักษณะความสัมพันธ์เชิงอำนาจอย่างหลวมๆ

บทความนี้ ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการอยุธยาศึกษา
ปีที่ ๙ ฉบับที่ ๒ กรกฎาคม-ธันวาคม ๒๕๖๐

รับพิจารณาบทความเพื่อตีพิมพ์ในวารสารวิชาการอยุธยาศึกษา ศึกษารายละเอียดได้ใน http://jas.aru.ac.th/?page_id=2581

Leave a Comment

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติ HTML เหล่านี้ได้: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>