จิตรกรรมฝาผนัง วัดชุมพลนิกายาราม: พุทธศิลป์ตามพระราชศรัทธา ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ

สุรินทร์ ศรีสังข์งาม: เขียน

การสร้างสรรค์ทางศิลปกรรมเป็นภาพสะท้อนที่ดีเยี่ยมของความรู้สึกนึกคิดจากผู้คนและสังคมร่วมสมัย เมื่อสภาพทางสังคมและวัฒนธรรมเปลี่ยนแปลง ผลงานศิลปกรรมย่อมมีการแปรผัน ทั้งแนวคิด รูปลักษณ์ และสุนทรียภาพ

เมื่อเข้าสู่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อาจกล่าวได้ว่าเป็นยุคแรกของการพัฒนา
กรุงรัตนโกสินทร์สู่แนวทางการพัฒนาอย่างโลกตะวันตก ทัศนะของการมองโลกที่เป็นปัจจุบัน หรือการให้ความสำคัญกับวิถีโลกที่เป็นจริง ได้แสดงออกไปพร้อมๆ กับการปริวรรตพุทธศาสนา โดยให้ความสำคัญกับแก่นสาระจากพระไตรปิฎก มากกว่าจะยึดติดอยู่กับเนื้อหาที่มีในอรรถกถา หรือฎีกาต่างๆ รวมไปถึงการรับรู้รูปลักษณ์ใหม่ทางศิลปกรรมอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

จึงเป็นเหตุให้ในยุคสมัยดังกล่าว เกิดพัฒนาการทางด้านศิลปกรรมครั้งใหญ่ แม้จะยังคงมีความสัมพันธ์
สืบเนื่องมาจากรูปแบบศิลปกรรมดั้งเดิม แต่ก็มีการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะในคติสัญลักษณ์อย่างลุ่มลึก และควรค่า
แก่การทำความเข้าใจ

พระอุโบสถและพระเจดีย์คู่ วัดชุมพลนิกายาราม
พระอุโบสถและพระเจดีย์คู่ วัดชุมพลนิกายาราม

เหตุแห่งการเปลี่ยนแปลงในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

เมื่อเจ้าฟ้ามงกุฎทรงสิ้นหวังจากการได้รับสืบต่อราชสมบัติจากพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยแล้ว  ก็ได้ทรงตัดสินพระทัยที่จะทรงมุ่งศึกษาพระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง  โดยทรงประทับอยู่
ณ วัดสมอราย (วัดราชาธิวาส) และทรงเริ่มการศึกษาพุทธศาสนาทางด้าน “วิปัสสนาธุระ” เป็นลำดับต้น จากนั้นจึงเสด็จมาประทับยังวัดมหาธาตุ เพื่อศึกษาทางด้าน “คันถธุระ” โดยมุ่งเน้นที่จะเรียนรู้หลักธรรมจากพระไตรปิฎกอย่างลึกซึ้งเป็นหลัก จนทรงมี
พระปรีชาด้านภาษามคธและอ่านพระไตรปิฎกได้อย่างแตกฉานด้วยพระองค์เอง

ซึ่งคงเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้พระองค์ทรงพบว่าข้อวัตรปฏิบัติต่างๆ ของคณะสงฆ์ในช่วงเวลานั้น ได้มีความคลาดเคลื่อนไปจากพุทธบัญญัติเป็นอย่างมาก  ประกอบกับทรงพบพระภิกษุมอญรูปหนึ่งชื่อ “ซาย” ฉายา “พุทธวังโส” ที่เคยบวชเรียนจากเมืองมอญ เป็นผู้มีความรู้ความชำนาญในวินัยปิฎก  และปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด จึงได้เสด็จไปศึกษาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อกันเสมอ  จนกระทั่งในปี พ.ศ.๒๓๗๒ ได้เสด็จกลับมาประทับยังวัดสมอรายอีกครั้ง แล้วจึงทรงทำทัฬหีกรรมอุปสมบทใหม่ ตามอย่างพิธีในศาสนวงศ์ นิกายสีมากัลยาณีของรามัญประเทศที่สืบกันมาจากลังกา และในที่สุดจึงทรงดำริจัดตั้งนิกาย เพื่อมุ่งหวังจะฟื้นฟูและปฏิรูปพระพุทธศาสนา โดยทรงสถาปนาขึ้นเป็น “ธรรมยุติกนิกาย

ด้วยพระประสงค์ที่จะให้พระพุทธศาสนามีความรุ่งเรืองสืบไป จึงทรงพิจารณาแก้ไข ปรับปรุง  และวางระเบียบแบบแผนปฏิบัติของสงฆ์ เช่นการวางระเบียบทำวัดไหว้พระเช้าเย็นขึ้นใหม่เป็นภาษาบาลี การวางระเบียบอักขระวิธี การออกเสียงภาษาบาลีตามหลักสากล เพื่อให้เป็นผลดีต่อการชำระพระไตรปิฎกและอรรถกถาต่อไป เป็นต้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ทรงให้ความสำคัญกับเนื้อหาในพระไตรปิฎก มากกว่าที่จะทรงเน้นการใช้อรรถกถา และฎีกาอย่างที่เคยปฏิบัติสืบเนื่องมาก่อน  แม้ภายหลังที่พระองค์ได้ลาสิกขาและเสด็จขึ้นครอง
ราชสมบัติแล้ว ก็มิได้ทรงทิ้งพระราชภารกิจเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา โดยยังคงให้เป็นพระราชกรณียกิจสำคัญ ซึ่งเป็นเหตุให้พุทธศาสนาโดยเฉพาะธรรมยุติกนิกายยังคงสืบเนื่องและรุ่งเรืองจนจวบปัจจุบัน

วัดชุมพลนิกายาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชประสงค์ จะขอผาติกรรมพระนารายณ์ราชนิเวศน์ที่จังหวัดลพบุรี ซึ่งได้รับการกำหนดวิสุงคามสีมา ให้กลายเป็นวัดในช่วงปลายรัชสมัย
สมเด็จพระนารายณ์  ให้กลับมาเป็นพระราชวังดังเดิมอีกครั้ง โดยในการผาติกรรมครั้งนั้นเป็นเหตุให้พระองค์ทรงโปรดให้มีการปฏิสังขรณ์พระอารามขึ้น ๓ แห่งประกอบด้วย วัดชุมพลนิกายาราม วัดเสนาสนารามจังหวัดพระนครศรีอยุธยา  และวัดกวิศรารามจังหวัดลพบุรี เพื่อเป็นการแลกกับพระนารายณ์ราชนิเวศน์
ให้กลับเป็นพระราชวังดังกล่าวข้างต้น

ประวัติการสร้าง และปฏิสังขรณ์
วัดชุมพลนิกายาราม

วัดแห่งนี้มีนามเดิมว่า “วัดชุมพล” เมื่อครั้งปฏิสังขรณ์พระอาราม พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานนามใหม่ว่า “วัดชุมพล
นิกายาราม”

ในราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับ
พันจันทนุมาศ (เจิม) และฉบับจักพรรดิพงศ์ (จาด)
ระบุข้อความที่ใกล้เคียงกันว่า วัดชุมพลนิกายารามสร้างขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง เมื่อปี พ.ศ.๒๑๗๕ เพื่อเป็นพระอารามในพระราชวัง
บางปะอิน แต่ยังมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีความเป็นไปได้ที่อาจสร้างขึ้นหลังจากปี พ.ศ.๒๑๙๓ โดยวิเคราะห์จากหลักฐาน “แผนที่” ซึ่งชาวตะวันตกทำไว้ แต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหาในทางวิชาการ เพราะจากหลักฐาน
ทั้งสองฝ่ายก็ยังอยู่ในช่วงเวลาที่ไม่ห่างกันมากนัก

จิตรกรรมฝาผนัง เรื่อง “ท้าวมหาราชทั้ง ๔ เฝ้าพระพุทธเจ้าที่เขาคิชฌกูฏ”
จิตรกรรมฝาผนัง เรื่อง “ท้าวมหาราชทั้ง ๔ เฝ้าพระพุทธเจ้าที่เขาคิชฌกูฏ”

ส่วนการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่เกิดขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ราวปี พ.ศ. ๒๔๐๕- ๒๔๐๖ แม้ไม่ปรากฏรายละเอียดว่ามีการเปลี่ยนแปลงพระอารามมากน้อยเพียงใด แต่ก็เชื่อว่ารูปลักษณ์ของพระอุโบสถที่ปรากฏในปัจจุบัน น่าจะได้รับการบูรณะในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบน หลังคา ตัวพระอุโบสถ เสมา กำแพงแก้ว รวมไปถึงจิตรกรรมฝาผนัง หลังจากนั้นจึงมีการบูรณะอีกครั้งในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่คงเป็นการบูรณะตามรูปแบบที่ปรากฏแล้วในรัชกาล
พระจอมเกล้าฯ เป็นหลักสำคัญ

จิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถ วัดชุมพลนิกายาราม

ด้วยแรงบันดาลใจหรืออิทธิพลที่
สืบเนื่องมาจากพระราชศรัทธาของพระบาทสมเด็จ
พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ที่ทรงเป็นผู้ก่อตั้งธรรมยุติกนิกาย  ขึ้นตั้งแต่ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น  ครั้งเมื่อพระองค์ทรงขึ้นครองราชย์แล้ว  ก็ทรงอุปถัมภ์ให้ธรรมยุติกนิกายมีความรุ่งเรืองขึ้นสืบไป ดังนั้นจึงปรากฏพระอารามหลายแห่งที่พระองค์ทรงสถาปนาหรือทรงบูรณะขึ้นตามลำดับตลอดรัชกาล

และได้ปรากฏอย่างชัดเจนในงานจิตรกรรมฝาผนังที่พระอุโบสถวัดชุมพลนิกายาราม  โดยเฉพาะเนื้อหาเรื่อง “พระอดีตพุทธเจ้าและพุทธประวัติของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน” ที่ได้รับการศึกษาและเรียบเรียงขึ้นใหม่ จาก “พระไตรปิฎก”โดยตรง จึงปรากฏรูปลักษณ์ องค์ประกอบ และการสื่อความใหม่ ที่มีการปรับเปลี่ยนจากขนบนิยมของจิตรกรรมฝาผนังเดิมที่สืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์

จิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถวัดชุมพลนิกายาราม ได้บรรยายเนื้อหาเรื่องพระอดีตพุทธเจ้า และพุทธประวัติของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ที่ได้มีการสอบทานเนื้อหาใหม่ การให้ความสำคัญกับเนื้อหาที่ปรากฏในพระไตรปิฎกเป็นชั้นต้น ประกอบกับมีแผ่นจารึกหินอ่อนจำหลักอธิบายเนื้อหาในส่วนต่างๆ ทำให้เราสามารถทราบเนื้อหาและตำแหน่งของเรื่องในงานจิตรกรรมตามลำดับภายในพระอุโบสถ ดังนี้

๑.  ผนังด้านหลังพระประธาน แบ่งเนื้อหาออกเป็น ๓ ตอนหลัง ประกอบด้วย

๑.๑  พุทธประวัติ พระวิปัสสี พุทธเจ้า ตั้งแต่เสด็จปฏิสนธิในครรภ์ จนถึงเหตุการณ์ก่อนการตรัสรู้

๑.๒  พุทธประวัติ พระวิปัสสี พุทธเจ้า หลังการตรัสรู้จนถึงทรงประทานอนุญาตให้พุทธสาวกไปเผยแผ่พระศาสนาในสถานที่ต่างๆ

๑.๓  ภาพซุ้มเรือนแก้ว โดยบนยอดสุดของซุ้มเรือนแก้วปรากฏพระมหาพิชัยมงกุฎเปล่งรัศมี (พระราชลัญจกรประจำพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว)

๒.  ผนังด้านซ้ายมือของพระประธาน ตั้งแต่ส่วนคอสองจนถึงผนังระหว่างห้อง เขียนเนื้อหาประกอบด้วย

๒.๑  พุทธประวัติ พระวิปัสสี พุทธเจ้า ตั้งแต่ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์จนถึงเหตุการณ์ถวายพุทธพยากรณ์

๒.๒  พุทธประวัติ พระสิกขีพุทธเจ้า

๒.๓  พุทธประวัติ พระเวสสภูพุทธเจ้า

๓.  ผนังด้านขวามือของพระประธาน ตั้งแต่ส่วนคอสองจนถึงผนังระหว่างห้อง เขียนเนื้อหาประกอบด้วย

๓.๑  พุทธประวัติพระกกุสันธพุทธเจ้า

๓.๒  พุทธประวัติพระโกนาคมนพุทธเจ้า

๓.๓  พุทธประวัติพระกัสสปพุทธเจ้า

๔.ผนังด้านหน้าพระประธาน เขียนจิตรกรรมฝาผนังเรื่อง พุทธประวัติพระโคตมพุทธเจ้า หรือพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน

แม้มองในภาพรวม จะยังเห็นลักษณะ
ที่สืบเนื่องจากจิตรกรรมฝาผนังที่สร้างสรรค์ขึ้นก่อนหน้านี้ แต่ในเชิงเนื้อเรื่องและความหมาย จะพบพัฒนาการและความแตกต่างอย่างชัดเจน เช่น
การปฏิเสธ เรื่อง “ภัทรกัลป์” หรือ “พระอดีตพุทธ ๒๘ พระองค์” ซึ่งเป็นแนวคิดสำคัญที่ปรากฏในงานจิตรกรรมฝาผนังก่อนหน้านี้ อีกทั้งยังมีการสร้างสรรค์จิตรกรรมที่มีความพิเศษ สามารถวิเคราะห์ได้เป็น ๓ ลักษณะ คือ

๑.  จิตรกรรมที่ยังคงแสดงรูปแบบ และเนื้อหาสืบเนื่องจากที่เคยปรากฏในอดีต

๒.  จิตรกรรมที่ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ จากเนื้อหาที่ไม่เคยปรากฏในจิตรกรรมฝาผนังในอดีต

๓.  การออกแบบเชิงสุนทรียภาพ ที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างจิตรกรรมฝาผนัง และสถาปัตยกรรมภายใน

เนื่องจากบทความนี้มุ่งแสดงลักษณะสำคัญของการพัฒนารูปแบบศิลปะโดยเฉพาะจิตรกรรมที่มีความสัมพันธ์กับคติทางพระพุทธศาสนาที่มีความเปลี่ยนแปลงในสมัยรัชกาลที่ ๔ จึงขอวิเคราะห์แต่เพียงกรณีศึกษาบางส่วนเพื่อความชัดเจน โดยเฉพาะ
ภาพจิตรกรรมที่ได้รับการสร้างสรรค์ใหม่และความสัมพันธ์กับสถาปัตยกรรมภายในเป็นหลัก

จิตรกรรมฝาผนังด้านหน้าพระประธานใกล้ผนังระหว่างห้อง เรื่อง “ท้าวมหาราชทั้ง ๔ เฝ้าพระพุทธเจ้าที่เขาคิชฌกูฏ”
จิตรกรรมฝาผนังด้านหน้าพระประธานใกล้ผนังระหว่างห้อง เรื่อง “ท้าวมหาราชทั้ง ๔ เฝ้าพระพุทธเจ้าที่เขาคิชฌกูฏ”
004
จิตรกรรมฝาผนัง ภาพซุ้มเรือนแก้ว ประดับยอดด้วยพระมหาพิชัยมงกุฎ เปล่งรัศมี
005
พระประธานทั้ง ๗ องค์ ภายในพระอุโบสถ อันมีพระวิปัสสีพุทธเจ้าเป็นองค์สำคัญ

บทวิเคราะห์เฉพาะจิตรกรรมฝาผนังภาพ “ท้าวมหาราชทั้งสี่ที่เฝ้าพระพุทธเจ้าที่เขาคิชฌกูฏ”

เป็นภาพจิตรกรรมที่ได้รับการสร้างสรรค์ใหม่ และได้รับความสำคัญ โดยวิเคราะห์ได้จากตำแหน่งของภาพ ซึ่งอยู่ที่ผนังด้านหน้าพระประธาน เยื้องลงมาเหนือบริเวณผนังระหว่างห้อง ซึ่งเป็นตำแหน่งที่อยู่ใกล้ระดับสายตา และมีบทบาทในฐานะตำแหน่งประจันหน้ากับพระประธาน

จากจดหมายเหตุรัชกาลที่ ๔ จ.ศ.๑๒๒๕ เลขที่ ๑๓๔ เรื่อง “สมณสาส์น เรื่องสมณสาส์นมาแต่ลังกา” โดยมีรายละเอียดความว่า … “เรื่องพระโคดมอยู่ด้านน่า เขียนเปนเลาไปตั้งแต่ประสูตรจนนิพพาน และให้มีเรื่องอาฏานาฎิยะสูตรอยู่ตรงกลางประตู…”

ประกอบกับบริเวณตอนล่างของภาพมีแผ่นจารึกหินอ่อนเขียนข้อความบรรยายใต้ภาพความว่า

“ครั้งหนึ่งพระองค์เสด็จไปประทับเขา
คิชฌกูฏ ท้าวมหาราชทั้ง ๔ มาเฝ้า ให้เสนายักษ์, คนธรรพ์, กุมภัณฑ์, นาค รักษารอบ ท้าวเวสสวรรณมหาราช กราบทูลให้พระองค์สอนภิกษุบรรสัท ให้เรียนอาฏานาฏิยคถา กันอมนุษย์ร้าย พระองค์ก็ให้ภิกษุเรียนตามคำท้าวเวสสวรรณกราบทูล”

ซึ่งเนื้อหาของภาพตอนนี้ตั้งใจแสดงเนื้อหาใน “อาฏานาฏิยสูตร” ซึ่งเป็นพระสูตรหนึ่งในสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ว่าด้วยท้าวจตุโลกบาลเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า โดยท้าวเวสสุวรรณมหาราชถวายมนต์คุ้มครองที่ชื่อว่า “อาฏานาฏิยะ” ซึ่งขึ้นต้นด้วย
คำนมัสการพระพุทธเจ้าทั้ง ๗ พระองค์ ประกอบด้วย

“ขอนอบน้อมพระวิปัสสีพุทธเจ้า ผู้ทรง
พระจักษุทรงพระสิริ

ขอนอบน้อมแด่พระสิขีพุทธเจ้า ผู้ทรงอนุเคราะห์สัตว์ทั้งปวง

ขอนอบน้อมพระเวสสภูพุทธเจ้า ผู้ชำระกิเลสได้แล้ว มีตบะ

ขอนอบน้อมพระกกุสันธพุทธเจ้า ผู้ทรงเอาชนะมารและกองทัพได้

ขอนอบน้อมพระโกณาคมนพุทธเจ้า
ผู้ลอยบาปแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์

ขอนอบน้อมพระกัสสปพุทธเจ้า ผู้หลุดพ้นแล้วจากกิเลสทั้งปวง

ขอนอบน้อมพระโคตมพุทธเจ้า ผู้ทรง
พระฉัพพรรณรังสี ผู้ทรงสิริ ผู้ทรงแสดงธรรมขจัดทุกข์ทั้งปวง”

อีกทั้งจำนวนของพระพุทธเจ้าทั้ง ๗ พระองค์นี้ มีความสอดคล้องกับจำนวนพระประธานทั้ง ๗ องค์ และจำนวนพระอดีตพุทธที่ปรากฏในจิตรกรรมฝาผนังอย่างชัดเจน

นอกจากการนำเนื้อหาที่ปรากฏในพระสูตรฯ มาแสดงอย่างชัดเจนแล้ว ในเชิงรายละเอียดของภาพ จิตรกรรมฝาผนังได้พยายามบรรยายภาพจิตรกรรมตามเนื้อหาที่ปรากฏอย่างรอบคอบ และละเอียดลออ
ดังปรากฏชัดเจนในลักษณะของ “ท้าวมหาราชทั้ง ๔” หรือที่มักเรียกในปัจจุบันว่า “ท้าวจตุโลกบาล” นั่นเอง

ในภาพจิตรกรรมฝาผนังที่สร้างสรรค์ขึ้นก่อนสมัยรัชกาลที่ ๔ ปรากฏภาพท้าวจตุโลกบาลใน
พุทธประวัติหลายตอน เช่นตอน “มหาภิเนษกรมณ์” หรือตอนเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกบรรพชา โดยในภาพจิตรกรรมมักเขียนภาพท้าวจตุโลกบาลมีลักษณะอย่างเทพบุตร และมีลักษณะเหมือนกันทุกพระองค์ ตัวอย่างเช่น ในจิตรกรรมฝาผนังตอนมหาภิเนษกรมณ์ที่พระอุโบสถวัดสุวรรณาราม, วัดไชยทิศ หรือที่
วัดดุสิตดาราม กรุงเทพมหานคร เป็นต้น

แต่ในจิตรกรรมฝาผนังที่วัดชุมพลนิกายารามแห่งนี้ ท้าวจตุโลกบาลทั้ง ๔ องค์ ถูกสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ตามลักษณะที่ปรากฏเนื้อความว่า

“เหล่าคนธรรพ์ผู้มีฤทธิ์มากในทิศบูรพา
จงคุ้มครองข้าพเจ้าให้เป็นผู้ไม่มีโรค มีความสุข

เหล่ากุมภัณฑ์ผู้มีฤทธิ์มากในทิศทักษิณ
จงคุ้มครองข้าพเจ้าให้เป็นผู้ไม่มีโรค มีความสุข

เหล่านาคผู้มีฤทธิ์มากในทิศประจิม
จงคุ้มครองข้าพเจ้าให้เป็นผู้ไม่มีโรค มีความสุข

เหล่ายักษ์ผู้มีฤทธิ์มากในทิศอุดร จงคุ้มครองข้าพเจ้าให้เป็นผู้ไม่มีโรค มีความสุข

ท้าวธตรฐเป็นผู้รักษาโลกทิศบูรพา ท้าววิรุฬหกรักษาโลกทิศทักษิณ ท้าววิรูปักษ์รักษาโลกทิศประจิม ท้าวกุเวรรักษาโลกทิศอุดร”

โดยช่างเขียนได้ถ่ายทอดรูปแบบทางจิตรกรรมไทย คือ

–  ท้าวกุเวร รักษาโลกทิศอุดร เขียนให้มีรูปลักษณะเป็นยักษ์ กายสีเขียว สวมมงกุฎยอดน้ำเต้า และนั่งแวดล้อมด้วยกลุ่มยักษ์

–  ท้าววิรูปักษ์ รักษาโลก ทิศประจิม เขียนให้มีรูปลักษณะเป็นเทพบุตร กายสีขาว สวมมงกุฎยอดนาค และนั่งแวดล้อมด้วยกลุ่มนาค ที่นิมิตกายเป็นมนุษยนาค กายสีขาวสวมมงกุฎยอดนาคเช่นเดียวกัน

–  ท้าววิรุฬหก รักษาโลกทิศทักษิณ เขียนให้มีรูปลักษณะเป็นยักษ์โล้น กายสีทอง นั่งแวดล้อมด้วยกลุ่มยักษ์ (หรือในที่นี้อาจหมายถึงกุมภัณฑ์)

–  ท้าวธตรฐ รักษาโลกทิศบูรพา เขียนให้มีรูปลักษณะคล้ายมนุษย์ผู้ชาย ไม่สวมมงกุฎ นั่งแวดล้อมด้วยมนุษย์ผู้ชาย (หรือในที่นี้อาจหมายถึงคนธรรพ์)

ซึ่งเนื้อความในอาฏานาฏิยสูตรสามารถสรุปได้ว่า ท้าวเวสสุวรรณนั้นเป็นใหญ่ของยักษ์ทั้งหลาย ท้าว  วิรูปักข์เป็นใหญ่ของพวกนาค ท้าววิรุฬหกเป็นใหญ่ในพวกกุมภัณฑ์ และท้าวธตรฐเป็นใหญ่ในหมู่คนธรรพ์ จึงมีความใกล้เคียงกับที่ปรากฏในจิตรกรรมฝาผนังเป็นอย่างมาก

บทวิเคราะห์เฉพาะการออกแบบโครงสี ภายในพระอุโบสถ

ภายในพระอุโบสถมี “เสาในประธาน” ทั้งสิ้น
๔ คู่ โดยเขียนจิตรกรรมตกแต่งเป็นภาพ “เครื่องแขวน” ประดับเสาแบบที่เคยปรากฏก่อนหน้านี้ แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า พื้นเสาแต่ละคู่มีการระบายสีรองพื้นที่แตกต่างกันตามลำดับ คือ

–  เสาคู่ที่หนึ่งนับจากผนังด้านหลังพระประธาน ระบายพื้นหลังด้วยสีขาวแรเส้นด้วยสีมอคราม (สีฟ้า)

–  เสาคู่ที่สองระบายสีพื้นด้วยสีขาว แรเส้นด้วยสีหงชาด (สีชมพู)

–  เสาคู่ที่สามระบายสีพื้นด้วยสีชาด (สีแดง)

–  เสาคู่ที่สี่ระบายด้วยสีคราม (สีน้ำเงิน)

ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการใช้งานจิตรกรรมฝาผนังในฐานะศิลปะตกแต่งเพื่อสร้างสุนทรียภาพ และการสื่อความหมายเชิงสัญลักษณ์ใหม่อย่างเด่นชัด กล่าวคือมีการใช้ “ทัศนธาตุ” และ “ความรู้สึก”จากงานจิตรกรรมมาเป็นส่วนหนึ่งของการสร้าง “เอกภาพ” ที่มีความสอดคล้องกับสถาปัตยกรรมภายใน เนื่องจากผนังด้านหลังพระประธานเขียนเป็นรูปซุ้มเรือนแก้ว บนยอดสุดของซุ้มเรือนแก้วประดิษฐาน “พระมหาพิชัยมงกุฎ” อันเป็นพระราชลัญจกรประจำพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เบื้องหน้าของจิตกรรมภาพซุ้มเรือนแก้ว ประดิษฐานพระพุทธปฏิมาประธาน คือ “พระวิปัสสีพุทธเจ้า” อันเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์แรกตามเนื้อหาที่ปรากฏในจิตรกรรมฝาผนัง สีของเสาในประธานที่แตกต่างกันมีความสอดคล้องไปกับระยะของแสงรัศมีจากพระราชลัญจกรและพระประธานที่ทำให้เสาต้นที่ใกล้กับพระพุทธปฏิมาจะมีสีสว่าง ด้วยสีขาว สีชาด และสีครามตามลำดับ

จึงอาจเป็นดัง “ปริศนาธรรม” ที่แสดงให้เห็นถึงสิ่งที่ใกล้พระพุทธศาสนา (?) ย่อมพบแสงสว่าง ซึ่งเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของงานจิตรกรรมฝาผนังที่นิยมในรัชสมัยของพระองค์ (ประเด็นนี้ยังอาจสื่อไปถึงสถานะแห่ง “พระจักรพรรดิราช” ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ก็เป็นได้ ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องวิเคราะห์อย่างลึกซึ้งต่อไป)

สรุป

จิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถวัดชุมพลนิกายาราม เป็นตัวอย่างอันดียิ่งที่แสดงถึงแนวทางในการสร้างสรรค์ และแสดงออกทางจิตรกรรมไทย ในช่วงสมัยของการเปลี่ยนแปลงสภาพสังคมวัฒนธรรมในสยาม ด้วยพระราชศรัทธาของพระบาทสมเด็จของพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีทัศนะต่อเนื้อหาในพระพุทธศาสนา โดยแสดงออกในรูปลักษณ์ที่ยังสามารถสืบเนื่องจากรูปแบบจากจิตรกรรมไทยแบบประเพณีนิยมที่เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์ และได้มีการพัฒนาให้มีเนื้อหาตามหลักปฏิบัติของธรรมยุติกนิกายได้อย่างลึกซึ้ง และแยบยล เช่น

๑.การศึกษาเนื้อหาเรื่องพระอดีตพระพุทธเจ้า และพุทธประวัติของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันที่ปรากฏในพระไตรปิฎกโดยตรง ทั้งใน
มหาปทานสูตร พระสุตตันปิฎก และอาฎานาฎิยสูตร ซึ่งเป็นพระคัมภีร์ชั้นต้น อันเป็นไปตามหลักการตามธรรมยุติกนิกาย และพระราชศรัทธาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ

๒. เป็นเครื่องแสดงความลึกซึ้งของคุณค่าในการศึกษาตามพระไตรปิฎก ภาพจิตรกรรมฝาผนังจึงมีการถ่ายทอดให้เป็นจริงตามพุทธบัญญัติที่กล่าวไว้อย่างละเอียดรอบคอบ เช่น ลักษณะของท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่องค์ ช่างได้เขียนตามที่พรรณนาไว้ในตามสุตตันปิฎก และอาฎานาฎิยสูตรอย่างใกล้เคียง

๓. การสร้างสรรค์คุณค่าเชิงสุนทรียภาพ ที่สร้างความสัมพันธ์ระหว่างจิตรกรรมฝาผนัง สัญลักษณ์ และสถาปัตยกรรมภายใน แสดงให้เห็นการสร้างสรรค์เชิงศิลปกรรมที่ใช้การประสานร่วมกันทุกองค์ประกอบ ตั้งแต่พระประธาน เสาร่วมใน และจิตรกรรมฝาผนัง ก่อให้เกิดทัศนมิติ ที่สามารถนำพาผู้คนเข้าสู่เป้าหมายสูงสุดของงานจิตรกรรมฝาผนังได้อย่างยอดเยี่ยม

ด้วยพระปรีชา และพระวินิจฉัยอันลึกซึ้งของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เราอาจจะยังไม่เข้าถึงเหตุผลที่แท้จริง ของพระราชศรัทธาถึงการยกย่องพระวิปัสสีพุทธเจ้า ขึ้นเป็นพระพุทธเจ้าองค์ปฐม อันเป็นแนวคิดหลักในการสร้างสรรค์จิตรกรรมฝาผนังภายในวัดชุมพลนิกายาราม และยังมีข้อน่าสงสัยว่าเหตุใดจึงใช้คติความเชื่อ และรูปลักษณ์ของพุทธศาสนาฝ่าย “ธรรมยุติกนิกาย” มาเป็นแบบอย่างในพุทธสถานของ “มหานิกาย” ซึ่งยังคงเป็นข้อสงสัยที่รอการศึกษาค้นคว้าต่อไป

จิตรกรรมฝาผนัง และสถาปัตยกรรมภายใน ของพระอุโบสถวัดชุมพลนิกายาราม
จิตรกรรมฝาผนัง และสถาปัตยกรรมภายใน ของพระอุโบสถวัดชุมพลนิกายาราม

อย่างไรก็ตามการแปลความหมายในเชิงประติมานวิทยา และคติ สัญลักษณ์ต่างๆ ที่ปรากฏในงานจิตรกรรมฝาผนัง ที่สร้างสรรค์ขึ้นตามพระราชศรัทธาของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้สะท้อนให้เห็นความปรารถนาที่สำคัญที่สุดของพระองค์ประการหนึ่งคือ การใช้ “ปัญญา” ในการรับรับรู้โลกภายนอกอย่างเป็นปัจจุบัน เพราะหากขาดซึ่งปัญญาแล้ว ก็ไม่มีทางเข้าถึงความหมายอันมหาศาล ที่สอดแทรกเป็นส่วนหนึ่งในงานจิตรกรรมและศิลปกรรมตามพระราชศรัทธาของพระองค์อย่างน่าเสียดาย ๏

 

เชิงอรรถ

สมคิด จิระทัศนกุล.  (๒๕๔๗).  รูปแบบพระอุโบสถและพระวิหารในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว. หน้า ๑๓.

ประยุทธ สิทธิพันธ์.  (๒๕๑๖).  สมเด็จพระจอมเกล้า เจ้ากรุงสยาม เล่มต้น. หน้า ๓๐.

สมเด็จพระญาณสังวร (สุวทฒโน).  (๒๕๓๑). พุทธศาสนวงศ์. หน้า ๕๕.

หอสมุดแห่งชาติ.  (๒๕๐๕-๒๕๐๖).  พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ ฉบับหอสมุดแห่งชาติ. หน้า ๗๖๖.

กรมศิลปากร.  (๒๕๐๗).  พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทุมาศ (เจิม) กับพระจักพรรดิพงศ์ (จาด).  หน้า ๓๔๔, ๘๖๗.

กรมศิลปากร.  (๒๕๓๐).  ประวัติวัดชุมพลนิกายาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา. หน้า ๒๐-๒๒.

หอสมุดแห่งชาติ.  จดหมายเหตุรัชกาลที่ ๔. สมุดขอเฝ้า. เส้นดินสอขาว. จ.ศ.๑๒๒๕. เลขที่ ๑๓๔.

พระสูตรและอรรถกถา แปล ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่มที่ ๓ ภาคที่ ๒.  (๒๕๒๗).  หน้า ๑๒๔-๑๒๕.

เรื่องเดียวกัน.

 

บรรณานุกรม

ญาณสังวร (สุวฑฒโน), สมเด็จพระ.  (๒๕๓๑).  พุทธศาสนวงศ์. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหามงกุฎราชวิทยาลัย.

_______.  (๒๕๒๓).  ประวัติวัดชุมพลนิกายาราม. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร.

_______.  (๒๕๒๓).  ประวัติวัดชุมพลนิกายาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา. กรุงเทพฯ : อมรินทร์.

ประยุทธ สิทธิพันธ์.  (๒๕๑๖).  สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เล่มต้น. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มิตรสยาม.

พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทุมาศ (เจิม) กับ พระจักรพรรดิพงศ์ (จาด). (๒๕๐๗).  พระนคร : คลังวิทยา,

พระสูตรและอรรถกถา แปล ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่มที่ ๓ ภาคที่ ๒.  (๒๕๒๗).  กรุงเทพฯ : มหามงกุฎราชวิทยาลัย.

สมคิด จิระทัศนกุล.  (๒๕๔๗).  พระอุโบสถและพระวิหารในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว.  กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ.

หอสมุดแห่งชาติ.  จดหมายเหตุรัชกาลที่ ๔. สมุดขอเฝ้า. เส้นดินสอขาว. จ.ศ.๑๒๒๕. เลขที่ ๑๓๔.

หอสมุดแห่งชาติ.  (๒๕๐๕-๒๕๐๖).  พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ ฉบับหอสมุดแห่งชาติ. พระนคร : คลังวิทยา.

อิสรา อุปถัมภ์.  (๒๕๔๙).  จิตรกรรมฝาผนังวัดชุมพลนิกายาราม: การวิเคราะห์จากมุมมองใหม่.  สารนิพนธ์ปริญญา มหาบัณฑิต.  บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร.

 

บทความนี้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ อยุธยาศึกษา ฉบับประจำพุทธศักราช ๒๕๕๗
ดาวน์โหลดวารสารฉบับเต็ม คลิ๊กที่นี่
ต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติม หรือเสนอบทความวิชาการเพื่อตีพิมพ์ในวารสารอยุธยาศึกษา  http://jas.aru.ac.th/?page_id=214

Leave a Comment

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติ HTML เหล่านี้ได้: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>