บทความปริทัศน์ : “โยเดียกับราชวงศ์พม่า: เรื่องจริงที่ไม่มีใครรู้” โดย มิคกี้ ฮาร์ท”

บทความปริทัศน์ : “โยเดียกับราชวงศ์พม่า: เรื่องจริงที่ไม่มีใครรู้” โดย มิคกี้ ฮาร์ท”

กำพล จำปาพันธ์ / Kampol Champapan

นักศึกษาปริญญาเอก สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

ฮาร์ท, มิคกี้. (๒๕๕๕). โยเดียกับราชวงศ์พม่า: เรื่องจริงที่ไม่มีใครรู้. กรุงเทพฯ : สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ.

“ข้าพเจ้าคิดว่า ถึงเวลาแล้วที่เรา (หมายถึงคนที่อาศัยอยู่ภูมิภาคอุษาคเนย์นี้) ต้องลุกขึ้นมาพิจารณาศึกษาประวัติศาสตร์ใหม่ว่า สงครามในประวัติศาสตร์คืออะไร ทำไปเพื่ออะไร และคนโบราณเขาเกลียดชังกันจริงๆ หรือไม่ หรือรบไปเพื่อแสดงแสนยานุภาพเท่านั้น หากเขาไม่ได้เกลียดชังกัน แล้วทำไมเราซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่จะต้องเกลียดชังกัน ให้อดีตผ่านไป นำชัยชนะเป็นเครื่องเตือนใจมิให้ฮึกเหิม ส่วนการพ่ายแพ้หรือสูญเสียก็เป็นบทเรียนเตือนใจ มิให้ผิดพลาดซ้ำ จะไม่ดีกว่าหรือ” (ฮาร์ท, ๒๕๕๕: ๙)

 “โยเดียกับราชวงศ์พม่า: เรื่องจริงที่ไม่มีใครรู้” เป็นหนังสือดีที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักเท่าไรนัก เขียนโดย มิคกี้ ฮาร์ท (Myint Hsan Heart) ศิลปินและนักเขียนชาวพม่า จบการศึกษาทางด้านสถาปัตยกรรมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยร่างกุ้ง ยึดอาชีพทำงานเป็นศิลปินเขียนภาพสไตล์อิมเพรสชั่นนิสม์และเรียลลิสม์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ได้เดินทางออกนอกประเทศพม่า มาใช้ชีวิตอยู่ที่ไทยและสิงคโปร์ ฮาร์ทยังใช้เวลาว่างศึกษาด้านศิลาจารึก ประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ศิลปะ และอารยธรรมของชนชาติต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 แรงบันดาลใจในการค้นคว้าและเขียนหนังสือเล่มนี้ออกมาเป็นภาษาไทย ฮาร์ทเล่าไว้ในคำนำผู้เขียนว่า เพราะครั้งหนึ่งเคยเห็นนักท่องเที่ยวไทยไปเที่ยวประเทศพม่า ด้วยว่าจะไปไหว้พระทำบุญให้เกิดสิริมงคลแก่ตัวเองและครอบครัว แต่พอลงจากเครื่องบินเหยียบแผ่นดินพม่าเป็นครั้งแรก นักท่องเที่ยวไทยก็มักจะกระทืบเท้าแผ่นดินสามครั้ง ฮาร์ทสอบถามด้วยความสงสัยว่า ทำไมจึงทำเช่นนั้น เขาตอบว่า “มันเคยมาเผาบ้านเผาเมืองกู กูจะแช่งให้มันจมดินไปเลย”

เมื่อไปเที่ยวพระราชวังพระเจ้าบุเรงนองที่หงสาวดี กลุ่มคณะทัวร์ไทยก็มักเกิดอาการของขึ้น พุ่งเข้าไปทำลายต้นไม้ประดับและสวนดอกไม้ที่อยู่รอบๆ พระราชวัง ใช้เท้ากระทืบตำหนักไม่หยุดเลย เจ้าหน้าที่ดูแลพระราชวังออกมาขอร้อง ก็ไม่หยุด สุดท้ายเจ้าหน้าที่สั่งเด็ดขาดให้มัคคุเทศก์ของบริษัททัวร์ นำคณะออกไปจากพระราชวังทันที มิฉะนั้นจะดำเนินการตามกฎหมาย แน่นอนพฤติกรรมเปิ่นๆ แปลกๆ ของนักท่องเที่ยวไทย อันเป็นผลมาจากการรับรู้และมีความทรงจำที่ผิดๆ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย-พม่า ยังมีอีกมาก

อีกกรณีที่สะเทือนใจผู้เขียน ก็คือกรณีที่เคยพบหลายครอบครัวที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดนไทย-พม่า เล่าให้ฟังว่า พี่น้องท้องเดียวกันแท้ๆ แต่กลับต้องถือคนละสัญชาติ เพราะวันดีคืนดีผู้มีอำนาจก็มาตีเส้นแบ่งเขตและแยกสัญชาติ ปัจจุบันตระกูลของสองพี่น้องนี้กลายเป็นคนละชาติ อยู่กันคนละฟากไปแล้ว ไม่รู้จักกันยังไม่พอ ยังถือเป็นศัตรูกันโดยปริยาย เพราะเรื่องของทั้งสองชาติที่ไม่ค่อยจะลงรอยกัน

เนื้อหาหนังสือจึงอภิปรายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนทั้งสองชาติ ในมิติที่แตกต่างจากแบบเรียนประวัติศาสตร์ไทย ที่เน้นแต่เรื่องรบราฆ่าฟันกัน (สุเนตร ชุตินธรานนท์, ๒๕๔๒) ความสัมพันธ์ไทย-พม่าในแง่มุมทางประวัติศาสตร์ยังมีมิติเรื่องอื่นๆ ให้ศึกษาหรือพูดถึงได้ อาทิเช่น เรื่องการค้า การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและศาสนา ที่พิเศษแตกต่างจากเล่มอื่นๆ ที่วิพากษ์เรื่องความสัมพันธ์ไทย-ลาว ก็คือเล่มนี้พยายามให้ภาพสายสัมพันธ์ทางเครือญาติระหว่างคนไทยกับพม่า ทั้งในระดับระหว่างราชวงศ์ ชนชั้นนำ และประชาชนพลเมือง

“โยเดีย” หรือ “โยดะยา” เป็นคำที่ชาวพม่าเรียกชาวสยามมาตั้งแต่สมัยอยุธยา คำนี้กร่อนมาจากคำว่า “อโยธยา” ชื่อเมืองศูนย์กลางของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาที่พัฒนามาเป็นกรุงศรีอยุธยาในเวลาต่อมา “โยดะยา” พม่าใช้เรียกไทยในทางดูถูกเหยียดหยาม ว่าหมายถึง “ผู้แพ้” แต่น่าสังเกตว่าคำนี้เชลยชาวอยุธยาในพม่าก็ใช้เรียกตัวเอง เหตุที่ตรงกันพอเหมาะพอดีกับคำว่า “อโยธยา” ยังมีความเป็นไปได้ว่า “โยดะยา” จะมาจากภาษาพูดของคนในท้องถิ่นอโยธยาเอง (วิรัช นิยมธรรม, ๒๕๕๑: ๑๒๖-๑๓๐) เช่น ที่ปัจจุบันคำว่า “อยุธยา” ชาวบ้านในท้องถิ่นยังนิยมเรียกโดยตัดการออกเสียง “อะ” และ “ทะ” ออกไป เหลือเป็น “ยุดยา” คำว่า “พิษณุโลก” เรียกเป็น “พิดโลก” คำว่า “นครสวรรค์” เรียกว่า “คอนหวัน” คำว่า “สุโขทัย” เรียกเป็น “โขทัย” คำว่า “ราชบุรี” เรียกว่า “ราดรี” คำว่า “เพชรบุรี” เรียกว่า “เพดรี” อย่างนี้เป็นต้น

ส่วนชื่อ “โยเดีย” หรือ “โยดะยา” ที่พม่าใช้เรียกนั้นเบื้องต้นหมายถึงกลุ่มคนที่มาจากโยเดียหรืออโยธยา ไม่ได้หมายถึงเฉพาะคนไทย เพราะผู้คนที่ถูกกวาดต้อนไปยังหงสาวดีในช่วงหลังจากเสียกรุงครั้งที่ ๑ พ.ศ. ๒๑๑๒ นั้นรวมถึงคนมอญ ลาว เขมร ยวน จาม แขก มลายู ฯลฯ คนเหล่านี้เคยเข้ามาอยู่อโยธยา จนเป็นส่วนหนึ่งของอโยธยา มาตั้งแต่สมัยก่อนพุทธศตวรรษที่ ๒๒ ร่นขึ้นไป แต่เมื่อถูกกวาดต้อนไปอยู่เมืองพม่า คนเหล่านี้ก็หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน ความรับรู้และการกำหนดนิยามเรียกชุมชนชาวโยเดียในพม่า ว่าเป็น “คนไทยในพม่า” จึงไม่ใช่ความรับรู้และการกำหนดนิยามเรียกที่ถูกต้องเท่าไรนัก (ดูรายละเอียดใน ทันทุน, ๒๕๔๔: ๑๐๓-๑๒๘ ; หม่องทินอ่อง, ๒๕๔๔: ๑๒๙-๑๔๘)

กล่าวโดยสรุป ในทัศนะของฮาร์ท ปัญหาของการเขียนประวัติศาสตร์ของไทยกับพม่า ประการแรก สืบเนื่องมาจากความสับสนปนเปกันจนแยกไม่ออก ระหว่าง “ประวัติศาสตร์” (History) กับ “พงศาวดาร” (Chronicle) นำไปสู่การเขียนประวัติศาสตร์ภายใต้ระเบียบวิธีวิทยาแบบสมัยใหม่ แต่กลับมักนำไปสู่การเขียนเพื่อยกย่องวีรกษัตริย์ ตามอย่างประเพณีการแต่งพระราชพงศาวดาร ซึ่งมีมาก่อนหน้าที่จะเกิดวิชาประวัติศาสตร์ ประการที่สอง แนวคิดทางชาตินิยมของชนชั้นนำทั้งสองประเทศ ที่ส่งเสริมการคัดเลือกเอาประวัติศาสตร์บางฉบับมานำเสนอมากกว่าฉบับอื่นๆ ส่วนนี้ฮาร์ทอภิปรายเช่นเดียวกับนักประวัติศาสตร์ท่านอื่นๆ ที่วิพากษ์แนวคิดชาตินิยมในประวัติศาสตร์นิพนธ์ ซึ่งสะท้อนว่าฮาร์ทได้อ่านผลงานของนักวิชาการไทยและอุษาคเนย์ ที่นำเสนอและถกเถียงในประเด็นเหล่านี้มาเป็นอย่างดี

รัฐชาติที่เกิดใหม่ภายหลัง ทั้งในรัฐไทยและพม่า ต่างใช้ประวัติศาสตร์เป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรม เพื่อทำให้ศัตรูของชนชั้นนำคู่แข่งขันในยุคหลัง กลายเป็นศัตรูของประชาชนไปด้วย ยิ่งบทบาทของกองทัพยังมีมากในทั้งสองประเทศ ยิ่งมีผลทำให้ประวัติศาสตร์ทางด้านศึกสงคราม ถูกใช้และเน้นย้ำมากกว่ามิติทางด้านอื่นๆ พม่าภูมิใจในความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าบุเรงนอง และไม่ชอบสมเด็จพระนเรศวร กษัตริย์ไทยที่เคยรบชนะกองทัพพม่า เช่นเดียวกับไทยก็มีความภาคภูมิใจในสมเด็จพระนเรศวร วีรกษัตริย์ไทย ไม่ชอบพระเจ้าบุเรงนอง (วิรัช นิยมธรรม, ๒๕๕๑: ๑๘๑-๑๘๘)

กล่าวเฉพาะในไทย การสร้างพม่าให้เป็นศัตรูของชาติไทย ถูกตอบโต้อย่างมีนัยยะสำคัญ ผ่านนวนิยายเรื่อง “ผู้ชนะสิบทิศ” พระเอกของเรื่องคือพระเจ้าบุเรงนองในภาพลักษณ์ขุนพลผู้ทรงเสน่ห์ (สุเนตร ชุตินธรานนท์, ๒๕๔๘: ๑๔๕-๒๐๓) แต่ก็น่าสังเกตว่าภาพลักษณ์พระเจ้าบุเรงนองในแบบที่ยาขอบ (โชติ แพร่พันธุ์) รังสรรค์ขึ้นในโลกนวนิยายนั้น จะไม่มีผลมาสู่การปรับเปลี่ยนมุมมองทางประวัติศาสตร์เท่าไรนัก เพราะยังเห็นร่องรอยอิทธิพลของมุมองแบบที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เคยเสนอไว้ใน “พงศาวดารเรื่องไทยรบพม่า” (ดำรงราชานุภาพ, ๒๕๕๖) แม้ว่ายาขอบจะออกตัวอย่างอ่อนน้อมว่า นวนิยายของเขาอาศัยข้อความจากพงศาวดารไทยเพียง ๘ บรรทัด แต่เนื้อเรื่องหลายตอนมีความสอดคล้องกับพงศาวดารมอญที่มีฉบับแปลเผยแพร่มาก่อนหน้านั้น (นิธิ เอียวศรีวงศ์, ๒๕๓๑: ๑๐๖-๑๑๕)

ฮาร์ทพยายามค้นคว้าและสืบสาแหรกของวงศ์ตระกูลชั้นสูงของพม่า ว่ามีผู้ใดสืบเชื้อสายหรือมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องทางเครือญาติกับชาวสยามอโยธยา ตอบคำถามเกี่ยวกับตัวตนของคนสำคัญในอดีต อย่างเช่น เรื่องของพระสุพรรณกัลยา หรือที่ชาวพม่าเรียกว่า “พระสวน” เป็นต้น ในมุมของพม่า พระสวนถือเป็นบุคคลสำคัญที่ไม่เพียงมีตัวตนอยู่จริง หากแต่ยังทรงเป็นเจ้านายหญิงที่ให้กำเนิดบุคคลสำคัญในราชวงศ์พม่าในเวลาต่อมาอีกด้วย

การอยู่ในราชสำนักพม่าของพระสวนหรือพระสุพรรณกัลยา จากงานชิ้นนี้ให้ภาพว่าเป็นเพราะความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ทางเครือญาติ ผ่านการอภิเษกสมรส ไม่ใช่เรื่องการเสียสละเป็นองค์ประกันแทนสมเด็จพระนเรศวรแต่อย่างใด กล่าวคือการตัดสินพระทัยอยู่ในพม่าของพระองค์ เกี่ยวข้องกับเรื่องครอบครัวที่ทรงกลายเป็นส่วนหนึ่งของราชวงศ์พม่าไปแล้ว มิได้เกี่ยวกับความเสียสละเพื่อชาติบ้านเมือง ดังที่มีการตีความในรูปตำนาน แพร่หลายอยู่ในไทย

ความใกล้ชิดและเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าบุเรงนอง ที่มีต่อสมเด็จพระนเรศวร ในฐานะพระราชบิดาบุญธรรม แต่ในมุมของไทยการไปอยู่ราชสำนักพม่าของสมเด็จพระนเรศวรในวัยเยาว์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับ “ระบอบองค์ประกัน” คือเป็นองค์ประกันเพื่อผูกมัดให้กรุงศรีอยุธยาภายใต้สมเด็จพระมหาธรรมราชา มีความจงรักภักดีต่อหงสาวดี มุมมองส่วนไหนที่ไม่ตรงกัน ระหว่างหลักฐานของไทยกับพม่า ฮาร์ทใช้วิธีนำเสนอง่ายๆ อย่างเช่น การหยิบยกเอาข้อความในหลักฐานของทั้งสอง มานำเสนอควบคู่กัน เพื่อให้เห็นมุมมองโดยเปรียบเทียบ กรณีสงครามยุทธหัตถี ในมุมมองของไทย หลักฐานพระราชพงศาวดาร ระบุว่าสมเด็จพระมหาอุปราชาทรงสิ้นพระชนม์จากการถูกฟันพระศอ แต่หลักฐานพงศาวดารของพม่า กล่าวถึงการต้องพระแสงปืนสิ้นพระชนม์ เป็นต้น

เนื่องจากฮาร์ทมีความเชี่ยวชาญทางด้านศิลปะ เขาจึงให้ความสำคัญกับการตีความหลักฐานประวัติศาสตร์ศิลปะ มาใช้ในงานเขียนทางประวัติศาสตร์ของตน เรื่องของสุสานลินซินกอง เมืองอมรปุระ ที่ทางการพม่าและกรมศิลปากรได้ดำเนินการขุดค้นและปรับปรุงเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ด้วยมีความเชื่อว่าเป็นสถานที่บรรจุอัฐิของขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรมหรือพระเจ้าอุทุมพร ซึ่งถูกกวาดต้อนไปพม่า หลังเหตุการณ์เสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๓๑๐

ฮาร์ทมีความเชื่อว่า สุสานลินซินกองนั้นเป็นสถานที่บรรจุอัฐิของพระเจ้าอุทุมพร นอกจากผลงานเล่มนี้แล้ว เขายังเคยเสนอการอภิปรายถกเถียงเกี่ยวกับเรื่องนี้กับนักวิชาการในไทย อย่างไรก็ตาม เรื่องของสุสานลินซินกองนั้นก็ยังมีประเด็นที่ต้องศึกษาอีกมากว่า เป็นสุสานของผู้ใด ใช่พระเจ้าอุทุมพรหรือไม่ เพราะหลักฐานเท่าที่มีอยู่และแม้จะมีการดำเนินงานขุดค้นทางโบราณคดี แต่ ณ ขณะนี้ก็ยังไม่พบสิ่งใดที่ยืนยันได้แน่ชัดว่าที่นั่นคือสุสานของพระเจ้าอุทุมพร เรื่องนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนักประวัติศาสตร์ที่ไม่เชื่อเรื่องสุสานพระเจ้าอุทุมพรไปต่างๆ นานา เช่น พิจารณาว่าเป็นเพียงความพยายามที่จะส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่กำลังเฟื่องฟูในพม่า (ดูรายละเอียดใน ไม่ระบุนามผู้แต่ง, ๒๐๑๓)

อย่างไรก็ตาม แม้เรื่องสุสานลินซินกองจะยังคงเป็นเพียงความเชื่อของคนกลุ่มหนึ่ง แต่โดยรวมผลงานชิ้นนี้ก็ยังคงมีคุณค่าทางวิชาการ โดยเฉพาะในแง่ที่เป็นงานเขียนทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย-พม่า จากสายตาของนักวิชาการอิสระชาวพม่า ผู้พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทยมาเป็นเวลานาน จนเชื่อได้ว่าฮาร์ทเขียนงานชิ้นนี้ขึ้นด้วยความปรารถนาดี ที่อยากจะจรรโลงความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับพม่า แก้ไขข้อบกพร่องที่สืบเนื่องมาจากแบบเรียนประวัติศาสตร์ฉบับชาตินิยมของทั้งสองประเทศ

 

เอกสารอ้างอิง

ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จฯ กรมพระยา.  (๒๕๕๖).  พงศาวดารเรื่องไทยรบพม่า.  กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน.

ทันทุน.  (๒๕๔๔).  เชลยอยุธยาในราชสำนักพม่า.  ใน สุเนตร ชุตินธรานนท์.  (บก.).  (๒๕๔๔).  พม่าอ่านไทย : ว่าด้วยประวัติศาสตร์และศิลปะไทยในทัศนะพม่า.  กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน.

นิธิ เอียวศรีวงศ์.  (๒๕๓๑).  ประวัติศาสตร์ที่เหนือประวัติศาสตร์ในผู้ชนะสิบทิศของยาขอบ.  ศิลปวัฒนธรรม.  ๑(๑๐).

ไม่ระบุนามผู้แต่ง. (๒๐๑๓). อ่านเอาเรื่อง : จริงหรือเข้าใจผิด พบพระบรมอัฐิขุนหลวงหาวัดในแดนอิรวดี?.  ค้นเมื่อ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๕๙จาก www.sarakadee.com/2013/12/13/tomb-s-king/3/

วิรัช นิยมธรรม.  (๒๕๕๑).  คิดแบบพม่า : ว่าด้วยชาติและวีรบุรุษในตำราเรียน.  มหาสารคาม : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.

สุเนตร ชุตินธรานนท์.  (๒๕๔๒).  พม่ารบไทย : ว่าด้วยการสงครามระหว่างไทยกับพม่า.  กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน.

_______ .  (๒๕๔๘).  บุเรงนอง (กะยอดินนรธา): กษัตริย์พม่าในโลกทัศน์ไทย.  กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน.

หม่องทินอ่อง.  (๒๕๔๔).  เชลยไทยในมัณฑะเลย์ ใน สุเนตร ชุตินธรานนท์. (บก.). (๒๕๔๔). พม่าอ่านไทย : ว่าด้วยประวัติศาสตร์และศิลปะไทยในทัศนะพม่า. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน.

ฮาร์ท, มิคกี้.  (๒๕๕๕).  โยเดียกับราชวงศ์พม่า: เรื่องจริงที่ไม่มีใครรู้.  กรุงเทพฯ: สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ.

 

บทความนี้ ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการอยุธยาศึกษา
ปีที่ ๙ ฉบับที่ ๒ กรกฎาคม-ธันวาคม ๒๕๖๐

รับพิจารณาบทความเพื่อตีพิมพ์ในวารสารวิชาการอยุธยาศึกษา ศึกษารายละเอียดได้ใน http://jas.aru.ac.th/?page_id=2581

Leave a Comment

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติ HTML เหล่านี้ได้: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>