ทวิพุทธปัญหาแห่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศในประชุมพระราชปุจฉา

ทวิพุทธปัญหาแห่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศในประชุมพระราชปุจฉา

Two Questions on Buddhism from King Borommakot in the King’s Quest Omnipedia

ชนินทร์ ผ่องสวัสดิ์/ Chanin Phongsawat

นักวิชาการอิสระ

บทคัดย่อ

บทความชิ้นนี้ศึกษาและตรวจสอบวิสัชนาของพระภิกษุสมัยกรุงศรีอยุธยาที่ปรากฏในพระราชปุจฉาแห่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พบว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทรงตั้งพระราชปุจฉาต่อพระภิกษุด้วยกัน ๒ ประการ คือ (๑) เรื่องสังฆภัต เพราะทรงเป็นห่วงในเรื่องอปโลกนกรรมในหมู่สงฆ์ และ (๒) เรื่องการอุทิศบุญแก่เทวดาผู้เป็นญาติ พระราชปุจฉานี้ไม่ใช่คำถามเชิงธรรมะเมื่อเปรียบเทียบกับพระราชปุจฉาของพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาพระองค์อื่น แต่เมื่อพิจารณาจากวิสัชนาแล้วแสดงให้เห็นว่า เป็นพระราชปุจฉาที่ตอบลำบาก พระภิกษุต้องศึกษาคัมภีร์เพิ่มเติม แล้วต้องนำเรื่องราวในคัมภีร์มาสนับสนุนทรรศนะของตน เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ และวิสัชนาส่วนมากเป็นการตอบนอกประเด็น

คำสำคัญ: ประชุมพระราชปุจฉา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ

Abstract

This paper aims to study and inspect the answers (Visajjana) of the monks in the Ayutthaya period for the two questions asked by King Borommakot (Pra-raja-puccha): (1) the food of Buddhist monks in the case of sharing food among them (Apalokanakamma); and (2) the dedication of merits to the relatives who became the angels. Both were not the questions on Buddhism when compared to many questions asked by other kings of Ayutthaya. When considering their answers, however, it was difficult to answer these two questions. It was found that, for the reliability, the monks had to do more research on the scriptures and used the details concerned to support their views. Moreover, the answers were mostly irrelevant.

Keywords: The King’s Quest Omnipedia (Pra-hum-pra-raja-puccha), King Borommakot

บทนำ

          ทวิพุทธปัญหา หมายถึง พระราชปุจฉา ๒ ประการแห่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศที่ปรากฏในประชุมพระราชปุจฉา[๑] ถึงพุทธปัญหาแห่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศจะทรงตั้งเพียง ๒ ประการ แต่กลับเป็นพุทธปัญหาที่น่าสนใจมิน้อยไปกว่าพระราชปุจฉาแห่งสมเด็จพระนารายณ์มหาราชและสมเด็จพระเพทราชา การตั้งพระราชปุจฉานั้นเป็นธรรมเนียมของพระมหากษัตริย์ที่ทรงอุปถัมภ์พุทธศาสนาสืบมาแต่สมัยพุทธกาล ดังปรากฏในคัมภีร์พุทธศาสนาที่พระมหากษัตริย์ทูลถามพระพุทธเจ้าถึงข้อสงสัยและปัญหาธรรมต่างๆ อาทิ ในอรรถกถาสุบินชาดกระบุว่า พระเจ้าปเสนทิโกศลเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อทูลถามเรื่องพระสุบินร้ายทั้ง ๑๖  ของพระองค์ หรือ กรณีพระเจ้าพิมพิสารเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อทูลถามเรื่องเสียงที่ทรงได้ยินในยามวิกาล ดังที่ปรากฏในอรรถกถาเปตวัตถุ[๒] หรืออย่างพระมหากษัตริย์ทูลถามปัญหากับพระภิกษุ เช่น พระเจ้ามธุรราชทรงสนทนาธรรมกับพระมหากัจจายนะด้วยเรื่องวรรณะสี่ (พระสูตรและอรรถกถาแปล มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่มที่ ๒ ภาคที่ ๒, ๒๕๒๕, หน้า ๙๐-๙๑) เป็นต้น

ต่อมาในสมัยหลังพุทธกาลก็มีเหตุการณ์ที่พระมหากษัตริย์ทรงสนทนาปัญหากับภิกษุ อย่างพระเจ้า   มิลินท์กับพระนาคเสน ซึ่งต่อมารู้จักกันในรูปแบบของวรรณคดีพุทธศาสนาคือ “มิลินทปัญหา” หรืออย่างพระมหากษัตริย์แห่งชมพูทวีปหลังสมัยพุทธกาลอีกพระองค์ คือ พระเจ้าอโศกมหาราชทรงถามปัญหาธรรมกับพระโมคคลีบุตรติสสเถระเรื่องบาป[๓]  แสดงว่าพระมหากษัตริย์ที่ทรงมีโอกาสเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาจะมีโอกาสถามปัญหาในสิ่งที่พระองค์ทรงอยากทราบต่อพระภิกษุผู้เป็นเนื้อนาบุญ

จนกระทั่งประเทศไทยรับพุทธศาสนาเข้ามาตั้งแต่สมัยทวารวดีจนกระทั่งสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ หลักฐานที่ปรากฏว่าพระมหากษัตริย์ไทยโบราณทรงตั้งพระราชปุจฉาเรื่องพุทธศาสนากับพระภิกษุก็มีขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาดังปรากฏในประชุมพระราชปุจฉานี้ โดยหลักฐานมีปรากฏคือพระราชปุจฉาแห่งสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระราชปุจฉาแห่งสมเด็จพระเพทราชา และ พระราชปุจฉาแห่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ

การศึกษาครั้งนี้จึงเลือกศึกษาพระราชปุจฉาแห่งพระมหากษัตริย์สมัยกรุงศรีอยุธยา คือ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เพื่อวิเคราะห์การตั้งพระราชปุจฉาของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศและวิสัชนาของพระภิกษุในรัชสมัยของพระองค์ เพื่อตรวจความถูกต้องของการวิสัชนาว่าตรงกับข้อมูลในพระไตรปิฎกอันเป็นข้อมูลปฐมภูมิที่น่าเชื่อถือที่สุดในการศึกษาพุทธศาสนาหรือไม่ บทความนี้ถือได้ว่า เป็นการศึกษาเพื่อตรวจสอบความถูกต้องในเนื้อหาวิสัชนาในพระราชปุจฉาแห่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ   

ทวิพุทธปัญหาแห่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ

          พระราชปุจฉาแห่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศที่ทรงถามพระภิกษุมีดัวยกัน ๒ ประการดังนี้

  • พระราชปุจฉาว่าด้วยเรื่องสังฆภัต

ครั้งหนึ่ง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทรงวิตกถึงการถวายสังฆภัตในพระราชฐาน จึงทรงมีพระราชโองการตั้งพระราชปุจฉาเรื่องการถวายสังฆภัตที่ถูกต้องว่าควรกระทำอย่างไร พระองค์โปรดให้สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ถวายวิสัชนาเรื่องการถวายสังฆภัตแด่พระองค์ ซึ่งพระราชปุจฉามีความว่า

     “บพิตร(พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ)วิตกสงสัย จึงถามถึงว่า หากผู้เป็นทายกแต่งจังหัน[๔]ไว้ในบ้านก็ดี ในเรือนก็ดี แล้วถวายสังฆภัต มีสงฆ์มา ๑ รูปก็ดี ๒ รูปก็ดี ๓ รูปก็ดี มากกว่าก็ดี รับเอาจังหันนั้นฉัน เมื่อมีสงฆ์มาแต่รูปเดียวดังนั้น จะเอาสงฆ์รูปใดกระทำอปโลกนกรรม[๕]เล่า อนึ่งจังหันที่ทายกถวายแก่สงฆ์ฉันเหลือแล้วสงฆ์ให้จังหันนั้นแก่บุคคลผู้ใดกิน ผู้นั้นยังจะเป็นโทษบ้างแลเป็นประการใดฯ” (กรมศิลปากร, ๒๕๕๐, หน้า ๗๓)

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ จึงถวายพระพรว่า

“ทายกถวายจังหันเป็นสังฆภัตทั้งปวง อาตมาภาพบมิพบพานในพระวินัย ว่าให้กระทำอปโลกนกรรม อนึ่งครั้งเมื่อกระทำสังฆภัตในครั้งก่อน สมเด็จพระอริยกัสสปกับสมเด็จพระพิมลธรรมผู้เฒ่าซึ่งล่วงไปแล้วนั้น เถียงกันด้วยพระบาลีแลเนื้อความซึ่งให้กระทำอปโลกนกรรมนั้น แลสมเด็จพระพิมลธรรมบมิยอมลง จึงถามพระอุบาลีวัดเดิม ว่าไม่พบพระบาลี แลสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ จึงว่าท่านได้กระทำสืบๆ กันมาแล้ว ครั้นจะว่าบัดนี้แต่ผู้เดียวเห็นจะมิควรจึงให้ผู้เชิญสมเด็จพระพิมลธรรมลงมานั่งในโรงสวดมนต์พร้อมกันจึงจะปรึกษาฯ” (กรมศิลปากร, ๒๕๕๐, หน้า ๗๓-๗๔)

 จากนั้นพระภิกษุอันประกอบด้วย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ สมเด็จพระพิมลธรรม พระนิกรม พระธรรมเจดีย์ พระครูเฉวียง มหารัตนปาล ประชุมพร้อมกันในโรงสวดมนต์ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ จึงถามสมเด็จพระพิมลธรรมว่า

“ทายกถวายจังหันเป็นสังฆภัต แลสงฆ์ว่าบาลีอปโลกนกรรมนั้นพบบ้างแล” (กรมศิลปากร, ๒๕๕๐, หน้า ๗๔)

สมเด็จพระพิมลธรรมจึงตอบว่า

“ในวินัยที่ถวายจังหันเป็นสังฆภัตนั้น บ่มิพบเห็นแต่ปรัมปราจารย์กระทำสืบๆ กันมาดังนี้แล ฯ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ จึงว่าในวินัยบัญญัตินั้น ว่ามีทายกมาถวายจังหันเป็นสังฆภัต แลสงฆ์รับประเคนแล้วจึงยกไปชี้บอกแก่พระมหาเถระ จึงบังคับว่าให้สงฆ์แจกกันก็ควร พระวินัยว่าไว้ดังนี้ บุทคลหากเปรียบเทียบกระทำเอาแลปรึกษาเห็นด้วยกันดังนี้พร้อมกันแล้ว

อนึ่งโสด จังหันทายกถวายเป็นสังฆภัตนั้น จังหันนั้นก็เป็นของบุคคลิก ครั้นสงฆ์ฉันเหลือแล้ว สงฆ์ให้จังหันนั้นแก่ผู้ใดกิน ผู้กินนั้นหาโทษบ่มิได้ แลปรึกษาเห็นด้วยกันดังนี้พร้อมแล้ว ฯ” (กรมศิลปากร, ๒๕๕๐, หน้า ๗๔)

          เมื่อสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์เข้าใจพระบาลีแล้วจึงแต่งวิสัชนาถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ

  • พระราชปุจฉาว่าด้วยเรื่องอุทิศเทวดาพลี

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทรงมีพระราชโองการสั่งให้เผดียง[๖] สมเด็จพระสังฆราช พระพิมลธรรม    พระธรรมไตรโลกเทศนา แล้วพระองค์ทรงมีข้อสงสัยในเรื่องการอุทิศบุญแด่เทวดา พระองค์จึงตั้งพระราชปุจฉาขึ้นดังนี้

“เกิดเป็นเทวดาได้ ๗ วันในสวรรค์คือได้ ๗๐๐ ปี ในมนุษย์นี้ จึงระลึกได้ว่า ญาติพี่น้องบำเพ็ญกุศลสิ่งใดๆในมนุษย์นี้อุทิศ บุญนั้นไปให้แก่ญาติผู้เป็นเทวดา แลญาติซึ่งเป็นเทวดามิได้ส่วนบุญฤา แลส่วนบุญนั้นไปอยู่ที่ไหนเล่า ฤาว่าญาติผู้กระทำบุญนั้นตายไปแล้วเกิดเป็นเทวดา ครั้นครบ ๗ วันในสวรรค์คือ ๗๐๐ ปี ในมนุษย์ จึงเทวดาผู้เป็นญาตินั้นระลึกถึงส่วนบุญอันญาติอุทิศไปนั้น จึงอนุโมทนาเอาส่วนบุญนั้นได้ ก็พิจารณาให้จงแจ้งฯ” (กรมศิลปากร, ๒๕๕๐, หน้า ๙๑)

วิสัชนาของพระภิกษุที่ปรากฏในพระราชปุจฉาแห่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ

          เมื่อพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทรงตั้งพระราชปุจฉาแด่พระภิกษุแล้ว พระภิกษุจึงแต่งวิสัชนาถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศดังนี้

  • วิสัชนาเรื่องสังฆภัต

หลังจากสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ได้รับพระราชปุจฉาจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศว่าด้วยเรื่องสังฆภัต แล้วประชุมสงฆ์ยังโรงสวดมนต์ อันประกอบด้วย สมเด็จพระพิมลธรรม พระนิกรม พระธรรมเจดีย์ พระครูเฉวียง มหารัตนปาล โดยสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ได้สอบถามสมเด็จพระพิมลธรรมถึงพระวินัยปิฎกที่ว่าด้วยสังฆภัตจนเข้าใจแล้วจึงแต่งวิสัชนาถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ และสมเด็จพระพิมลธรรมก็ร่วมแต่งวิสัชนาถวายด้วยเช่นกันดังนี้[๗]

  • วิสัชนาของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ถวายพระพรว่า สังฆภัตมีทั้งหมด ๑๔[๘] อย่าง โดยท่านเริ่มอธิบายการถวายจังหันว่า เมื่อผู้ถวายจัดแต่งจังหันพอสมควรภิกษุ  ๑ รูป ๒ รูป ๓ รูป หรือ ๑๐ รูปก็ตาม สำหรับถวายในเรือนก็ดี ในศาลาก็ดี ผู้ถวายด้วยตนเองก็ดี ไม่ได้ถวายด้วยตนเองก็ดี จงกล่าวคำบาลีว่า “อิมํ ภิกขํ สสูปพฺยญฺชนํ สกลสฺส สงฺฆสฺส ทมฺมิ” แปลว่า ข้าถวายจังหันนี้แก่สงฆ์ทั้งปวงบัดนี้ แล้วถ้าสงฆ์รูปใดมารับจังหันทุกวัน ขอผู้ถวายอย่าห้ามภิกษุรูปนั้นว่า ขอให้ภิกษุอื่นมารับบ้างเถิด หรือท่านพอเถิด เพราะไม่ว่าอย่างไร ของที่ผู้ถวายแก่ภิกษุก็ถือว่าเป็นสังฆภัตทั้งสิ้น  และหากถวายสังฆภัตแก่สงฆ์ในบริเวณใดให้กล่าวคำบาลีด้วย เช่น ถวายแก่สงฆ์ในพระราชฐานให้กล่าวว่า “อิมสฺมึ ราชเคเห อิมํ ภิกฺขํ สสูปพฺยญฺชนํ สขาทนียํ สโภชนียํ สเภสชฺชํ สงฺฆสฺสฺ ทมฺมิ” แปลว่า ข้าพเจ้าขอถวายจังหันนี้แก่สงฆ์อันมาอยู่ในราชฐานนี้ฯ เป็นต้น

สมเด็จฯอธิบายการแบ่งจังหันด้วยว่า ถ้าสงฆ์เลือกเอาจังหันไปเองโดยไม่ได้ตั้งผู้แบ่ง แล้วไปพบสงฆ์อื่นต้องแบ่งจังหันเหล่านี้แก่สงฆ์นั้น และหากสงฆ์หมู่ใดรับจังหันจากผู้ถวายที่กล่าวบาลีโดยไม่ได้ถวายเป็นการเฉพาะเจาะจง จงทำการแบ่งจังหันโดยเริ่มจากภิกษุอาวุโสไปจนครบภิกษุทั้งรูปตามจำนวนพรรษา แล้วถ้าหมู่สงฆ์อื่นมาพอดีก็จงแบ่งออกเป็นสองส่วนโดยอีกส่วนหนึ่งของหมู่สงฆ์นี้ส่วนอีกส่วนเป็นของหมู่สงฆ์อื่นที่มาทีหลัง แล้วท่านก็ยกเรื่องมีผู้ถวายผ้าแก่ภิกษุ ๕ รูป แต่ไม่ได้กล่าวบาลีเจาะจงว่าผ้าผืนนี้ถวายเพียงภิกษุทั้ง ๕  รูป ดังนั้นเมื่อภิกษุทั้ง ๕ รูปพบภิกษุหรือหมู่สงฆ์ที่ใดจำต้องแบ่งผ้าผืนนี้อย่างเท่าเทียมเพราะเป็นของสงฆ์ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ผู้ถวายจังหันหรือถวายผ้าก็ตาม แก่สงฆ์ในอารามแห่งหนึ่งที่มีสงฆ์อยู่มาก ถ้าของถวายน้อยไม่พอสงฆ์ ให้สงฆ์แต่งตั้งภัตตุทเทสภิกษุขึ้นมาเป็นผู้แบ่ง โดยเริ่มจากภิกษุอาวุโสแล้วเวียนไปตามภิกษุรูปอื่นด้วยเกณฑ์ตามจำนวนพรรษา หากสิ้นสุดที่ภิกษุผู้มีพรรษามากก็ให้เริ่มแจกที่ภิกษุบวชใหม่แล้วเวียนไปที่ภิกษุอาวุโส หรือหากสิ้นสุดที่ภิกษุบวชใหม่ก็ให้เริ่มไปที่ภิกษุผู้มีพรรษามากไปถึงภิกษุผู้อาวุโส เป็นต้น (กรมศิลปากร, ๒๕๕๐, หน้า ๗๕-๗๘)   

  • วิสัชนาของสมเด็จพระพิมลธรรม

เมื่อสมเด็จพระพิมลธรรมศึกษาพระวินัยปิฎกแล้วจึงถวายพระพรว่า ลักษณะสังฆภัตมีทั้งหมด ๑๘[๙] อย่าง แล้วท่านก็อธิบายลักษณะสังฆภัตแต่ละประเภทไป จนกระทั่งจบที่ว่า การถวายวัตถุสิ่งของเหล่านี้ จะถวายเป็นคำบาลีก็ได้ หรือเป็นคำไทยก็ได้ ซึ่งทานทั้งปวงนี้ให้ตั้งจิตเป็นประธาน ตั้งจิตอุทิศว่าจะถวายที่ใดก็ดี แม้ถวายแก่สงฆ์ยังที่อยู่แห่งสงฆ์ด้วยตนเอง หรือจะถวายในเรือนของตนเอง หรือให้ผู้อื่นนำไปถวายแทน ด้วยจิตที่ยึดมั่น สังฆทานนี้มีผลานิสงส์มากกว่าบุคคลิกทาน (การถวายแบบเจาะจง) และทักษิณาทาน (การทำบุญด้วยวัถตุแล้วอุทิศส่วนบุญให้แก่ญาติผู้ล่วงลับ) จะสำเร็จแก่ญาติผู้ล่วงลับ เนื่องด้วยจากผู้รับทานเป็นผู้มีศีล ญาติผู้รับผลบุญได้ร่วมอนุโมทนา และผู้ถวายอุทิศผลบุญถึงญาติผู้ล่วงลับด้วยคำบาลีว่า “อิทํ โน ญาตีนํ โหตุ สุขิตา โหนฺตุ ญาตโย ฯ” (กรมศิลปากร, ๒๕๕๐, หน้า ๗๘-๙๐)    

  • วิสัชนาเรื่องอุทิศเทวดาพลี

สมเด็จพระสังฆราช พระพิมลธรรม พระธรรมไตรโลก จึงถวายพระพรว่า[๑๐]

ตามในอุทัยพันธสูตร[๑๑]ว่า พระเจ้าอุทัยพัทธราชทรงสร้างบุญกุศลไว้จึงได้บังเกิดเป็นท้าวสักกะเทวราช[๑๒] เมื่อครบ ๗ วันสวรรค์จึงระลึกถึงคำสัญญาที่มีไว้กับพระนางอุทัยพัทธราชเทวี แล้วเสด็จลงมาทำตามสัญญา อาตมาภาพศึกษาไม่กระจ่างในพระสูตรนี้ แต่พอจะอธิบายได้ว่า เมื่อพระอุทัยพัทธราชโพธิสัตว์อุบัติเป็นท้าวสักกะเทวราชยังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์[๑๓]แล้ว มีนางฟ้าเป็นบริวารถึงสองโกฏิ ๕  ล้าน ทรงเพลิดเพลินกับทิพยสมบัติ จนลืมคำสัญญาที่ให้ไว้กับพระมเหสี ทรงระลึกได้เมื่อครบ ๗ วันสวรรค์ หรือ ๗๐๐ ปีในโลกมนุษย์ เมื่อเทวดาพระองค์นั้นจิตเป็นอาวัชนะในขัณฑิตขณะใด จึงส่งผลให้ระลึกอดีตชาติแห่งตนตอนเป็นมนุษย์ได้ เสมือนนิทานเรื่องฉัตตมาณพ[๑๔] ที่ได้ตั้งจิตอยู่ในไตรสรณคมน์ เมื่อโจรสังหารจึงไปบังเกิดเป็นเทพบุตรยังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ แล้วได้ระลึกรู้ว่าตนเป็นเทวดาได้เพราะการตั้งจิตในไตรสรณคมน์ในครั้งที่เป็นมนุษย์ จึงลงจากวิมานมาปรากฏยังสถานที่ฌาปนกิจศพของตน เพื่อแสดงให้ชนทั้งหลายทราบถึงผลานิสงส์แห่งการตั้งจิตอยู่ในไตรสรณคมน์ ดังในอรรถขยายพระสูตรนี้อธิบายว่า เมื่อเกิดเป็นเทวดาแล้วพิจารณาจึงสามารถระลึกรู้ได้ หากไม่พิจารณาก็มิอาจระลึกรู้ได้ ดังพระธรรมเทศนาที่ว่า แม้องค์พระพุทธเจ้าจะเป็นสัพพัญญู ย่อมเพราะด้วยอาวัชนะต่อพิจารณาก่อนจึงระลึกรู้ได้ หากไม่พิจารณาก็มิอาจระลึกรู้ได้ และเทวดาทั้งปวงมีมโนมยจินตาก็ดี พิจารณาก่อนจึงรู้ แต่หากไม่พิจารณาก่อนจึงไม่รู้ ดังพระยาจักรพรรดิราชผู้ทรงมีดวงแก้ว จะปรารถนาสิ่งใดย่อมสำเร็จแด่พระองค์ด้วยอำนาจแห่งดวงแก้ว ถ้าหากมีบุรุษทูลขออาหารจากพระองค์ พระยาจักรพรรดิราชมิทรงสั่งนายภัตการก่อน จะประทานอาหารให้แก่บุรุษผู้นั้นเลยมิได้ จึงต้องทรงส่งนายภัตการก่อน ชายผู้นี้จึงจะได้รับอาหาร[๑๕]   

ตัวอย่างแรก เมื่อญาติอุทิศบุญกุศลแก่ญาติผู้ล่วงลับ ก็มีปรากฏในมิลินทปัญหาว่า ครั้งพระเจ้ามิลินท์ตรัสพระราชปุจฉาต่อพระนาคเสนว่า ญาติได้อุทิศส่วนบุญกุศลแก่ญาติผู้ล่วงลับ ญาติผู้ล่วงลับจะได้รับหรือไม่ พระนาคเสนจึงวิสัชนาว่า ได้รับก็มี ไม่ได้รับก็มี ที่ไม่ได้รับก็มีด้วยกัน ๓ จำพวก คือ สีสัจฉินนเปรต[๑๖] ขุปปิปาสานกเปรต[๑๗] และ นิชฌามตัณหิกเปรต[๑๘] และที่สามารถรับส่วนบุญได้คือ ปรทัตตูปชีวีกเปรต[๑๙]ซึ่งเป็นเปรตที่ต้องการให้ญาติอุทิศบุญกุศลให้เพื่อที่จะได้อนุโมทนารับส่วนบุญจากญาติที่อุทิศให้ ถ้าไม่ได้อนุโมทนาบุญก็ไม่ได้รับผลบุญที่ญาติอุทิศให้[๒๐]

ตัวอย่างหนึ่งที่สอง ในติโรกุฑฑสูตร[๒๑]กล่าวว่า พระพุทธเจ้าเทศนาแก่พระเจ้าพิมพิสารว่า พระญาติผู้ล่วงลับแห่งพระเจ้าพิมพิสารกลายเป็นปรทัตตูปชีวีกเปรต ย่อมต้องตามหาญาติ เมื่อญาติได้สร้างบุญแต่ไม่ได้ระลึกถึง เพราะเปรตนั้นตอนเป็นมนุษย์มีวิสัยที่ตระหนี่ไม่ทำทาน แล้วยังห้ามขัดขวางผู้ทำทาน ด้วยอกุศลกรรมนี้จึงส่งผลให้ญาติไม่สามารถระลึกถึง จึงอุทิศบุญให้แก่เปรตไม่ได้ หากตอนเป็นมนุษย์ไม่เป็นคนขี้ตระหนี่ไม่ขัดขวางการทำทานของผู้อื่น หากตายเป็นปรทัตตูปชีวีกเปรต ญาติจะระลึกถึงเปรต ผลบุญจึงถึงเปรตจนสามารถหลุดพ้นจากเปรตภูมิได้ หากญาติไม่อุทิศบุญให้แก่ญาติผู้เป็นเปรต ญาตินั้นจะต้องอดอาหารไปชั่วกาลนาน 

 ตัวอย่างที่สาม พระธรรมในสารสงเคราะห์ว่า เปรตและอสุรกาย นอกจากปรทัตตูปชีวีกเปรตนี้มีครรภมลทิน (ก้อนเนื้อที่ออกมาพร้อมกับทารกขณะคลอด) และเขฬสิงฆานิกา (น้ำลาย) เป็นอาหาร เหตุที่ทำให้ญาติไม่ได้อุทิศบุญไปให้เพราะ อกุศลกรรมที่ได้กระทำไว้ตอนเป็นมนุษย์ได้บังบดไว้ บุญซึ่งญาติอุทิศจึงเจริญแก่ญาติผู้อุทิศ แม้อุทิศบุญแก่เทวดา แล้วเทวดาได้ร่วมอนุโมทนาในผลบุญที่ญาติอุทิศนั้นเทวดาย่อมได้รับซึ่งผลบุญนี้ แต่ถ้าไม่อนุโมทนาผลบุญนี้ย่อมไม่มีแก่เทวดา ดังพระธรรมในสุตตนิบาตว่า เมื่อติณณปาลมาณพอุทิศผลบุญแห่งการทำผ้าพระกฐินแด่ท้าวสักกะเทวราช พระองค์อนุโมทนารับผลบุญที่ติณณปาลมาณพอุทิศมานี้ จึงทำให้ทิพยสมบัติของพระองค์เพิ่มพูน แล้วท้าวสักกะเทวราชได้อุทิศส่วนบุญนี้แก่เหล่านางฟ้าผู้เป็นบริวารถึง ๒ โกฏิ ๕ ล้าน นาง บรรดานางฟ้าได้ร่วมอนุโมทนาในบุญนี้ จึงส่งผลให้ทิพยสมบัติของนางฟ้าเพิ่มพูนตามไปด้วย

ตัวอย่างที่สี่ ในโลกวิจารณสูตร ในอังคุตตรนิกาย ติกกนิบาตว่า ท้าวสักกะเทวราชมีรับสั่งให้ท้าวจตุโลกบาล[๒๒]ใช้เทวอำมาตย์ลงมาเอาบัญชีบันทึกบุญและบาปของมนุษย์ เทวอำมาตย์ลงมายังมนุษยภูมิแล้วสอบถามกับภุมมเทวดา[๒๓]ว่า ข้าแต่ท่าน มนุษย์ทั้งหลายอันประกอบด้วยเมตตาได้สร้างบุญแล้วอุทิศส่วนบุญให้แก่กันยังมีอยู่หรือไม่ ภุมมเทวดาตอบว่า มนุษย์ยังสร้างบุญและอุทิศบุญให้แก่กันยังมีอยู่ เทวอำมาตย์จึงทำการจดรายชื่อของผู้ทำบุญลงบนแผ่นทอง แล้วนำขึ้นไปถวายแด่ท้าวจตุโลกบาล เหล่าท้าวจตุโลกบาลได้จบอนุโมทนาในรายชื่อผู้ทำบุญแล้วก็นำขึ้นถวายท้าวสักกะเทวราช เมื่อท้าวสักกะเทวราชได้รับบัญชีนี้มาก็จบอนุโมทนาขึ้นเหนือพระเศียร แล้วทรงอ่านรายชื่อของมนุษย์ผู้ทำบุญกลางเทวสภา เหล่าเทวดาทั้งหลายจึงแซ่ซ้องสรรเสริญในการทำบุญของมนุษย์ พร้อมทั้งกล่าวขึ้นพร้อมกันว่า เทวโลกแห่งนี้จะเต็มบริบูรณ์ไปด้วยเทวดา อบายภูมิ ๔ จะว่างเปล่า พอถึง ๗ ค่ำ ๑๔ ค่ำ ท้าวจตุโลกบาลจะใช้เทพกุมารอันเป็นบุตรของพระองค์ลงมารับบัญชี พอถึง ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ท้าวจตุโลกบาลจะเสด็จลงมารับบัญชีด้วยพระองค์เอง แล้วนำไปถวายท้าวสักกะเทวราช พอถึง ๗ ค่ำ ๑๔ ค่ำ หรือ ๘ ค่ำ ท้าวสักกะเทวราชจะทรงใช้เทวอำมาตย์ลงมารับบัญชีบุญนี้ เมื่อเสียงกล่าวรายชื่อมนุษย์ผู้ทำบุญดังไปถึงสวรรค์ชั้นยามา[๒๔] เทวดาบนสวรรค์ชั้นยามาพลอยแซ่ซ้องสรรเสริญและอนุโมทนาไปด้วย เสียงของเทวดาบนสวรรค์ชั้นยามาก็ดังขึ้นไปถึงสวรรค์ชั้นปรนิมมิตววัตตี[๒๕] หากเทวดาองค์ใดไม่มีจิตเป็นอาวัชนะ แลมิได้พิจารณาก็ไม่รู้ว่า ผู้ใดอุทิศส่วนบุญถึงตน แต่หากพิจารณาจิตเป็นอาวัชนะ เทวดาองค์นั้นจึงสามารถรับทราบการอุทิศบุญจากผู้อื่นได้ ผลบุญนั้นก็จะทำให้เทวดานั้นเจริญรุ่งเรืองในทิพยสมบัติ เว้นไว้แต่พรหมโลก เพราะว่าพรหมจะหน่วงเอาฌานเป็นอารมณ์อยู่เสมอ จึงไม่มีอารมณ์อื่นเข้าแทรก จึงทำให้พรหมไม่ได้อนุโมทนาในบุญที่มนุษย์อุทิศให้ แต่ด้วยว่าครั้งหนึ่งที่พระเวสสันดรทรงบริจาคทาน ด้วยทานบารมีนี้ทำให้พรหมโลกรับรู้ เหล่าพรหมจึงได้อนุโมทนาและแซ่ซ้องในผลแห่งทานบารมี  

ตัวอย่างสุดท้าย เทวดาบางประเภทไม่ได้เลื่อมใสยินดีในการประกอบกุศลของมนุษย์ และไม่ได้อนุโมทนาส่วนบุญที่มนุษย์อุทิศให้ ด้วยเพราะตอนเทวดานั้นเป็นมนุษย์มีใจที่เป็นอกุศลคือไม่ได้เสื่อมใสในการทำทานของผู้อื่น ขณะที่สิ้นลมมีจิตเป็นกุศลจึงส่งผลให้เกิดเป็นเทวดา เมื่อเป็นเทวดาก็ไม่ยินดีหรืออนุโมทนาในบุญของผู้อื่น เนื่องจากถูก โลภะ โทสะ และโมหะ บดบังน้ำใจ ซึ่งตรงกับเรื่องของเทวดาที่สถิตยังซุ้มประตูเรือนอนาถบิณฑิกเศรษฐี เมื่อเศรษฐีถวายทานแก่ภิกษุสงฆ์วันละ ๕๐๐ ทุกวัน เทวดาองค์นั้นไม่ยินดีในการทำทานของเศรษฐี จึงเข้าห้ามเศรษฐีไม่ให้ทำทาน เทวดาว่าให้เศรษฐีเลิกถวายทานแล้วกลับไปทำการค้าขายเพื่อให้ทรัพย์สมบัติเพิ่มพูนจะดีกว่า

จบด้วยการให้พิจารณาตนเองว่ามีองค์ธรรมหรือไม่มีองค์ธรรม แล้วจึงปฏิบัติธรรมซึ่งมี 2 อย่างด้วยกัน คือ กำหนดจิตไม่ให้ฟุ้งซ่าน เรียกว่า “สมถะ”[๒๖] และ พิจารณาตามความเป็นจริง เรียกว่า “วิปัสสนา”[๒๗] (กรมศิลปากร, ๒๕๕๐, หน้า ๙๑-๙๗)

วิเคราะห์วิสัชนาของพระภิกษุที่ปรากฏในพระราชปุจฉาแห่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ

          หลังจากศึกษาวิสัชนาของพระภิกษุแล้ว สามารถวิเคราะห์และตรวจสอบวิสัชนาโดยอิงกับพระไตรปิฎกอันเป็นข้อมูลปฐมภูมิได้ดังนี้

  • วิเคราะห์วิสัชนาเรื่องสังฆภัต[๒๘]

เมื่อนำวิสัชนาของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์และสมเด็จพระพิมลธรรมไปศึกษาเทียบเคียงกับข้อมูลในพระไตรปิฎกและอรรถกถาพบว่า วิสัชนาของภิกษุทั้ง 2 ได้รับอิทธิพลมาจากอรรถกถา คือ อรรถกถา จุลวรรค ภาค ๒ เสนาสนะขันธกะ ว่าด้วยเรื่องสังฆภัต ซึ่งวิสัชนาของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์เป็นการย่อย่นหรือสรุปใจความสำคัญและมีการยกตัวอย่างประกอบเพื่อให้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทรงเข้าพระทัยในเรื่องของการแบ่งปัน (อปโลกนกรรม) ของถวายในหมู่สงฆ์ เช่น การแบ่งผ้าจีวร[๒๙] เป็นต้น แต่สำหรับวิสัชนาของสมเด็จพระพิมลธรรมเป็นการยกประเภทของสังฆภัตในอรรถกถามาทั้งหมด มีข้อสงสัยที่ว่า สมเด็จพระพิมลธรรมเกริ่นว่ามีสังฆภัตถึง ๑๘ ประเภท แต่ตอนจบของวิสัชนากลับสรุปว่ามีเพียง ๑๔ ประเภท ทั้งยังอธิบายเพียงสังฆภัต ๑๔ ประเภทเท่านั้น ซึ่งสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์เองก็เกริ่นว่า สังฆภัตมีเพียง ๑๔ ประเภทเช่นกัน แต่ไม่ได้ยกมาอธิบายหมดอย่างวิสัชนาของสมเด็จพระพิมลธรรม ผู้ศึกษาได้ศึกษาในอรรถกถาก็พบเพียง ๑๔ ประเภทเท่านั้น และไม่ได้อธิบายแบ่งเป็นประเภทชัดเจนอย่างในวิสัชนาของสมเด็จพระพิมลธรรม ซึ่งถือได้ว่า สมเด็จพระพิมลธรรมพยายามแบ่งประเภทของสังฆภัตในอรรถกถาที่มีอยู่อย่างกระจัดกระจายให้เป็นระบบ  และยังนำพระสูตรมาเป็นตัวอย่างเสริม เช่น เรื่องเวลามพราหมณ์ถวายมหาทาน ซึ่งปรากฏอยู่ในอรรถกถาเวลามสูตร[๓๐] พระพิมลธรรมยกตัวอย่างว่า การถวายมหาทานของเวลามพราหมณ์แก่ชนทั้งหลายไม่ได้ผลานิสงส์เท่าการถวายทานแก่ทักขิณาไนย (ผู้สมควรแก่การถวาย ในที่นี้หมายถึงพระพุทธเจ้า) เหตุที่      สมเด็จพระพิมลธรรมนำเรื่องในพระสูตรนี้มาเสริม สันนิษฐานว่าอาจหมายถึงการทำทานในพุทธศาสนา เพราะเวลามพราหมณ์ทำมหาทานนั้นเป็นช่วงที่พระพุทธเจ้ายังไม่อุบัติขึ้นบนโลก พระสาวกผู้เป็นเนื้อหาบุญก็ไม่มีปรากฏบนโลกเช่นกัน ถึงเวลามพราหมณ์จะทำทานมากมายเพียงใดก็ตาม ก็ไม่เท่าการถวายทานแด่บุคคลในพุทธศาสนา  

สังฆภัตสะท้อนให้เห็นถึงการสอนของพระพุทธเจ้าที่ฝึกฝนให้ภิกษุเป็นสังคมตัวอย่างแห่งการแบ่งปันและความเท่าเทียม จะเห็นได้จากวิสัชนาที่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ยกประเด็นการแบ่งผ้าจีวรและสบงของภิกษุ เมื่อผู้ถวายกล่าวคำถวายว่าถวายเป็นของสงฆ์ จึงต้องแบ่งกันอย่างทั่วถึง และการตั้งภัตตุทเทสภิกษุเพื่อให้เป็นผู้แจกของที่พุทธศาสนิกชนถวาย ก็แสดงให้เห็นถึงการตั้งบุคคลกลางขึ้นมาทำหน้าที่แบ่งปัน รวมทั้งการแจกของตามพรรษาของภิกษุโดยเริ่มที่ภิกษุอาวุโส (มหาเถระ) ก่อนนั้น[๓๑] แสดงให้เห็นถึงสังคมที่เคารพผู้อาวุโสอีกด้วย  

  • วิเคราะห์วิสัชนาเรื่องอุทิศเทวดาพลี

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทรงตั้งพระราชปุจฉาซึ่งมีใจความว่า หากญาติเกิดเป็นเทวดาผ่านไป ๗๐๐ ปีมนุษย์แล้ว จึงสามารถระลึกถึงส่วนบุญที่ญาติอุทิศให้แล้วอนุโมทนาในส่วนบุญนี้ แต่ถ้าเทวดาผู้เป็นญาติไม่สามารถระลึกรู้ถึงส่วนบุญที่ญาติอุทิศได้ ส่วนบุญนี้จะเป็นเช่นไร หรือต้องให้ญาติผู้อุทิศสิ้นชีพไปเป็นเทวดาครบ ๗๐๐ ปีมนุษย์ เทวดาผู้เป็นญาติจึงจะระลึกและอนุโมทนาได้หรือ  

ภิกษุทั้ง ๓ อันประกอบด้วย สมเด็จพระสังฆราช พระพิมลธรรม และพระธรรมไตรโลก ถวายวิสัชนาโดยนำอุทัยชาดกและเรื่องราวในพระไตรปิฎกและอรรถกถามาอธิบายพระราชปุจฉานี้ รวมทั้งคัมภีร์พุทธศาสนาเรื่องอื่น เช่น มิลินทปัญหา ซึ่งเป็นเรื่องในประเด็นเดียวกันคือ เรื่องการอุทิศส่วนบุญให้แก่ญาติผู้ล่วงลับและเรื่องการอนุโมทนาส่วนบุญของผู้ล่วงลับ วิสัชนาอาจดูขัดแย้งกับพระราชปุจฉา คือมีความขยายนอกประเด็น แต่ผู้ศึกษาเข้าใจว่า ภิกษุทั้งสามพยายามนำเรื่องราวในคัมภีร์พุทธศาสนาที่เกี่ยวข้องกับพระราชปุจฉามาอธิบายให้ได้มากที่สุด แต่การทำเช่นนี้กลับทำให้วิสัชนามีเนื้อหานอกประเด็น ตามจริงควรอธิบายพระราชปุจฉาด้วยอุทัยชาดกก็เพียงพอ ส่วนเรื่องอื่นเป็นเพียงตัวอย่างเสริมจนพาออกนอกประเด็นพระราชปุจฉา แต่ไม่ออกแนวประเด็นเรื่องการอุทิศบุญและการอนุโมทนาบุญแก่ผู้ล่วงลับ

สำหรับวิสัชนาแห่งภิกษุทั้ง ๓ ทำให้ทราบว่า เทวดาสามารถระลึกถึงส่วนบุญที่ญาติอุทิศได้ก็ต่อเมื่อ ขณะจิตของเทวดาเป็นอาวัชนะ ซึ่งอาวัชนะคือ การคำนึงถึงอารมณ์ใหม่ (พระพรหมคุณาภรณ์, ๒๕๕๑, หน้า ๓๖๙) หากอธิบายตามหลักอภิธรรมคือ อาวัชนะ หรืออาวัชนจิต หมายถึง ขณะจิตที่ ๔ เป็นการขึ้นสู่วิถีของจิตเพื่อรับอารมณ์ทางใดทางหนึ่งใน ๕ ทวาร เช่น ทางตา จมูก หู ลิ้น และ กาย เรียกว่า “ปัญจทวาราวัชนะ” (สุนทร ณ รังษี, ๒๕๕๒, หน้า ๒๖๓ ) หากรับอารมณ์ทางใจ เรียกว่า “มโนทวาราวัชนะ” จะเป็นเช่นนี้ในตอนที่ฝันหรือระลึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา อาจรวมไปถึงการระลึกชาติด้วย ฉะนั้นการที่เทวดาสามารถระลึกรู้ถึงส่วนบุญที่ญาติอุทิศได้ต้องเกิดขึ้นในขณะที่จิตขึ้นสู่ขณะจิตที่ ๔ ทางมโนทวาร (มโนทวาราวัชนะ) และเมื่อเทวดาอนุโมทนาในส่วนบุญที่มนุษย์อุทิศ จะส่งผลให้ทิพยสมบัติของตนเพิ่มพูน อย่างที่ปรากฏในเรื่องของติณณปาลมาณพอุทิศส่วนบุญแก่ท้าวสักกะเทวราช เมื่อท้าวสักกะเทวราชอนุโมทนาส่วนบุญนี้ ทิพยสมบัติของพระองค์จึงเพิ่มพูน เป็นต้น  

   ผู้ศึกษาไม่เห็นด้วยกับวิสัชนาของภิกษุทั้ง ๓ ที่นำเหตุการณ์เทวดาอนุโมทนารายชื่อของมนุษย์ผู้สร้างบุญที่ปรากฏในโลกวิจารณสูตรมาเสริม ถึงจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับเทวดาอนุโมทนาบุญก็จริง แต่ในพระสูตรนี้ก็ไม่ได้ระบุว่า มนุษย์ได้อุทิศส่วนบุญให้แด่เทวดา แต่การอนุโมทนาบุญของเทวดาในครั้งนี้เป็นเสมือนการแซ่ซ้องเป็นความปลาบปลื้มปีติในการกระทำความดีของมนุษย์ เพราะการสร้างกุศลเช่นนี้บั้นปลายของชีวิตไม่พ้นการเกิดเป็นเทวดาอย่างแน่นอน จึงไม่เกี่ยวกับเรื่องการอุทิศบุญตามพระราชปุจฉาของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเลย และอีกเรื่องที่ไม่เห็นด้วยกับวิสัชนาคือ ประเด็นเทวดาที่สิงสถิตในซุ้มประตูเรือนของอนาถบิณฑิกเศรษฐี วิสัชนานี้ยกเรื่องนี้มาแค่บางส่วน ไม่ได้ยกมาอธิบายทั้งหมด เทวดาพระองค์นี้เห็นว่าสมบัติของเศรษฐีหมดไปกับการทำบุญสุนทานในพุทธศาสนาเป็นจำนวนมาก จนทำให้ทรัพย์สมบัติจะหมดคลัง เทวดาจึงกล่าวห้ามปรามเศรษฐีเพื่อให้หยุดทำบุญเพื่อสะสมทรัพย์ให้เพิ่มพูนขึ้นมาเสียก่อน แต่เศรษฐีเห็นว่าเทวดาคิดขัดขวางการทำทานของตน จึงขับไล่เทวดาออกไป เทวดาพระองค์นี้พร้อมครอบครัวจึงไม่มีที่สิงสถิต ต้องเดินทางไปขอความช่วยเหลือจากท้าวจตุโลกบาลแต่ก็ไม่เป็นผล จนในที่สุดท้าวสักกะเทวราชจึงทรงแนะนำให้เทวดาไปนำขุมทรัพย์ในมหาสมุทรมาให้เศรษฐี เพื่อช่วยให้เศรษฐีกลับมามั่งคั่งตามเดิม และวิสัชนานี้ก็ปิดท้ายด้วยเรื่องการปฏิบัติสมถะและวิปัสสนา ซึ่งเป็นการภาวนาเพื่อได้ผลานิสงส์สูงกว่าการทำทาน

สรุป

ทวิพุทธปัญหาแห่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ แสดงให้เห็นถึงความสนพระทัยในพุทธศาสนาของพระองค์ ถึงจะทรงเป็นพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาที่ทรงมีพระราชปุจฉาน้อยที่สุด และแม้ว่าพระราชปุจฉาของพระองค์จะไม่ได้เป็นประเด็นที่ลึกซึ้งนักหากเปรียบเทียบกับพระมหากษัตริย์พระองค์อื่น แต่ทว่า หากได้อ่านวิสัชนาของภิกษุแล้ว จะพบว่า ไม่ใช่จะถวายวิสัชนาที่ง่ายดาย ต้องมีการยกตัวอย่าง โดยทำให้เรารู้จักเรื่องราวในคัมภีร์พุทธศาสนาที่หลากหลาย เป็นการวิสัชนาที่พยายามแสดงหลักฐานหลายชิ้นมารับรอง ทำให้เราเห็นถึงชั้นเชิงในการวิสัชนาของภิกษุ ถึงแม้ว่าบางประเด็นจะเป็นวิสัชนาที่ออกนอกประเด็นไปก็ตาม แต่ก็เป็นเนื้อหาที่เป็นไปในทางเดียวกัน เช่น วิสัชนาเรื่องอุทิศเทวดาพลี ที่สมเด็จพระสังฆราช พระพิมลธรรม และพระไตรธรรม หากนำอุทัยชาดกมาตอบ ก็ถือว่าเป็นวิสัชนาที่น่าพึงพอใจแล้ว แต่ภิกษุทั้งสาม กลับนำเรื่องในคัมภีร์พุทธศาสนาอื่นมาเสริมขยายจนกลายเป็นการตอบนอกประเด็น ซึ่งอาจมองว่าเป็นข้อเสียหรือข้อบกพร่องสำหรับวิสัชนา แต่การนำเสนอของภิกษุ ไม่ว่าจะเป็นสมเด็จพระสังฆราช สมเด็จพระพุทธ      โฆษาจารย์ สมเด็จพระพิมลธรรม และพระไตรธรรม ทำให้เราเข้าใจถึงสภาพสังคมสงฆ์ผ่านเรื่องอปโลกนกรรม และการถือผู้อาวุโสเป็นสำคัญในพระราชปุจฉาและวิสัชนาเรื่องสังฆภัต และการอธิบายเรื่องเทวดาระลึกถึงส่วนบุญที่ญาติอุทิศให้เมื่อจิตเป็นอาวัชนะ ซึ่งต้องอธิบายด้วยหลักพระอภิธรรม การศึกษาครั้งนี้ทำให้ผู้ศึกษาได้มีโอกาสสืบค้นคัมภีร์พุทธศาสนาเพื่อทราบถึงที่มาของวิสัชนาว่าภิกษุเหล่านี้ไปนำข้อมูลนี้มาจากไหน จึงกลายเป็นการศึกษาเพื่อเพิ่มพูนความรู้ไปพร้อมกับการตรวจสอบความถูกต้องที่เราต้องยึดพระไตรปิฎกเป็นหลัก แต่ข้อมูลส่วนใหญ่จะได้รับอิทธิพลจากอรรถกถาเป็นหลัก

   

เอกสารอ้างอิง

กรมศิลปากร. (๒๕๓๕). มิลินทปัญหา. พิมพ์ครั้งที่ ๗. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.    

_________. (๒๕๕๐). ประชุมพระราชปุจฉา เล่ม ๑. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์คณะรัฐมนตรีและราชกิจจา    นุเบกษา.

ธรรมกิตติวงศ์,พระ. (๒๕๔๔). พจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน์ ชุด คำวัด. กรุงเทพฯ: ช่อระกา

ประจักษ์ ประภาพิทยากร. (๒๕๕๒). เทวดานุกรม. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ศยาม.

ปรุตม์ บุญศรีตัน. (๒๕๕๖). พุทธอภิปรัชญา ความจริงเกี่ยวกับ จักรวาล โลก มนุษย์ และสังสารวัฏ.      กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

พรหมคุณาภรณ์,พระ. (๒๕๕๑). พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาจุฬาลง         กรณราชวิทยาลัย.

มหามกุฎราชวิทยาลัย. (๒๕๕๔). ปฐมสมันตปาสาทิกา เล่ม ๑ ฉบับของมหามกุฎราชวิทยาลัย ในพระบรม        ราชูปถัมภ์. พิมพ์ครั้งที่ ๑๐. นครปฐม: โรงพิมพ์มหามกุฎราชวิทยาลัย. 

_______________. (๒๕๒๕). พระสูตรและอรรถกถาแปล ขุททกนิกาย ชาดก เล่มที่ ๓ ภาคที่ ๖.         กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย.

_______________. (๒๕๒๕). พระสูตรและอรรถกถาแปล ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่มที่ ๒ ภาคที่ ๑.      กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย.

________________. (๒๕๒๕). พระสูตรและอรรถกถาแปล ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่มที่ ๒ ภาคที่ ๓.   กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย.

________________. (๒๕๒๕). พระสูตรและอรรถกถาแปล ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่มที่ ๓ ภาคที่ ๑.     กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย.

________________. (๒๕๒๕). พระสูตรและอรรถกถาแปล มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่มที่ ๒ ภาค          ที่ ๒. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย.

________________. (๒๕๒๕). พระสูตรและอรรถกถาแปล อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่มที่        ๔. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย.

________________. (๒๕๒๕). พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๗ จุลวรรค ทุติยภาค และอรรถกถา. กรุงเทพฯ: โรง พิมพ์มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย.

สุนทร ณ รังษี. (๒๕๕๒). พุทธปรัชญาจากพระไตรปิฎก. พิมพ์ครั้งที่ ๔. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

เชิงอรรถ

[๑] วรรณคดีพุทธศาสนาที่เป็นงานรวบรวมพระราชปุจฉาของพระมหากษัตริย์ไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ว่าด้วยพระราชปุจฉาเกี่ยวกับพุทธศาสนาของพระมหากษัตริย์ที่ตรัสถามภิกษุชั้นผู้ใหญ่และชั้นผู้น้อยในรัชสมัยของพระองค์ (ผู้เขียน)

[๒] สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ใน เปตวัตถุ เรื่องติโรกุฑฑเปตวัตถุ และ อรรถกถาติโรกุฑฑเปตวัตถุ ว่าด้วยเรื่องเปรตพระญาติพระเจ้า       พิมพิสาร (พระสูตรและอรรถกถาแปล ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่มที่ ๒  ภาคที่ ๑ หน้า๓๗-๖๐)

[๓] สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ในปฐมสมันตปาสาทิกาแปล ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ หน้า ๙๕-๙๗

[๔] จังหัน หมายถึง ข้าว อาหาร (พระพรหมคุณาภรณ์, ๒๕๕๑, หน้า ๖๐)

[๕] อปโลกนกรรม หมายถึง การบอกกล่าวแก่ที่ประชุมเพื่อให้ทราบพร้อมกัน หรือขอความเห็นชอบร่วมกันในกิจบางอย่างของส่วนรวม (พระพรหมคุณภรณ์, ๒๕๕๑, หน้า ๔๙๘)

[๖] เผดียง หมายถึง บอกให้รู้, นิมนต์, อาราธนา ( พระธรรมกิตติวงศ์, ๒๕๔๔, หน้า ๖๑๗)

[๗] ผู้เขียนจะเขียนย่นย่อเพื่อความกระชับของบทความ

[๘] ประกอบด้วย (๑) สังฆภัต (๒) อุทเทสภัต (๓) นิมันตภัต (๔) สลากภัต (๕) ปักขิกภัต (๖) อุโปสถถิกภัต (๗) ปาฏิปทิกภัต (๘) อาคันตุกภัต (๙) คมิกภัต (๑๐) คิลานภัต (๑๑) คิลานุปัฏฐากภัต (๑๒) นิจจภัต (๑๓) กุฏิภัต และ (๑๔) วารภัต (กรมศิลปากร, ๒๕๕๐,หน้า ๗๕)

[๙] ประกอบด้วย (๑) สังฆภัต (๒) อุทเทสภัต (๓) นิมันตภัต (๔) สลากภัต (๕) ปักขิกภัต (๖) อุโปสถิกภัต (๗) ปาฏิปทิกภัต (๘) อาคันตุกภัต (๙) คมิกภัต (๑๐) คิลานภัต (๑๑) คิลานุปัฏฐากภัต (๑๒) นิจจภัต (๑๓) กุฏิภัต (๑๔) วารภัต (๑๕) วิหารภัต (๑๖) วัสสาวาสิกภัต (๑๗) จตุกภัต และ (๑๘) คุฬภัต (กรมศิลปากร, ๒๕๕๐, หน้า ๗๙)

[๑๐] ผู้เขียนจะเขียนย่นย่อเพื่อเกิดความกระชับของบทความ และเขียนสรุปตามความเข้าใจและการตีความของผู้เขียน

[๑๑] ในพระไตรปิฎก คือ อุทัยชาดก (สามารถศึกษาชาดกเรื่องนี้พร้อมด้วยอรรถกถาเพิ่มเติมได้ที่ พระสูตรและอรรถกถาแปล ขุททกนิกาย ชาดก เล่มที่ ๓ ภาคที่ ๒ หน้า ๓๑-๕๐)

[๑๒]ท้าวสักกะเทวราช คือ พระอินทร์ในคติทางพุทธศาสนา เป็นเจ้าผู้ปกครองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์พร้อมด้วยเทพอีก ๓๒ องค์ (ผู้เขียน)

[๑๓] ดาวดึงส์ คือ สวรรค์ชั้นที่ ๒ ตามคติทางพุทธศาสนา เป็นที่อยู่ของจอมเทพ ๓๓ องค์ ตั้งอยู่เหนือเขาสิเนรุ (ปรุตม์ บุญศรีตัน, ๒๕๕๖, หน้า ๑๘๘)

[๑๔] ปรากฏอยู่ในวิมานวัถตุ เรื่อง ฉัตตมาณวกวิมาน (สามารถศึกษาวิมานวัตถุเรื่องนี้พร้อมด้วยอรรถกถาเพิ่มเติมได้ที่ พระสูตรและอรรถกถาแปล ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ หน้า ๔๔๑-๔๖๔) 

[๑๕] กรณีพระจักรพรรดิประทานอาหารแก่บุรุษนั้น สันนิษฐานว่ามาจากจักกวัตติสูตร เพราะภิกษุกล่าวถึงดวงแก้วของพระจักรพรรดิ แต่กลับไม่มีกรณีนี้ในพระสูตร มีแต่กรณีพระจักรพรรดิประทานทรัพย์ให้แก่โจร สามารถศึกษากรณีนี้ได้ใน พระสูตรและอรรถกถาแปล ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่มที่ ๓ ภาคที่ ๑ หน้า ๑๐๘-๑๑๑

[๑๖] สัจฉินนเปรต คือ เปรตที่ไม่มีศีรษะ มีตาและปากอยู่ที่อก เพราะเคยเป็นเพชฌฆาตประหารผู้คน ( ปรุตม์ บุญศรีตัน, ๒๕๕๖, หน้า ๑๘๑)

[๑๗] ขุปปิปาสานกเปรต คือ เปรตผู้มีแต่ความหิวกระหาย เพราะก่อนเคยเป็นคนที่มีแต่ความโลภ ความตระหนี่ ไม่รู้จักแบ่งปันผู้อื่น (ปรุตม์ บุญศรีตัน, ๒๕๕๖, หน้า ๑๗๖)

[๑๘] นิชฌามตัณหิกเปรต คือ เปรตที่ถูกความอยากแผดเผาพลังกรรมที่ทำให้เกิดเป็นเปรตประเภทนี้ คือ ความตระหนี่ การไม่เคยให้สิ่งใดแก่ใครเลย แม้จะมีผู้มาขอก็ตาม (ปรุตม์ บุญศรีตัน, ๒๕๕๖,หน้า ๑๗๗)

[๑๙] ปรทัตตูปชีวีกเปรต คือ เปรตที่อาศัยทานที่ผู้อื่นให้เลี้ยงชีวิต เป็นเปรตจำพวกเดียวเท่านั้นที่สามารถรับส่วนบุญที่เขาอุทิศให้ด้วยการอนุโมทนาส่วนกุศลที่เขาทำอุทิศให้ เฝ้ารอคอยหมู่ญาติจะทำบุญแล้วอุทิศให้ คอยติดตามหมู่ญาติเวลาทำบุญด้วยความหวังจะได้รับส่วนบุญที่เขาจะอุทิศให้ ก็ผิดหวังเศร้าใจทนทุกข์อยู่อย่างนั้นจนสิ้นพลังกรรม (ปรุตม์ บุญศรีตัน, ๒๕๕๖, หน้า ๑๗๖-๑๗๗)

[๒๐] สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ในคัมภีร์มิลินทปัญหา เรื่อง เปตานัง อุทิสสผลปัญหา ที่ ๘ หน้า ๔๒๖=๔๒๗

[๒๑] ในพระไตรปิฎกคือ ติโรกุฑฑเปตวัตถุ ว่าด้วยเรื่องเปรตพระญาติพระเจ้าพิมพิสาร 

[๒๒] ท้าวจตุโลกบาล เป็นเจ้าแห่งสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา เป็นสวรรค์ชั้นแรกตามคติทางพุทธศาสนา เป็นบริวารแห่งท้าวสักกะเทวราช ประกอบด้วยเทพ ๔ องค์ คือ (๑) ท้าวธตรฐ (๒) ท้าววิรุฬหก (๓) ท้าววิรูปักษ์ และ (๔) ท้าวเวสสุวรรณ (ปรุตม์ บุญศรีตัน, ๒๕๕๖, หน้า ๑๘๗) ประจักษ์ ประภาพิทยากร (๒๕๕๒, หน้า ๕๑) เสนอว่า ท้าวจตุโลกบาล หมายถึง ผู้รักษาโลกทั้ง ๔ ทิศ

[๒๓]ภุมมเทวดา คือ เทวดาจำพวกหนึ่งที่สถิตบนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา อยู่ใกล้ชิดกับมนุษย์ (ผู้เขียน)

[๒๔] ยามา คือ สวรรค์ชั้นที่ ๓ ตามคติทางพุทธศาสนา มีท้าวสุยามเทวราชเป็นผู้ปกครอง (ปรุตม์ บุญศรีตัน, ๒๕๕๖, หน้า ๑๙๐)

[๒๕] ปรนิมมิตววัตตี หรือ ปรนิมมิตวสัวดี สวรรค์ชั้นที่ ๖ ตามคติทางพุทธศาสนา มีท้าวปรนิมมิตเทวราชเป็นผู้ปกครอง (ปรุตม์ บุญศรีตัน, ๒๕๕๖, หน้า ๑๙๑)

[๒๖] พระพรหมคุณาภรณ์ (๒๕๕๑, หน้า ๓๙๘) เสนอว่า สมถะ หมายถึง ธรรมเป็นเครื่องสงบระงับจิตจากนิวรณูปกิเลส หรือ เป็นการฝึกจิตให้สงบเป็นสมาธิ 

[๒๗] พระพรหมคุณาภรณ์ (๒๕๕๑, หน้า ๓๗๓) เสนอว่า วิปัสสนา หมายถึง ความเห็นแจ้ง คือ เห็นตรงต่อความเป็นจริงของสภาวธรรม ด้วยปัญญาที่เป็นไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง และ อนัตตา) อันให้ถอนความหลงผิดรู้ผิดในสังขารได้

[๒๘] เพื่อความเข้าใจยิ่งขึ้นควรศึกษาเพิ่มเติมจากวิสัชนาของสมเด็จพระพุทธโฆษจารย์และสมเด็จพระพิมลธรรมได้ใน พระราชปุจฉาแห่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ หน้าที่ ๗๕-๙๐  และสามารถศึกษาเรื่องสังฆภัตได้ในพุทธนุญาตภัตร หน้า ๑๖๕-๑๗๑ และ อรรถกถา หน้า ๒๓๐-๒๖๖ ใน พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๗ จุลวรรค ทุติยภาคและอรรถกถา

[๒๙] สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ในกรมศิลปากร ๒๕๕๐, หน้า ๗๗-๗๘) อธิบายการแบ่งผ้าจีวรของภิกษุไว้อย่างน่าสนใจว่า พุทธศาสนิกชนถวายผ้าแก่สงฆ์ เป็นสังฆทาน โดยไม่ได้กล่าวถวายเจาะจงภิกษุรูปใด ของที่ถวายนี้จึงสมควรแบ่งปันแก่ภิกษุอื่นด้วย ซึ่งในวิสัชนาของสมเด็จฯ ยกตัวอย่างว่า ถึงในวัดแห่งนั้นมีภิกษุ ๕ รูป แต่ไม่ได้กล่าวถวายขานชื่อของภิกษุรูปใดรูปหนึ่งเจาะจง จึงต้องแบ่งปันกันระหว่างภิกษุทั้ง5 อย่างเท่าเทียมกัน และถ้าหากพบเจอภิกษุอื่นอีกก็ต้องแบ่งปันให้แก่ภิกษุนั้นด้วย

[๓๐]เวลามสูตร เป็นพระสูตรที่ว่าด้วย อนาถบิณฑิกเศรษฐีทูลถามพระพุทธเจ้าในข้อสงสัยการทำทาน ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ยกตัวอย่างในอดีตพระชาติของพระองค์ครั้งเสวยพระชาติเป็นเวลามพราหมณ์ได้ทำทานมหาศาลแก่ชนทั้งหลาย แต่ก็มีผลานิสงส์ไม่เท่าการทำทานกับพระพุทธเจ้า (สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากเวลามสูตรพร้อมด้วยอรรถกถาได้ใน พระสูตรและอรรถกถาแปล อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่มที่ ๔ หน้า ๗๗๕-๗๘๘)

[๓๑] สมเด็จพระพิมลธรรม (๒๕๕๐, หน้า ๗๙) เสนอว่า การแบ่งปัน (อปโลกนกรรม) นั้นต้องประกอบด้วยภิกษุ ๓ จำพวก คือ มหาเถระ (ภิกษุผู้อาวุโสหรือบวชมามากพรรษา)  มัชฌิมเถระ (ภิกษุผู้มีพรรษามาก แต่รองจากมหาเถระ)  และ นวกะ (ภิกษุบวชใหม่) 

บทความนี้ ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการอยุธยาศึกษา ปีที่ ๙ ฉบับที่ ๑ มกราคม-มิถุนายน ๒๕๖๐ 

– อ่านออนไลน์

– ดาวโหลด PDF jas 9 1 2560

รับพิจารณาบทความเพื่อตีพิมพ์ในวารสารวิชาการอยุธยาศึกษา ศึกษารายละเอียดได้ใน http://jas.aru.ac.th/?page_id=2581

Leave a Comment

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติ HTML เหล่านี้ได้: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>