การกอบเพื่อสร้างประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่มีคุณค่าต่อชุนชนเจ้าแม่ไทรทองและชุมชนซอยต้นไทร ตำบลไผ่ลิง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

การกอบเพื่อสร้างประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่มีคุณค่าต่อชุนชนเจ้าแม่ไทรทองและชุมชนซอยต้นไทร ตำบลไผ่ลิง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

Information Compilation for Creating Valuable Local History of Chao Mae Sai Thong Community and Soi Ton Sai Community of Tambon Pai Ling, Phranakhon Si Ayutthaya Province

ชนินทร์ ผ่องสวัสดิ์/ Chanin Phongsawat

นักวิชาการอิสระ

บทคัดย่อ

          การศึกษาครั้งนี้มุ่งศึกษาและรวบรวม (กอบ) ข้อมูลที่กระจัดกระจายจากเอกสารสำคัญทางราชการท้องถิ่นและการสัมภาษณ์ผู้สูงอายุในพื้นที่ เพื่อผลึกข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลสำหรับการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และเป็นข้อมูลที่มีคุณค่าต่อชุมชนเจ้าแม่ไทรทองและชุมชนซอยต้นไทร ตำบลไผ่ลิง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบว่าชุมชนทั้งสองแห่งนี้เป็นชุมชนเก่าแก่มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เพราะมีซากโบราณสถานร่วมสมัยกับสมัยอยุธยาถึง ๗ แห่ง สันนิษฐานว่าพื้นที่ตรงนี้ขาดช่วงการสืบเนื่องไปหลังจากเหตุการณ์การเสียกรุงครั้งที่ ๒ จนกระทั่งพ.ศ. ๒๕๐๙ เริ่มมีการตั้งรกรากถิ่นของชุมชนสมัยใหม่ขึ้นในบริเวณนี้ แล้วพัฒนากลายเป็นชุมชนในระบอบการปกครองท้องถิ่นสมัยใหม่คือ “ชุมชนซอยต้นไทร” ต่อมาใน พ.ศ. ๒๕๕๔-๒๕๕๕ ได้แยกออกเป็นสองชุมชนมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากการศึกษาครั้งนี้จะเป็นการศึกษาท้องถิ่นของข้าพเจ้าเองแล้ว ทั้งหมดยังเป็นการสร้างสมบัติของชุมชนอีกด้วย

คำสำคัญ : ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ชุมชนเจ้าแม่ไทรทอง ชุมชนต้นไทร พระนครศรีอยุธยา

Abstract

          This article aims to study and compile the scattered information from local official documents and interviews from the elders in the communities as valuable local history studies for Chao Mae Sai Thong Community and Soi Ton Sai Community of Tambon Pai Ling, Phranakhon Si Ayutthaya Province.  It is found that these two communities could be traced back to the Ayutthaya period due to the remains of seven historical places from the Ayutthaya period located there. It is assumed that these areas were abandoned after the second fall of the Ayutthaya Kingdom.  In B.E. 2509, people started to settle down there again and developed it into a community named “Soi Ton Sai Community” in modern local regime. Then, in B.E. 2554-2555, the community has been split into two communities until now. It should be stated that this study has been conducted not only for the researcher’s own local community but also for valuable treasure of the communities.   

Keywords: local history, Chao Mae Sai Thong Community, Soi Ton Sai Community, Phranakhon Si Ayutthaya

บทนำ

          พื้นที่ใดย่อมมีประวัติศาสตร์ของพื้นที่นั้น หมายความว่า ไม่ว่าสถานที่ใดย่อมมีภูมิหลัง มีความเป็นมา และมีอดีตกาล ผู้ศึกษาพักอาศัยอยู่ในชุมชนแห่งนี้มาร่วมสิบกว่าปี[๒] (ถึงแม้จะไม่ได้อยู่ชุมชนแห่งนี้ตั้งแต่แรกเกิดก็ตาม) ได้มีโอกาสเห็นการเปลี่ยนแปลงของผู้คนในชุมชน และความเจริญของจุดศูนย์รวม (จังหวัด) ที่มีผลต่อชุมชนแห่งนี้ ความเจริญของวัตถุแห่งความทันสมัย ส่งผลให้ชุมชนแห่งนี้กลายเป็นชุมชนสมัยใหม่ ผู้ศึกษาเลือกศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชนแห่งนี้ เนื่องจากถูกมองว่าเป็นชุมชนสมัยใหม่ ไม่ใช่ชุมชนเก่าแก่ ไม่มีประวัติศาสตร์ที่น่าภาคภูมิใจของตนเอง เหมือนชุมชนอื่นในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่เป็นพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ส่วนกลางของชาติ[๓] จึงเป็นที่มาของการตั้งชื่อบทความวิชาการชิ้นนี้ว่า “การกอบเพื่อสร้างประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่มีคุณค่าต่อชุมชนเจ้าแม่ไทรทองและชุมชนซอยต้นไทรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา” สำหรับคำว่า “การกอบเพื่อสร้าง” มีหมายความว่า การศึกษาครั้งนี้เป็นการรวบรวมข้อมูลเพื่อสร้างข้อมูลความรู้เชิงประวัติศาสตร์ท้องถิ่น[๔]ที่มีคุณค่าต่อ ๒ ชุมชนแห่งนี้ และการศึกษาครั้งนี้เลือกศึกษาชุมชนสองแห่งคือ ชุมชนเจ้าแม่ไทรทอง และ ชุมชนซอยต้นไทร ซึ่งแต่เดิมเคยเป็นชุมชนเดียวกันมาในนาม “ชุมชนซอยต้นไทร” แล้วแยกออกมาเป็น ๒ ชุมชน เมื่อราวพ.ศ. ๒๕๕๔-๒๕๕๕ (คณะกรรมการชุมชนเจ้าแม่ไทรทอง, ๒๕๕๘, หน้า ๓)

 การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในลักษณะนี้จะทำให้เกิดความเข้าใจ และตระหนักถึงความเป็นมาของวิถีชีวิตประชาชนได้อย่างรอบด้านและลึกซึ้ง ความรู้เหล่านี้จะช่วยฟื้นฟูจิตสำนึกประวัติศาสตร์ในชุมชนขึ้นมาใหม่ (ยงยุทธ ชูแว่น, ๒๕๕๑, หน้า ๓๗๑) ฉะนั้นการศึกษาครั้งนี้จึงเป็นเสมือนการรื้อฟื้น และการสร้างประวัติศาสตร์ชุมชน-ท้องถิ่นจึงเป็นการคืนจินตนาการต่ออดีตให้กลับกลายมาเป็นความทรงจำร่วมกันของคนในชุมชน-ท้องถิ่น เพื่อที่จะร่วมกันก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมีพลัง (อรรถจักร สัตยานุรักษ์ ใน วศิน ปัญญาวุธ ตระกูล ไพรินทร์ กนกกิจเจริญพร และ สุพรรณี เกลื่อนกลาด (บรรณาธิการ) , ๒๕๕๔, หน้า ๔ ) มันจึงมีความจำเป็นและความสำคัญมากขึ้นในปัจจุบัน เพราะความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายที่เกิดขึ้นในชุมชน ทั้งส่วนที่เกิดจากพลังภายนอกและการปรับตัวของคนในชุมชนเอง ทวีความซับซ้อนมากขึ้น จนทำให้ชุมชนท้องถิ่นตกอยู่ในสภาวะที่ต้องการฐานความรู้เกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ลักษณะใหม่ ที่เอื้ออำนวยให้ชุมชน-ท้องถิ่นสามารถอธิบายความเป็นมาและความเปลี่ยนแปลงของชุมชนได้อย่างมีพลัง เพราะหากปราศจาก “ราก” ของชุมชน ชุมชนก็ย่อมสูญพลังในการปรับตัวไปในที่สุด และมีแนวโน้มที่จะทำให้กลายเป็น “ชุมคน” ที่ปราศจากสำนึกของความเป็น “ชุมชน” อันจะทำให้เกิดปัญหาตามมาอีกมากมาย (อรรถจักร สัตยานุรักษ์, ๒๕๕๘, หน้า ๒๙๓-๒๙๔) ผู้ศึกษาเห็นสมควรว่า การศึกษาครั้งนี้ต้องแบ่งการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของชุมชนเจ้าแม่ไทรทองและชุมชนต้นไทรออกเป็นดังนี้

ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ชุมชนเจ้าแม่ไทรทองและชุมชนซอยต้นไทร

  • ประวัติศาสตร์ชุมชนเจ้าแม่ไทรทองและชุมชนซอยต้นไทรสมัยกรุงศรีอยุธยา

บริเวณพื้นที่ตรงนี้ก่อนจะกลายเป็น ๒ ชุมชน สันนิษฐานว่า เคยเป็นชุมชนโบราณมาก่อน เนื่องจากมีหลักฐานคือ ซากวัดโบราณ ๗ แห่ง ได้แก่ วัดหมอโหร[๕] วัดทิดมา[๖] วัดไฟไหม้[๗] วัดมหาทลาย[๘] วัดโพธิ์เผือก[๙] วัดมะกล่ำ[๑๐] และ วัดที่ไม่ปรากฏชื่อ[๑๑] ปัจจุบันบางวัดได้สาบสูญไปตามกาลเวลา แต่ยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้คนในพื้นที่ หากหลงเหลือก็เป็นเพียงซากของกำแพงและวิหารเป็นส่วนใหญ่

การที่มีวัด (หรือ ศาสนสถาน) ปรากฏขึ้น แสดงให้เห็นถึงการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ในพื้นที่นี้ เนื่องจากวัดต้องได้รับการอุปถัมภ์จากพุทธศาสนิกชน เป็นผู้ทำอาหารถวายพระภิกษุ กุลบุตรต้องบวชเป็นสามเณรหรือพระภิกษุเพื่อเรียนหนังสือ (วัดจึงกลายเป็นแหล่งวิทยาการความรู้ของชุมชน) และบวชเพื่อสืบทอดอายุศาสนา (วัดจึงเป็นสถานที่รองรับความเชื่อของชุมชน) นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความศรัทธาในพุทธศาสนาของคนในพื้นที่นี้ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา แต่พื้นที่ตรงนี้ต้องกลายเป็นพื้นที่รกร้างหลังจากกรุงศรีอยุธยาเสียกรุงครั้งที่ ๒

สังเกตจากตำแหน่งของวัดในบริเวณนี้มีระยะที่ไม่ห่างกัน อาจเรียกได้ว่า วัดชนวัด หรือ วัดติดวัด ก็ได้ ยิ่งภายในสนามกีฬากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา[๑๒] มีวัดร้าง ๔ แห่ง คือ วัดมหาทลาย วัดโพธิ์เผือก วัดมะกล่ำ และวัดที่ไม่ปรากฏชื่อ แล้วยังมีซากศาสนสถานกระจัดกระจายอยู่ตามชุมชนใกล้เคียงอีกหลายแห่ง จึงเรียกได้ว่า อยุธยาเป็นเมืองแห่งความศรัทธาที่มีต่อพุทธศาสนาอย่างแท้จริง

หลักฐานที่บ่งบอกว่าพื้นที่ตรงนี้เคยเป็นที่ตั้งของชุมชนเก่าแก่ นอกจากซากศาสนสถาน ๗ แห่งแล้วยังมีคลองโพธิ์ ซึ่งเป็นคลองเก่าที่อยู่คู่พื้นที่ตรงนี้มานาน สามารถเป็นเส้นทางคมนาคมได้ และเป็นแหล่งน้ำสำหรับการอุปโภคและบริโภคได้ คุณยายปทุม ศรีคำฝาย วัย ๗๖ ปี (๒๕๕๙, ๒๙ กันยายน) ให้คำสัมภาษณ์เกี่ยวกับคลองโพธิ์ว่า “แต่ก่อนอาศัยอาบและดื่มน้ำจากคลองนี้ เพราะเมื่อก่อนน้ำสะอาดมาก แต่มาเดี๋ยวนี้น้ำในคลองสกปรกจนไม่สามารถใช้ได้ จึงต้องหันมาอาศัยน้ำประปาแทน” เมื่อถนนโรจนะตัดผ่านจึงทำให้บทบาทของคลองโพธิ์ลดลงและไม่มีความสำคัญต่อการคมนาคมอีก จากการสัมภาษณ์คุณยายปทุม ศรีคำฝายทำให้ผู้ศึกษาเริ่มสงสัยว่า ครอบครัวของคุณยายปทุม ศรีคำฝายและครอบครัวของคุณยายสำรวม ผิวแก้ว วัย ๗๘ ปี [๑๓] ซึ่งเป็นคนกลุ่มแรกที่เข้ามาอยู่ในพื้นที่ตรงนี้ อาจเป็นลูกหลานของบรรพชนที่ตั้งรกรากอยู่ในพื้นที่แห่งนี้มาก่อนก็ได้ แต่สำหรับคุณยายทั้งสองแล้ว ท่านไม่สามารถสืบไปถึงเรื่องราวของบรรพบุรุษได้ นอกจากเพียงรู้ว่า “อยู่ที่นี้มาตั้งแต่เกิดแล้ว”(ราว พ.ศ. ๒๔๘๒) เท่านั้น เราจึงไม่มีหลักฐานที่ยืนยันว่า ครอบครัวของคุณยายทั้งสองสืบเชื้อสายมาจากผู้คนในชุมชนนี้ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา แต่การสัมภาษณ์ของคุณยายปทุม ศรีคำฝายช่วยให้เห็นภาพวิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่ตรงนี้ในสมัยกรุงศรีอยุธยาที่ใช้น้ำในคลองแห่งนี้สำหรับอุปโภคและบริโภค รวมทั้งการสัญจรทางน้ำได้เป็นอย่างดี และความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับวัดซึ่งสังเกตจากซากวัดร้างทั้ง ๗ แห่ง ผู้ศึกษาได้สอบถามถึงความเป็นมาของชื่อวัด ๗ แห่งในพื้นที่นี้ คุณยายทั้งสองให้คำตอบว่า “เขาเรียกกันมานานแล้ว” ซึ่งท่านก็ไม่ทราบถึงสาเหตุของการเรียกชื่อวัดเหล่านี้เช่นกัน จึงไม่สามารถยืนยันได้ว่า ชื่อวัดเหล่านี้เป็นชื่อเดิมหรือชื่อที่คนในพื้นที่ตรงนี้เพิ่งมาเรียกกัน

  • ประวัติศาสตร์ชุมชนเจ้าแม่ไทรทองและชุมชนซอยต้นไทรสมัยกรุงรัตนโกสินทร์จนถึงปัจจุบัน

หลังจากกรุงศรีอยุธยาล่มสลาย เกิดการเปลี่ยนสถานภาพความเป็นเมืองหลวงไปเป็นกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ตามลำดับ สันนิษฐานว่าเมื่อราวพ.ศ.๒๓๑๐ ภายในพื้นที่ที่เคยเป็นกรุงศรีอยุธยาได้กลายเป็นเมืองขึ้นมาอีกครั้งจากการรวมตัวของคนที่ยังรักในถิ่นฐานกับผู้คนที่อาศัยตามป่าแล้วย้ายเข้ามาตั้งรกรากทางการในสมัยกรุงธนบุรีจึงเรียกกรุงศรีอยุธยาว่า “เมืองกรุงเก่า” แล้วกำหนดเป็นเมืองชั้นจัตวา ต่อมาในพ.ศ. ๒๓๒๕ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชยังทรงกำหนดเมืองกรุงเก่าเป็นหัวเมืองชั้นจัตวาตามเดิม จนกระทั่งถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ ทรงโปรดให้จัดการปฏิรูปการปกครองทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ให้เป็นการจัดการปกครองแบบเทศาภิบาลขึ้น โดยรวมเมืองที่อยู่ใกล้เคียงกัน ๒-๓ เมืองเป็นมณฑล ต่อมาเมื่อพ.ศ.๒๔๓๘ โปรดตั้งมณฑลกรุงเก่าขึ้นโดยผนวก เมืองกรุงเก่า เข้ากับ อ่างทอง สระบุรี พระพุทธบาท ลพบุรี พรหมบุรี อินท์บุรี และสิงห์บุรี ต่อมาพระองค์ทรงโปรดเกล้าฯให้รวมเมืองอินทร์บุรีและเมืองพรหมบุรีเข้ากับเมืองสิงห์บุรี แล้วรวมเมืองพระพุทธบาทเข้ากับเมืองสระบุรี ถัดมาในพ.ศ.๒๔๖๙ มีการเปลี่ยนชื่อจากมณฑลกรุงเก่าเป็น “มณฑลอยุธยา” ภายหลังได้ยกเลิกการปกครองระบบมณฑลเทศาภิบาล เมื่อพ.ศ. ๒๔๗๕ มณฑลอยุธยาจึงเปลี่ยนมาเป็นจังหวัดพระนครศรีอยุธยาจนถึงปัจจุบัน (ม.ป.ผ.,๒๕๕๙, th.wikipedia.org/wiki/จังหวัดพระนครศรีอยุธยา)

หลังจากมณฑลอยุธยากลายเป็นจังหวัดพระนครศรีอยุธยาแล้ว พื้นที่ตรงนี้ก่อนที่จะเป็นชุมชนเจ้าแม่ไทรทองและชุมชนซอยต้นไทรน่าจะมีผู้คนเข้ามาตั้งรกรากในพื้นที่นี้แล้ว อิงตามคำสัมภาษณ์ของคุณตาจำปี ผิวแก้ว วัย ๗๘ ปี ที่ปรากฏในหนังสือเรื่อง “เจ้าแม่ไทรทอง รุกขเทวีผู้มีวิมานสถิตในต้นไทร”[๑๔] ว่า พื้นที่ตรงนี้เคยเป็นป่าและที่นาของชาวบ้านมาก่อนที่จะขายให้กับโครงการหมู่บ้านและกลายเป็นชุมชนสมัยใหม่อย่างที่เห็นกันในปัจจุบัน (ชนินทร์ ผ่องสวัสดิ์, ๒๕๕๕, หน้า ๓๖) แสดงให้เห็นว่า พื้นที่ตรงนี้เคยเป็นที่ดินมีเจ้าของ คือเป็นพื้นที่สำหรับการทำกสิกรรมของชาวบ้าน เป็นสมบัติของบรรพบุรุษหรือมรดกที่ตกทอดกันมา และยังมีพื้นที่บางส่วนเป็นที่รกร้างเพราะมีต้นไม้ขึ้นแน่นหนา ในช่วงนั้นพื้นที่ตรงนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนเตาอิฐ

ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๕ มีการปรับและสร้างถนนโรจนะเป็น ๕ ถึง ๘ เลน ทางเทศบาลตำบลอโยธยา (ต่อมาเป็นเทศบาลเมืองอโยธยา) ในขณะนั้นได้กำหนดถนนโรจนะเป็นเส้นแบ่งเขตพื้นที่ตรงนี้ให้กลายเป็น ชุมชนใหม่แยกออกจากชุมชนเตาอิฐ คือ “ชุมชนซอยต้นไทร” เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๓ เกิดการสร้างบ้านจัดสรรและทาวน์เฮ้าส์ขึ้น แล้วมีประชาชนย้ายเข้ามาอยู่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้จำนวนประชากรในชุมชนนี้เพิ่มมากขึ้น จากนั้นราว พ.ศ. ๒๕๔๔ ชาวบ้านในชุมชนซอยต้นไทรได้ลงมติร่วมกันว่าจะแยกชุมชนนี้ออกเป็น ๒ ชุมชน คือ ชุมชนซอยต้นไทร และ ชุมชนเจ้าแม่ไทรทอง (คณะกรรมการชุมชนซอยต้นไทร, ๒๕๕๘, หน้า ๓) จนกระทั่งถึงราวพ.ศ. ๒๕๕๔-๒๕๕๕ ชุมชนซอยต้นไทรได้แยกออกเป็นสองชุมชนตามคำร้องขอของคุณสุนันทา รัตนดิลก ณ ภูเก็ต (คณะกรรมการชุมชนเจ้าแม่ไทรทอง, ๒๕๕๘, หน้า ๓) แล้วตั้งชื่อชุมชนที่มีอาณาเขตติดถนนโรจนะทิศเหนือและคลองโพธิ์ฝั่งตะวันตกเป็น “ชุมชนเจ้าแม่ไทรทอง”[๑๕] ส่วนพื้นที่เหลือยังคงเป็น “ชุมชนซอยต้นไทร” โดยมีอาณาเขตติดกับชุมชนหลวงพ่อขาวและคลองโพธิ์ฝั่งตะวันตก (ประกาศเทศบาลเมืองอโยธยา เรื่อง การกำหนดเขตพื้นที่ของชุมชนในเขตเทศบาลเมืองอโยธยา, ๒๕๕๖, หน้า ๒)

ผู้ศึกษาได้สัมภาษณ์คุณบุนนาค กีรติจินดา วัย ๕๘ ปี เจ้าของหอพัก (dormitory) รายหนึ่งในชุมชนถึงการเกิดขึ้นของธุรกิจหอพักในชุมชนสองแห่งนี้ คุณบุนนาค (๒๕๕๙, ๓๐ กันยายน) ให้คำสัมภาษณ์ที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งว่า คุณบุนนาคและครอบครัวได้เข้ามาอาศัยในพื้นที่ตรงนี้เมื่อ พ.ศ.๒๕๓๓ แล้วหนึ่งปีถัดมาจึงสร้างหอพักขึ้น คือ “หอพักกีรติจินดา” เมื่อปี ๒๕๓๔ คุณบุนนาคบอกเล่าอีกว่า ตอนที่คุณบุนนาคกับครอบครัวย้ายเข้ามาพักอาศัยอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ได้มีผู้ทำธุรกิจหอพักอยู่ก่อน คือ “หอพักเบญจวรรณ” และ “หอพักของตาหง่า” จากนั้นก็มีคนเข้ามาจับจองที่ดินแล้วสร้างเป็นหอพัก อะพาร์ตเมนต์ (apartment) และคอนโดมิเนียม (condominium) ขึ้นอีกหลายแห่ง ซึ่งสิ่งนี้เป็นตัวบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงจากสมัยก่อนที่เป็นเพียงการตั้งรกรากถิ่นฐานแบบครอบครัวในรูปลักษณ์ของบ้านเรือน แล้วกลายมาเป็นการพักอาศัยในหอพัก อะพาร์ตเมนต์ และคอนโดมิเนียมแทน

สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า พื้นที่ธรรมชาติและแหล่งกสิกรรมถูกลุกลามจนกลายเป็นชุมชนคอนกรีตสมัยใหม่ มีประชาชนมาจับจองพื้นที่สร้างเป็นบ้านเรือน กลายเป็นวิถีชีวิตแบบหมู่บ้านสมัยใหม่ (เพิ่งถูกสร้าง) เพราะสังคมเมือง (urbanization) ออกสู่ชนบท (rural area) (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุฯ, ๒๕๔๒, หน้า ข) มากขึ้น เพราะคนที่เข้ามาตั้งรกรากใน ๒ ชุมชนนี้ เคยเป็นคนที่อาศัยในเกาะเมืองอยุธยามาก่อน เช่น ครอบครัวของผู้ศึกษา เป็นต้น เนื่องจากตัวเมือง (เกาะเมืองอยุธยา) มีพื้นที่จำกัดจึงส่งผลให้เกิดการหาพื้นที่ใหม่เพื่อครอบครัว รวมทั้งความเจริญของเศรษฐกิจ เนื่องจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยาส่งเสริมการลงทุนเขต ๒ จึงมีนิคมอุตสาหกรรมมาตั้งอยู่ในพื้นที่ของจังหวัด ซึ่งชุมชนทั้ง ๒ ตั้งอยู่บนเส้นทางผ่านไปยังแหล่งอุตสาหกรรม คือ นิคมอุตสาหกรรมบางหว้า (ไฮเทค)[๑๖] และ สวนนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ[๑๗]กับสวนนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ ๒ ฉะนั้นจึงทำให้เกิดการสร้างหอพัก อะพาร์ตเมนต์ และ คอนโดมิเนียม เพื่อรองรับกลุ่มคนที่ย้ายมาจากถิ่นอื่นเพื่อมาทำงานในแหล่งอุตสาหกรรมได้พักอาศัย

001 003 005

“เจ้าแม่ไทรทอง” และ “ซอยต้นไทร” ภูมินามที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับลัทธิบูชาธรรมชาติ

          ที่มาของชื่อ-นามของสองชุมชนนี้ อิงมาจากตำนานเจ้าแม่ไทรทอง ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนในพื้นที่นี้นับถือ เจ้าแม่ไทรทองมีประวัติความเป็นมาดังปรากฏในหนังสือเรื่อง “เจ้าแม่ไทรทอง รุกขเทวีผู้มีวิมานสถิตในต้นไทร” โดยมีความว่า

          “คุณตาจำปีจำได้ดีว่า เมื่อก่อนตรงบริเวณหน้าซอยต้นไทรมีต้นไทรใหญ่ขนาดประมาณสามคนโอบแผ่กิ่งก้านสาขาให้ความร่มเย็นแก่ผู้ที่สัญจรไปมา ต้นไทรใหญ่เติบโตขึ้นบริเวณริมคลอง สมัยก่อนเด็กๆก็จะพากันมาปีนต้นไทรเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน ชาวบ้านในบริเวณนั้นให้ความเคารพศรัทธาต่อต้นไทรนี้มาก เพราะมีคนพบเห็นว่า มีหญิงสาวรูปร่างผิวพรรณงดงามเส้นผมสลวยดกดำแต่งตัวด้วยชุดไทยโบราณมาปรากฏอยู่บริเวณต้นไทรนี้อยู่เป็นประจำ” (ชนินทร์ ผ่องสวัสดิ์, ๒๕๕๕, หน้า ๓๖-๓๗)

          ตามคำบอกเล่าของคุณตาจำปี ผิวแก้ว วัย ๗๘ ปี แสดงให้เห็นถึงคติความเชื่อเกี่ยวกับโอปาติกในคติพุทธศาสนา ที่เรียกว่า “รุกขเทวดา” แสดงให้เห็นถึงคติพุทธศาสนาที่ครอบงำความเชื่อของคนในพื้นที่ว่า ต้องเคารพต้นไทรที่มีขนาดใหญ่เพราะมีรุกขเทวดาสิงสถิต ชนินทร์ ผ่องสวัสดิ์ (๒๕๕๖, หน้า ๑๔-๑๖) เสนอว่า พุทธศาสนาเองถ่ายทอดความเชื่อเกี่ยวกับรุกขเทวดาดังมีปรากฏเป็นเรื่องราวอยู่ในคัมภีร์พุทธศาสนาหลายเรื่อง เช่น (๑) นางสุชาดาถวายข้าวมธุปายาสแด่พระพุทธเจ้า เพราะนางเข้าใจว่าพระพุทธเจ้าเป็นรุกขเทวดา (๒) เหล่าภิกษุทั้ง ๕๐๐ รูป ถูกรุกขเทวดารบกวน (๓) รุกขเทวดาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า เพราะภิกษุชาว
เมืองอาฬวีได้ตัดต้นไทรซึ่งเป็นที่สิงสถิตของตน และ (๔) รุกขเทวดาทำบุญอุทิศให้นางเปรตผู้เป็นอดีตภรรยาในชาติก่อน เป็นต้น การบูชารุกขเทวดาในสังคมไทยรวมทั้งการเคารพนับถือเจ้าแม่ไทรทองของชุมชนเจ้าแม่ไทรทองและชุมชนซอยต้นไทรก็เนื่องมาจากอิทธิพลทางความเชื่อทางพุทธศาสนา

          แต่ในปัจจุบันไม่หลงเหลือต้นไทรต้นใหญ่ขนาดเท่า ๓ คนโอบแล้ว กลับกลายเป็นศาลที่ประดิษฐานรูปเคารพปูนปั้นเจ้าแม่ไทรทองในรูปลักษณ์ผู้หญิงแต่งกายด้วยชุดถือศีลแทน เนื่องจากเกิดการสร้างถนนขึ้นเพื่อใช้เป็นเส้นทางคมนาคมระหว่างจังหวัดพระนครศรีอยุธยาไปยังกรุงเทพมหานคร ตำแหน่งของต้นไทรเป็นตำแหน่งที่ถนนต้องตัดผ่านพอดี จึงจำเป็นต้องตัดต้นไทรต้นนี้ออก ทางหน่วยราชการของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาในขณะนั้นได้จัดพิธีบวงสรวงและตั้งศาลไม้ถวายเจ้าแม่ไทรทอง อีกหลายปีต่อมามีโครงการพัฒนาถนนเป็นสองเลน จึงต้องทำพิธีบวงสรวงแล้วย้ายศาลเจ้าแม่ไทรทองขยับเข้าไปอีก ต่อมาราวพ.ศ. ๒๕๑๐ มีการปรับถนนให้เป็นขาเข้าและขาออก ถนนจึงมีความกว้างมาถึงตำแหน่งศาลของเจ้าแม่ไทรทองอีก จึงจำเป็นต้องบวงสรวงเพื่อตั้งศาลใหม่ โดยขณะนั้นคุณอารีและคุณปทุม กาญจนุปะกิจสละพื้นที่ส่วนหนึ่งในบ้านของตนสร้างศาลถวายเจ้าแม่ไทรทอง (ชนินทร์ ผ่องสวัสดิ์, ๒๕๕๕, หน้า ๓๗) ต่อมาครอบครัวของคุณอารีและคุณปทุมได้ขายบ้าน จึงทำให้ศาลของเจ้าแม่ไทรทองซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในพื้นที่ต้องขายไปด้วย ต่อมากลายเป็นร้านอาหารชื่อ “The Terrace” เจ้าของร้านอาหารจึงสร้างศาลหลังใหม่ถวายเจ้าแม่ไทรทอง โดยย้ายตำแหน่งขยับเข้ามาในเขตชุมชน และบริเวณศาลเป็นลานกิจกรรมอเนกประสงค์ของชุมชนเจ้าแม่ไทรทอง สำหรับการจัดการอบรมและงานประเพณีของชุมชนในเวลาต่อมา

          คุณยายสำรวม ผิวแก้ว วัย ๗๙ ปี และคุณยายปทุม ศรีคำฝาย วัย ๗๖ ปี (๒๕๕๙, ๒๙ กันยายน) ให้สัมภาษณ์ว่า ที่นี่บูชาเจ้าแม่ไทรทองกันมาก่อนที่ท่านทั้งสองจะเกิด ซึ่งอาจจะนับถือกันสืบมาเป็นร้อยกว่าปีแล้ว แต่ในตอนที่ท่านยังเด็กจำได้ว่า มีต้นไทรใหญ่มาก คุณยายสำรวม ผิวแก้ว ถึงกับใช้คำว่า “ราชา” เพื่อสื่อความหมายว่า ต้นไทรต้นนี้มีขนาดที่ใหญ่มากในสายตาของท่านตอนนั้น แสดงว่าตำนานเจ้าแม่ไทรทองอาจเป็นคติความเชื่อของคนในพื้นที่แห่งนี้มานานแล้ว ฉะนั้นตำนานเจ้าแม่ไทรทองจึงเป็นคติชนวิทยา[๑๘] (Folklore) ของผู้คนในพื้นที่นี้

          เจ้าแม่ไทรทอง เป็นพลังที่สำคัญที่สุดที่ก่อให้เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในชุมชนคือ ระบบความเชื่อและพิธีกรรมทางศาสนา อันเป็นศูนย์รวมทางจิตใจของคนทุกระดับในชุมชนสำหรับทางโลก (สุเทพ สุนทรเภสัช, ๒๕๔๐, หน้า ๗๐) นอกจากความเชื่อเรื่องการบูชารุกขเทวีของชุมชนเจ้าแม่ไทรทองและชุมชนต้นไทรแล้ว ยังสะท้อนถึงการนำตำนาน (Myth) และคติความเชื่อนี้มาตั้งเป็นชื่อ-นามของชุมชนด้วย ด้วยว่าแต่เดิมทั้งสองชุมชนแยกออกมาจากชุมชนเตาอิฐ พอตั้งบริเวณนี้เป็นชุมชน และด้วยบริเวณนี้เคยมีต้นไทรใหญ่มาก่อน (ดังที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว) จึงตั้งชื่อชุมชนแห่งนี้ว่า “ชุมชนซอยต้นไทร” ตามความโดดเด่นของสถานที่ ซึ่งตรงกับทรรศนะของศรีศักร วัลลิโภคม (๒๕๕๗, หน้า ๑๕) ว่า เหตุที่ต้องมีการตั้งชื่อสถานที่ก็เพราะเป็นสิ่งที่ผู้คนในชุมชนท้องถิ่นต้องรู้จักร่วมกันซึ่งจะสื่อสารกันได้ การทำให้สถานที่ซึ่งมีความหมายในการดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันมีชื่อนั้น ก็คือการสร้างความสัมพันธ์ของคนกับธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อมธรรมชาตินั่นเอง ต่อมาในพ.ศ.๒๕๕๔-๒๕๕๕ จึงแบ่งชุมชนซอยต้นไทรออกเป็นชุมชนเจ้าแม่ไทรทองกับชุมชนซอยต้นไทร เนื่องจากบริเวณชุมชนเจ้าแม่ไทรทองตั้งใกล้ศาลเจ้าแม่ไทรทอง ส่วนชุมชนซอยต้นไทรนั้นเคยเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนซอยต้นไทร จึงยังคงชื่อเดิมไว้สืบต่อมา เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้ระลึกถึงความเป็นชุมชนที่สัมพันธ์กับต้นไทรใหญ่

          ตำนานกับความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับเจ้าแม่ไทรทองกลายเป็นสิ่งสะท้อนทรรศนะคติการบูชารุกขเทวีของสองชุมชนแห่งนี้ ที่มีพื้นหลังมาจากคติทางพุทธศาสนา ทำให้เห็นถึงความเป็นภูมิวัฒนธรรม (Cultural Landscape) หมายถึงความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรม (ศรีศักร วัลลิโภดม, ๒๕๕๗, หน้า ๓๓) คือความสัมพันธ์ระหว่างต้นไทรใหญ่กับคติความเชื่อเชิงวัฒนธรรมในการสร้างพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ทางความเชื่อแล้วยกสถานะของต้นไทรให้กลายเป็นต้นไม้ (สิ่ง) ศักดิ์สิทธิ์ประจำชุมชน สิ่งที่วิเคราะห์มานี้ทำให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ สิ่งแวดล้อม และอำนาจเหนือธรรมชาติ (ศรีศักร วัลลิโภดม, ๒๕๕๗, หน้า 34) ทางชุมชนมีการจัดงานทำบุญเลี้ยงพระเพื่ออุทิศผลบุญถวายแด่เจ้าแม่ไทรทองเป็นประจำทุกปี โดยจัดขึ้นในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพื่อเป็นการทำบุญเนื่องในวันสงกรานต์ร่วมไปด้วย แสดงให้เห็นถึงความเชื่อ ตำนาน มีผลต่อการสร้างประเพณี ธรรมเนียม ปฏิบัติของชุมชนอีกด้วย เราจะเห็นว่าอิทธิพลของพุทธศาสนามีผลต่อ ๒ ชุมชนนี้เป็นอย่างมาก โดยเริ่มจากความเชื่อเรื่องรุกขเทวีที่มาจากคติทางพุทธศาสนา และนำพิธีกรรมทางพุทธศาสนามาประยุกต์เพื่อแสดงถึงการสักการะของมนุษย์ที่มีต่อพลังอำนาจเหนือธรรมชาติ แต่หากไม่มองความเชื่อของชุมชนด้วยแว่นสายตาแห่งความเชื่อบรรพกาล เปลี่ยนมาสวมแว่นสายตาแห่งความเป็นไปได้ สิ่งที่ชุมชนกระทำต่อต้นไทรใหญ่ (เจ้าแม่ไทรทอง) ก็คือลัทธิการบูชาธรรมชาตินั่นเอง เป็นการตอบทดแทนคุณของธรรมชาติในอีกรูปแบบหนึ่ง        

007 008

 

009

บทสรุป

          การศึกษาประวัติศาสตร์เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเพื่อให้มนุษย์ในสังคมหนึ่งๆ ดำเนินการเพื่อประโยชน์ของตนเองและสังคมได้ วิชาประวัติศาสตร์ จึงมีคุณค่าที่สอนให้รู้วิธีการที่จะเข้าใจสิ่งแวดล้อมทางสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ (นิธิ เอียวศรีวงศ์ และ อาคม พัฒิยะ ใน มาตยา อิงคนารถ และ วนิดา ตรงยากูร, ๒๕๕๑, หน้า ๔๔) โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ซึ่งเป็นเรื่องราวของตนเองกับท้องถิ่นหรือชุมชน ยิ่งทำให้เราเข้าใจสิ่งแวดล้อมทางสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งแวดล้อมในที่นี้มิใช่เพียงเรื่องของธรรมชาติเท่านั้น แต่เป็นเรื่องระหว่างบุคคลไปสู่จำนวนที่มากกว่าสองคนขึ้นไป หรือชุมชน และสังคม ประวัติศาสตร์จึงเป็นการศึกษาเรื่องของมนุษย์และสังคมผ่านกาลเวลานั่นเอง

จากการศึกษาภูมิหลังของชุมชนเจ้าแม่ไทรทองและชุมชนซอยต้นไทรจะสังเกตได้ว่า ก่อนพ.ศ.๒๕๐๙ เป็นการตั้งรกรากของคนในพื้นที่ในรูปแบบของบ้านเรือน ต่อมาในพ.ศ.๒๕๓๓ เกิดการย้ายเข้ามาปักหลักในพื้นที่นี้ของประชาชนมากขึ้น จึงเกิดการสร้างหมู่บ้านจัดสรรและทาวน์เฮ้าส์ขึ้นเพื่อรองรับการย้ายเข้ามาใหม่ของผู้คนจากนอกพื้นที่ ซึ่งมักเป็นคนที่ย้ายออกมาจากเกาะเมืองอยุธยาเป็นส่วนมาก จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๕๓๑ จึงเกิดการสร้างหอพัก อะพาร์ตเมนต์ และคอนโดมิเนียม ขึ้นเพื่อรับรองพนักงานโรงงานอุตสาหกรรมของต่างประเทศที่มาก่อตั้งที่บางหว้ากับโรจนะ เนื่องจากชุมชนทั้ง ๒ แห่งนี้อยู่ในตำแหน่งเส้นทางผ่านไปสู่โรงงานอุตสาหกรรมพอดี ชุมชนทั้ง ๒ นี้มีการพัฒนาขึ้นจากคนในถิ่นเดิมและกลุ่มคนที่ย้ายมาจากถิ่นอื่นเพื่อตั้งถิ่นฐานใหม่ที่มั่นคงให้ครอบครัว แล้วจบด้วยกลุ่มคนจากถิ่นอื่นที่เข้ามาพักอาศัยในชุมชนเพื่อทำงาน

          สุดท้ายนี้ การศึกษาครั้งนี้ทำให้ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตของมนุษย์ และทรรศนะของมนุษย์ที่ผูกพันกับความเชื่อและธรรมชาติที่สัมพันธ์กัน สะท้อนให้เห็นว่า ถึงมนุษย์จะทำลายธรรมชาติเพราะความทันสมัย แต่ก็ยังมีพื้นที่สำหรับความศรัทธาและการบูชาธรรมชาติผ่านความเชื่อในรูปลักษณ์การบูชารุกขเทวี คือ “เจ้าแม่ไทรทอง” การศึกษาครั้งนี้จึงเป็นการกอบเพื่อสร้างและรวบรวมข้อมูลภูมิหลังของชุมชนเจ้าแม่ไทรทองและชุมชนต้นไทรที่กระจัดกระจายนำมารวบรวมเข้าด้วยกัน เพื่อเป็นสมบัติของชุมชนอย่างแท้จริง และหวังให้บทความวิชาการชิ้นนี้เป็นเอกสารลายลักษณ์ชิ้นหนึ่งที่บันทึกประวัติศาสตร์ความทรงจำของผู้คนในพื้นที่แห่งนี้มิให้สูญหายสืบไปตามกาลเวลา

บรรณานุกรม

คณะกรรมการชุมชนเจ้าแม่ไทรทอง.  (๒๕๕๘).  แผนชุมชนประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๘ ชุมชนเจ้าแม่ไทรทอง หมู่ที่ ๖ ตำบลไผ่ลิง อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา. พระนครศรีอยุธยา: ม.ป.ส.

ชนินทร์ ผ่องสวัสดิ์.  (๒๕๕๕).  เจ้าแม่ไทรทอง รุกขเทวีผู้มีวิมานสถิตในต้นไทร.  ม.ป.ท.: ม.ป.ส.

_______.  (๒๕๕๖).  คติความเชื่อเกี่ยวกับการบูชารุกขเทวดาในสังคมไทยมีอิทธิพลมาจากศาสนาฮินดูหรือพุทธศาสนากันแน่?,  วารสารสถาบันวัฒนธรรมและศิลปะ สถาบันวัฒนธรรมและศิลปะ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ๑๕(๑),  ๑๔-๑๖

ทวีศิลป์ สืบวัฒนะ.  (๒๕๕๔).  แนวคิดและแนวทางการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น.  พิมพ์ครั้งที่ ๒.  กรุงเทพฯ: อินทนิล.

เทศบาลเมืองอโยธยา อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา.  (๒๕๕๑).  บัญชีรายชื่อผู้ที่อาศัยในชุมชนซอยต้นไทร หมู่ที่ ๖ ตำบลไผ่ลิง.  พระนครศรีอยุธยา: ม.ป.ส.

_______.  (๒๕๕๕).  ข้อมูลบ้านเลขที่ ชุมชนเจ้าแม่ไทรทอง หมู่ ๖ ตำบลไผ่ลิง จำนวน ๓๒๔ หลัง.  พระนครศรีอยุธยา: ม.ป.ส.

_______.  (๒๕๕๖).  ประกาศเทศบาลเมืองอโยธยา เรื่อง การกำหนดเขตพื้นที่ของชุมชนในเขตเทศบาลเมืองอโยธยา.  พระนครศรีอยุธยา: ม.ป.ส.

ธนภน วัฒนกุล.  (๒๕๕๐).  การเมืองเรื่องพื้นที่ พลวัตทางสังคมของชุมชน (กรณีศึกษา: ชุมชนป้อมมหากาฬ).  (พิมพ์ครั้งที่ ๓).  กรุงเทพฯ: มูลนิธิสถาบันวิชาการ ๑๔ ตุลา.

นคร พันธุ์ณรงค์.  (๒๕๒๒).  เอกสารประกอบการสอน ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น.  พิษณุโลก: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พิษณุโลก.

บุนนาค กีรติจินดา.  (๒๕๕๙, ๓๐ กันยายน)  ผู้ประกอบการธุรกิจหอพักกีรติจินดา.  ม.ป.ต. สัมภาษณ์

ปทุม ศรีคำฝาย.  (๒๕๕๙, ๒๙ กันยายน)  ผู้สูงอายุในชุมชน.  ม.ป.ต. สัมภาษณ์

แผนที่ชุมชนซอยต้นไทร ม.๖ ต.ไผ่ลิง.  (ม.ป.ป.).  [แผนที่].  พระนครศรีอยุธยา: เทศบาลเมืองอโยธยา

แผนที่ชุมชนเจ้าแม่ไทรทอง ม.๖ ต.ไผ่ลิง. (ม.ป.ป.). [แผนที่]. พระนครศรีอยุธยา: เทศบาลเมืองอโยธยา

พินัย อนันตพงษ์ และคณะ.  (๒๕๔๒). รายงานการวิจัย เรื่อง ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น:ความเป็นมาของอำเภอสำคัญในประวัติศาสตร์.  กรุงเทพฯ: คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุในคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ.

ม.ป.ผ.  (๒๕๕๙).  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา.  ค้นเมื่อ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๙, จาก th.wikipedia.org/wiki/จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ม.ป.ผ.  (๒๕๕๙).  นิคมอุตสาหกรรมบางหว้า.  ค้นเมื่อ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๙, จาก www.rojana.com/company_profile.html

ม.ป.ผ.  (๒๕๕๙).  สวนนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ.  ค้นเมื่อ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๙, จาก www.ieat.go.th/main/default/g189-นิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า%20ไฮเทค

มาตยา อิงคนารถ และ วนิดา ตรงยารถ.  (๒๕๕๑).  ประวัติศาสตร์นิพนธ์.  (พิมพ์ครั้งที่ ๘).  กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง.

ยงยุทธ ชูแว่น.  (๒๕๕๑).  ครึ่งศตวรรษแห่งการค้นคว้าและเส้นทางสู่อนาคต ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไทย ว่าด้วยความเป็นมา สถานภาพ แนวคิด วิธีการศึกษา และบทบาทในสังคมปัจจุบัน.  กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.).

ศิราพร ณ ถลาง.  (๒๕๕๗).  ทฤษฎีคติชนวิทยา วิธีวิทยาในการวิเคราะห์ตำนาน-นิทานพื้นบ้าน.  (พิมพ์ครั้งที่ ๓).  กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ศรีศักร วัลลิโภดม และ วลัยลักษณ์ ทรงศิริ.  (๒๕๕๗).  ปฏิบัติการประวัติศาสตร์ท้องถิ่น.  กรุงเทพฯ: มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์.

สำรวม ผิวแก้ว.  (๒๕๕๙, ๒๙ กันยายน)  ผู้สูงอายุในชุมชน.  ม.ป.ต.  สัมภาษณ์

สุเทพ สุนทรเภสัช.  (๒๕๔๐).  มานุษยวิทยากับประวัติศาสตร์.  พิมพ์ครั้งที่ ๒.  กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์เมืองโบราณ.

อรรถจักร สัตยานุรักษ์.  (๒๕๕๔).  ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น-ชุมชน. ใน วศิน ปัญญาวุธตระกูล ไพรินทร์ กนกกิจเจริญพร และ สุพรรณี เกลื่อนกลาด (บรรณาธิการ).  ประวัติศาสตร์ปริทรรศน์.  (หน้า ๓-๔). พิษณุโลก: ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร.

อรรถจักร สัตยานุรักษ์.  (๒๕๕๘).  ข้อเสนอในการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น: ประวัติศาสตร์ชุมชนท้องถิ่นภาคเหนือ. ใน ธนาพล ลิ่มอภิชาต และ สุวิมล รุ่งเจริญ (บรรณาธิการ).  เจ้าพ่อประวัติศาสตร์ จอมขมังเวทย์ รวมบทความเพื่อเป็นเกียรติในโอกาสครบรอบ ๖๐ ปี ฉลอง สุนทราวาณิชย์.  (หน้า ๒๙๓-๒๙๕).  กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์สยามปริทัศน์ จำกัด.

 

[๑] ขอขอบพระคุณรองศาสตราจารย์ ยงยุทธ ชูแว่น ผู้ให้ความรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นแก่ผู้ศึกษาในระดับปริญญาตรีที่คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และขอขอบคุณ คุณพัฑร์ แตงพันธ์ นักวิชาการประจำสถาบันอยุธยาศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยาที่เมตตาแนะนำวิธีการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และเสนอข้อมูลเกี่ยวกับอยุธยาศึกษาที่น่าสนใจแก่ผู้ศึกษา ทั้งยังขอขอบคุณ คุณบุญธรรม ชูศรี ประธานชุมชนเจ้าแม่ไทรทอง และ คุณพรรณี น้อยอ่างประธานชุมชนซอยต้นไทรที่เมตตาเอื้อเฝือเอกสารราชการสำหรับเป็นแหล่งข้อมูลที่มีประโยชน์สำหรับการศึกษาในครั้งนี้ รวมทั้งขอขอบคุณผู้ที่เกี่ยวข้องทุกท่าน ณ โอกาสนี้ด้วย

[๒] ผู้ศึกษาและครอบครัวย้ายเข้ามาอยู่ในชุมชนแห่งนี้ตั้งแต่วันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๔๗ (เทศบาลเมืองอโยธยา อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา, ๒๕๕๑, หน้า ๔๙๘)

[๓] “ชุมชน” หมายถึง พื้นที่… ที่มีร่องรอยการเปลี่ยนแปลงของอดีตและเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ชุมชน โบราณสถาน และผู้คนที่มีการสืบทอดและเปลี่ยนแปลงไปตามเงื่อนไขบริบทของสังคม ทั้งเป็นพื้นที่ที่ชาวชุมชนใช้ประกอบกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ประเพณี วัฒนธรรม เป็นแหล่งเรียนรู้ทั้งของสังคมภายนอกและสมาชิกภายในชุมชนได้ใช้เป็นเวทีเพื่อแสดงออกในการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาสังคมชุมชนในการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตย และตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ (ธนภน วัฒนกุล, ๒๕๕๐, หน้า ๕๑)

[๔] นคร พันธุ์ณรงค์ (๒๕๒๒, หน้า ๒) เสนอการศึกษาประวัติศาสตร์เช่นนี้ว่า เป็นการศึกษา ประวัติศาสตร์ของภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่ง หรือของท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่งโดยเฉพาะ อาจจะเป็นเรื่องราวตั้งแต่สมัยโบราณหรือเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ทั้งทางด้านการปกครอง การเมือง เศรษฐกิจ สังคม ศาสนา ฯลฯ เป็นเรื่องที่อยู่ใกล้ตัวผู้ศึกษา ซึ่งผู้ศึกษาเห็นด้วยกับทรรศนะของนคร พันธุ์ณรงค์ เพราะเมื่อมองชุมชนผ่านประวัติศาสตร์ก็จะเห็นเรื่องของการปกครอง การเมือง เศรษฐกิจ สังคม และศาสนาจริง หรือเป็นเรื่องของการศึกษาประวัติศาสตร์ในพื้นที่ทางกายภาพขนาดเล็กๆ เช่น หมู่บ้าน เมืองเล็กๆ แคว้น มณฑล หรือเป็นท้องถิ่นในการจัดรูปแบบใหม่ของการปกครอง เช่น อำเภอหรือจังหวัดก็อาจนับได้ (วลัยลักษณ์ ทรงศิริ, ๒๕๕๗, หน้า ๕๐) แล้วยังเป็นเรื่องราวในอดีตของความสัมพันธ์ของผู้คนกับธรรมชาติ ผู้คนกับสิ่งเหนือธรรมชาติกับผู้คนที่อาศัยอยู่ร่วมกัน (ทวีศิลป์ สืบวัฒนะ, ๒๕๕๔, หน้า ๒๘) ตรงกับตำนานและคติความเชื่อเกี่ยวกับเจ้าแม่ไทรทอง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำชุมชนเจ้าแม่ไทรทองกับชุมชนต้นไทร

[๕] ปัจจุบันไม่มีวัดหลงเหลือแล้ว ปัจจุบันกลายเป็นหอพักกีรติจินดา ๔ และได้ตั้งเป็นศาลไว้ภายในบริเวณของหอพัก เพื่อให้เป็นที่สักการะของผู้คนในบริเวณนี้

[๖] ปัจจุบันไม่มีวัดหลงเหลือแล้ว กลายเป็นหมู่บ้านจัดสรรหรือทาวน์เฮ้าส์ไป ไม่สามารถบ่งบอกตำแหน่งของวัดนี้ได้ แต่จากความทรงจำของคุณยายปทุม ศรีคำฝาย วัย ๗๖ ปี (๒๕๕๙, ๒๙ กันยายน) ได้เล่าให้ผู้ศึกษาฟังว่า วัดทิดมาเป็นซากเจดีย์ที่มีต้นโพธิ์ขึ้นปรกอยู่

[๗] ตั้งอยู่บริเวณหน้าบ้านเลขที่ ๙๐/๗ เหลือซากก่ออิฐของฐานกำแพง

[๘] ตั้งอยู่ภายในบริเวณสนามกีฬากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา คือด้านข้างหอประชุมสนามกีฬากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

[๙] ตั้งอยู่ภายในบริเวณสนามกีฬากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา คือด้านหลังอนุสาวรีย์นายขนมต้ม

[๑๐] ตั้งอยู่ภายในบริเวณสนามกีฬากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา คือด้านข้างสระว่ายน้ำ

[๑๑] ตั้งอยู่ภายในบริเวณสนามกีฬากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา คือด้านหลังสนามยิงปืน และที่ไม่มีชื่อเพราะไม่ได้รับการบูรณะจากกรมศิลปากร

[๑๒] ตั้งอยู่ในพื้นที่ของชุมชนเจ้าแม่ไทรทอง

[๑๓] ผู้สูงอายุในชุมชนที่ให้คำสัมภาษณ์อีกท่านหนึ่ง

[๑๔] หนังสือที่ผู้ศึกษาจัดทำขึ้นเพื่อแจกเนื่องในงานทำบุญเจ้าแม่ไทรทองประจำปีพ.ศ.๒๕๕๕

[๑๕] เพราะผู้คนในพื้นที่ตรงนี้เคารพนับถือเจ้าแม่ไทรทองเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาแต่ดั้งเดิม พอพัฒนาพื้นที่ตรงนี้เป็นชุมชน จึงสถาปนาเจ้าแม่ไทรทองเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำชุมชนไปด้วย การตั้งชื่อชุมชนว่า “ชุมชนเจ้าแม่ไทรทอง” ก็เนื่องมาจากบริเวณของชุมชนเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าแม่ไทรทอง (ผู้ศึกษา) แล้วมีการจัดงานบุญถวายสังฆทานพระสงฆ์เป็นกิจกรรมประจำปีของชุมชน (คณะกรรมการชุมชนเจ้าแม่ไทรทอง, ๒๕๕๘,หน้า ๓) เพื่ออุทิศบุญให้แด่เจ้าแม่ไทรทอง

[๑๖] ก่อตั้งเมื่อพ.ศ.๒๕๓๒ (ม.ป.ผ., ๒๕๕๙, http://www.ieat.go.th/main/default/g189-นิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า%20ไฮเทค)

[๑๗]ในเว็ปไซค์ของสวนนิคมอุตสาหกรรมโรจนะระบุว่า ก่อตั้งเมื่อ ค.ศ. ๑๙๘๘ หรือตรงกับพ.ศ.๒๕๓๑ (ม.ป.ผ., ๒๕๕๙, http://www.rojana.com/company_profile.html)

[๑๘] หมายถึง ศาสตร์วิถีชีวิตของชาวบ้าน ตั้งแต่นิทานที่ชาวบ้านเล่ากัน เพลงที่ชาวบ้านร้องเล่น การแสดงของชาวบ้าน ความเชื่อประเพณีของชาวบ้าน ฯลฯ (ศิราพร ณ ถลาง, ๒๕๕๗, หน้า ๒)

 

บทความนี้ ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการอยุธยาศึกษา
ปีที่ ๙ ฉบับที่ ๒ กรกฎาคม-ธันวาคม ๒๕๖๐

รับพิจารณาบทความเพื่อตีพิมพ์ในวารสารวิชาการอยุธยาศึกษา ศึกษารายละเอียดได้ใน http://jas.aru.ac.th/?page_id=2581

Leave a Comment

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติ HTML เหล่านี้ได้: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>